| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ใครรู้ตอบทีครับ
สลักธรรม 1
กิเลสคือธรรมชาติที่ทำให้จิตเศร้าหมอง เร่าร้อน จัดแบ่งแยกออกเป็นได้หลายประเภทหรือหลายกลุ่ม หรือหลายกอง ตามลักษณะหน้าที่หรืออาการความเป็นไปของกิเลส จะแบ่งออกเป็น ๙ กองนะคะ คือ อาสวะ โอฆะ โยคะ คันถะ อุปาทาน นิวรณ์ อนุสัย สังโยชน์ กิเลส (ซึ่งหาความรู้ได้จากพระอภิธรรมมัตถสังคหะปริจเฉทที่ ๗) แต่ไม่ว่าจะจัดแบ่งเรียกชื่อไปอย่างไรก็ตาม ก็ไม่พ้นไปจาก อกุศลเจตสิกทั้ง ๑๔ นั่นเอง
อนุสัยกิเลส คือธรรมชาติที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานของสัตว์ทั้งหลายเป็นประจำ เมื่อมีเหตุปัจจัยอันควรอนุสัยก็จะแสดงอำนาจออกมาให้จิตเป็นไปต่างๆ และแสดงออกซึ่งพฤติกรรมทางกาย-วาจา และใจแตกต่างกัน
อนุสัยกิเลสนอนสงบนิ่งในขันธสันดานของสัตว์มาตั้งแต่ปฏิสนธิไปจนถึงจุติ เกิดภพชาติใหม่ก็ยังมีอยู่เช่นนี้อีก เพียงแต่ว่า ณ ภพชาตินี้เราเพาะบ่มความสันทัดในอนุสัยประเภทไหนให้มันมากขึ้นๆๆๆๆ หรือเพียร มิให้อำนาจอนุสัยนั้นได้มีโอกาสแสดงอำนาจออกมาเท่านั้น
อนุสัยกิเลสมี ๗ อย่าง คือ
๑. กามราคานุสัย ได้แก่ โลภเจตสิก
๒. ปฏิฆานุสัย ได้แก่ โทสเจตสิก
๓. ทิฏฐานุสัย ได้แก่ ทิฏฐิเจตสิก
๔. มานานุสัย ได้แก่ มานะเจตสิก
๕. วิจิกิจฉานุสัย ได้แก่ วิจิกิจฉาเจตสิก
๖. ภวราคานุสัย ได้แก่ โลภเจตสิก
๗. อวิชชานุสัย ได้แก่ โมหเจตสิกโดย พี่ดา [8 มี.ค. 2554 , 11:32:09 น.] ( IP = 124.121.179.23 : : )
สลักธรรม 2
จาคำถามที่ว่า.....กิเสสที่ไม่เป็นอนุสัยแต่ว่ายังนอนเนื่องสันดานก็ยังมีอยู่ อย่างเช่น อหิริกะ อโนตตัปปะ อุทธัจจะ อิสสา มัจฉริยะ กุกกุจจะ ถีนะ และ มิทธะ แล้วทำไมกิเสสเหล่านั้นกลับไม่เรียกว่า อนุสัย ครับ
ลองพิจารณาดูนะคะ กิเลสที่เกิดขึ้นปรุงแต่งจิตของปุถุชน ซึ่งหมายถึงผู้ที่หนาแน่นด้วยกิเลสนั้นให้เป็นไปต่างๆนานา ก็จากพิ้นฐานของอนุสัยเหล่านี้แหละที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานของสัตวโลกทั้งหลาย ไม่ว่าสัตวโลกนั้นจะสูงด้วยยศฐาบรรดาศักดิ์เพียงใด ไม่ว่าจะมีหน้าที่การงานอย่างไรก็ตาม จะเป็นถึงระดับหัวหน้า หรือเป็นแค่เพียงคนงานก็ตาม ไม่ว่าจะอยู่ในเพศของสมณะ หรือฆารวาส ก็ตาม เหล่านี้เป็นต้น
เมื่อมีเหตุปัจจัยอันควร เช่น เห็นรูปที่ชอบใจ จิตก็จะเกิดการปรุงแต่งให้เป็นไปตามกำลังอำนาจของอนุสัยที่สัตว์นั้นๆเพาะบ่มไว้ คือมากด้วยกามคุณอารมณ์ กามราคานุสัยซึ่งก็ได้แก่โลภเจตสิกก็ทำงานทันที แล้วโลภเจตสิกจะเกิดขึ้นเดี่ยวได้ไหมค่ะ.....ไม่ได้ ต้องมีโมหเจตสิกเกิดร่วมด้วย
แล้วโมหเจตสิกละคะเกิดขึ้นเดี่ยวๆได้ไหม.....ก็ไม่ได้ เพราะจะต้องพ่วงเอา อหิริกะ อโนตตัปปะ และอุทธัจจะเข้าร่วมด้วยทุกครั้ง
หรือบางครั้งประสพกับอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา ปฏิฆานุสัยซี่งได้แก่ โทสเจตสิกก็ขึ้นแสดงอำนาจของตนทันที และก็เป็นไปตามลำพังไม่ได้เช่นกัน ต้องเกิดร่วมกันกับโมหะเจตสิก
แต่ในบางครั้งบางคราว อารมณ์ที่ไม่น่าพอใจที่เกิดขึ้นนั้นเป็นความไม่พอใจในคุณสมบัติของผู้อื่นด้วย ก็จะมีอิสสาเจตสิก เกิดร่วมด้วย
หรือถ้าหากอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจที่เกิดขึ้นนั้นเป็นความหวงแหนในสมบัติหรืออารมณ์ของตนเอง ก็จะมีมัจฉริยเจตสิก เกิดร่วมด้วย
หรือถ้าหากอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจที่เกิดขึ้นนั้นเป็นความรำคาญใจต่างๆ ก้จะมีกุกกุจจะเกิดร่วมด้วย
แต่เมื่อใดก็ตามเมื่อจิตที่เกิดขึ้นและเป็นไปต่างๆนานาตามกำลังอำนาจของอนุสัยนั้นมีกำลังอ่อนลง ก้เปิดโอกาสให้ถีนะเจตสิกและมิทธเจตสิกเข้าร่วมทำงานด้วยค่ะ
เท่าที่ยกมา ก็หวังว่าคงจะเป็นบรรทัดฐานให้พอมองเห็นได้นะคะ ว่าเหตุใดจึงไม่เรียกกิเลสอื่นๆว่าอนุสัยกิเลสโดย พี่ดา [8 มี.ค. 2554 , 11:40:23 น.] ( IP = 124.121.179.23 : : )
สลักธรรม 3ขอบคุณมากครับพี่ดา แต่ว่าทำไมไม่เห็นตอบคำถามเลยว่า เพราะอะไร อ่านไปก็เป็นเพียงอธิบายกลับไปกลับมา ไม่ได้ชี้ชัดเหตุผลอะไรเลย ขอคำตอบที่ตรงประเด็นหน่อยครับ ว่าทำไมไม่ชื่อว่าอนุสัย
โดย นักเรียน [9 มี.ค. 2554 , 09:28:54 น.] ( IP = 183.89.106.108 : : )
สลักธรรม 4
ขอโทษนะคะ เจตนาที่ตอบเช่นนั้น โดยมิได้ระบุลงไปว่าทำไมไม่ชื่อว่าอนุสัย แต่ว่าอธิบายเป็นขั้นเป็นตอน เป็นลำดับๆเรื่อยไป มิได้อธิบายกลับไปกลับมา เพียงเพื่อต้องการให้รู้จักคิดพิจารณาตามไปกับคำตอบด้วยค่ะ
เพราะเมื่อเข้าใจลักษณะอาการของอนุสัยกิเลสแล้วว่าเป็นอย่างไร จะเห็นได้ว่าอนุสัยนั้นเป็นกิเลสที่ติดมากับขันธสันดานของสัตวโลกที่ยังคงเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏฏ์ เป็นอุปนิสสัยที่สั่งสมกันเอาไว้ ส่วนกิเลสอื่นๆนั้น ก็เป็นส่วนที่เกิดขึ้นโดยมีอนุสัยที่สั่งสมไว้ในลักษณะอาการแบบเดียวกันเป็นพื้นฐาน
เช่น อหิริกะกิเลส อโนตตัปปะกิเลส ความเกรงชั่ว กลัวผลบาปนั้น ก็เป็นเพียงกิเลสที่เกิดขึ้นเพราะความโง่เขลาเบาปัญญา ไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงว่าสิ่งที่เห็นนั้น แท้จริงเป็นเพียงรูปธรรมเท่านั้น ไม่มีตัวตนคนสัตว์ แต่เพราะโง่ (โมหะ) จึงหลงทะยานอยาก เกิดราคะ (โลภะ) ขึ้นในจิตใจ และที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะมีพื้นฐานของกามราคานุสัย นั่นเอง มิได้เกิดจากการมีอหิริกอนุสัย หรืออโนตตัปปอนุสัย
ซึ่งลองคิดถึงเทวดาในเทวภูมิสิค่ะ เกิดด้วยอำนาจของหิริ-โอตตัปปะ-จาคะ แต่ความทะยานอยากในอารมณ์ที่ตนเองชอบมีไหมค่ะ ..คำตอบคือ ยังมีอยู่
และเมื่อเกิดราคะขึ้น โมหะ อหิริกะ อโนตตัปปะกิเลส ก็ย่อมต้องเกิดขึ้นด้วย
กรุณากลับไปอ่านคำตอบอย่างช้าๆอีกหลายๆรอบนะคะ จะเห็นได้ มิได้อธิบายกลับไปกลับมาหรอกนะคะ และที่มิได้ระบุลงไปว่าทำไมไม่ชื่อว่าอนุสัย เพราะว่าต้องการให้รู้จักคิดพิจารณาตามไปด้วยเท่านั้นค่ะ จะได้เปลี่ยนจากการเป็นนักเรียนมาเป็นนักศึกษาไงค่ะ...
ด้วยความปรารถนาดีโดย พี่ดา [9 มี.ค. 2554 , 16:06:49 น.] ( IP = 124.122.236.163 : : )
สลักธรรม 5ขอบคุณอีกครั้งนะครับ แต่ว่า คำว่า อนุสัย เคยฟังมาว่า เป็นกิเลสที่นอนเนื่องในขันธสันดาน แต่ผมงงก็เลยไปดูในหนังสือเก่าเล่มหนึ่งท่านให้ความเห็นไว้ใน คัมภีร์ ที่แต่งโดยพระสุมังคลาจารย์ ว่า พระพุทธองค์ไม่เรียกว่า อนุสัย เพราะว่าเพียงแค่นอนเนื่องเท่านั้น แต่ที่ชื่อว่า อนุสัย ยังมีความหมายว่า ยังละไม่ได้ และที่เยี่ยมกว่านั้นอีกท่านให้ความหมายว่า ไม่เรียกว่าอนุสัยเพราะยังละไม่ได้เท่านั้น แต่เรียกว่าอนุสัยเพราะว่า ที่มันมีกำลังปะทุออกมา ท่านวางไว้ว่า ถา มะ คะ ตา อ นุ สะยา ที่เรียกว่า อนุสัยเพราะว่ายังละไม่ได้มีพลังรุนแรงที่จะปะทุออกมา ตรงนี้เป็นเหตุผลเดียวที่ไม่ทั่วไปกับกิเลสอย่างอื่น ท่านให้เหตุผลไว้ดังนี้ อ่านดูหลายๆรอบนะครับ ผมยิ่งอ่านก็ยิ่งงงครับ
โดย นักเรียน [9 มี.ค. 2554 , 18:23:53 น.] ( IP = 183.89.106.108 : : )
สลักธรรม 6
ค่ะ อย่าไปยึดติดกับบัญญัติเลยนะคะ เร่งศึกษาให้เข้าใจสภาพของกิเลสประเภทต่างๆเป็นพอ
และหัดพิจารณามองที่ตน ว่าขณะนี้กิเลสประเภทไหนที่กำลังเกิดขึ้น เป็นเพราะอะไร ฝึกมองตนให้มากเรื่องยุ่งยากจะหมดไป เราจะได้ไม่ไปสร้างสมอุปนิสสัยเดิมที่ไม่ดีที่มันอยู่ในขันธสันดานให้พอกพูนมากยิ่งขึ้นนะคะโดย พี่ดา [10 มี.ค. 2554 , 08:09:12 น.] ( IP = 125.24.20.172 : : )
สลักธรรม 7ยอดเยี่ยมเลยครับพี่ดากับคำตอบทุกๆครั้ง พี่เณรตามอ่านมาตลอดว่าจะแจมด้วยแล้ว แต่ดูไปๆไม่เห็นเกิดประโยชน์แก่ผู้ถามเลย เพราะดูมุ่งแต่จะเอาคำแปล และความต้องการของตนเองเป็นที่ตั้ง
มานึกๆถึงคำว่า " หยุด " ที่พระพุทธองค์ตรัสกับพระองคุลีมาลว่าให้ หยุด และเห็นผลของการหยุดได้ทุกๆอย่างนำประโยชน์มาให้ได้จริง แม้ตรงนี้คือการต้องการรู้เข้าไปในเรื่องที่มีอยู่ คืออนุสัย ที่ทรงแจกแจงไว้ดีแล้ว ก็ยังอุตส่าห์คิดๆกันไปอีก เฮ้อ..
การดำรงชีวิตที่ดีนั้น คือต้องรู้ ต้องเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเอง โดยรู้ว่า มีสิ่งไม่ดีอย่างไร คือกองอกุศลทั้งหลาย ตื้นลึกหนาบางอย่างไร ที่ลึกก็คืออนุสัยที่ต้องการรู้จักกันนี่ละที่ถามมา ตรงนี้พี่เณรคิดว่า รู้ขนาดไหนแต่ละไม่ได้ก็ไม่เกิดคุณค่าเลย
กลับมามองทางออกดีกว่า ที่ทรงชี้แจงแสดงไว้แล้ว ว่ากิเลสชนิดไหนจะละได้อย่างไร วิธีใด แล้วรีบดำเนินไปตามทางที่ควรดำเนินดีที่สุด โดยเฉพาะการหยุดแสวงหาคำตอบที่ระดับชีวิตตนเองไม่มีทางเข้าถึงจะดีกว่าครับ.โดย พี่เณร [10 มี.ค. 2554 , 08:35:48 น.] ( IP = 58.9.138.192 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |