| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ธรรมนคร (๓)
![]()
![]()
ธรรมนคร (๓)
ธรรมบรรยายจากศาลาเสือพิทักษ์ โดย หลวงพ่อเสือ
ธรรมนคร (๒)
๑. ศีลรัตนะ เป็นเครื่องประดับประดาสวยสดวิเศษที่สมเด็จพระศรีสรรเพชญพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นเจ้าของตลาดทรงมีพระพุทธฏีกาประกาศโฆษณาไว้ว่า ศีลรัตนะนี้ ได้แก่ ปาฏิโมกขสังวรศีล อาชีวปริสุทธิศีล ปัจจัยสัตนิสิตศีล จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล มรรคศีล และผลศีล
รัตนะเหล่านี้แลเมื่อผู้ใดมีศรัทธาหาซื้อไปประดับครองกายประดับครองใจย่อมจะได้รับความสรรเสริญจากทวยเทพและมนุษย์ เพราะว่าชีวิตของเทวดาและมนุษย์ในโลกนี้ต่างก็พากันฉิบหายไปหมด แต่ผู้ถือเอารัตนะนี้เป็นเครื่องคุ้มครอง ย่อมมีความวับวาวแววแห่งชีวิตเป็นไปในทางที่ดี คือ พระนิพพาน
๒. สมาธิรัตนะ เป็นเครื่องประดับเป็นอาภรณ์อันวิเศษ ที่มีพระพุทธฏีกาทรงประทานไว้ว่า สมาธิรัตนะนี้ได้แก่ สวิตกสมาธิ สวิจารสมาธิ สุญญตสมาธิ อนิมิตตสมาธิ อัปปนิหิตสมาธิ
บรรดาสมาธิรัตนะเหล่านี้ เมื่อใดมีศรัทธาอุตสาหะมีประดับในตนแล้ว ก็สามารถจะแผ้วถางทางทำลายล้างความพุ่งพล่านประหนึ่งคนบ้าให้หมดไปได้ สวิตก คือ วิตกเจตสิก, มีสวิจารสมาธิ คือวิจารเจตสิก
โดย ศาลาธรรม [28 มี.ค. 2554 , 07:41:59 น.] ( IP = 58.9.209.111 : : )
สลักธรรม 1![]()
![]()
๓. ปัญญารัตนะ เป็นอาภรณ์ภูษิตอันวิจิตรมหาศาล ที่สมเด็จพระสรรเพชญ์สัมมาสัทพุทธมหาชินบวรผู้งามพร้อมด้วยปัญญาธิคุณพระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้าของตลาด ได้ทรงมีพระพุทธฏีกาโดยนัยปัญญารัตนะว่า มีคุณวิเศษส่องแสงให้เกิดสว่างไสวไปทั่วโลกาพิภพ อริยะสาวกผู้ใดย่อมซื้แไปประดับตนแล้ว ย่อมจะมีความรู้ความเห็นเป็นแก้ว คือรอบรู้เจนจบในสภาพความเป็นจริง เช่น รู้ว่าสิ่งนี้เป็นโทษ รู้ว่าสิ่งนี้เป็นประโยชน์ รู้ว่าสิ่งนี้ควรเสพ รู้ว่าสิ่งนี้ไม่ควรเสพ รู้ว่าสิ่งนี้เลว รู้ว่าสิ่งนี้ประณีต
รู้ว่ากระทั่งไปถึงสิ่งที่สามัญชนธรรมดาไม่สามารถรู้ได้ เช่น รู้ว่าสิ่งนี้เป็นทุกข์ รู้ว่าสิ่งนี้คือเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ รู้ว่าสิ่งนี้คือนิโรธ และรู้ว่าสิ่งนี้คือมรรค ซึ่งชนธรรมดารู้ไม่ได้ ต้องอาศัยปัญญารัตนะ จัดว่าเป็นมัคคาแห่งการปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ และเป็นการที่ไม่ใช่รู้เฉยๆ ท่องคล่องปากส่งเดชไปแค่ให้เหมือนตามตำรับตำรา หรือนกแก้วนกขุนทองที่สอนให้รู้ แต่ย่อมรู้จริงๆ แห่งใจของตนอย่างแน่แท้
เพราะปัญญารัตนะที่ว่านี้ หมายถึง เอาปัญญารัตนะที่เกิดขึ้นจากภาวนาปัญญา คือ หมั่นอุตสาหะ ให้เกิดมีขึ้นในตนเรียกว่า ภาวนามยปัญญา ไม่ใช่หมายเอาจินตามยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดขึ้นจากการคิดค้น หรือ สุตะมยปัญญา คือปัญญาที่เกิดขึ้นจากการได้ฟังมา ฉะนั้น ปัญญารัตนะ ที่พระองค์กล่าวนี้ จึงหมายถึง ภาวนามยปัญญา ที่มีคุณวิเศษ จัดเป็นอาวุธสำคัญที่ตัดกิเลสได้ตามสมควร ตามกำลังมากน้อย ก็คือ สังโยชน์ ๓, ๕, ๗, ๑๐
ด้วยเหตุนี้บุคคลที่ประดับด้วยปัญญารัตนะขององค์สมเด็จพระชินสีห์ เป็นอาภรณ์ภูษิตนี้แล้ว ย่อมจะเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏอีกไม่นาน ก็จะพลันบรรลุอมตะมหานิพพาน ไม่ยินดีในภพ ไม่ยินดีในชาติ คือ ไม่ปรารถนาที่จะเกิดมาเป็นทุกข์อีก แล้วมุ่งเข้าสู่ความเกษมสำราญคือพระนิพพานโดยส่วนเดียว
โดย ศาลาธรรม [28 มี.ค. 2554 , 07:42:25 น.] ( IP = 58.9.209.111 : : )
สลักธรรม 2![]()
![]()
๔. วิมุตติรัตนะ เป็นอาภรณ์วิภูษิตวิเศษยิ่งนักหนา ที่องค์สมเด็จพระศรีสรรเพชญศากยมุนี สัมมาสัมพุทธชินสีห์ผู้รู้แจ้ง ทรงแสดงเป็นคาถาแล้วกล่าวเป็นพุทธวาจาแนะนำไว้ว่า วิมุตติรัตนะ ก็คือ พระอรหัตตผล
พุทธสาวกใดมีความสามารถมีมูลค่าซื้อหาเอาไปประดับประดาให้เกิดขึ้นที่ตนได้ด้วยการเอาชีวิตมาแลก เอาชีวิตที่เปี่ยมไปด้วยศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญาซึ่งเป็นอินทรีย์อันแก่กล้า ขันธ์ ๕ ย่อมดับลง ก็เรียกว่ารัตนะนี้ต้องเอาชีวิตทั้งชีวิตมาแลกเลยเพราะไม่ปรารถนาชีวิตแล้ว
แต่ก่อนที่จะประดับประดาก็ต้องทำร่างกายให้สะอาดเสียก่อนด้วยการล้างแล้วฟอกถูให้เกิดกลิ่นหอมด้วยคันธชาติต่างๆ คันธชาติที่หอมของมนุษย์ ก็มีพิกุล บุนนาค สายหยุด พุทธชาด เบญจมาศ มะลิซ้อน มะลิลา จำปา กาหลง ชงโค อุบล ซึ่งเป็นดอกไม้ที่งดงามทั้งนั้นเลย แต่ดอกกุหลาบไม่ติดอันดับ เพราะกุหลาบเป็นของที่สีสันสดแต่มีหนามเสี้ยมทอง เป็นดอกไม้ที่เป็นพิษที่สุดสำหรับพระอริยะซึ่งเอาไว้สอนกัน ผู้ใดซื้อดอกกุหลาบผู้นั้นกำลังคลั่งในวัฏฏะ เพราะไม่รู้จักของแหลม
ฉะนั้น ของหอมเขาเรียก คันธชาติ ได้แก่พิกุล บุนนาค สายหยุด พุทธชาด เบญจมาส มะลิซ้อน มะลิลา จำปา กาหลง ชงโค และอุบล (ดอกบัว) ใครมีไว้ประดับในบ้านถือว่าเป็นสิริเป็นมงคล แต่ต้องเป็นดอกไม้ของจริงนะ และก็ดอกอุบลซึ่งก็คือ ดอกบัวที่มีกลิ่นหอมถึง ๗ วัน
เมื่อบุคคลผู้นั้นมีความรุ่งเรืองประดุจทองที่มีแสงอร่าม ๗ วันนั้นแล้วก็เหมือนกับ ๗ ชาติสุดท้ายของพระโสดาบัน ที่จะมีแต่ความหอมตลอดไปแล้ว หอมทวนลมไม่วิบัติแล้วเพราะศีลบริสุทธิ์ กลิ่นของศีลทำให้หอมฟุ้งขจรไปไกล ดอกอุบลนี้เปรียบเสมือนพระโสดาบันมีความหอม ๗ วัน ก็คืออยู่ได้ ๗ ชาตินานสุด และศีลนั้นไม่วิบัติแล้ว และถ้าเป็นพระโสดาบันแล้วศีลนั้นก็วิสุทธิ ชาติหน้าเมื่อเกิดมาแต่อ้อนแต่ออกก็จะเป็นผู้มีศีลวิสุทธิ
และเมื่อท่านบรรลุพระอริยมรรคเป็นพระอรหันต์จึงได้ชื่อว่าประดับวิมุตติรัตนะ แต่ถ้ายังเป็นพระโสดาบัน พระสกิทาคามี และพระอนาคามี ก็เรียกว่ายังเป็นแค่ดอกหอม เป็นคันธชาติ เมื่อใดก็แล้วแต่เป็นพระอรหัตตผล ครอบครองจิตดวงสุดท้ายในจิต ๘๙ เพราะว่าเจริญมรรค ๘ มาถึงนวโลกุตตรธรรม ๙ จิตดวงสุดท้ายคือดวงที่ ๘๙ ย่อมประดับวิมุตติรัตนะ เป็นแก้วอร่ามรุ่งเรืองที่สมเด็จพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงตั้งร้านค้าจำหน่ายไว้ในนครธรรมอย่างมากมายของพระพุทธองค์ผู้ทรงสวัสดิ์ด้วยความงามเป็นสง่า
ทรงมีพระฏีกาตรัสโฆษณาวิมุตติรัตนะของพระองค์ว่า สมเด็จพระบรมกษัตริย์ทรงเครื่องประดับอันเป็นวิการแก้ว มณี ๗ ชั้น แก้ว ๗ ชนิด ย่อมเป็นสิ่งที่เล็งเห็นแห่งความสว่างของมหาชนและราษฏรฉันใด พระอริยะสาวกผู้มีใจประเสริฐ ประดับด้วยวิมุตติรัตนะวิภูษิตนี้แล้วย่อมเป็นที่เล็งเห็นแห่งนัยนาของเหล่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเหล่านั้น ซึ่งก็หมายความว่า กษัตริย์จะแต่งตัวอย่างไรก็แล้วแต่มนุษย์ แค่เห็น แค่ชื่นชม แต่พระอริยะเจ้า แม้กระทั่ง เทวดา พรหมก็ต้องก้มลงกราบ
โดย ศาลาธรรม [28 มี.ค. 2554 , 07:42:49 น.] ( IP = 58.9.209.111 : : )
สลักธรรม 3![]()
![]()
๕. วิมุตติญาณทัสสนะรัตนะ เป็นอาภรณ์เครื่องประดับอีกประการหนึ่งของสมเด็จพระพิชิตมารบรมโลกนาถ พระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้าของตลาดได้ชี้ให้ดูในความวิจิตรว่า ถ้าผู้ใดเข้าไปในตลาดหาผู้ซื้อเอามาประดับประดาตนได้ จะต้องเป็นบุคคลพิเศษ คือเป็นพระอริยบุคคลในบวรพุทธศาสนา มีปัญญาหยั่งเห็น มรรค ผล นิพพาน แล้วจึงจะหาซื้อเอามาเป็นสมบัติของตนได้ หาใช่วิสัยของปุถุชนธรรมดาไม่ แต่เป็นพระอริยะวิสัยโดยเฉพาะ
หมายความว่า คนมีปัญญาพิจารณาเห็นภัยในการเวียนว่ายตายเกิดนั่นเอง เมื่อเห็นภัยในวัฏฏะสงสารแล้วมีใจประสงค์ที่จะหลีกให้พ้นจากวัฏฏะภัย ก็พยายามดำเนินตนเองเจริญตามรอยพระบาทสมเด็จพระบรมโลกนาถสัมมาสัมพุทโธ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ผ่านญาณต่างๆ มาโดยลำดับ ตั้งแต่นามรูปปริจเฉทญาณ ปัจจยปริคหญาณ สัมมสนญาณ อุทยัพพญาณ มาโดยลำดับ จนกระทั่งถึงมรรคญาณ และผลญาณแล้ว ต่อจากนั้นจึงจะสามารถหาซื้อแก้วอันเป็นวิมุตติ ญาณทัสสนรัตนะนี้ได้คือหมายถึง บรรลุถึงปัจจเวกขณญาณ
ปัญจเวกขณญาณ คือ การที่มีปัญญาหยั่งเห็นมรรค ผล นิพพาน ทั้งบรรดากิเลสอาวะที่ตนละได้แล้ว และกิเลสอาวะที่ยังละไม่ได้ว่ามีอะไรบ้างที่ยังค้างอยู่ในสันดานตน นี่คือผลแห่งการปฏิบัติตามพระโอวาทของพระพุทธเจ้า ส่วนผู้ที่ขาดการปฏิบัติตามย่อมจะไม่มีโอกาสหาซื้อแก้วรัตนะดวงนี้ได้เลย เพราะเป็นสิทธิของคนไม่ว่าดื้อ พระองค์บอกไว้เลยว่า สิทธิของผู้ที่จะใช้ได้ก็คือ เริ่มเป็นคนไม่ว่าดื้อ และเชื่องต่อบุญ
โดย ศาลาธรรม [28 มี.ค. 2554 , 07:43:10 น.] ( IP = 58.9.209.111 : : )
สลักธรรม 4![]()
![]()
๖. ปฏิสัมภิทารัตนะ เป็นอาภรณ์อันประดับวิเศษสูงสุดพระพุทธองค์ผู้ทรงเป็นเจ้าของตลาด ได้ทรงประกาศจำแนกปฏิสัมภิทารัตนะนี้ว่ามีอยู่ ๔ ประการ คือ อัตถะปฏิสัมภิทา ธรรมะปฏิสัมภิทา นิรุตติปฏิสัมภิทา ปฏิญาณปฏิสัมภิทา
อริยะสาวกผู้ใดก็แล้วแต่ หากนำรัตนะนี้ประดับประดาอันเป็นอาภรณ์วิภูษิตแห่งตนแล้ว ท่านผู้นั้นจะแกล้วกล้า สง่างาม เพริศพริ้ง องอาจ ปราศจากการพองสยองในทุกๆ สถานที่ เปรียบประดุจบุรุษผู้โยธาหาญแกล้วกล้าในสงครามรบ เมื่อมีความแกล้วกล้าชำนาญแล้ว ก็เหมือนดั่งเป็นกษัตริย์หรือเป็นหัวหน้าเสนาการที่ออกบัญชาการและออกรบด้วยแล้ว ย่อมเป็นที่รู้ของฝ่ายตรงข้ามเลยว่า คนไหนเป็นเจ้า คนไหนเป็นผู้นำ เพราะแต่งตัวงามสง่ากว่าเพื่อน
คำว่า นิรุตติ นี้คือ ภาษา ความสามารถแก้ไขได้โดยนิรุตติก็คือ ไม่ว่าใครจะซักถามอะไรก็มีปฏิสัมภิทาคือมีความแตกฉานในอรรถธรรมนั่นเอง เพราะฉะนั้นก็จะต้องเป็นพระอริยบุคคลก่อนแล้วเป็นผู้มีปฏิสัมภิทามรรคแตกฉาน อย่างพระสารีบุตร เป็นต้น เวลาตอบก็ไม่มีติดขัดอะไรเลย ไม่ต้องบอกใครว่า เดี๋ยวก่อน! ไม่เปิดตำราก่อน แต่ตอบได้เลย
และไม่เป็นผู้หวาดเสียวครั่นคร้าม ประเภทไม่เอาเดี๋ยวถูกถาม ไม่เอาเดี๋ยวเขาเก่งกว่า ไม่เอาหรอกพระอรหันต์องค์นั้นเก่งกว่า ไม่มี! ความรู้สึกอย่างนี้ เพราะย่อมงามและไพโรจน์ ล่วงเสียซึ่งเทวดาและมนุษย์ในไตรโลก ไม่ว่ามนุษย์หรือใครมาถามก็ไขข้อข้องใจได้เลย
โดย ศาลาธรรม [28 มี.ค. 2554 , 07:43:27 น.] ( IP = 58.9.209.111 : : )
สลักธรรม 5![]()
![]()
ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลาย ตลาดใหญ่ที่วางขายธรรมรัตนะวิเศษเหล่านี้ องค์สมเด็จพระสรรเพชญ์สัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ได้ทรงอุตสาหะสร้างไว้ในธรรมนครด้วยพระองค์เอง ผู้ต้องการประสงค์อยากได้ จะต้องจับจ่ายมูลค่ากล่าวคือ การปฏิบัติตามพระพุทธโอวาท มุ่งอุตสาหะมีความปฏิบัติไป ก็ย่อมจะมีโอกาสเอาเครื่องประดับประดาอันเป็นธรรมรัตนะเหล่านี้มาเป็นอาภรณ์วิภูษิตสำหรับตกแต่งตนให้งามได้ และก็เกิดความเกษมสำราญอย่างมั่นคง ไม่มีสถานใดจะเปรียบเทียบได้
นี่คือความเป็นมาของวิปัสสนากัมมัฏฐานประการเดียว ต้องเดินตามนัยแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน จึงจะได้อัญมณีที่กล่าวมาทั้งหมดดังคาถาที่ว่า
วิปัสสนา กมฺมฏฐาเน ปน สีลวิสุทฺธิ จิตฺตวิสุทธิ ทิฏฐิวิสุทฺธิ กงฺขาตรณวิสุทฺธิ มคฺคามคฺคญาณทสฺสนวิสุทธิ ปฏิทาญาณทสฺสนวิสุทฺธิ ญาณทสฺสนวิสุทฺธิ เจติ สตฺตวิเธน วิสุทฺธิ สงฺคโหฯ
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย ศาลาธรรม [28 มี.ค. 2554 , 07:43:49 น.] ( IP = 58.9.209.111 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |