| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
หยุดได้ เท่ากับ หยุดภัย!
สลักธรรม 1
เช้าวันนี้ได้นำทุกท่านสวดมนต์บทอนัตตลักขณสูตร ซึ่งเป็นสูตรที่ทำให้พระปัญจวัคคีย์ที่เหลือทั้งสี่นอกจากพระโกณฑัญญะได้มีดวงตาเห็นธรรม เราท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่ตรงนี้ก็มีชีวิตอยู่ แต่จะอยู่ตรงไหนหรืออยู่อย่างไร? เราไม่สามารถรู้ได้ และเป็นที่แน่นอนว่า ไม่ว่าอยู่ตรงไหนและอยู่อย่างไร? ก็เป็นการมีชีวิตอยู่ด้วยความประมาท
ที่บอกว่าเป็นความประมาทของชีวิตก็เพราะนำมาซึ่งความไม่รู้ ความลุ่มหลง และทำให้เกิดความวิปลาสคลาดเคลื่อนจากธรรม ทำให้เห็นผิดเป็นชอบ เห็นว่าของไม่ดีเป็นของดี เห็นว่าของเป็นทุกข์เป็นของสุข เห็นความไม่เที่ยงเป็นความเที่ยง เห็นความไม่มีสาระแก่นสารโดยเฉพาะในเรื่องตัวตนก็ยึดมั่นเป็นอัตตาตัวตน ซึ่งความวิปลาสเหล่านี้แหละทำให้แต่ละชีวิตที่ยังมีอยู่ในวันนี้ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ต่อไป ในวันพรุ่งนี้ ในเดือนหน้า ในปีหน้า ในชาติหน้าและชาติต่อ ๆ ไปท่ามกลางความเหือดแห้งของสัจธรรมที่หายไปทุกทีๆ
พระพุทธองค์ทรงกล่าวตักเตือนเวไนยนิกรทั้งหลายให้ดำรงชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท และพยายามปรับทิฏฐิให้เห็นถูกเห็นตรงเพื่อจะได้หยุดพะวงสงสัยในคำสอนของพระองค์ แล้วก้าวออกจากกิเลสเดินไปตามทางที่พระองค์ทรงดำเนินแล้วและมีสาวกของพระองค์ดำเนินตามซึ่งพ้นทุกข์ไปแล้วมากมาย นั่นก็คือการวางชีวิตอยู่ในท่ามกลางความเป็นจริง ได้แก่มหาสติปัฏฐาน ๔
ในหลักธรรมไม่ว่าจะเป็นหลักในบทธัมมจักกัปปะวัตตะนะสูตร ก็เป็นการแสดงถึงเรื่องราวของชีวิตที่เป็นไปแห่งความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่สามารถบังคับบัญชาได้ แม้แต่ในอนัตตะลักขณสูตรพระองค์ก็ทรงแสดงให้เห็นถึงเรื่องความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่สามารถบังคับบัญชาได้ โดยยกรูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ขึ้นมากล่าว หรือกล่าวโดยง่าย ๆ ว่ากองของขันธ์ ๕ หรือชีวิตของเรานี้เต็มไปด้วยความทุกข์ ทั้งสิ้น
โดย น้องกิ๊ฟ [22 มี.ค. 2554 , 11:22:50 น.] ( IP = 118.173.241.151 : : )
สลักธรรม 2
ไม่ว่าจะเป็นหลักธรรมบทไหนหรือพระสูตรเรื่องใด พระองค์ไม่เคยชี้ให้เห็นความสุขเลย เพราะความสุขไม่มี.. มีแต่ความทุกข์ทั้งสิ้น แต่ตาอย่างเรา ใจอย่างเรา ไม่สามารถเห็นความทุกข์ที่เป็นสัจจะนั้นได้ แต่ก็ยังมีโอกาสถ้าเราทำหน้าที่หรือเอาธุระที่พระองค์ทรงสั่งสอนไว้มาเป็นธุระของเรา ได้แก่ คันถะธุระและวิปัสสนาธุระ
คันถะธุระ คือ การศึกษาเล่าเรียน ให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ให้เกิดการประจักษ์เห็นแจ้งว่า รูปนั้นไม่ใช่เราเป็นอย่างไร? ที่ว่าเวทนาไม่ใช่เราเป็นอย่างไร? สัญญาไม่ใช่เราเป็นอย่างไร? สังขารไม่ใช่เราเป็นอย่างไร? แม้กระทั่งวิญญาณคือจิตนั้นก็ ไม่ใช่เราก็เป็นอย่างไร? และความเป็นไปของจิตนั้นเกิดขึ้นอย่างไร? มีอะไรประกอบบ้าง? มีอะไรเป็นตัวปรุงแต่งบ้าง? แต่จะมีการปรุงแต่งชนิดใดก็แล้วแต่ก็ตกอยู่ในภาวะของพระไตรลักษณ์ทั้งสิ้น คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่สามารถบังคับบัญชาได้
ฉะนั้น การศึกษาเล่าเรียนเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความเห็นถูก เราจึงจะต้องเพียรพยายามทำความเข้าใจในอรรถะและพยัญชนะที่มีอยู่หรือที่กำลังเรียนอยู่ในตอนนี้ให้เข้าใจ เพราะความเข้าใจเป็นบ่อเกิดแห่งการกระทำถูก ถ้าไม่เข้าใจก็จะเป็นบ่อเกิดแห่งการกระทำที่ไม่ถูก เมื่อกระทำไม่ถูกชีวิตก็ถูกสังสารวัฏร้อยรัดเอาไว้ด้วยกิเลสทั้งหลาย โดยมีสภาพตรึงชีวิตไว้ไม่ให้หลุดพ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิด
แม้ในอนาคตกาลอันไกลโพ้นพระศรีอาริยเมตไตรย พระพุทธเจ้าองค์ที่ ๕ แห่งภัทรกัปป์นี้จะถึงวาระอันตรัสรู้บำเพ็ญเพียรจนครบบริบูรณ์แล้วจุติปฏิสนธิมาบังเกิดขึ้นในโลกมนุษย์ ถ้าเราไม่สร้างทางไม่กระทำด้วยตนเองเราแม้ในขณะนั้นจะมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นเราก็จะไม่ได้พบความสำเร็จอะไร ฉะนั้น เราจะอยู่ตรงไหน เราจะวางชีวิตไว้อย่างไร? ก็เป็นไปตามที่เราทำเองทั้งสิ้น อย่างที่หลวงพ่อท่านบอกว่า "ใครทำใครได้ ทำมากได้มาก ทั้งดีทั้งชั่ว" และ "ใครทำใครได้ ใครพบใครพ้น "
ในบทอนัตตลักขณะสูตรที่พระองค์ทรงสั่งสอนพระปัญจวัคคีย์นั้น เราสามารถยกขึ้นมาสร้างสติ สร้างสมาธิ สร้างความดื่มด่ำ สร้างความศรัทธาเลื่อมใสเพื่อจะได้เบนชีวิตของตนเอง กล่อมเกลาชีวิตของตนเอง และขับเคลื่อนชีวิตของตัวเองให้สู่เป้าหมายให้ได้ แม้ว่าวันนั้นยังอยู่อีกไกล จึงขอให้เริ่มต้นเสียเถอะ เพราะว่าการเริ่มต้น ..การก้าวแรกเป็นความสำเร็จขั้นหนึ่งแล้ว เพราะทำให้ก้าวสุดท้ายมีได้ ทุกอย่างกำหนดที่ตนเอง ทำที่ตนเอง ได้รับที่ตนเอง คือกรรมของตนเอง
โดย น้องกิ๊ฟ [22 มี.ค. 2554 , 11:25:28 น.] ( IP = 118.173.241.151 : : )
สลักธรรม 3
ตอนนี้ก็มีความเป็นห่วงใยลูกศิษย์ที่อยู่ในวัยชราภาพ เพราะสุขภาพคงจะไม่ค่อยแข็งแรงตามวัย บางอาทิตย์ก็มามูลนิธิได้บางทีก็มาไม่ไหว จึงมีความห่วงใยมากเพราะ ไม่ทราบว่าบั้นปลายชีวิตของแต่ละคนจะเป็นอย่างไร แม้กระทั่งตัวของอาจารย์เอง ซึ่งเมื่อวานนี้ก็ได้เชิญป้าๆและน้องๆ หลายคน ไปพูดคุยกันเกี่ยวกับการช่วยดูแล พาอาจารย์เข้าโรงพยาบาล รวมทั้งบอกวิธีจัดการทรัพย์สินต่างๆ เช่นการนำบ้านเข้าธนาคารเพื่อเป็นค่าใช้จ่าย จึงขอบอกทุกท่านอีกครั้งว่า ให้สร้างบารมีธรรม
บารมีที่สำคัญสำหรับชาติหน้าก็คือ ทานบารมี เพราะทานเป็นที่ตั้งของโภคทรัพย์ทั้งปวง เป็นที่มาของโภคทรัพย์ทั้งปวง ผู้ให้ย่อมได้รับความสุข เป็นที่รักของคนหมู่มาก มีมิตรสหายดี เข้าสังคมอื่นได้คล่องแคล่ว เรียกได้ว่าดอกเบี้ยของทานบารมีนี้ ให้ผลตอบสนองได้มากมาย และเป็นสิ่งที่ปุถุชนคนทั้งหลายต้องอาศัยสิ่งเหล่านี้ในชีวิตประจำวันด้วยอย่างที่เราเห็นกันทุกวันนี้ หรือเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายของเราทุกวันนี้ที่เราเห็นว่าเขามีผิวพรรณวรรณะดีหรือด้อยต่างกัน ผลเหล่านี้ก็ไม่ได้มาจากไหนเลย ...ก็มาจากทานบารมีที่แต่ละคนทำไว้เองตั้งแต่อดีตชาติ
เมื่อเราศึกษาจนรู้เหตุและผลแล้ว เราก็จะสามารถอ่านออกว่า สิ่งที่เราเห็นหรือสิ่งที่เรารู้นั้นคืออะไร...ก็คือกรรม แล้วเป็นกรรมชนิดไหนล่ะ? เพราะกรรมก็มี ๒ ชนิด คือ กรรมดีและกรรมชั่ว ถ้าเราเห็นว่าเขาประสบสิ่งที่ดี เราก็มองได้รู้เลยว่าคนนั้นได้รับผลของกรรมดีส่งมาให้เขา แม้กระทั่งตัวเราเองที่ถ้าเราเห็นไม่ดีหรือประสบไม่ดี เราก็สามารถอ่านออกบอกตัวเองได้ว่านั่นก็คือ กรรมที่มาจากอดีตชาติคือกรรมไม่ดี คือ อกุศลกรรม
ดังนั้น สิ่งที่โชว์หรือแสดงอยู่ทุกวันนี้ก็ไม่มีเรื่องอะไรเลย นอกจากอดีตอกุศลกับอดีตกุศลอันใกล้และไกล ที่เสมือนได้เปิดพินัยกรรมของเรา และมอบมรดกที่เราทำเหล่านั้นไว้ให้กับเรา เพราะ ไม่มีใครทำอะไรแทนใครได้ ถ้าเราไม่ทำให้ตัวเอง
โดย น้องกิ๊ฟ [22 มี.ค. 2554 , 11:25:55 น.] ( IP = 118.173.241.151 : : )
สลักธรรม 4
ภัยจากภัยพิบัติ ย่อมมีมาเป็นระลอก ๆ
แต่ภัยจากการมีชีวิต (ขันธ์) ย่อมมีอยู่ตลอดเวลา
หยุดได้ เท่ากับ หยุดภัย!
เราจะเห็นว่าเรื่องทานเป็นบารมีที่สำคัญมาก ก็ให้ชะรอยคิดไปถึงคุณป้า(ลูกศิษย์ท่านหนึ่ง) ว่าคุณป้าและคุณลุงผู้เป็นสามีได้สร้างทานบารมีเป็นอาจิณเพราะทำอยู่เรื่อย ๆ และคุณป้าก็ได้จัดการสะสางภาระด้านการเงินที่จะมอบให้คนนั้นคนนี้หมดแล้ว สิ่งที่ได้รับทราบนี้ก็ทำให้รู้สึกดีใจที่ได้รู้จักกับคุณป้า และรู้สึกยินดีที่คุณป้ากำลังสร้างทางที่ดีของตัวเอง เพื่อให้ตัวเองได้รับสิ่งที่ดีต่อไป
แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นสิ่งที่เราสัมผัสคือการกระทำทานบารมีของคุณป้านี้ก็เป็นเพียงชาติปัจจุบันที่เราเห็น แต่สิ่งที่มองไม่เห็นและไม่เคยสัมผัสแม้แต่ตัวคุณป้าเองก็นึกไม่ออกนั่นคือ อดีตเหตุอันไกล ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าได้ทำอะไรไว้บ้าง และสิ่งเหล่านั้นจะมาส่งผลเมื่อไรก็ไม่รู้
ไม่มีใครรู้เลยว่าเราจะเป็นอย่างไรบ้างในวันพรุ่งนี้ ก็เหมือนภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ไม่มีใครรู้ตัวว่าจะอยู่ในกองดิน ตายในกองดิน ตายบนคบไม้ ตายบนหลังคา หรือตายในทะเล หรือตายแบบอื่น ๆ เพราะอความตายเป็นอนิมิต ฉะนั้น จึงบอกได้ว่าไม่ทราบจริง ๆว่า เหตุอดีตของทุกคนจะส่งทวีคูณมา เป็นฝ่ายดีหรือฝ่ายไม่ดี นี่แหละคือภัยพิบัติที่น่ากลัวของชีวิต จึงบอกว่า ภัยพิบัติย่อมมีมาเป็นระลอก
เรื่องราวเหล่านี้มีอยู่ตลอดเวลา ในสมัยก่อนเราไม่ค่อยทราบเพราะการสื่อสารล่าช้า แต่ทุกวันนี้เทคโนโลยีมีความทันสมัยจึงได้รับข่าวสารข้อมูลกันอย่างฉับพลัน ทั้งการส่ง E-mail Facebook iPhone หรือ SMS กัน กระฉ่อนทั่วโลกอย่างเร็วมาก ฉะนั้น เมื่อเรารู้อะไรเร็วในขณะที่เหตุการณ์นั้นกำลังเกิดขึ้น เราก็ตื่นเต้นทันทีเพราะภาพนั้นยังเห็นอยู่ เช่น เมื่อเราเห็นภาพน้ำกำลังพัดรถและเรือไปในที่ต่างๆ เราก็รู้สึกว่าใจมันตื่นเต้น ซึ่งหากเทียบกับสมัยก่อนเหตุการณ์ของสึนามิที่รุนแรงก็คงมีน่ะแหละ แต่ข่าวสารมันล่าช้ากว่าสมัยนี้ เมื่อเราได้รับรู้เดี๋ยวนั้นเลย ความใจหาย ความตื่นกลัวมันก็มีได้ง่าย
โดย น้องกิ๊ฟ [22 มี.ค. 2554 , 11:26:12 น.] ( IP = 118.173.241.151 : : )
สลักธรรม 5
ภัยพิบัติย่อมมาเป็นระลอก ๆ มีอยู่ตลอดเวลา มากบ้างน้อยบ้าง ที่นั่นบ้าง ที่นี่บ้าง โลกใบนี้ก็คือ รูปธรรม อย่างหนึ่ง ลักษณะของรูปธรรมก็ต้องย่อยยับไปด้วยความเย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง ฉะนั้น สิ่งที่เราเห็นว่าโลกพินาศนี้ก็เพราะไม่จากความเย็นก็ความร้อน ถ้าหากเป็นความเย็นก็เช่น ภัยพิบัติจากน้ำท่วม ที่เราประเทศไทยเราก็ประสบภัยน้ำท่วม ถ้าความร้อนก็มาจากไฟ เช่น ภูเขาไฟ หรืออากาศร้อนมาก ๆ เผาผลาญให้ไฟป่าลุกไหม้ขึ้นมา
ความกดอากาศที่มีมากไปหรือน้อยเกินไปนั้นย่อมมีอยู่แน่นอน และเมื่อเราอยู่ในพระพุทธศาสนาเราเองก็เป็นผู้ที่ได้รับรู้จากพระพุทธทำนายว่ากาลวิบัติกำลังมีมาเรื่อยๆ พร้อมกับปี พ.ศ. ที่มากขึ้น อย่างที่ทรงบอกไว้ว่า เมื่อศาสนาของพระองค์มาถึงกึ่งหนึ่ง(สองพันห้าร้อยปี) ภัยต่าง ๆ ย่อมจะมีมาเป็นระลอก ๆ จนกระทั่งในที่สุดประมวลความทุกขเวทนาต่าง ๆ ที่เป็นภัยมันจะทวีขึ้น ๆ เป็นลำดับ จนกระทั่งหายนะเกิดขึ้นเรียกว่า ไฟบรรลัยกัลป์
สิ่งเหล่านี้เราอ่านแล้วก็ลืม หรืออย่างที่เรารู้มาว่าอีกหน่อยคนในโลกนี้ก็จะสวยเหมือนกันหมด ซึ่งบัดนี้เราก็เห็นลางๆแล้วแหละ เพราะทุกวันนี้ศัลยกรรมตกแต่งหน้าตาคล้ายกันไปหมด และอีกหน่อยคนก็จะสวยเหมือนกันหมด คือถ้าใครไม่สวยก็เดินเข้าศัลยกรรมตกแต่งให้สวยด้วยมีดหมอ นี่ก็คือสิ่งที่เราต้องยอมรับกันแล้ว นอกจากนี้ พระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยว่าคนเราจะชิงสุกก่อนห่าม ซึ่งในสมันนี้เราก็ได้ยอมรับตามพระพุทธทำนายว่าสิ่งเหล่านี้มีอยู่ ดังนั้น เราก็ต้องยอมรับว่าภัยพิบัติมีแน่นอน
พระพุทธเจ้าทรงทักทุกๆ คนไว้ว่า อย่าประมาท อย่ากล้าเสี่ยง นอกจากพระพุทธเจ้าจะทักแล้วหลวงพ่อเสือก็ยังทักว่า จงทำทุกอย่างเพื่อแก้ทุกข์ อย่าทำเพื่อแก้อยาก ฉะนั้น เราจึงโชคดีที่มีผู้มาทัก แล้วก็ทักอยู่บ่อย ๆ แต่เราจะเชื่อหรือไม่เท่านั้นเอง คำทักหรือคำทำนายนี้จะมาเป็นทำนบกั้นแม่น้ำตัณหาของเราได้ไหม? ถ้าคำทักนี้มีอานุภาพน้อยก็เหมือนทำนบที่เตี้ย ก็จะถูกแม่น้ำตัณหาซัดทำลายไป ฉะนั้น คำทำนายหรือคำทักนี้จะมีอนุภาพขนาดไหนก็อยู่ที่เรา
ภัยพิบัติย่อมมีเป็นระลอก ๆ แต่ภัยจากการมีชีวิตคือ ขันธ์ มีอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราไม่เตรียมพร้อม และก็ไม่ย้อมใจของตนเองด้วยหลักว่า อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ ชีวิตของเราก็จะตกไปอยู่กับกระแสแห่งแม่น้ำตัณหา ฉะนั้น ถ้าเรา หยุดได้ ก็เท่ากับหยุดภัย เมื่อพูดถึงคำนี้แล้วก็นึกถึงพระองคุลีมาลที่พระพุทธเจ้าตรัสด้วยว่า เราหยุดแล้ว แต่ท่านซิยังไม่หยุด เวลาคิดถึงคำนี้ทีไรก็จะได้สติกลับมา เพราะเรายังไม่หยุด... ชีวิตนี้มีภัย มีความน่ากลัวอยู่ตลอดเวลา
โดย น้องกิ๊ฟ [22 มี.ค. 2554 , 11:26:37 น.] ( IP = 118.173.241.151 : : )
สลักธรรม 6
การสร้างบารมีธรรมและให้มีปัญญา ก็ขอยกตัวอย่างเช่น มีอยู่เรื่องหนึ่ง ที่คนส่วนใหญ่ทำกันไม่ค่อยได้ คือ เวลาแผ่เมตตา ..ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงอย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย ฯ ... แต่มีคุณพี่ท่านหนึ่งที่ทำได้ที่ไม่สร้างเวรสร้างภัยแก่ใคร เพราะเมื่อเขารับประทานอาหารเสร็จแล้ว ก็จะเข้ามานั่งในห้องนี้คนเดียว พอหมดเวลาเรียนก็หิ้วกระเป๋ากลับ หรือพอรับประทานอาหารเสร็จก็เข้ามาทำการบ้าน พอมีกิจกรรมอะไรเขาก็ช่วยทำ แล้วเขาก็ไม่ได้เบียดเบียนซึ่งกันและกัน เขาก็ไม่ใช้วาจาที่ทำให้ผู้ฟังเสียใจอะไรเลย เพราะพี่เขาไม่พูดอะไร
สิ่งเหล่านี้เมื่อมองแล้วก็ชื่นชม เพราะเราไม่รู้เลยว่าคำพูดของเราเป็นภัยแก่ใจใครหรือเปล่า ? ไปเบียดเบียนใจใครหรือเปล่า แต่ถ้าเราไม่พูดก็เท่ากับหยุด เมื่อหยุดได้ก็เท่ากับหยุดภัย
ถ้าเราพยายามหัดคิดโดยอย่าเข้าข้างตัวเองมากนัก และมองให้ประจักษ์ถึงความดีผู้อื่น เราก็จะมีบุคคลตัวอย่างที่น่าเดินตาม น่านำมาเป็นเยี่ยงอย่างได้มากมาย และนี่ไม่ใช่เป็นคำเยินยอเลยแต่เป็นคำสรรเสริญในความดีของผู้อื่น ฉะนั้น เราต้องรู้จักว่า เราควรจะวางชีวิตของเราไว้อย่างไร และทำอย่างไรบ้าง? โดยเฉพาะเรื่องการเรียน เราจะเรียนเพื่ออะไร ต้องตั้งเป้าหมายให้ถูก และก็พยายามรวบรวมเป้าหมายให้เป็นเป้าหมายเดียว คือ เรียนเพื่อเข้าใจชีวิต อย่าไปเรียนเพื่ออะไรเลย เพราะเรียนเพื่อจะเป็นนั่นเป็นนี่ ..อย่าเลย มันลำบาก
การเรียนเพื่อเข้าใจชีวิตนั้นเมื่อเข้าใจชีวิตแล้วก็จะทำให้ชีวิตดี และสามารถนำความเข้าใจและความดีนี้เจือจานไปสู่ผู้อื่นได้ แต่อย่าเริ่มต้นเป้าหมายเรียนเพื่อผู้อื่น ต้องเรียนเพื่อตัวเองก่อนโดยนำไปทำเพื่อตัวเอง เพราะตัวเองเป็นผู้มีความทุกข์เพียงคนเดียว
และขอขอบคุณทุก ๆ อย่างสำหรับวันเกิดที่ได้มอบของขวัญให้ เงินของท่านทุกบาทที่มอบให้ไม่ได้เก็บไว้เป็นส่วนตัว นอกจากใช้ทำบุญที่นี่แล้วก็นำเงินส่วนที่เหลือทั้งหมดก็ได้บริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ญี่ปุ่นเป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ ก็ขอให้ได้บุญร่วมกัน ขอความสุข ความเจริญ ความมีสติ ความมีปัญญา จงบังเกิดแก่ทุกคน ขอความก้าวหน้าในธรรม ขอการกระทำจงเป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์ได้โดยเร็วได้ทั่วหน้ากันทุกคน
![]()
ขออนุโมทนากับน้องฟู ผู้ถอดเทป และน้องนวล ผู้ตรวจทาน
โดย น้องกิ๊ฟ [22 มี.ค. 2554 , 11:27:32 น.] ( IP = 118.173.241.151 : : )
สลักธรรม 7
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มากค่ะ
และ ขออนุโมทนากับ น้องกิ๊ฟ น้องฟู และน้องนวล
ที่ทำให้ผู้ที่พลาดจากการฟังในวันนั้น ยังมีโอกาสได้รับประโยชน์
จากการเข้ามาอ่านในกระทู้นี้
ขอบคุณมากนะคะ
โดย วยุรี [24 มี.ค. 2554 , 15:18:09 น.] ( IP = 115.87.143.90 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |