| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
หยุดความเคลื่อนไหว ใส่ใจในปรมัตถ์อารมณ์
สลักธรรม 1
วันนี้ได้สวดพระพุทธมนต์คาถาโพธิบาทเพื่อน้อมนำกุศลจิตให้ทุกข์โศกโรคภัย เสนียดจัญไรวินาศสันติ มีแต่ความสุข ซึ่งก็คือความปรารถนาดีที่ส่งใจไปยังทั่วทุกทิศ เป็นความสามารถที่เราทำได้ในขณะนี้ จากนั้นก็สวดคาถาโพชฌงค์ซึ่งเราทราบกันว่า สามารถบำบัดโรคภัยไข้เจ็บที่เป็นให้สามารถเบาบางจางหายได้ เราก็เผื่อแผ่เจือจานไปยังบุคคลภายนอกและตนเอง และจะเห็นว่า วันเวลาได้ผ่านไปเร็วมาก จากวันนี้ไปอีกไม่กี่วันก็จะขึ้นปีใหม่ของไทยอีกแล้วในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นปีกระต่ายเต็มตัว เราก็จะเห็นได้ว่าวันเวลาผ่านไปเร็วมาก เพราะว่าเรามีเรื่องมาก
ท่านกล่าวไว้ว่า เมื่อนำสองภพมาเทียบกัน .. มนุษย์มีเวลาน้อยแต่มีเรื่องที่ต้องทำมาก เทวดามีเวลามากแต่เรื่องที่ทำน้อย แต่ละท่านนั่งอยู่ในภพภูมิที่เป็นมนุษย์ ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาเราต้องบริหารดูแลขันธ์ ก็คือ ดูแลรูปนามขันธ์ ๕ ต้องเข้าห้องน้ำ ต้องแปรงฟัน ต้องล้างหน้า ต้องอาบน้ำ ต้องกินข้าวเช้า ต้องเดิน ต้องนอน ต้องยืน ต้องนั่ง เหยียดคู้ก้มเงย ต้องปรับเปลี่ยนอย่างนี้ และก็ต้องทำงานให้สิ่งที่ทำไม่ได้สารพัดเพื่อดำรงชีพอยู่ แล้วก็หมดเวลาไปวันๆ หนึ่ง แล้วเช้าขึ้นมาเราก็ต้องทำอย่างนี้อีก จะต่างกันบ้างก็โดยเรื่องราวนิดหน่อย แต่หนีไม่พ้นคือการต้องดูแลตนเอง เพื่อให้ตัวเองนั้นอยู่รอด ก็เพราะว่าเราไม่ต้องการความตาย ซึ่งความตายเป็นหายนะของชีวิต ซึ่งไม่มีใครอยากได้แต่ต้องพบเจอ
ฉะนั้น การงานของชีวิตจึงไม่มีหยุดหย่อนเลย หยุดไม่ได้ จะหยุดก็เมื่อตอน ..เมื่อสิ้นลม ล้มตาย กลายเป็นศพ ถึงจุดจบ เกมชีวิต ปิดฉากฉาย นอนในโลง ใบแคบแคบ โอบแนบกาย ไม่มีสหาย ญาติหรือมิตร ไปกับเรา .. นี่คือความจริง ซึ่งไม่มีใครที่จะหลีกเลี่ยงได้
ในเวลา ๒๔ ชั่วโมง บางคนก็นอน ๔ ทุ่ม บางคนก็นอน ๓ ทุ่ม บางคนก็นอนเที่ยงคืน และถ้าใครทำงานพอหกโมงเช้าก็ต้องรีบแต่งตัวกันแล้ว ก็ต้องออกจากบ้านไปกันแล้ว ฉะนั้น เวลามันถูกใช้ไปกับการทำงาน การนอน การกิน การบริหารขันธ์ต่าง ๆ เหล่านี้ บางครั้งยังไม่ได้ทำอะไรเลยหรือยังทำไม่เสร็จก็มีแต่หมดไปแล้ววันหนึ่ง บางครั้งเตรียมไว้แล้วแต่ยังไม่ได้ทำเลยหมดไปแล้วปีหนึ่ง ปฏิทินที่ถูกฉีกไปๆ นั้นเราดูแต่ภายนอกคือปฏิทินที่ถูกฉีก แต่ไม่เคยย้อนกลับมาดูภายในว่าชีวิตเราถูกฉีกออกจากภพตลอดเวลา แล้วก็ใกล้วันตายเข้าไปทุกที
มนุษย์เป็นสัตว์ประเภทที่มีงานมากแต่เวลาน้อย เพราะมีเวลาอย่างมากไม่เกิน ๑๐๐ ปี แล้วใครที่จะมีเวลาถึง ๑๐๐ ปีก็ยากมากด้วย มลภาวะที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นเรื่องสารพิษต่าง ๆ ก็มีมาก ขณะนี้ก็มีภัยพิบัติมากด้วย แล้วเราก็ไม่รู้ว่าเราทำกรรมอะไรมามากกว่ากันด้วย ระหว่างกรรมดีหรือกรรมชั่วในอดีตชาติ ถึงจะมีทั้งดีทั้งชั่ว เราก็ไม่สามารถล่วงรู้ได้เลยว่า กรรมดีหรือกรรมชั่วที่จะมาส่งเราอย่างแรง ๆ
โดย น้องกิ๊ฟ [29 มี.ค. 2554 , 15:50:55 น.] ( IP = 113.53.196.3 : : )
สลักธรรม 2
ถ้าหากกรรมดีส่งมายังเราแรง ๆ หรือเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายอย่างแรง ๆ เช่น คนถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ ๑ พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ แต่ถ้าเผื่อกรรมชั่วส่งเราอย่างแรง ๆ จากความมีอยู่ก็หายไปได้ ดังเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายที่เราได้ทราบข่าวจากญี่ปุ่น จากความหายนะนี้ปรับระดับคนอยู่ในชนชั้นเดียวกันหมด จะมีเงินมากแค่ไหน จะอดอยากมากแค่ไหน ไม่มีข้าว หาลำบาก ไม่มีน้ำ ถึงมีก็หาลำบาก
จึงบอกว่าเงินซื้อไม่ได้ทุกอย่าง ในเมื่อกรรมมันจำเพาะเจาะจงมุ่งสู่อุดหนุนเงื่อนไขว่าจะต้องอดอยากยากจน จะต้องลำบาก ก็ไม่มีใครช่วยใครได้ ถึงมีก็เหมือนไม่มี ถึงไม่มีก็ไม่มีต่อไป นี่คือความจริง
ส่วนเทวดามีเวลามากมีอายุเป็นพันปีแต่มีเรื่องน้อยเพราะเนรมิตได้สารพัดนึก แต่สำหรับมนุษย์นั้นถ้าเผื่ออยากจะกินแกงจืดสักชามหนึ่งนั้น ก็ต้องทำน้ำซุป ต้องต้มกระดูกหมู ต้องเอาวุ้นเส้นไปแช่ ต้องเอาวุ้นเส้นไปตัด ต้องสับหมู ต้องทำกระเทียมเจียว ต้องเด็ดผักชี สารพัดเลย เสร็จแล้วก็ต้องใส่ปาก
ส่วนเทวดาพอหิวก็ขอให้อิ่มแล้วก็อิ่มพร้อมรสชาติ ภารกิจของเทวดาไม่มีมากแต่เวลามีมาก นี่คือการเปรียบเทียบให้ฟัง
มนุษย์ความเป็นอยู่ลำบาก และก็จะลำบากยากเข็ญขึ้นไปเรื่อย ๆ ดังที่ได้พูดติด ๆ กันมาหลายอาทิตย์ อย่างตัวเองจะไปญี่ปุ่น ก็ต้องยกเลิกเมื่อสึนามิเข้าญี่ปุ่น แล้วก็คิดว่าเมื่อสึนามิเข้าแล้วก็คงจะจบ แล้วก็คงจะไปได้แต่ก็ไปไม่ได้ เพราะกรรมมันยังไม่จบเกม และก็ได้ยินข่าวมาว่ามีระเบิดและสารกัมมันตภาพรังสีรั่วออกมาเรื่อยๆ ถึงขนาดประกาศออกมาว่า น้ำในบริเวณนั้นก็ห้ามดื่มซึ่งเริ่มแรกนี้เจาะจงไปที่เด็ก เพราะเด็กเล็ก ๆ มีภูมิต้านทานน้อย แต่ถ้าหากผู้ใหญ่ดื่มมาก ๆ มันก็ได้รับพิษที่รุนแรงได้เหมือนกัน
พอไปญี่ปุ่นไม่ได้ก็เปลี่ยนโปรแกรมสิ้นปีว่าจะไปพม่าอีกแต่ก็คงไปไม่ได้แล้ว เพราะอาทิตย์ที่ผ่านมาเกิดแผ่นดินไหวสะเทือนมาถึงเมืองไทย ซึ่งไม่ใช่ไหวน้อย ๆ แต่ข่าวที่เราได้รับนั้นได้รับไม่เต็มที่ เหมือนข่าวที่เราได้รับมาจากญี่ปุ่นก็ไม่เต็มที่ มันมีความไหวและการหักพังมากมาย สิ่งต่างๆ ก็เหมือนกับแก้วที่มันร้าวแล้ว มันทำให้เหมือนชิ้นดีไม่ได้ฉันใด ดินหรืออาคารที่มันร้าวแล้วจะทำให้มันดีก็ไม่ได้
โดย น้องกิ๊ฟ [29 มี.ค. 2554 , 15:51:49 น.] ( IP = 113.53.196.3 : : )
สลักธรรม 3
สิ่งที่พูดนี้ไม่ได้พูดให้ตื่นเต้น หรือว่าไปคิดถึงความร้ายแรงเพียงอย่างเดียว แต่ให้คิดถึงว่า ชีวิตของเรานี้มันสั้นแล้ว เราไม่รู้ว่า เราจะตายเมื่อไร อะไรที่จะทำให้เราเป็นไปอย่างนั้น เราก็ไม่ทราบ ไม่มีใครทราบเลย
ฉะนั้น หายนะอย่างนี้จะเกิดกับเราหรือไม่ เราก็ไม่รู้เพราะเป็นอนิมิตไม่มีเครื่องหมายปรากฏ แต่เรายังโชคดีที่มีผู้มาคอยเตือนคอยบอก แล้วก็เอามาบอกทุกท่านเตือน ๆ กันว่าอย่าประมาทกับชีวิตเลย
หลวงพ่อท่านสอนว่า ทุกวันนี้พ่อไม่เคยว่าลูกเลย ลูกจะเที่ยว ลูกจะเพลิดเพลิน ลูกกำลังทำบุญ ลูกกำลังทำดี ไม่ได้ทุจริตเป็นพอ แล้วพยายามทำตนเองหรือทำชีวิตให้เหมือนขนมชั้น
ชีวิตขนมชั้นทำอย่างไร? ขนมชั้นในสมัยก่อนเขาเอาใบเตยมาขยำแป้งให้เป็นสีเขียว แล้วก็มีแป้งสีขาวที่จะเทใส่ถาดไว้ข้างล่างชั้นหนึ่งก่อน แล้วเอาไปนึ่งให้สุก พอแป้งสีขาวสุกแล้วก็เอาแป้งสีเขียวใส่ลงไปให้ทั่วเสมอกัน ทำไปทีละชั้นๆ เวลากินเราก็ลอกชั้นใครชั้นมันออกมาได้ เพราะมันไม่ผสมกันระหว่างสีขาวกับสีเขียว ฉะนั้น ทำชีวิตอย่างขนมชั้นก็คือ อย่าทำให้ชีวิตมันสับสนปนเป
หลวงพ่อท่านบอกว่า อยู่ไปเถอะ .. เราเป็นพวกกามาวจรจิต เราเป็นพวกยินดีในกามโลก ไม่ใช่อยู่ดีๆพอมา เรียนพระอภิธรรมแล้วจะหลุดพ้นไปเลย พอเรียนไปแล้วจะทำได้ทันทีไม่มีเลย หรือใครที่เรียนมาจนสอนให้แก่กันได้แล้วจะถือว่าเป็นคนที่ทำได้ ..ไม่ใช่นะ ไม่มีหรอก แต่ที่มีคือความรู้ คือ การยับยั้งชั่งใจ มีการคิดก่อนจะทำบ้าง แต่ก็ยังทำอยู่ ซึ่งไม่เหมือนเมื่อก่อนนี้ที่พอคิดจะทำแล้วก็ลงมือทำเลย แต่ในขณะนี้เรายังมีความยับยั้งช่างใจว่ามันบาปไหม? มันบาปหนักไหม?
โดย น้องกิ๊ฟ [29 มี.ค. 2554 , 15:52:12 น.] ( IP = 113.53.196.3 : : )
สลักธรรม 4
ท่านจึงให้ทำชีวิตให้เหมือนขนมชั้น ดึงออกมาได้เป็นชั้น ๆ ชั้นใครชั้นมัน หมายถึงว่า ใส่ใจในงานให้ถูกต้อง ทำชีวิตให้ตรงต่องานนั่นเอง ยามเรียนเป็นเรียน ยามสอนเป็นสอน ยามสนุกเป็นสนุก ยามกินเป็นกิน แยกชีวิตให้เป็นชั้นๆ ให้เป็นระเบียบในเรือนใจนั่นเอง อย่าทำชีวิตเป็นอะไรก็ได้ อย่าทำชีวิตเหมือนแกงจับฉ่าย ซึ่งเอาไปต้มหมดเลย ผักอะไรก็ใส่ลงไป จริง ๆ แล้วต้มจับฉ่ายนั้นอร่อย เพราะหวานรสผักสารพัดที่ใส่ลงไป แต่มันไม่เป็นชิ้นเป็นอันเมื่อเทียบกับขนมชั้น และวิธีการทำก็ต่างกัน
การทำขนมชั้น ต้องอาศัยความประณีต ความสุขุม และความรอบคอบ เพราะถ้าไม่รอบคอบแล้วมันไม่สามารถทำแป้งครั้งที่ ๒ ได้ เพราะวิธีการทำขนมชั้นนั้นลำบาก คือทำต้องแป้งต้องเนียนและเกลี่ยให้เสมอกันด้วยและนึ่งไฟพอดี สุกเกินไปก็ไม่ได้ เมื่อสุกพดีแล้วจึงจะลงแป้งอีกชั้นหนึ่งได้ ดังนั้น ต้องใช้ความรอบรอบคอบมาก แต่ถ้าหากเป็นต้มจับฉ่ายเราจะหั่นผักอย่างไรก็ได้ ไม่มีพิธีรีตองอะไร แล้วก็โยนใส่กระทะผัดยังไงก็ได้ ผักก็เลยดูไม่เป็นชิ้นเป็นอัน คือไม่มีมาตรฐานนั่นเอง
ท่านจึงเตือนว่า ให้เราทำอะไรให้รอบคอบ ให้มีระเรียบในเรือนใจและไม่ให้ปะปนกัน โดยเฉพาะอย่าเอาพระธรรมคำสอนไปพูดเล่น พระธรรมเป็นคำที่ต้องนบไหว้ไว้บนหิ้ง ท่านบอกเหมือนโต๊ะหมู่บูชา ที่พระองค์ประธานก็ต้องอยู่ในตำแหน่งที่เด่น แล้วก็มีพระต่างๆ ตั้งให้ตำแหน่งเหมาะสมเป็นลำดับ จึงต้องทำให้ชีวิตเป็นเรื่องเป็นราวไป อย่าทำชีวิตปนเปไป เพียรพยายามวางตัวเองให้อยู่ในระเบียบ เป็นคนมีระเบียบ เหมือนลิ้นชัก เปิดอันไหนมาก็จะรู้ว่าวางอะไรไว้ที่ไหน ให้มีระเบียบในเรือนใจ
เพราะเวลาทำดีบุญชนิดไหน บุญอย่างไร การกระทำกรรม กรรมชนิดไหน มันจะจัดสรรให้เรา ถ้าเรามีความตั้งใจ มันจะประณีตขึ้นเหมือนขนมชั้น ลอกได้ไม่ติดกัน เวลาลอกไม่ติดกันนี่ พอลอกแล้วก็จะลอกออกได้เร็ว เหมือนกับการที่เราจะลอกชีวิต ลอกคราบออกจากกิเลส มันจะลอกได้เร็ว แต่ถ้าเรามีกิเลสอยู่ตลอดเวลา เราต้องจัดระเบียบให้เป็นด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
การปฏิบัติวิปัสสนาจะเป็นการจัดระเบียบในการลอกกิเลส เพราะถ้าหากเรามองอย่างไม่พิจารณา เราก็จะไม่เห็นความต่างกันหรอก ที่เรากินทุกวันนี้ กินข้าว แล้วเราก็คุยกัน สนทนากัน พูดธรรมะกัน หรือคุยกันในหมู่คนรู้จักนั้นเป็นเรื่องไม่ผิด แต่มันมีตัณหามีความยินดีในรสชาติในอาหาร มีกิเลสเป็นตัวผลักและอุดหนุน คือบงการชีวิตให้พฤติกรรมของเรานั้นเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเราไม่รู้ตัวเพราะมีโมหะอวิชชาเป็นรากเหง้า
แต่ถ้าหากมาพูดถึงการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแล้ว ในที่ขณะอยู่ในการปฏิบัติ เรามีการกำหนดอยู่ตลอดเวลา คือมีกฎของชีวิตอยู่ตลอดเวลาว่าวันนี้จะกินข้าว กินไปเพื่ออะไร เพื่อแก้ทุกข์ ตักข้าว ทำความรู้สึกตัวในอาการตัก ที่อาการที่เกิดขึ้นตัก คือ ใส่ใจนั่นเอง เช่น ตักแล้วก็ใส่ปาก และพุทธวิธีที่ถูกต้องคือ ตักแล้ววางช้อน ไม่จำเป็นแล้ว ช้อนไม่จำเป็นต้องถือ แล้วก็มีความใส่ใจในอาการที่เกิดขึ้นคือเคี้ยว เราก็จะได้เห็นความเกิดดับของชีวิตอยู่ตลอดเวลา ว่าต้องเคี้ยว เคี้ยวให้ละเอียด ความรู้สึกก็เกิดขึ้น แล้วก็กลืน แล้วเราก็ตักใหม่
ฉะนั้น ความเป็นระเบียบก็เกิดขึ้น เหมือนขนมชั้นนั่นเองที่แยกเป็นชั้นเป็นตอน เป็นเรื่องๆ ไป ไม่ติดกัน แต่เมื่อเรากินอยู่ทุกวันนี้โดยไม่มีวิปัสสนา มันก็ติดกันคลุกเคล้ากันเหมือนจับฉ่าย เพราะเราขาดสติสัมปชัญญะ วิปัสสนากรรมฐานคือ หยุดความเคลื่อนไหว ใส่ใจในปรมัตถ์อารมณ์ เพื่อชีวิตจะได้มีระเบียบและป้องกันกิเลสได้จริงๆ สกัดกั้นตัณหาได้อย่างแน่นอน
โดย น้องกิ๊ฟ [29 มี.ค. 2554 , 15:52:54 น.] ( IP = 113.53.196.3 : : )
สลักธรรม 5
หยุดความเคลื่อนไหว
ใส่ใจในปรมัตถ์อารมณ์
หยุดความเคลื่อนไหว โดยอาศัยสติสังวร หรือเรียกว่า ความสังวรนั่นเอง สังวรระวัง ซึ่งที่เราศึกษาในพระอภิธรรมแล้วก็จะเห็นความสังวรมีถึง ๔ คือ เพียรละ เพียรระวัง เพียรสร้าง และเพียรรักษา เรียกว่า สัมมปธานทั้ง ๔
ทำไมต้องหยุด? เพราะว่า กินไม่ต้องพูด พูดไม่ต้องกิน เคี้ยวไม่ต้องตัก ตักเคี้ยวไม่ได้ ทำเป็นอย่างๆ มีลีลาแห่งชีวิต มีจังหวะแห่งสติที่เข้าไปกำหนดรู้ แต่ทุกวันนี้เราไม่ได้หยุดความเคลื่อนไหว กินไปมองไป พูดไปทักทายกันไป เป็นเรื่องปกติ ซึ่งเราลองเทียบดูว่าเป็นเรื่องปกติของเรา หรือถ้าเราอยู่คนเดียวบางคนเวลากินแม้จะไม่ได้พูดก็จริง แต่ตาอ่านหนังสือ ซึ่งเมื่อก่อนหลวงพ่อท่านพูดบ่อยว่า ดื่มกาแฟ แล้วก็อ่าน บางกอกโพสต์ ถือแก้วด้วยอ่านไปด้วย ถือแก้วไว้ทำไม หรือเข้าห้องสุขาจะถ่ายทุกข์แต่ถือหนังสือเข้าไปด้วย จึงไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นชัดกับชีวิต จึงไม่เห็นทุกข์
เมื่อไม่รู้ทุกข์จึงไปพ้นความทุกข์ไม่ได้ แล้วบางทีก็เห็นทุกข์นั้นเป็นสุข เป็นของดี เช่น ใครว่าอุจจาระดียกมือขึ้น? ใครว่าไปส้วมดีกว่า? แล้วดีกว่าอะไร? เมื่อหลายวันก่อนได้ดูรายการทีวีรายการหนึ่งเขาสัมภาษณ์บุคคลหลายๆ คน ว่า ในชีวิตของคนเรา อะไรที่คุณคิดว่าอยากได้มากที่สุดเลย และถ้ามีเงินแล้วจะทุ่มเลยกับสิ่งนี้ ถามสามสี่คนก็ได้รับคำตอบที่เหมือนกัน มีอยู่คนหนึ่งตอบว่า ทำชักโครกฝังเพชร ๙๙๙ เม็ด และทำพื้นเป็นไพลิน เพราะเวลานั่งไปบางทีคันเท้าก็จะได้เอาไว้ถูเท้าด้วยไพลิน แล้วทำตรงที่กดชักโครกเป็นทองคำ เพราะว่าส้วมนี่ เป็นสิ่งที่รักรองจากภรรยา ภรรยาสำคัญที่หนึ่ง ส้วมสำคัญที่สอง แต่ถ้าไม่มีภรรยา ส้วมสำคัญที่หนึ่ง จะเห็นว่า เขามองที่ประเด็นว่า ห้องสุขาเป็นที่ปลดทุกข์ ไม่ถ่ายไม่ได้ แล้วก็บอกว่าส้วมเป็นที่ให้ความสุข แต่จริงๆ แล้ว เป็นทุกข์นั่นเอง
การไม่หยุดความเคลื่อนไหว ทำให้ชีวิตเป็นไปในกิเลส เป็นไปในความโง่คือโมหะอวิชชา หรืออย่างในเรื่องการกิน เราไม่ได้หยุดความเคลื่อนไหว ถ้าเราเคี้ยวอยู่นี่เราก็เคลื่อนไหว ตักโน่นตักนี่ เราไม่ได้หยุดความเคลื่อนไหวต่างๆ แต่วิปัสสนาให้หยุดความเคลื่อนไหว ก็คือมีความสังวรเข้าไป ความสังวรนี้ พูดรวมๆ คือ เพียรละ เพียรระวัง เพียรสร้าง เพียรรักษา
เพียรละบาปอกุศล ระวังอย่าให้เกิดอีก กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต อย่าให้เกิด
เพียรระวัง บาปที่เคยเกิดขึ้นแล้ว อย่าให้เกิดขึ้นอีก ตัวนี้เจาะจงตรงความโง่ที่เคยมีอยู่อย่าให้มีอีก ที่โง่เห็นว่าเป็นเรา
เพียรสร้างบุญที่ยังไม่เคยสร้างให้เกิดขึ้น คือ วิวัฏฏะคามินีกุศล
เพียรรักษาวิวัฏฏะคามินีกุศลนั้น อย่าให้เสื่อมไป
นี่ก็คือสังวรเพื่อจะหยุดความเคลื่อนไหว ที่เคลื่อนตัวนี้ อะไรที่มัน "เคลื่อน"ไปกับชีวิตอยู่ตลอดเวลา? ก็คือตัณหาและอวิชชา
โดย น้องกิ๊ฟ [29 มี.ค. 2554 , 15:53:17 น.] ( IP = 113.53.196.3 : : )
สลักธรรม 6
หยุดความเคลื่อนไหวแล้วกลับมาใส่ใจในปรมัตถ์อารมณ์ เพราะว่าจิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ อารมณ์คือสิ่งที่จิตรู้ อารมณ์ก็มีรูปารมณ์ สัทธารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ ธัมมารมณ์ ฉะนั้น อารมณ์จึงมีอยู่ตลอดเวลา แต่อารมณ์ของเราทุกวันนี้โดยทั่วไปที่มีมากก็คือ อารมณ์เสีย ที่มีได้ทั้งวัน ซึ่งเปรียบเหมือนเรามีของเสียมาก เมื่อมีของเสียมากก็ขับถ่ายได้มาก โดยขับถ่ายออกมาทางตา ออกมาทางปาก อันเนื่องมาจากใจ และเราก็มีอารมณ์ดี ซึ่งอารมณ์ ๒ อย่างทั้งเสียและดีล้วนมีมูลจากตัณหาและอวิชชา นี่คืออารมณ์เราธรรมดา
เพราะอะไร? เพราะเราไปติดยึดอยู่ในบัญญัติอารมณ์ ทุกวันนี้เรามีแต่บัญญัติอารมณ์ และบัญญัติอารมณ์นี้ก็ทำให้เราอารมณ์เสียกับอารมณ์ดี เมื่อมีใครชมเราก็อารมณ์ดี ซึ่งเป็นธรรมชาติ แต่ถ้ามีใครมาว่าเรา เราก็ไม่ชอบ ซึ่งอารมณ์ ดีก็คือโลภะ .. เขาพูดอย่างนั้นแต่เราดีใจเอง ที่ เป็นอสังขาริกหรือสสังขาริกก็ได้ และอารมณ์เสียก็คือ โทสะ ฉะนั้น อารมณ์ของเราก็คือโลภะกับโทสะ
โลภะกับโทสะมันเกิดได้ง่าย ๆ เพราะถูกสั่งสอนไว้ให้เป็นตัวตัดสินในบัญญัตินั่นเอง เราถูกบัญญัติครอบคลุมและป้อนข้อมูลลงไป แต่การที่เราจะจัดระเบียบชีวิตนี้ เราต้องตัดการใส่ใจในบัญญัติอารมณ์ออกไป แล้วมาใส่ใจในปรมัตถ์อารมณ์หรือปรมัตถธรรมคือธรรมชาติที่เป็นจริง มีจริง พิสูจน์ได้ เป็นสัจจะ
ซึ่งพวกเราทุกคนได้เปรียบผู้อื่นมากๆ เพราะพระไตรปิฎกมีถึง ๓ ปิฎก หนึ่งในนั้นคือ พระอภิธรรมปิฎก ซึ่งในอภิธรรมปิฎกพูดถึงปรมัตถธรรมล้วน ๆ ซึ่งมี จิต เจตสิก รูป นิพพาน บัญญัติ เป็นการสอนเรื่องจริงทั้งสิ้น ซึ่งต่างกับปิฎกอื่นคือพระวินัย และพระสูตรที่อธิบายโดยอาศัยบัญญัติมาเล่าความจริง อาศัยบัญญัติมาให้เราอ่าน มาให้เราเข้าใจก็ดี แต่เราเป็นผู้ที่โชคดีที่ได้เรียน จิต เจตสิก รูป นิพพาน บัญญัติ ว่าเป็นอย่างไร?
โดย น้องกิ๊ฟ [29 มี.ค. 2554 , 15:53:46 น.] ( IP = 113.53.196.3 : : )
สลักธรรม 7
ฉะนั้น เมื่อเราได้เรียน เราจึงรู้ว่าธรรมชาติทั้งหลาย ตัวเห็น หรือสิ่งที่เราเห็นนั้นมีอุปปัตติเหตุก็คือ มีปสาทตาดี มีแสงสว่าง มีรูปารมณ์ มีมนสิการ การเห็นจึงเกิดขึ้น จักขุวิญญาณจึงเกิดขึ้น โดยอาศัยจักขุทวารหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าจักขุปสาท และจักขุวิญญาณเป็นนามธรรม ฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ และมโนวิญญาณ เป็นนามธรรมทั้งสิ้น แต่สิ่งที่มาให้เห็นก็คือคลื่นแสงที่มีความถี่ใกล้ไกลต่างกันเป็นเพียงรูปารมณ์ เสียงคือสัททารมณ์ กลิ่นคือคันธารมณ์ รสคือรสารมณ์ ความรู้สึกเย็นร้อนอ่อนแข็งเป็นโผฏฐัพพารมณ์ ซึ่งเป็นรูป
ปรมัตถธรรมไม่มีอย่างอื่นนอกจากนามและรูป ตรงนี้ต้องใส่ใจใน ปรมัตถ์อารมณ์ ว่าขณะนั้นมีความปรากฏการณ์ของ นาม หรือ รูป เกิดขึ้น เพื่อจะถ่ายถอนความเห็นผิดที่เรียกว่า รื้อสัญญาวิปลาสทิ้ง เมื่อใดเรากำลังรื้อสัญญาได้เท่ากับเรากำลังละสังโยชน์ด้วย
การที่เราจะทำชีวิตให้เป็นระเบียบและปราศจากกิเลสที่ซับซ้อน เหมือนที่ทับซ้อนซึ่งไม่รู้เลยว่าตรงไหนแน่ อะไรแน่ เอ๊ะ ! วันนี้เราเป็นกุศลแน่หรือเป็นบาปแน่ ขณะพูดธรรมะอยู่นี้มันเหมือนภูเขาที่ทับซ้อนน่ะ พูดนี้มันเป็นกุศลหรือเป็นบาป เพราะพูดนี้ก็มีเถียงกัน เราพูดนี้อนุสัยกิเลสของเรามีมันเฟื่องฟู ขึ้นมาได้ มันกระเตื้องขึ้นมาได้อยู่ตลอดเวลา
แต่ถ้าเป็นการหยุดความเคลื่อนไหว ใส่ใจในปรมัตถ์อารมณ์ ก็ วิเศษ เป็นความวิเศษสุด เพราะการกระทำเช่นนี้สามารถฉุดเราออกจากความต่ำทรามได้ ชีวิตของเราจมอยู่บนความต่ำทราม เพราะมีแต่เรื่องต่ำ ๆ ทราม ๆ ทั้งสิ้น เรื่องคนนั้นเรื่องคนนี้เรื่องเก่า ๆ ทั้งสิ้น เพราะเรื่องอะไรที่มันตกไปแล้ว ผ่านไปแล้ว เช่น กำลังถือปากกาที่อยู่สูงในระดับสายตา ขณะนั้นก็คือทุกคนกำลังเห็น แล้วพอปล่อยปากกาจากมือ เมื่อปากกานั้นก็ตกไปจากสายตาไปอยู่ที่พื้น ซึ่งอยู่ต่ำกว่าสายตาแล้ว เหมือนกับเรื่องต่ำทั้งสิ้นที่เราเอามาพูดใหม่ เพราะมันตกไปแล้ว แล้วที่มากลุ้มใจก็เรื่องที่มันตกไปแล้ว เรามากลุ้มใจกับเรื่องต่ำๆ ซ้ำเติมตัวเองอยู่เรื่อยๆ นี่คือ หยุดความเคลื่อนไหว ใส่ใจในปรมัตถ์อารมณ์
โดย น้องกิ๊ฟ [29 มี.ค. 2554 , 15:54:13 น.] ( IP = 113.53.196.3 : : )
สลักธรรม 8
คำถาม กรรมคืออะไร วิบากคืออะไร ขอคำตอบแบบสั้น ๆ
ตอบ กรรมคือการกระทำ วิบากคือผลของการกระทำ คำตอบที่ สั้นที่สุดค่ะ
แต่ถ้าเรียนแล้วจะเอาสั้นๆไปทำไม เอาเข้าใจดีกว่า สิ่งที่ควรให้มาก ๆ แต่เรามักอยากได้สั้น ๆ เช่น สวัสดีปีใหม่ค่ะท่านอาจารย์ ควรพูดยาวๆ เพราะนี่เป็นวจีสุจริต แต่รากลับชอบพูดว่า ส.ค.ส.ค่ะ ก็คือ ส่งความสุข นี่เราชอบย่อไปหมด ฉะนั้น สิ่งที่ย่อลงมาจึงไม่ค่อยรู้
และสิ่งย่อ ๆ แล้วเกิดปัญหานี้ก็ได้ไปปรึกษากันระหว่างครูกับครู ว่าตอนนี้มีการสอนและมีการแก้หนังสือซึ่งมันผิดจริงว่าควรจะเป็นอย่างนั้น แล้วก็มีการพูดเรื่องทิฏฐิของครู เช่น ครูคนนี้บอกน่าจะเป็นอย่างนี้มากกว่า แต่ครูอีกคนหนึ่งจะบอกว่าอย่างนี้มากกว่า ก็ได้รับคำแนะนำมาว่า เวลาที่แต่ละคนพูดนั้นมักจะ ลืมอดีต ลืมไปถึงความแตกต่างของที่มาและการเวียนว่ายตายเกิด อย่างท่านอาจารย์บุญมีท่านเก่งมาก ปฏิภาณไหวพริบของท่านเป็นเลิศ ส่วนท่านพระมหาแสวงท่านอธิบายได้อัตถะพยัญชนะเข้าใจลึกซึ้งมากกว่า แต่เราดูฉาบฉวยแล้วเอาเราคือตัวเองเป็นที่ตั้งว่าใครถูกใจเรา
อาจารย์บุญมีเก่งมากสามารถอธิบายปรมัตถธรรมเก้าปริจเฉทได้ขนาดนั้น ในขณะที่ท่านเป็นฆราวาส และไม่ได้เรียนบาลีเลย ก็ยังสามารถเข้าถึงเนื้อหาบาลีได้ขนาดนี้ ใครจะเทียมได้ แต่พระมหาแสวงท่านบวชมาตั้งแต่เยาว์วัยท่านคลุกคลีอยู่กับบาลีและท่านก็เป็นอาจารย์บาลี เดินทางไปเรียนที่ประเทศพม่าตั้งแต่ยังพูดพม่าไม่ได้แต่ใช้ภาษากลางคือ ภาษาบาลีคุยกันกับพระพม่า ฉะนั้น อัตถะและพยัญชนะเนื้อความจึงละเอียดสามารถแทรกเข้าไปในเนื้อหาได้แท้ๆ มากกว่าเท่านั้นเอง ฉะนั้น ความเก่งในแต่ละมุมจึงมีที่มาต่างกัน เราต้องมองตรงนี้
โดย น้องกิ๊ฟ [29 มี.ค. 2554 , 15:54:37 น.] ( IP = 113.53.196.3 : : )
สลักธรรม 9
และมายุคนี้อาจารย์เพ็ญภัทร์ก็เก่งมากเพราะได้อาศัยการฟังจากอาจารย์บุญมีถ่ายทอดมา แต่ยุคปัจจุบันกับยุคอดีตนั้นมีวิวัฒนาการทางโลกที่ต่างกัน สมัยนี้มีมากกว่าจึงดูพิสดารมากกว่า และการที่เขาได้ฟังซ้ำจากคำบรรยายของอาจารย์บุญมี ซึ่งเขาฟังซ้ำแล้วก็ทำหน้าที่สอนด้วย เหมือนอาจารย์บุญมีเป็นครูสอน อาจารย์เพ็ญภัทร์เป็นศิษย์และเป็นครูพร้อมกันไปด้วย ถามว่าใครทำงานมากกว่ากัน ถ้าเปรียบเทียบแค่ตรงนี้? อาจารย์เพ็ญภัทรทำงานมากกว่า ฉะนั้น จึงมีโอกาสที่ได้คิดได้นึก ได้มีการตรวจทานในสิ่งท่าท่านาจารย์บุญมีได้สอนไว้ เช่นเดียวกันอาจารย์ธัญนันทน์ก็เก่งมาก เพราะว่าเรียนและฟังมาจากผู้ที่เก่งอยู่แล้ว จึงนำสิ่งดีๆของคนเก่งๆ มาให้ตน ฉะนั้น ก็อย่าไปคิดให้มากเลย
และอีกอย่างหนึ่งก็คือ ทุกคนต่างเวียนว่ายตายเกิด เราจึงไม่รู้ว่าในอดีตนั้น ใครเคยสอนใคร ใครเคยช่วยใครมาบ้าง อาจจะเป็นว่าเมื่ออดีตชาติ.. ครูนี้เคยเป็นครูร่วมหรือเพื่อนชั้นเรียนกับหลวงพ่อบุญมีกับหลวงพ่อแสวงมาก่อนแล้วตาย ในขณะที่อาจารย์บุญมีกับพระมหาแสวงยังไม่ตายก็ได้ แล้วพอทั้งสองท่านตายไปเกิดเป็นมนุษย์ ก็เลยมีของเก่าที่เกื้อกูลกันมา ซึ่งทำให้มีความแตกต่างกัน เรามีต้องบอกว่า ลืมอดีต เป็นอดีตที่เวียนว่ายตายเกิดกันมา แล้วก็พบกันมาทางสายเดียวกัน เคยเกื้อหนุนเคยเป็นศิษย์เป็นอาจารย์เป็นครู และชอบอย่างเดียวกัน
ก็จะเห็นว่าชีวิตกับการเวียนว่ายตายเกิดนั้นสำคัญ และแต่ละท่านรวมทั้งพวกเราต่างที่ต้องมีบุพเพกตบุญญตามาทั้งสิ้น แต่เขากับเราต่างกันตรง อัตตสัมมาปณิธิ จึงทำให้ทุกวันนี้มีไหวพริบมีความชำนาญต่างกัน เช่น ทำไมความจำของอาจารย์เพ็ญภัทร์ของอาจารย์ธัญนันทน์เขาเยอะเหลือเกิน แต่ทำไมเราถึงทำอะไรไม่ค่อยได้ เรียนเท่าไหร่ก็ลืมหมด หรือพอเริ่มเรียนปุ๊บ เขียนกระดานปุ๊บ เริ่มหลับง่วงนอน....เครื่องแฮงค์ ก็เพราะว่า อัตตสัมมาปณิธิของเราไม่ดี จึงต้องพยายามมองตัวเองให้มาก มองธรรมะให้ถูก มองเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด เราจะไม่คิดอะไรมากไปกว่าที่ว่า ทำไม? เพราะธรรมะมีคำตอบ
ก็ขออนุโมทนาทุกคนขอให้มีคำตอบด้วยธรรมะ และสรรหาคำตอบให้ชีวิตได้มากๆ ขอให้ชีวิตมีชั้นมีระเบียบ เหมือนขนมชั้น และสามารถหยุดความเคลื่อนไหวใส่ใจในปรมัตถอารมณ์ ทำตนเองให้ตั้งมั่นอยู่ในคุณงามความดี มีวินัย และมีใจรักธรรม ประกอบกับมีการกระทำที่เป็นไปเพื่อมรรคผล นิพพาน ได้โดยทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคน อนุโมทนา สวัสดีค่ะ
![]()
ขออนุโมทนากับน้องฟู ผู้ถอดเทป และน้องนวล ผู้ตรวจทานโดย น้องกิ๊ฟ [29 มี.ค. 2554 , 15:54:57 น.] ( IP = 113.53.196.3 : : )
สลักธรรม 10ขอบพระคุณมากค่ะ ได้ฟังท่านอาจารย์สอนชี้แนะทีไร ก็ได้ประโยชน์ในทุกๆครั้ง
ขออนุโมทนาน้องฟู อละน้องกิ้พ ด้วยนะคะโดย น้องอุ๊ [29 มี.ค. 2554 , 23:48:56 น.] ( IP = 125.24.62.66 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |