มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


เมื่อกิเลสมา ปัญญาก็มืด




เมื่อกิเลสมา ปัญญาก็มืด
จากหนังสือธรรมสารทัศน์...
โดยพระธรรมกิตติวงศ์


ขอความสุขความสวัสดีจงมีแด่ท่านสาธุชนผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย

เป็นที่ทราบกันดีในหมู่พุทธศาสนิกชน ที่นับถือพระพุทธศาสนาว่า คำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้นั้น เมื่อกล่าวโดยย่อแล้วก็ได้ ๓ ประการ คือ

๑. สพฺพปาปสฺส อกรณํ ทรงสอนให้ละจากการทำความชั่วทั้งปวง

๒. กุสลสฺสูปสมฺปทา ทรงสอนให้สร้างเสริมความดี

๓. สจิตฺตปริโยทปนํ ทรงสอนให้ทำจิตใจให้บริสุทธิ์หมดจด ให้ไกลจากกิเลส

คำสอน ๓ เรื่องนี้ถือว่าเป็นหัวใจหรือเป็นหลักใหญ่ใจความของพระพุทธศาสนา คำสอนของพระพุทธเจ้าถึงแม้จะมีมากมายหลายข้อ อย่างที่กล่าวกันมาแต่โบราณว่ามีทั้งหมด ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ แต่ทั้งหมดนั้นก็รวมอยู่ในหลัก ๓ หลัก ๓ เรื่องนี้ทั้งสิ้น ไม่นอกเหนือไปจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นคำสอนเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา คำสอนเรื่องบาปบุญคุณโทษ คำสอนเรื่องกรรมฐาน คำสอนเรื่องนรกสวรรค์ เป็นต้น ก็รวมอยู่ใน ๓ เรื่องนี้

โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [29 มี.ค. 2554 , 09:09:31 น.] ( IP = 58.9.237.93 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ในบรรดาคำสอน ๓ เรื่องนั้น คำสอนเรื่องสุดท้ายคือสอนให้ทำจิตของตนให้บริสุทธิ์หมดจดไกลจากกิเลสนั้นถือว่าเป็นจุดเด่นของพระพุทธศาสนา เป็นคำสอนที่สำคัญชั้นแนวหน้าที่สุดซึ่งไม่เคยมีการสอนกันมาก่อน

การสอนให้เลิกละความชั่ว การสอนให้ทำความดีนั้นก็สอนกันได้ทั่วไป ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะทรงอุบัติขึ้นก็มีการสอนอย่างนี้กันมาแล้ว และแม้คนธรรมดาก็สอนเรื่องให้เลิกละการทำชั่ว ให้ทำแต่ความดีกันอยู่ทั่วไป อย่างเช่นที่พ่อแม่สอนลูก ผู้ใหญ่สอนเด็ก หรือครูอาจารย์สอนศิษย์ ในคำสอนต่างๆ นั้นก็อยู่ในหลักที่ว่าให้เลิกละความชั่ว ให้ทำความดีทั้งสิ้น

แต่การสอนเรื่องให้ทำจิตให้บริสุทธิ์ ให้ไกลหรือให้หลุดพ้นจากกิเลสนั้น พระพุทธเจ้าทรงนำมาประกาศเปิดเผยให้รู้กันทั่วไปเป็นครั้งแรก พร้อมทั้งทรงชี้แจงรายละเอียดต่างๆ เพื่อให้บรรลุถึงผลคือความที่จิตบริสุทธิ์หมดจดจนกิเลสไม่สามารถมารบกวนครอบงำได้อีก

โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [29 มี.ค. 2554 , 09:10:47 น.] ( IP = 58.9.237.93 : : )


  สลักธรรม 2

กิเลสเป็นเชื้อโรค

หากจะมีคำถามว่า กิเลสคืออะไร ก็อธิบายได้ว่า กิเลส ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นในใจแล้วทำใจให้เศร้าหมองขุ่นมัวไม่ผ่องใส ทำให้ผิดปรกติไป กิเลสนั้นเป็นเชื้อโรคชนิดหนึ่ง แต่เป็นเชื้อโรคที่เกิดในจิตใจของคน อันกิเลสซึ่งเป็นเชื้อโรคทางจิตใจนั้น ท่านแบ่งไว้เป็น ๓ กลุ่มใหญ่ๆ ตามลักษณะที่ทำให้จิตใจเศร้าหมอง ปั่นป่วน ผิดปรกติ กิเลส ๓ กลุ่มนั้น คือ

กลุ่มที่หนึ่ง เรียกว่ากลุ่มโลภะ มีโลภะอยู่หัวแถว เป็นกิเลสพวกที่ทำให้ใจหิวโหย อยากได้ไม่รู้จักพอ ไม่อิ่มด้วยผลประโยชน์ คิดแต่จะได้ร่ำไป เหมือนไฟที่ไม่อิ่มเชื้อ ทะเลไม่อิ่มน้ำ

กลุ่มที่สอง เรียกว่ากลุ่มโทสะ มีโทสะอยู่หัวแถว เป็นกิเลสพวกที่ทำให้จิตใจเร่าร้อน คุกรุ่นครุ่นคิดมุ่งแต่จะทำร้าย มุ่งแต่จะประหัตประหารทำลายล้างกัน หรือคิดแต่จำทำให้วิบัติไปข้างหนึ่ง

กลุ่มที่สอง เรียกว่ากลุ่มโมหะ มีโมหะอยู่หัวแถว เป็นกิเลสพวกที่ทำให้จิตใจมืดบอด ลุ่มหลง งมงาย มองไม่เห็นบาปบุญคุณโทษ ทำให้หลงผิดไปต่างๆ

กิเลส ๓ กลุ่มนี้แม้เพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากเกิดขึ้นในจิตใจของผู้ใดแล้ว ผู้นั้นก็จะเรียกได้ว่าเป็นโรคทางจิตใจ คนที่เป็นโรคทางจิตใจก็จะเป็นทุกข์เดือดร้อนเจ็บปวดดิ้นรนไม่มีอิสระ มีแต่ความวิตกกังวลร่ำไป เช่นเดียวกับคนที่เป็นโรคทางกาย

แต่เนื่องจากโรคทางจิตใจที่เกิดจากกิเลสเป็นโรคที่ไม่ทำให้เจ็บปวดทางตาหรือสัมผัสได้โดยตรงเหมือนโรคทางร่างกาย คนที่มีโรคทางจิตใจซึ่งมีเชื้อโรคทางกิเลสอยู่ในใจจึงไม่ค่อยรู้สึกตัวเองว่ามีเชื้อโรคเช่นนั้นอยู่ในจิตใจ และบางครั้งทั้งๆ ที่ตัวเองได้รับความทุกข์ทรมาน ได้รับความลำบากลำบน ต้องวิตกกังวลเดือดร้อน ต้องหน้าดำคร่ำเครียด ไม่มีเวลาพักผ่อน ร่างกายทรุดโทรม สมองก็เหนื่อยล้า จิตใจก็ไม่แช่มชื่นเบิกบาน มีแต่ความท้อแท้ถดถอย แต่เจ้าตัวก็ยังไม่รู้สึกอยู่อีกว่านั่นเป็นอาการของโรคทางจิตใจ หรือตัวเองกำลังมีเชื้อโรคหรือกิเลสอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายๆ อย่างอยู่ในจิตใจ

โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [29 มี.ค. 2554 , 09:12:32 น.] ( IP = 58.9.237.93 : : )


  สลักธรรม 3

ปัญญาเป็นแสงสว่าง

อันที่จริงกิเลสที่เกิดขึ้นนั่นเองเป็นตัวการที่ทำให้คนเราไม่รู้ ความไม่รู้นั้นเกิดขึ้นเพราะความรู้ถูกปิดบังไว้ โดยปรกติคนเราจะมีความรู้อยู่ในตัวด้วยกันทุกคน อันความรู้ที่ว่านี้เรียกกันว่า ปัญญา

และปัญญานั้นท่านเปรียบเสมือนแสงสว่าง เปรียบเสมือนดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ แสงสว่างหากถูกความมืดมาปกคลุมปิดบังเสีย แสงสว่างนั้นก็จะส่องให้เห็นสิ่งต่างๆ ไม่ได้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ก็เช่นเดียวกัน หากถูกเมฆหมอกที่หนาทึบมาปิดบังไว้เสีย ลำแสงก็ส่องให้เห็นสิ่งต่างๆ ไม่ได้ ทั้งความมืดและเมฆหมอกนั้นคือสิ่งที่มากำจัดกำบังปกปิดแสงสว่างและดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ไว้ ทำให้ช่วยมองเห็นอะไรไม่ได้เหมือนในยามปรกติ ฉันใด

ปัญญาหรือความรู้ก็ฉันนั้น หากถูกกิเลสเข้ามาปิดบังไว้เสียแล้ว ปัญญานั้นก็มืดมิดไป ช่วยให้จิตใจสว่างคือให้มองเห็นสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นแก่คนเราอย่างถูกต้องชัดเจนตามความเป็นจริงไม่ได้เหมือนในยามปรกติ

ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า “เมื่อกิเลสมา ปัญญาก็มืด” คือปัญญาจะหมดรัศมีหมดอานุภาพไปเมื่อจิตใจถูกกิเลสเข้ามาครอบงำกำบังไว้

คำว่า ปัญญา นั้นหมายถึง ความคิด ความรู้ ความเข้าใจ ความฉลาด ที่มุ่งไปในทางที่ถูกต้องที่สมควร ไม่มุ่งไปในทางที่ผิดเสียหาย ปัญญาหรือความรู้นี้ย่อมมีอยู่ในตัวคนเรามากบ้างน้อยบ้างอยู่แล้วตามธรรมชาติหรือตามประสบการณ์หรือตามที่ศึกษาเล่าเรียนกันมา และปัญญานี้ก็มีเพื่อให้คนเราได้อาศัยดำรงชีวิตอยู่ในโลกด้วยความสุขสบายตามสมควรแก่อัตภาพ เพื่อให้คนเราพ้นจากความทุกข์นานาประการที่ต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน รวมไปถึงเพื่อให้สังคมมนุษย์เราอยู่กันอย่างมีสันติ แก้ปัญหาต่างๆ ในสังคมด้วยปัญญานี้

แต่ปัญญานี้เมื่อถูกกิเลสปิดบังเสียแล้ว ถึงมีก็เหมือนไม่มี เพราะไม่อาจทำให้ประโยชน์ต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นเกิดขึ้นได้

โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [29 มี.ค. 2554 , 09:14:04 น.] ( IP = 58.9.237.93 : : )


  สลักธรรม 4

เมื่อกิเลสออกฤทธิ์

พิษภัยของกิเลสที่เห็นได้ชัดคือทำให้คนที่ถูกกิเลสครอบงำอยู่นั้นไม่มีอิสระ ไม่เป็นไทแก่ตัว จะถูกกิเลสคอยบงการอยู่เบื้องหลังตลอด กล่าวคือ

จะทำอะไร ก็ทำไปตามที่กิเลสสั่งให้ทำ กลายเป็นกิเลสทำ ไม่ใช่ปัญญาทำ

จะพูดอะไร ก็พูดไปตามที่กิเลสสั่งให้พูด กลายเป็นกิเลสพูด ไม่ใช่ปัญญาพูด

จะคิดอะไร ก็ทำไปตามที่กิเลสสั่งให้คิด กลายเป็นกิเลสคิด ไม่ใช่ปัญญาคิด

เมื่อกิเลสคอยบงการอยู่ข้างหลัง ไม่ว่าจะทำ จะพูด จะคิดอะไร ก็จะมุ่งมาเพื่อตัว เพื่อให้ตัวเองได้รับผลหรือเพื่อความสะใจตัวเองทั้งสิ้น กล่าวคือ

จะทำอะไร ก็เพื่อตัว
จะพูดอะไร ก็เพื่อตัว
จะคิดอะไร ก็เพื่อตัว

ถึงแม้ว่าบางครั้งคนที่มีกิเลสอาจทำอะไร พูดอะไร คิดอะไร เพื่อคนอื่นตั้งมากมาย แต่พอสาวหาสาเหตุของการทำ การพูด การคิดนั้น ท้ายที่สุดก็จะมาลงเอยที่ตัวอีก เช่น คนชอบสงเคราะห์ช่วยเหลือคนอื่น มีน้ำใจเสียสละ ไม่ตระหนี่เรี่ยวแรง แต่ที่ทำไปนั้น ก็เพื่อให้คนอื่นรักตัวบ้าง เพื่อให้คนอื่นนิยมยกย่องตัวบ้าง เพื่อให้ตัวเองเจริญก้าวหน้าบ้าง เพื่อให้เขาเห็นว่าตัวเองเป็นคนสำคัญบ้าง ดังนี้เป็นต้น

การทำอย่างนั้นหากดูเผินๆ แล้วก็ดูเหมือนว่า จะเป็นเรื่องที่ดีมีคุณมากกว่ามีโทษ ไม่น่าเสียหายอะไร เพราะคนอื่นได้ประโยชน์ ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นหากมองในแง่ของผู้ได้ประโยชน์

แต่หากมองในแง่ของผู้ทำบ้าง กล่าวได้ว่าการทำความดีเช่นนั้นเป็นการเพิ่มพูนกิเลสให้แก่ตัวเองยิ่งขึ้น มิใช่เพื่อกำจัดกิเลส เพราะว่าหากได้รับผลตามที่ต้องการ ตัวเองก็จะยินดีติดใจ เพลิดเพลิน ไม่อยากจะจากผลที่ได้รับไป ไม่อยากจะให้ผลนั้นจากตัวไป แต่ถ้าไม่ได้ผลตามที่ต้องการก็จะเป็นทุกข์เดือดร้อน ผิดหวังเสียใจ เกิดความคิดเห็นที่ผิดๆ ไปได้ว่า “ทำดีไม่ได้ดี”

คนที่มีความรู้สึกว่าตัวเองทำดีไม่ได้ดีหรือทำคุณคนไม่ขึ้นนั้น พึงรู้เถิดว่าตัวเองเป็นผู้ทำดีแบบกิเลสให้ทำ มิใช่แบบปัญญาให้ทำ จึงทำให้คิดไปอย่างนั้น

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [29 มี.ค. 2554 , 09:17:31 น.] ( IP = 58.9.237.93 : : )


  สลักธรรม 5


จะเห็นได้ว่าชีวิตเราตกอยู่ภายใต้อำนาจของกิเลสวันทั้งวัน

กราบขอบพระคุณมากค่ะสำหรับธรรมะที่นำมาฝาก

โดย พี่ดา [29 มี.ค. 2554 , 13:40:51 น.] ( IP = 124.121.172.94 : : )


  สลักธรรม 6

โดย น้องกิ๊ฟ [29 มี.ค. 2554 , 16:01:53 น.] ( IP = 113.53.196.3 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org