มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ปัญญาคือะไร?




เรื่องปัญญาคืออะไร?
เป็นหนังสือที่ท่านพระอาจารย์บุญมี เมธางกูร
ท่านได้เขียนไว้ เมื่อปี พ .ศ. 2511 ครับ


พี่เณรเห็นว่า เป็นหนังสือที่มีประโยชน์มากจริงๆครับ เลยนำมาพิมพ์เพื่อถ่ายทอดประโยชน์นี้สู่ท่านผู้เข้ามาอ่าน ด้วยความปรารถนาดียิ่งครับ


คำว่าปํญญานั้น เป็นคำหนึ่งที่กล่าวได้ว่า มีความยุ่งยากที่จะทำความเข้าใจทั้งเป็นความลำบากอย่างยิ่งในการตีความ และเป็นข้อถกเถียงกันมาทุกยุคทุกสมัย ว่าคืออะไร...

เพราะชาวโลกส่วนใหญ่มีความเข้าใจเรื่องของปัญญาไม่ตรงกัน คนทั้งหลายมีความเข้าใจว่าวิชาการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิชาอะไร เช่น วิชาแพทย์ วิชากฎหมาย วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาจิตวิทยา วิชาการเมือง การทหารเรือ เศรษฐกิจ และวิชาอะไรต่อวิชาอะไรสารพัด ที่เราศึกษาเล่าเรียนกันเหล่านี้ ผู้ใดเรียนรู้ก็ได้ชื่อว่ามี ปัญญา ทั้งนั้น

หรือบุคคลโดยมากยึดถือว่า ผู้ใดมีความฉลาด มี ความสามารถในการคิด ในการประดิษฐ์ หรือในการทำมาหากิน ก็เรียกว่า มีปัญญา แม้ ในการกระทำที่เป็นทุจริต มีการคดโกงหลอกลวง ทำเล่ห์เพทุบายอันแยบยล เพื่อจะได้ผลประโยชน์อันเกิดขึ้นกับตนทั้งทางตรงและทางอ้อม ก็ถือว่า ผู้นั้นมีปัญญาเหมือนกันเราชอบพูดกันอย่างนั้น

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 มี.ค. 2554 , 06:22:44 น.] ( IP = 58.9.54.119 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

บางทีบางท่านมีความเข้าใจว่า ผู้ใดเอาตัวรอดใด้จากความอยากจนเอาตัวรอดพ้นไปได้จากภัยพิบัตินานาประการ แล้ว บุคคลนั้น ก็ชื่อว่า เป็นผู้มีปัญญาด้วย เหตุนี้เอง ท่านทั้งหลายก็จะเห็นว่า ปัญญานั้น ชาวโลก พากันคิดไปคนละอย่างสองอย่าง เข้าใจไปคนละทางสองทาง ดังนั้น จึงไม่อาจจะตัดสินลงไปได้ว่า.. ปัญญา คืออะไรแน่

แม้แต่การกระทำที่ดีที่สุจริตก็ตาม บางคนยังคิดเลยไปว่า ผู้ที่มีความสามารถคดโกงได้มากๆเป็นผู้ที่มีปัญญาดีเสียอีก เพราะโกงคนอื่นเข้าแล้วมีความสามารถจนจับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน ดังนี้เป็นตน

ถ้าหากว่าเรามิได้พิจารณาโดยอาศัยสภาวะ โดยยกองค์ธรรมขึ้นมาวางเป็นหลักฐานแล้วก็อาจทำความเข้าใจผิดให้แก่ผู้ที่เป็นพุทธศาสนิกชนเป็นอันมาก เพราะไม่ทราบว่าความชั่ว หรือความดี หรือชั่วชั้นใด ดีชั้นไหน จึงจะได้ชื่อว่า มีปัญญา หรือว่าปัญญานั้น จะต้องรู้ในเรื่องอะไรบ้าง แล้วคำว่าก็คงยกขึ้นมาถกเถียงกันไม่จบสิ้น

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 มี.ค. 2554 , 06:25:16 น.] ( IP = 58.9.54.119 : : )


  สลักธรรม 2

เมื่อผมจะเอาเรื่องปัญญามาแสดงในวันนี้ ผมก็จำเป็นจะต้องวางหลักธรรมให้รัดคุม โดยมาแสดงในวันนี้ ยกกฎเกณฑ์จากในสภาวธรรมเอามาตั้ง เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงให้แน่นอนว่า ปัญญาในพระพุทธศาสนานั้นหมายถึงอะไร

และท่านจะบังเกิดความสามารถตัดสินได้ด้วยตนเองว่า.. ปัญญา ตามสามัญสำนึกของบุคคล ทั่วไปดังที่ได้กล่าวมาแล้ว นั้น ได้ชื่อว่า เป็นปัญญาหรือเปล่า

ในวันนี้ผมคิดว่า ได้นำเอาเรื่องที่สำคัญ ที่สุดเรื่องที่เป็น ประโยชน์แก่ชีวิตมากที่สุด เอามาเสนอต่อท่าน เพื่อให้ท่านนักศึกษาไม่ต้องกังวลเลยในเรื่องนี้ ใครพูดคำว่าปัญญาออกมาคำเดียว ก็สามารถ ตัดสินใจได้ทันที่ว่าใช่ปัญญาตามหลักการในพระพุทธศาสนาหรือไม่ เป็นปัญญาชนิดไหนก่อนอื่น

ผมขอทำความเข้าใจกับท่านนักศึกษาเสียก่อนว่าที่พูดว่าปัญญานั้น หมายถึงปัญญาที่เป็นสภาวธรรม อันเป็นความจริงแท้ที่เกี่ยวกับเรื่องของชีวิตจากในพระพุทธศาสนา ไม่ใช่ปัญญาที่บันดาชาวโลกทั้งหลาย ผู้ซึ่งเอาว่า ปัญญา ที่เป็นภาษาบาลีนี้ไปใช้ในที่ทั่วไป แล้วไปกำหนดกฎเกณฑ์ เสียใหม่ว่า ความรู้อย่างนั้น การกระทำอย่างนี้เป็น ปัญญา

ผมขอเรียนกับท่านนักศึกษาซ้ำอีกว่า... ปัญญาที่ผมจะกล่าวถึงต่อไป นี้ มีขอบเขตอยู่ภายใต้กฎข้อบังคับ อันหมายถึงองค์ หรือหลักใน สภาวธรรม ไม่ใช่ปัญญา ที่ชาวโลกพากันพูดพากันเข้าใจ ปัญญา นั้น หมายถึง การรู้ในความจริงของชีวิต นั่นเอง ( ไม่ใช่ชีวิตในทางโลก) ปัญญาได้แก่ความรู้ในความจริงแท้แน่นอน ไม่ผันแปร ไม่เปลี่ยนแปลงในเรื่อง ของชีวิต

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 มี.ค. 2554 , 06:28:23 น.] ( IP = 58.9.54.119 : : )


  สลักธรรม 3

ปัญญาได้แก่ความรู้แจ้งในสภาวธรรม หรือรู้แจ้ง ในเรื่องของชีวิตเป็นลักษณะ

ปัญญาจะเกิดขึ้นได้ ต้องมี สมาธิ เป็นบาท เป็นเหตุใกล้

ถ้าสมาธิไม่มี ปัญญาที่เกิดมาไม่ได้ และอำนาจของปัญญานั้น มีการจำกัดความมืดมน มีความสามารถทำลายโมหะ หรือทำหลายอวิชชาได้

ผลที่ปรากฏเกิดขึ้นต้องไม่มีความหลงใหล ไม่มีอวิชชาเข้าไปแทรกแซง

ปัญญานั้นแบ่งออกไปเป็น ๒ฝ่าย... ฝ่ายหนึ่งเรียกว่าโลกีย์หรือปัญญาที่เป็นโลกีย์ กับอีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่า โลกุตระปัญญาหรือปัญญาที่เป็นฝ่ายโลกุตระ ปัญญามีอยู่เท่านั้น จะมีมากกว่านี้ไม่ได้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 มี.ค. 2554 , 06:32:32 น.] ( IP = 58.9.54.119 : : )


  สลักธรรม 4

ปัญญาโลกีย์นั้นหมายถึง.. ปัญญาที่เกิดขึ้นยังเกี่ยวข้องอยู่กับโลก
ส่วนปัญญาโลกุตระนั้น เป็นปัญญาที่พ้นหรือเหนือจากการเกี่ยวเกาะกับโลกแล้ว

( พจนานุกรมบาลีไทยโลกนาม-พื้นแผ่นดิน สัตว์ พลเมือง โลก) คำว่า “โลก” แปลว่า พลเมือง แต่ในด้านความหมายนั้นถ้าว่าตามปรมัตถสภาวะ.. โลกก็หมายถึงความพินาศ

โลกหมายถึงความฉิบหายเพราะสรรรพสิ่งทั้งหลาย ไม่มีอะไรเลยที่จะตั้งอยู่อย่างมั่นคงได้มีแต่จะสลายตัวเลี่ยนแปลงไปอยู่ทุกเวลานาที แล้วก็ไม่มีหนทางหรือไม่มีอำนาจอะไรที่จะระงับยับยั้งได้ด้วย

นักประพันธ์ หลายท่าน เขียนเรื่องชมเชยเอาไว้ว่า โลกนั้นสวยสดงดงามเหลือเกิน...โลกนั้นมีความวิจิตรตระการตาเป็นอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ เป็นการว่าไปในสายตาของนักประพันธ์ที่เอาสมมติออกมาตั้งหรือถ้าเราเป็นนักเรียน เรียนวิชาภูมิศาสตร์และดาราศาสตร์ เราก็เรียนว่า โลกคือดาวพระเคราะห์ดวงหนึ่งที่ล่องลองลอยหมุนเวียนอยู่ในอวกาศ

แต่เมื่อว่าตามหลักธรรมะแล้วโลกกลับกลายเป็นความพินาศ หรือความฉิบหาย อะไรๆที่ขึ้นชื่อว่าโลกแล้ว ตามหลักของสภาวธรรมย่อมจะพินาศย่อมยับไปอยู่ตลอดเวลา

ฉะนั้น แผ่นดินภูเขา ท้องทะเลและมหาสมุทรที่ชื่อว่าโลก..ก็อยู่ในฐานะฉิบหาย สิ่งของต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนพื้นแผ่นดินพื้นน้ำ ภูเขาเหล่านั้นอยู่ในฐานะอย่างเดียวกัน แม้มนุษย์แต่ละคน สัตว์แต่ตัวก็เป็นโลกๆ หนึ่ง

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 มี.ค. 2554 , 06:36:38 น.] ( IP = 58.9.54.119 : : )


  สลักธรรม 5

ท่านนักศึกษากับผมก็เป็นโลกหนึ่งเหมือนกัน.. แม้ว่าวิญญาณของสัตว์ทั้งหลายที่มิได้มีรูปพรรณสัณฐาน ไม่มีสีสันวรรณะอะไรก็ตาม ก็หนีความเป็นโลกไปไม่พ้น หนีความพินาศย่อยยับไปไม่ได้ เพราะอยู่ในฐานะแตกสลายทำลายไป ไม่ได้ตั้งมั่นอยู่ได้อย่างเดิมเลยแม้แต่สักวินาทีหนึ่ง

ธรรมชาติใดเกิดขึ้นมาแล้วตั้งมั่นอยู่ไม่ได้ต้องสลายตัวไปอยู่ตลอดเวลาแล้ว ธรรมชาตินั้นชื่อว่าโลกทั้งสิ้น

รูปทั้งหลายไม่ว่าเป็นรูปอะไร ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินแผ่นฟ้า หรือต้นไม้ใบหญ้า ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ หรือ สัตว์เดรัจฉานทั้งสิ้น ย่อมจะหนี้ไปไม่พ้นจากการประชุมกันเอง

รูปทีเป็นหน่วยเล็กๆ ที่ในพระอภิธรรมเรียกซื่อว่าปรมาณู อันแยกออกมาจาก..เม็ดข้าวสาร ๑ เม็ด แล้วแบ่งออกหลายสิบล้านส่วน หน่วยเล็กๆ ที่เรียกว่า.. ปรมาณูเหล่านี้ แต่ละหน่วยย่อมขาดเสถียรภาพเพราะด้วยอำนาจของ อุณหเตโช คือ ความร้อน จึงเปลี่ยนแปลงไปอยู่ทุกเวลานาที

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 มี.ค. 2554 , 06:40:41 น.] ( IP = 58.9.54.119 : : )


  สลักธรรม 6

จิตเกิดดับ ๑๗ ขณะใหญ่ หรือ ๕๑ข ณะเล็กแล้ว...รูปอันเป็นหน่วยเล็กๆ เหล่านี้ก็จะสลายตัวไปหนึ่งขณะ..ด้วยอำนาจของอุณหเตโช คือ ความร้อน ดังกล่าวแล้ว รูปทั้งหลายจะเป็นรูปของสิ่งที่มีชีวิต หรือสิ่งที่ไม่ชีวิตก็ตามก็ต้องอยู่ในฐานะที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปทุกวินาทีนับไม่ไหว....บังคับให้มันหยุดนิ่งก็ไม่ได้ ..แต่รูปส่วนมากเราสังเกตเห็นความเปลี่ยนได้อยาก

เพราะมันประชุมกันเป็นกลุ่มก้อน ความเป็นกลุ่มเป็นก้อนนั้นปิดบังอำพรางเอาไว้ เห็นครั้งใดก็เห็นเป็นโต๊ะเป็นเก้าอี้ เห็นเป็นคนเป็นสัตว์ ไม่ได้เห็นเป็นหน่วยเล็กๆ คือปรมาณู ยิ่งกว่านั้นยังเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อยมากจนสังเกตได้ยาก ด้วยเหตุนี้คำว่าโลกโลก เมื่อนักประพันธ์เอาไปใช้เขียนบทประพันธ์ก็เขียนว่า โลกนี้สวยสดงดงาม โลกนี้น่าอยู่อาศัยแต่ความจริงไม่เห็นมีอะไรทีจะตั้งมั่นอยู่ได้

แม้ตัวผู้เขียนเองก็ต้องได้รับความทุกข์ยากบาก หรือบางทีก็เคราะห์หามยามร้ายต่างๆ ต้องทำมาหากินตัวเป็นเกลียว

ร่างกายก็ทรุดโทรมแก่เฒ่าอยู่ทุกเวลานาที ทั้งจิตใจซึ่งเป็นโลกๆหนึ่ง ก็ตั้งมั่นอยู่ไม่ ได้ ไขว่คว้าหาอารมณ์ใหม่อยู่ตลอดเวลา โลกนี้จึงน่ากลัวมาก

โลกนี้มีอันตรายเหลือเกิน ต้องแก้ปัญหาให้แก่ชีวิตครั้งแล้วครั้งเล่าต้องต่อสู้กับธรรมชาติ ต้องต่อสู้กับบุคคลอื่น และต้องต่อสู้อย่างทรหดอดทนกับตัวเราเอง ในเรื่องนี้แล้วแต่ใครจะคิดแล้วแต่ใครจะมองโลกไปในแง่ไหน หรือแล้วแต่ จะมองโลกไปในข้อเท็จจริงเพียงใด

แต่ถ้าว่าตามหลักสภาวธรรมแล้ว... โลกนี้คือความพินาศฉิบหาย ไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น ไม่อยู่ในฐานะที่ใครจะเรียกร้องอ้อนวอน หรือบังคับบัญชาได้เลย

ลงชื่อว่าเป็นโลกแล้ว จะไม่ให้เปลี่ยนแปลงไป จึงเป็นการสุดวิสัย

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 มี.ค. 2554 , 06:47:33 น.] ( IP = 58.9.54.119 : : )


  สลักธรรม 7

เรื่องเหล่านี้ก็เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจ ที่อวิชชาหรือ โมหะมาขวางกันเอาไว้ได้เกิดความมือมิดขึ้นในดวงใจ ไม่ให้คนทั้งหลาย มองเห็นความจริงที่อยู่ต่อหน้าต่อตา แล้วหลงใหลไขว่คว้าหาโลกเอามาไว้ในครอบครอง จนถึงต้องต่อสู้ฟัดเหวี่ยงกันอย่างย่อมตายถวายชีวิต

บางที จนถึงมิได้คิดในเรื่อง บาปบุญคุณโทษ บางทีเมื่อผลประโยชน์ขัดกัน ผูกพยาบาท อาฆาตจองเวรกันก็ลายล้างกันจนย่อยยับไป

บางคนเมื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งหลุดลอย ไปก็ร้องห่มร้องไห้แทบน้ำตาจะเป็นสายเลือด.. โดยมิได้คิดพิจารณาให้ถ่องแท้ว่า ลงชื่อว่าเป็นโลกแล้ว จะเป็นสิ่งที่นอกตัวหรือในตัวก็ย่อมจะอยู่ในฐานะอย่างเดียวกันทั้งนั้น

ใครจะรู้หรือใครจะไม่รู้ใครจะคิดหรือใครจะไม่คิด ก็หนีจากหลักการที่วางไว้นี้ไปไม่ได้ ด้วยเป็นปรมัตถสัจธรรม

ส่วนคำว่าโลกุตระมาจากคำว่า โลก+อุตฺตร อุตฺตร แปลว่า พ้น ไป รวมกันเข้าก็แปลว่า พ้นจากความพินาศพ้นจากความฉิบหาย

ปัญญาเกิดขึ้นอยู่ในฐานะ๒ อย่าง

๏ ปัญญาอย่างหนึ่งเป็นปัญญาโลกีย์คือยังอยู่ในความพินาศยังอยู่ในความฉิบหาย แต่เป็นผู้มีปัญญาที่ประกอบด้วยเหตุผล อันจะใช้เป็นหนทางนำ ไปสู้การพ้นจากความพินาศได้

๏ ข้อที่๒ ปัญญาที่เกิดขึ้นมา แล้วก็พ้นจากความฉิบหาย

ท่านนักศึกษาคงต้องทราบว่า ปัญญาโลกีย์ นั้น รู้อะไรบ้าง

สำหรับปัญญาโลกีย์ คือปัญญาที่ยังมีความฉิบหายอยู่อย่างนั้น แยกออกเป็น ๒ อย่าง เรียกว่า กัมมัสสกตาปัญญา กับ วิปัสสนาปัญญา



ท่านครับแล้วพี่เณรจะนำมาลงในตอนที่ 2 .ให้อ่านต่อนะครับ เพียงท่านอย่าได้อ่านผ่านๆ อ่านไปคิดถึงเหตุผลตามไปด้วยนะครับ เพราะท่านจะได้ประโยชน์มากทีเดียวครับผม

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 มี.ค. 2554 , 06:55:13 น.] ( IP = 58.9.54.119 : : )


  สลักธรรม 8

โดย น้องกิ๊ฟ [25 มี.ค. 2554 , 09:42:32 น.] ( IP = 180.180.10.114 : : )


  สลักธรรม 9

ผมไม่ได้อ่านหมดหรอกนะครับเเต่ก็พอจับใจความได้.....

ที่ผมเข้าใจก็คือ ปัญญา คือ ความรอบรู้ในการละกิเลส ตัณหา ราคะ โทสะ โมหะ หรือความยึดถือยึดมั่นในตัวกู-ของกู

โดย เด็กวัด [25 เม.ย. 2554 , 19:58:45 น.] ( IP = 14.207.213.171 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org