| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
บัญชีชีวิต
สลักธรรม 1ในทางบัญชีนั้นใคร ๆ ก็อยากมีทรัพย์สินมาก ๆ ไม่มีใครอยากมีหนี้สิน แต่ใครเล่าเป็นผู้สร้างหนี้สินให้กับตน ถ้าไม่ใช่ตนเองเป็นผู้ก่อ บัญชีชีวิตที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดดังกล่าวเรียกว่า บัญชีทางธรรม ซึ่งเป็นบัญชีที่มีความสำคัญ ดังจะกล่าวโดยละเอียดในตอนต่อไป
๑. บัญชีทางโลก
มีบัญชีชีวิตอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า บัญชีทางโลก เป็นบัญชีเกี่ยวกับทรัพย์สมบัติ สิ่งของ ตลอดจนสิ่งต่าง ๆ ที่บุคคลใช้ในการดำเนินชีวิต บัญชีนี้มิได้ติดตัวมาตั้งแต่เกิดจึงต่างจากบัญชีทางธรรม
บัญชีทางโลกเป็นสิ่งที่ทุกคนได้มาภายหลังจากเกิดแล้ว โดยปกติวันแรกที่คนเราเกิดมาลืมตาดูโลกก็ได้ทรัพย์สิ่งของไว้ใช้สอยตามที่มารดา-บิดา หรือผู้มีอุปการะหาให้ เป็นต้นว่า ได้เครื่องนุ่งหุ่มปกปิดร่างกาย ได้ของใช้ไม้สอยต่าง ๆ เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ โดยที่เจ้าตัวไม่ได้ทำอะไรเลย หนังสือก็ยังไม่ได้เรียน งานการก็ยังไม่ได้ทำแต่ละคนได้รับทรัพย์สินสิ่งของมากน้อยตามฐานะของครอบครัว
ครั้นโตขึ้นทำงานหาเลี้ยงชีพได้ด้วยตนเอง ต่างก็หาทรัพย์สินให้กับตนเอง หาสมบัติวัตถุ หรือหาเงินเพื่อเลี้ยงชีวิต
เมื่อมีครอบครัวก็ยิ่งทำงานหนัก ขวนขวายหาเงินมากขึ้นเพราะมีภาระที่จะต้องเลี้ยงดูทั้งตนเอง และครอบครัว ขณะเดียวกันทุกคนก็มีรายจ่าย เพื่อซื้อเครื่องอุปโภค-บริโภคตลอดจนบริการต่าง ๆ เพื่อความเป็นอยู่ของชีวิต
นอกจากนี้ยังมีรายจ่ายที่เป็นส่วนเกินโดยไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น เล่นการพนัน เที่ยวเตร่ สนุกสนานบันเทิง เสพสิ่งที่เป็นโทษ เป็นต้น ใครมีเงินมาก คนนั้นก็มีหน้ามีตา มีเกียรติ ได้รับความนับถือในสังคม
เพราะเงินมีสภาพคล่องสูงที่จะไปซื้อหาแลกเปลี่ยนสมบัติวัตถุอื่น ๆ และใช้ซื้อบริการต่าง ๆ เพื่อความสะดวกสบายในการดำรงชีวิต
เงินจึงเป็นยอดปรารถนาของคนทุกชนชั้นในสังคม ใครมีอำนาจทางการเงินสูง ก็สามารถมีอำนาจทางเศรษฐกิจทางการเมือง ทางการบริหาร และมีบทบาทในสังคมสูง
เงินจึงเปรียบเสมือนพระเจ้าของคนในยุควัตถุนิยม
บัญชีทางโลกทุกคนต้องรู้จักบริหารบัญชีของตน คือรู้นึกหารายได้และควบคุมรายจ่าย รายได้หรือรายรับของแต่ละคนไม่แน่นอน เพราะต้องได้รับจากคนอื่นขึ้นอยู่ว่าคนอื่นเขาจะให้หรือไม่ จะให้มากหรือน้อยเราก็ไปบังคับเขาไม่ได้ เป็นต้นว่า หากทำมาค้าขายไม่ว่าจะเป็นขายสินค้หรือบริการก็ตามรายได้ของแต่ละคนขึ้นอยู่กับลูกค้า ลูกค้าจะซื้อหรือไม่ซื้อเป็นสิทธิ์ของเขาจะไปบังคับให้ลูกค้าซื้ออย่างที่เราต้องการไม่ได้ รายได้จึงไม่แน่นอนโดย เทพธรรม ..นำมาฝาก [14 มี.ค. 2554 , 10:05:06 น.] ( IP = 115.87.140.239 : : )
สลักธรรม 2หากทำงานไม่ว่าจะเป็นองค์กรของรัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน หรืออื่น ๆ รายได้ของแต่ละคนขึ้นอยู่กับค่าจ้าง เงินเดือน ที่ได้ตกลงกันไว้ บางคนอาจจะได้ตามต้องการที่เรียกร้อง
เมื่อเริ่มงานครั้งแรกแต่การขึ้นเงินเดือนครั้งต่อ ๆ ไป จะไปบังคับผู้มีอำนาจพิจารณาเงินเดือนได้อย่างไรว่า ต้องขึ้นให้ตนเท่านั้นเท่านี้ บางคนเป็นเจ้าของกิจการเอง มีอำนาจกำหนดเงินเดือนหรือรายได้ของตนเอง แต่เงินเดือนและรายได้ดังกล่าว ย่อมขึ้นอยู่กับผลประกอบการในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับลูกค้า หากผลประกอบการไม่ดี จะไปกำหนดเงินเดือน รายได้ ของตนสูง ๆ ให้ได้ดังใจย่อมไม่ได้
ด้วยเหตุนี้รายได้หรือรายรับของแต่ละคนจึงไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจที่จะให้เรา
สำหรับรายจ่าย ซึ่งทุกคนจะต้องจ่ายเพื่อเลี้ยงชีพ และจ่ายตามหน้าที่ความรับผิดชอบต่อครอบครัว ต่อรัฐ (ภาษี) ต่อสังคม (ทำบุญ-บริจาค)
รายจ่ายบางอย่างจำเป็นต้องจ่ายเพื่อเลี้ยงชีวิตให้อยู่รอด บางอย่างเพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น ภาษี ค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์
แต่รายจ่ายบางอย่างอันเป็นรายจ่ายส่วนเกินความจำเป็นของชีวิตไม่ต้องจ่ายก็ได้ เช่น บริโภคเกินความจำเป็น เที่ยวเตร่สนุกสนานบันเทิง เล่นการพนัน เสพสิ่งเสพติด ส่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องจ่ายก็ได้
หากบุคคลจ่ายเกินรายรับก็จะขาดทุนเป็นหนี้สิน การรู้จักควบคุมรายจ่ายไม่ให้เกินรายรับ ก็จะมีเงินออม อันที่จริงหากบุคคลรู้จักใช้สอยให้สมควรแก่อัตภาพ โดยไม่ต้องถึงกับอดมื้อกินมือ เอาพอมีอยู่มีกิน ก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องมีหนี้สิน
หนี้สินส่วนใหญ่เกิดจากการใช้จ่ายเพื่อสนองกิเลสตัณหาของตัวเอง คนจำนวนไม่น้อยมีหนี้สิน เพราะใช้จ่ายตามใจตัวเองโดย เทพธรรม ..นำมาฝาก [14 มี.ค. 2554 , 10:08:02 น.] ( IP = 115.87.140.239 : : )
สลักธรรม 3บางคนมีทุกข์เพราะหนี้สินซึ่งมีจำนวนมาก ผ่อนไม่ทัน และดูเหมือนว่าชาตินี้ทั้งชาติก็ไม่สามารถใช้หนี้ให้หมดไปได้ บางคนไม่ค่อยจะทุกข์ร้อนในเรื่องหนี้สิน เพราะยังผ่อนได้ เมื่อหมดหนี้เก่า ก็หาเรื่องไปซื้อของใหม่ เพื่อสร้างหนี้ใหม่ต่อไปอีก
บางคนไม่มีหนี้สิน จึงไม่ทุกข์เพราะเรื่องดังกล่าว อย่างไรก็ตามไม่ว่าบุคคลจะมีหนี้สินหรือไม่ก็ตาม ทุกคนต่างก็มีทรัพย์สิน หรือทรัพย์สมบัติของตน ไม่ว่าจะจนแค่ไหนก็ยังมีทรัพย์สมบัติติดตัวอยู่ อย่างน้อยก็ยังมีเสื้อผ้าปกปิดร่างกาย
ไม่เพียงแต่ทุกคนมีทรัพย์สมบัติอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น แต่ละคนก็เคยมีทรัพย์สมบัติมาแล้วในอดีต ทุก ๆ ช่วงวัยของชีวิต แม้อยู่ในวัยทารกนอนแบเบาะ ก็มีเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มปกปิดร่างกาย แต่ละคนได้ใช้ทรัพย์สมบัติประจำตัว และทิ้งทรัพย์สมบัติไปล้วนมากมายนับไม่ถ้วน
ทรัพย์สมบัติเหล่านี้เป็นสิ่งที่นำวัตถุดิบของโลกมาผลิตมาใช้ ทรัพย์สมบัติทั้งหลายไม่ว่าจะมีค่ามาก มีค่าน้อย ซึ่งบางคนมีมากมายมหาศาล บางคนมีน้อยเพียงเพื่อยังชีพ ล้วนเป็นทรัพย์สมบัติของโลกทั้งสิ้น เพราะนำวัตถุดิบจากโลกมาผลิต
ที่ว่าเป็นสมบัติของคนนั้นคนนี้ เป็นเพียงสมมติของชาวโลกที่กำหนดกันขึ้นมา เพื่อให้เกิดสิทธิหน้าที่ในการครอบครองและเพื่อป้องกันการละเมิดกรรมสิทธิ์ที่ได้กำหนดขึ้น ไม่ว่าชาวโลกจะสมมติสิ่งเหล่านี้ไว้อย่างไรและบุคคลจะครอบครองตลอดจนโอนย้ายถ่ายมือในสมบัติต่าง ๆ เหล่านี้เพียงใดก็ตาม วัตถุสิ่งของดังกล่าวก็ยังคงเป็นสมบัติของโลกอยู่นั่นเอง
เพราะเมื่อผู้ที่ครอบครองสมบัติเหล่านี้ตายไปวันใดก็ไม่สามารถนำสมบัติที่ตนครอบครองไปจากโลกนี้ได้เลย คงทิ้งไว้กับโลกต่อไป ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าบุคคลจะมีทรัพย์สินเงินทองมากเพียงใด ตายไปแล้วบัญชีนี้ก็เป็นศูนย์ (๐) หรือแม้กระทั่งบุคคลจะมีหนี้สินที่ไปกู้ยืมจากสถาบันการเงินตลอดจนบุคคลอื่นๆ ไว้มากเพียงใด ตายไปแล้วบัญชีนี้ก็เป็นศูนย์ (๐) เช่นกัน
ด้วยเหตุนี้บัญชีทางโลกที่แต่ละคนสร้างขึ้นในชีวิตนี้ ไม่ว่าจะมีกำไร (มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน) หรือขาดทุน (มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน) สักเท่าใดก็ตาม เมื่อตายไปแล้วบัญชีนี้ก็เป็นศูนย์
บัญชีทางโลกจึงเป็นบัญชีชั่วคราว ของแต่ละชีวิตที่เกิดมาเป็นมนุษย์ในแต่ละชาติ แม้ว่าเมื่อมีชีวิตอยู่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะมีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สินซึ่งดูเหมือนว่าจะขาดทุนทางตัวเลขหรือทางบัญชี แต่โดยพฤตินัยแล้ว ถือว่าเขาได้กำไรจากการใช้สมบัติของโลก เพราะได้กินอาหาร ได้ใช้เครื่องน่งห่มได้ที่อยู่อาศัย และอื่น ๆ โดยอาศัยสมบัติของโลกไปบริโภคมากมาย ทั้ง ๆ ที่แต่ละคนมาตัวเปล่ากันทั้งนั้น
ทุกคนจึงเกิดมาเพื่ออาศัยโลก มาใช้และทำลายสมบัติของโลกกันคนละไม่น้อย สมบัติของโลกบางอย่าง โลกหรือธรรมชาติให้ใช้ฟรี ๆ โดยไม่ต้องไปออกแรงหามาเลย ก็ได้ใช้อยู่ตลอดเวลา เช่น อากาศที่หายใจเข้า-ออก ทุกขณะ แสงแดด (ยามกลางวัน) ความมืด (ยามราตรี) น้ำจากแหล่งธรรมชาติ พื้นดินเป็นที่รองรับเรือนกาย เป็นต้น
ส่วนสมบัติอย่างอื่นเช่น เงิน ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยานพาหนะและอื่น ๆ ที่แต่ละคนแสวงหาและสะสมกันอย่างไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักเบื่อ (เพราะตกอยู่ใต้อำนาจของตัณหา) โดยทุ่มเทชีวิตในการแสวงหาเป็นเวลายาวนาน ทำให้ต้องทุกข์ยากลำบากทั้งกายใจนั้น เป็นสมบัติที่มีไว้ใช้ ไว้ชม เพียงชั่วคราวเท่านั้นเอง ไม่จีรังยั่งยืนอะไร
กระนั้นคนทั่วไปก็ยังยึดถือสมบัติเหล่านี้เป็นสรณะของชีวิต เพราะไม่รู้ไม่เข้าใจความเป็นจริงของชีวิตนั่นเอง
โปรดติดตามบัญชีชีวิต ตอนต่อไป
![]()
โดย เทพธรรม [14 มี.ค. 2554 , 10:12:39 น.] ( IP = 115.87.140.239 : : )
สลักธรรม 4
อ่านแล้วก็เห็นชัดเจนนะคะว่าบัญชีทรัพย์สิน หรือบัญชีหนี้สินทางโลกนั้น เกิดขึ้นด้วยกิเลสตัณหาทั้งนั้น และคนทั่วไปก็ยึดเอาเป็นสรณะอย่างจริงๆจังๆ
แต่เมื่อตายจากโลกนี้ไป ก็เป็นศูนย์
กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ...และจะติดตามอ่านต่อไปค่ะโดย พี่ดา [14 มี.ค. 2554 , 10:45:47 น.] ( IP = 124.121.177.146 : : )
สลักธรรม 5สวัสดีครับพี่ดา ขอบคุณนะครับที่เข้ามาอ่านบทความนี้ ใช่ครับ บัญชีทางโลกนี้ ก็เป็นสิ่งที่ชาวโลกต่างต้องการกันทั้งสิ้น และมีอิทธิพลต่อจิตใจอย่างมากๆเลยนะครับ ทั้งๆที่ตายไปก็เป็นศูนย์เหมือนที่พี่ดากล่าว
ด้วยเพราะแต่ละคนลืมตาย และไม่เคยนึกถึงความตายที่นำมาซึ่งความพลัดพรากไงครับ จึงยึดครองหวงแหนกันเช่นนี้ครับโดย เทพธรรม [14 มี.ค. 2554 , 10:56:53 น.] ( IP = 115.87.140.239 : : )
สลักธรรม 6![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [16 มี.ค. 2554 , 15:03:11 น.] ( IP = 180.180.10.65 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |