มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


คุณลักษณะของปัญญา




คุณลักษณะของปัญญา



คำว่า มีปัญญาลึกซึ้ง ในที่นี้หมายถึง มีปัญญาที่เป็นไปในภูมิของวิปัสสนาทั้ง ๖ มีขันธ์ ๕ ธาตุ๔ อายตนะ ๑๒ อินทรีย์๒๒ อริยสัจ ๔ และปฏิจจสมุปบาท ๑๒ คำว่าเป็นปราชญ์ ได้แก่ เป็นผู้ประกอบด้วยปัญญา มีโอชะอันเกิดแต่ธรรม คือ เป็นผู้รู้แจ้งแทงตลอดมรรค ผล นิพพาน เพราะการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน คำว่า ฉลาดในทางและมิใช่ทาง ได้แก่ ฉลาดในทางเดินของใจ คือทราบชัดเจนอย่างแน่วแน่ว่า ทางนี้ไปสู่ทุคติ ทางนี้ไปสู่สุคติ ทางนี้ไปพระนิพพาน และรู้ว่า โลภะ โทสะ โมหะ นำไปสู่อบายภูมิทั้ง ๔, ทาน ศีล สมถภาวนา นำไปสู่สุคติโลกสวรรค์ วิปัสสนากรรมฐาน นำไปสู่พระนิพพาน คำว่า บรรลุประโยชน์สูงสุด คือ ได้เจริญวิปัสสนากรรมฐานจนได้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์๒๑

๑ ความหมายของปัญญา
ปัญญา หมายถึง ความรู้แจ้ง ความรู้ทั่ว รู้ซึ้ง ปรีชาหยั่งรู้เหตุผล ความรู้เข้าใจชัดเจน ความรู้เข้าใจหยั่งแยกได้ในเหตุผลดีชั่ว รู้คุณโทษ รู้ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ เป็นความรู้ที่จัดการอาสวะกิเลสทั้งปวง เป็นความรอบรู้ที่มองเห็นในกองสังขารตามความเป็นจริง๒๒
๒ บ่อเกิดของปัญญา
(๑) หลักการที่จะสร้างปัญญาให้เกิดขึ้นในชีวิต
ทุกคนที่เกิดมาทางพระพุทธศาสนาถือว่า ย่อมมีปัญญาติดตัวมาเรียกว่า สชาติกปัญญา๒๓ จะมากหรือน้อยอยู่ที่การได้สั่งสมอบรมมาในอดีตชาติ๒๔ เมื่อเกิดมาแล้วก็ได้สั่งสมอบรมเพิ่มขึ้น ถือว่าสร้างปัญญาให้แก่ตนเอง พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนให้เหล่าหมู่พุทธบริษัท ผู้ที่เห็นภัยในกองแห่งสังขาร ได้ปฏิบัติตนเพื่อให้เกิดปัญญา ดังพุทธพจน์ที่ว่า



ภิกษุทั้งหลาย เหตุ๘ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อให้ได้ปัญญา อันเป็นเบื้องต้น
แห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความงอกงามไพบูลย์ เพื่อความเจริญบริบูรณ์
แห่งปัญญาที่ได้แล้ว
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อาศัยพระศาสดา หรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่ง
ผู้ตั้งอยู่ในฐานะครูซึ่งเป็นที่เข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว ความรัก
และความเคารพไว้อย่างแรงกล้า นี้เป็นเหตุปัจจัยเพื่อให้เกิดปัญญาข้อที่๑
เธออาศัยพระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจรรย์ ผู้ตั้งอยู่ในฐานะครูแล้ว เข้าไปหา
แล้วไต่ถามเป็นครั้งคราวว่า ภาษิตและเนื้อความแห่งภาษิตนี้ เป็นอย่างไร ท่าน
เหล่านั้น ย่อมเปิดเผยข้อที่ยังไม่ได้เปิดเผย ทำให้แจ้งข้อที่ยังได้ไม่ทำให้แจ้ง
บรรเทาความสงสัยในธรรมอันน่าสงสัยแก่เธอนี้เป็นเหตุปัจจัยเพื่อให้เกิดปัญญาข้อที่๒
เธอฟังธรรมแล้ว ทำความความสงบ ๒ อย่าง คือความสงบกายและความ
สงบจิตให้ถึงพร้อม นี้เป็นเหตุปัจจัยเพื่อให้เกิดปัญญาข้อที่ ๓
เธอเป็นผู้มีศีล สำรวมในปาฏิโมกข์ ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปกติ
เห็นภัยในโทษแม้มีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย...นี้เป็น
เหตุปัจจัยเพื่อให้เกิดปัญญาข้อที่ ๔
เธอเป็นพหูสูต ทรงจำสุตะ สั่งสมสุตะ เป็นผู้ได้ยินได้ฟังมากทรงจำไว้ คล่อง
ปากขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดี ด้วยทิฐิธรรมทั้งหลาย อันงามในเบื้องต้น ท่ามกลาง
และที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถะ และพยัญชนะ ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์
สิ้นเชิง นี้เป็นเหตุปัจจัยเพื่อให้เกิดปัญญาข้อที่ ๕
เธอย่อมปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อความพร้อมมูลแห่งกุศล
ธรรม เป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่นมั่นคง เอาใจใส่ไม่ทอดทิ้งธุระในกุศลธรรม
นี้เป็นเหตุปัจจัยเพื่อให้เกิดปัญญาข้อที่ ๖
เธอเข้าประชุมสงฆ์ ไม่พูดเรื่องต่าง ๆ ที่ไม่มีประโยชน์ แสดงธรรมเองบ้าง
ย่อมเชื้อเชิญให้ผู้อื่นแสดงบ้าง ไม่ดูหมิ่น เป็นผู้นิ่งอย่างอริยเจ้า นี้เป็นเหตุปัจจัย
เพื่อให้เกิดปัญญาข้อที่ ๗
เธอพิจารณาเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปในอุปาทานขันธ์๕ ว่า รูป
ความเกิดขึ้นแห่งรูป ความดับแห่งรูป เป็นดังนี้ เวทนา…สัญญา…สังขาร…..
วิญญาณ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ ความดับแห่งวิญญาณดังนี้…การพิจารณา
ดังกล่าวมานี้ เป็นเหตุปัจจัยเพื่อให้เกิดปัญญาข้อที่ ๘ ๒๕


โดย ธีรวัส [9 มี.ค. 2554 , 14:55:47 น.] ( IP = 58.9.71.218 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

คนเราจะมีปัญญาเกิดขึ้นได้ ต้องไม่กระทำความชั่วให้เกิดขึ้น และต้องกระทำความดีให้เจริญยิ่งขึ้นไป๒๖
บุคคลเราจะมีปัญญาได้นั้น ต้องพิจารณาโดยอุบายแยบคาย แล้วนำไปใช้สร้างเหตุเพื่อให้เกิดความสุขความเจริญ โดยไม่ประมาทในชีวิตโดยการละเลยโอกาสอันดี ที่เป็นเหตุให้ได้ประโยชน์ เมื่อกล่าวถึงประโยชน์ คงไม่พ้นประโยชน์ในปัจจุบัน ๔ อย่างนี้ คือ
(๑) อุฏฐานสัมปทา ความขยันหมั่นเพียร ในการประกอบอาชีพหาเลี้ยงชีวิต ในการศึกษาเล่าเรียน ในการกระทำหน้าที่กิจการงานของตน
(๒) อารักขสัมปทา การระวังรักษาทรัพย์สมบัติที่หามาได้ไม่ให้เสื่อม การรักษาเกียรติยศ ชื่อเสียง หน้าที่การงานของตนไม่ให้เสื่อม
(๓) กัลยาณมิตตตา การเสวนาคบหากับคนที่ดีงาม
(๔) สมชีวิตา การเลี้ยงชีพของตนให้พอเหมาะ พอควร แก่กำลังทรัพย์ที่หามาได้ คือ ไม่ให้ฝืดเคืองแร้นแค้นจนเกินไป และไม่ให้สุรุ่ยสุร่ายฟุ่มเฟือยจนเกินไป๒๗
ความเห็นว่า ประโยชน์ในปัจจุบันทั้ง ๔ อย่างนี้ หากทุกคนนำไปปฏิบัติให้เป็นเหตุแห่งความเจริญอย่างบริบูรณ์แล้ว จะทำให้เป็นคนมีความสมบูรณ์พูนสุข พรั่งพร้อมไปด้วยทรัพย์สมบัติ ฉะนั้น การไม่ละทิ้งประโยชน์ในปัจจุบันให้ล่วงเลยผ่านไป ล้วนเป็นหน้าที่ของผู้มีปัญญาทั้งสิ้น



ดังพุทธพจน์ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ธรรม ๔ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญแห่งปัญญา ได้แก่
(๑) สัปปุริสูสังเสวะ การคบสัตบุรุษ
(๒) สัทธัมมัสสวนะ การฟังคำสอนของท่าน
(๓) โยนิโสมนสิการ การทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย
(๔) ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม




ธรรม ๔ ประการนี้ เป็นทางนำไปสู่ความเจริญในการสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดปัญญา๒๘
(๓) หลักวิธีการปฏิบัติเพื่อให้เกิดปัญญา
ในพระไตรปิฏก ได้กล่าวถึงเรื่องบ่อเกิดของปัญญาไว้ ๓ ประการ คือ
(๑) สุตมยปัญญา ปัญญาเกิดแต่การสดับเล่าเรียน
(๒) จินตามยปัญญา ปัญญาเกิดแต่การคิดพิจารณาหาเหตุผล
(๓) ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดแต่การลงมือปฏิบัติ๒๙

(ก) สุตมยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการฟัง ได้แก่ ปัญญาที่เกิดจากการฟังมาจากผู้อื่น มนุษย์มีความจำเป็นที่ต้องแสวงหาปัญญาชนิดนี้ และเป็นปัญญาที่ทำให้เกิดขึ้นได้ไม่ยากนักในสมัยปัจจุบันนี้ ดังพุทธพจน์ที่ว่า “ฟังด้วยดี ย่อมได้ปัญญา”๓๐ แสดงให้เห็นว่า เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญญา ที่สำคัญประการหนึ่ง คือการศึกษา ด้วยการคิด การฟัง การศึกษา การอ่าน การเขียน แต่การฟังนั้น ต้องตั้งใจฟังด้วยดี ด้วยจิตที่เป็นสมาธิ จึงจะเกิดปัญญา แต่ถ้าฟังด้วยจิตใจที่ฟุ้งซ่าน ไม่ตั้งใจฟังอย่างจริงจัง ไม่ฟังด้วยความเคารพ ฟังด้วยความง่วงเหงาหาวนอน ปัญญาย่อมไม่เกิด ในทางพระพุทธศาสนา ยกย่องบุคคลผู้มีสุตะ คือความรู้ที่ได้รับมาจากการฟังมามาก จากแหล่งข้อมูลความรู้ที่มีอยู่ภายนอกตัวเราว่า เป็นบุคคลผู้คงแก่เรียน (เป็นพหูสูต) เช่น ผู้ที่มีความจดจำดี เป็นผู้ทรงจำพระไตรปิฎกว่า “เป็นบุคคลที่ยอดเยี่ยม”๓๑ ดังพุทธพจน์ที่ว่า


โดย T [9 มี.ค. 2554 , 14:58:20 น.] ( IP = 58.9.71.218 : : )


  สลักธรรม 2


คุณสมบัติที่ทำให้ควรได้ชื่อว่า เป็นพหูสูต ผู้คงแก่เรียน ผู้มีความรู้มาก มีองค์ประกอบ ๕ ประการ คือ
(๑) พหุสุตา ฟังมาก คือได้เล่าเรียนสดับฟังไว้มาก
(๒) ธตา จำได้ คือจับหลักหรือสาระได้ ทรงจำความได้แม่นยำ
(๓) วจสาปริจิตา คล่องปาก คือ ท่องบ่นหรือใช้พูดอยู่เสมอจนแคล่วคล่องชัดเจน
(๔) มนสานุเปกขิตา เพ่งขึ้นใจ คือ ใส่ใจนึกคิดพิจารณาจนเจนใจ นึกถึงครั้งใด ก็ปรากฏเนื้อความขึ้นสว่างชัดขึ้นทันที
(๕) ทิฏฐิยา สุปฏิวิทธา ขบคิดได้ด้วยทฤษฎี หรือแทงตลอดดีด้วยทิฏฐิ คือ มีความเข้าใจลึกซึ้ง มองเห็นประจักษ์แจ้งด้วยปัญญา ทั้งในแง่ความหมายและเหตุผล๓๒
(ข) จินตามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการคิดพิจารณาหาเหตุผล ดังพุทธพจน์ที่ว่า “ปัญญา ย่อมมีแก่ผู้เพ่งพินิจ”๓๓ ผู้ที่เพ่งพินิจ คือ การทำใจให้เป็นสมาธิ เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดปัญญา ถ้าจิตไม่เป็นสมาธิ ปัญญาชนิดก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้๓๔
(ค) ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการฝึกอบรม หรือปัญญาที่เกิดแต่การฝึกลงมือปฏิบัติ ปัญญานี้มีความจำเป็นมากในทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะการพึ่งตนเอง มีผลมากจากการลงมือฝึก
ปฏิบัติจนรู้แจ้งประจักษ์ชัดในสิ่งทั้งปวงตามความเป็นจริงว่า สิ่งทั้งปวง ล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ตามความเป็นจริงของกฎธรรมชาติ ไม่ยึดมั่นถือมั่นให้เกิดทุกข์ ดังพุทธพจน์ที่ว่า “ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก”๓๕ “การได้เฉพาะซึ่งปัญญานำมาซึ่งความสุข”๓๖ ปัญญาเป็นปัจจัยให้เกิดความสงบสุข การได้ปัญญาเท่ากับได้แก้วสารพัดนึก เป็นโลกุตตรปัญญา ฉะนั้น ปัญญาชนิดนี้จึงมีอานิสงส์มาก เป็นเครื่องนำพาชีวิตให้พบกับประโยชน์สูงสุด คือพระนิพพาน จึงไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงปัญญาที่จะนำไปสู่ประโยชน์สุข ที่เป็นโลกิยปัญญา ที่แสวงหาได้ไม่ยากนัก๓๗
๓ ประเภทของปัญญา
ปัญญา ๓ ประเภท ปัญญา ในที่บางแห่งใช้คำว่า ปริญญา แทน เช่นคำว่า ปริญญา
แปลว่า การกำหนดรู้ การทำความรู้จัก การทำความเข้าใจโดยครบถ้วน
(๑) ญาตปริญญา กำหนดรู้ด้วยให้เป็นสิ่งอันรู้แล้ว, กำหนดรู้ขั้นรู้จัก, กำหนดรู้ตามสภาวลักษณะ คือ ทำความรู้จักจำเพาะตัวของสิ่งนั้นโดยตรง เพื่อให้ชื่อว่า ได้เป็นอันรู้จักสิ่งนั้นแล้ว เช่นรู้ว่า นี้คือเวทนา เวทนาคือสิ่งที่มีลักษณะเสวยอารมณ์
(๒) ตีรณปริญญา กำหนดรู้ด้วยการพิจารณา, กำหนดรู้ขั้นพิจารณา, กำหนดรู้โดยสามัญลักษณะ คือ ทำความรู้จักในสิ่งนั้น พิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เช่นรู้ว่า เวทนาไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน
(๓) ปหานปริญญา กำหนดรู้ด้วยการละ, กำหนดรู้ถึงขั้นละได้, กำหนดรู้โดยตัดทางมิให้ฉันทะราคะเกิดมีในสิ่งนั้น คือรู้ว่า สิ่งนั้นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วละนิจจสัญญาในสิ่งนั้นเสียได้
ปริญญา ๓ ประเภทนี้ เป็นโลกิยะ มีขันธ์๕ เป็นอารมณ์ เป็นกิจในอริยสัจข้อที่๑ คือทุกข์๓๘




ปัญญา ๔ ประเภท



ปัญญา ในที่บางแห่งท่านใช้คำว่า ญาณ แทน
(๑) ปัญญาอันปรารภรำพึงเอาทุกขสัจเป็นอารมณ์ และประพฤติให้เป็นไปในสันดานนั้น เรียกว่า ทุกขญาณ
(๒) ปัญญาที่ปรารภรำพึงเอาตัณหา อันเป็นที่ก่อให้เกิดทุกข์นั้นเป็นอารมณ์ และประพฤติให้เป็นไปในสันดานนั้น เรียกว่า ทุกขสมุทยญาณ
(๓) ปัญญาที่ปรารภรำพึงเอาพระนิพพานเป็นอารมณ์ และประพฤติให้เป็นไปในสันดานนั้น เรียกว่า ทุกขนิโรธญาณ
(๔) ปัญญาที่ปรารภรำพึงเอาข้อปฏิบัติ อันจะให้ถึงซึ่งพระนิพพานเป็นที่ดับทุกข์นั้นเป็นอารมณ์แล้ว และประพฤติให้เป็นไปในสันดานนั้น เรียกว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ๓๙
๔ ระดับของปัญญา
ปัญญา ความรอบรู้ มีอยู่ ๒ ระดับ คือ
(๑) ระดับโลกิยปัญญา ปัญญาที่เกี่ยวกับทางโลก เป็นเรื่องของชาวโลก ยังอยู่ในภพทั้ง ๓ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ เป็นปัญญาที่ประกอบด้วยอาสวะกิเลส เป็นปัญญาที่ยังถูกร้อยรัดด้วยกิเลสมีสังโยชน์ เป็นต้น คู่กับโลกุตตรปัญญา
(๒) ระดับโลกุตตรปัญญา เป็นปัญญาที่เหนือจากโลก เป็นปัญญาที่พ้นวิสัยของโลกไม่เนื่องในภพทั้งสามคือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ เป็นปัญญาที่ประกอบด้วยโลกุตตรมรรค คือ มรรค ผล นิพพาน๔๐


โดย ธีรวัส [9 มี.ค. 2554 , 15:04:25 น.] ( IP = 58.9.71.218 : : )


  สลักธรรม 3

เชิงอรรถ
๒๑ ขุ.ธ.อ. (ไทย) ๘ / ๒๔๔ / ๒๙๘.
๒๒ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/ ๒๒๘ / ๒๓๑; อภิ.วิ. ๓๕ /๘๐๔ / ๔๓๘. อ้างในพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), พุทธจนานุกรมพุทธศาสน์ : ฉบับประมวลศัพท์, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๘), หน้า ๑๔๖.
๒๓ วิสุทธิ. (ไทย) ๔ / ๕.
๒๔ ดูรายละเอียดใน ขุ.ชา. (ไทย) ๒๘ / ๕๔๒ / ๒๗๔ - ๓๐๔.
๒๕ องฺ. อฏฺฐก. (ไทย) ๒๓ / ๒ / ๑๙๖ - ๑๙๘. อ้างในแสง จันทร์งาม, พระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์, (กรุงเทพมหานคร : อมรการพิมพ์, ๒๕๒๓), หน้า ๔๓๒ - ๔๓๔.
๒๖ ที.ปา.(ไทย)๑๑/ ๒๒๘ / ๒๒๗. อ้างในพุทธทาสภิกขุ, อิทัปปัจจยตา,(กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์อรุณวิทยา, ๒๕๔๕), หน้า ๒๒๖.
๒๗ องฺ. อฏฺฐก.(ไทย) ๒๓ / ๑๔๔ / ๑๗๓.
๒๘ ที.ปา.(ไทย) ๑๑ / ๒๔๐ / ๑๘๒.
๒๙ ที.ปา.(ไทย) ๑๑ / ๒๒๘ / ๒๗๑. อ้างในพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), พุทธจนานุกรมพุทธศาสตร์ : ฉบับประมวลธรรม, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๓๘), หน้า ๑๑๓.
๓๐ สํ.ส. (ไทย) ๑๕ / ๘๔๕ / ๒๑๓.
๓๑ จอม บุญตาเพศ ป., พุทธวิธีเทศนา, (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์อุดมศึกษา,๒๕๐๑), หน้า ๖๖๙ - ๖๘๘.
๓๒ อง.ปญฺจก. (ไทย) ๒๒ / ๘๗ / ๘๔.
๓๓ ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕ / ๑๘ / ๑๗.
๓๔ จอม บุญตาเพศ ป., พุทธวิธีเทศนา, หน้า ๖๖๙ - ๖๘๘.
๓๕ สํ.ส. (ไทย) ๑๕ / ๘๐ / ๘๕.
๓๖ ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕ / ๓๓ / ๓๓.
๓๗ จอม บุญตาเพศ ป., พุทธวิธีเทศนา, หน้า ๖๖๙ - ๖๘๘.
๓๘ ขุ.ม. (ไทย) ๒๙ / ๖๒ / ๑๔๔. อ้างในพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), พุทธจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๘), หน้า ๑๑๒.
๓๙ ที. ปา. (ไทย) ๑๑ / ๒๓๙ / ๑๘๑. อ้างในพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), พุทธจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, หน้า ๑๘๑.
๔๐ อภิ.สงฺ.(ไทย) ๓๔ / ๙๑๑ / ๓๔๔. อ้างในพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), พุทธจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, หน้า ๗๔.

โดย ธีรวัส [9 มี.ค. 2554 , 15:10:20 น.] ( IP = 58.9.71.218 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org