| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ธรรมนคร (๗)
![]()
![]()
ธรรมนคร (๗)
ธรรมบรรยายจากศาลาเสือพิทักษ์ โดย หลวงพ่อเสือ
ธรรมนคร (๖)
คราวนี้พระองค์ก็แสดงวิสุทธิตามพระอภิธรรมมัตถสังคหบาลี โดยพิสดาร
ถ้าถามว่าทราบได้อย่างไร ก็พึงทราบได้อย่างนี้ว่า ปาริสุทธิศีล ๔ คือ ปาฏิโมกขสังวรศีล ๑, อินทรียสังวรศีล ๑, อาชีวปริสุทธิศีล ๑, ปัจจยนิสิตศีล ๑ ชื่อว่า ศีลวิสุทธิ
๑. ปาฏิโมกขสังวรศีล คือ ศีลที่สำรวมในพระปาฏิโมกข์ เช่น วันนี้วันพระต้องลงปาฏิโมกข์ สังคปาฏิโมกข์ ก็คือ สวดพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าที่เป็นข้อห้ามต่างๆ
๒. อินทริยสังวรศีล คือ ศีลที่สำรวมในทวาร ๖ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ใจ เป็นศีลที่สำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
๓. อาชีวปริสุทธิศีล คือ ศีลที่เว้นจากมิจฉาชีพ
๔. ปัจจยสันนิสสิตศีล คือ ศีลที่มีเหตุผลในการใช้ปัจจัย ๔
เพราะฉะนั้น ความบริสุทธิ์ของศีลทั้ง ๔ อย่างนี้ จึงชื่อ ศีลวิสุทธิ คือ สำรวมในพระปาฏิโมกข์, สำรวมในทวารที่ ๖ เว้นจากมิจฉาชีพ, มีเหตุผลในการใช้ปัจจัย ๔ เว้นกั้นอาศัยปัจจัย ๔ ด้วยตัณหาและอวิชชา อย่าอยากกิน อย่ากินเพราะโง่ โง่กินไม่ได้ อยากกินไม่ได้ แล้วเราจะกินอย่างไรล่ะ จำเป็นต้องกิน
อยากกินไม่ได้เพราะเป็นตัณหา หรือไม่ได้อยากกินด้วยแต่กินไปตามประเพณี กินเลี้ยงสังสรรค์ นี่ก็โง่กิน แล้วกินอย่างไรถึงจะเรียก กินถูก ..กินให้ถูกคือ เว้นกั้นตัณหาและอวิชชา ฉะนั้น ต้องเว้นกั้นอาศัยปัจจัย ๔ ด้วย ตัณหาและอวิชชา
โดย ศาลาธรรม [5 เม.ย. 2554 , 14:40:22 น.] ( IP = 125.27.172.188 : : )
สลักธรรม 1
![]()
![]()
จิตตวิสุทธิ ... สมาธิ ๒ อย่าง คือ อุปปาจารสมาธิ ๑ อัปปนาสมาธิ ๑ ชื่อว่า จิตวิสุทธิ หมายความว่า คือ อุปจารสมาธิ คือ สมาธิที่ใกล้ต่อฌาน ส่วนอัปปนาสมาธิคือ สมาธิที่เข้าถึงฌาน
สมาธิที่เข้าใกล้ต่อญาณ ๑ และสมาธิที่เข้าถึงฌาน ๑ จัดเป็น จิตตวิสุทธิ ผู้ที่ทำฌานได้หรือฌานจะเกิดได้ จะต้องเป็น มหัคคตจิต ซึ่งสูงกว่า กามจิต ผู้นี้จึงบริสุทธิ์และดีกว่าเรา
ทิฏฐิวิสุทธิ ... การกำหนดรูปนามด้วยอำนาจของลักษณะ รสะ ปัจจุปัฏฐานปฏัทฐาน ชื่อว่า ทิฏฐิวิสุทธิ คือ ความหมดจดแห่งความเห็น หมายความว่า การกำหนดรู้รูปนาม ด้วยความสามารถแห่งวิเสสลักษณะนั่นเอง
ลักษณะสามัญ ก็คือ รูป นามธรรมดา
วิเสสลักษณะ ก็คือ อนิจจังในรูป ทุกขังในรูป อนัตตาในรูป อนิจจังในนาม ทุกขังในนาม อนัตตาในนาม
ตรงทิฏฐินี้เริ่มด้วยปัญญาแล้ว และปัญญานี้เข้ากับสมสนญาณ ฉะนั้น สมฺมสณญาณ แปลว่า ญาณปัญญาที่เห็นพระไตรลักษณ์
โดย ศาลาธรรม [5 เม.ย. 2554 , 14:42:54 น.] ( IP = 125.27.172.188 : : )
สลักธรรม 2
![]()
![]()
กังขาวิตรณวิสุทธิ ...การกำหนดปัจจัยของรูปนามเหล่านั้นแล ชื่อว่า กังขาวิตรณวิสุทธิ คือ ความหมดจดแห่งญาณ เป็นเหตุข้ามพ้นความสงสัยไปได้
ผู้ทำปัจจยปริคหญาณจนเห็นนามรูปเป็นพระไตรลักษณ์แล้ว คือ เห็นไตรลักษณ์และเห็นอำนาจที่ทำให้เกิดไตรลักษณ์ คือ เมื่อมีเกิดขึ้นเป็นปัจจัยให้เกิดดับ ดับเป็นปัจจัยให้แก่รูปเกิดอีก ฉะนั้น จะเป็นปัจจัย ระหว่างรูปเกิด รูปดับ คือ การเกิด การดับเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน อันเป็นความรู้ที่สูงขึ้นเป็นกังขาวิตรณวิสุทธิ
พระโยคาวจรเมื่อกำหนดปัจจัยแห่งนามรูปเหล่านั้น และพิจารณาเห็นปัจจัยระหว่างนามรูปโดยชอบแล้วโดยพิสดาร โดยชอบก็คือ สัมมสนญาณ อุทยัพพยญาณ โดยพิสดารก็คือ ภังคญาณ ภยญาณ อาทีนวญาณ นิพพิทาญาณ มุญญจิตุกัมมยตาญาณ ปฏิสังขารญาณ สังขารุเปกขาญาณ อนุโลมญาณ ข้ามพ้นความสงสัยซึ่งอาศัยนามรูปเป็นไปในกาลทั้ง ๓
คือ เมื่อโยคาวจรเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานจนถึงทิฏฐิวิสุทธิ หรือ นามรูปปริจเฉทญาณ แล้วตั้งอยู่ในวิสุทธินั้นโดยไม่เสื่อมถอย ปราศจากนิวรณ์ มีอินทรีย์และพละอันแก่กล้า คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา สามารถเห็นจริงในปัจจัยที่ทำให้เกิดนามรูป เช่น เห็นว่า รูปนามเกิดขึ้นเพราะมี กรรม จิต อุตุ อาหาร เป็นปัจจัย นามเกิดขึ้นเพราะอาศัยอารมณ์ วัตถุ และมนสิการ
หรืออีกอย่างหนึ่งท่านแสดงตามนัยของปฏิจฺจสมุปบาทว่า
รูป เกิดขึ้นเพราะ อวิชชา ตัณหา กรรม และอาหาร
จิต เกิดขึ้นเพราะ อวิชชา ตัณหา กรรม และ นามรูป
เจตสิก เกิดขึ้นเพราะ อวิชชา ตัณหา กรรม และ ผัสสะ
เมื่อรู้ชัดอย่างนี้ก็สิ้นความสงสัยในกาล ๓ คือ รู้ว่า นาม-รูป ในปัจจุบันก็เป็นอย่างนี้ ในอดีตที่ล่วงมาแล้วก็เป็นอย่างนี้ แล้วก็เป็นอยู่อย่างนี้ แม้อนาคตก็จะเป็นอยู่อย่างนี้ อย่างที่เคยสอนไว้ว่า อดีต ๕ อนาคต ๕ ความสงสัยในปัจจุบัน ๖ ในปฏิจจสมุปบาท
กังขาวิตรณวิสุทธิ ท่านบอกว่า การกำหนดรูปนาม รู้ด้วยปัจจัยแห่งนามรูปทั้งหลาย เหล่านั้น ชื่อว่า กังขาวิตรณวิสุทธิ
โดย ศาลาธรรม [5 เม.ย. 2554 , 14:43:16 น.] ( IP = 125.27.172.188 : : )
สลักธรรม 3
![]()
![]()
มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ได้แก่เมื่อกังขาวิตรณวิสุทธิเกิดขึ้นแล้วในเตภูมิกธรรม มีประเภทต่างๆ มี อดีต เป็นต้น เพราะพระโยคาวจรเห็นแล้วว่าอาการดังกล่าวนี้มีการเกิดดับ หรือเป็นการเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่เห็นมาตั้งแต่ในทิฏฐิวิสุทธิแล้ว และก็เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดกังขาวิตรณวิสุทธิ ซึ่งเมื่อย่อสังขารลงในภูมิ ๓ แล้วก็สรุปลงอยู่ในหมวดเดียวกัน ครั้นแล้วก็พิจารณาสังขารที่เหลือ ตามอาการสืบเนื่องกันโดย สัมมสนญาณ เป็นต้น
เมื่อพิจารณาโดยสัมมสนญาณแล้ว ก็พิจารณาสังขารที่ย่อลง อาการสืบต่อกันเป็นไตรลักษณ์ว่า รูปนี้เป็นของไม่เที่ยง ทำไมเป็นของไม่เที่ยง เพราะว่า สิ้นไป ไม่ยั่งยืน มั่นคง
รู้ว่าทำไมไม่เที่ยง เช่น รู้ว่ามันดับไปต่อไหน้า เรามีสัญญาของเราว่าอนิจจัง ...อ๋อ! สภาพนี้เรียกว่า อนิจจัง...
อนิจจังนั้นปรากฏ แปลว่า ทำไมเป็นอนิจจัง ความดับนั่นแหละทำให้เห็นความสิ้นไปและไม่ยั่งยืน อาการดับของรูป อาการดับของนามเป็นอนิจจัง เพราะมันสิ้นไป ดับไป เขาเรียกว่า สิ้นไป และไม่ยั่งยืน ไม่มั่นคง
หรือเป็นทุกข์ เพราะว่า เป็นภัยที่น่ากลัว หมายความว่า ปรากฏ ภยญาณ อาทีนวญาณ นิพพิทาญาณ เห็นแต่ภัย ซ้ำแล้วซ้ำอีกๆ เป็นอนิจจัง เป็นทุกขัง เป็นอนัตตา มันซ้ำอยู่ตรงนั้น
โดย ศาลาธรรม [5 เม.ย. 2554 , 14:43:35 น.] ( IP = 125.27.172.188 : : )
สลักธรรม 4
![]()
![]()
ปริจเฉทที่ ๙ นี้จะให้เข้าใจว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นอย่างไร
ที่บอกว่า เป็นอนิจจัง เพราะว่า สิ้นไป ไม่ยั่งยืน
ทำไมถึงบอกว่า เป็นทุกข์ เพราะเป็นของน่ากลัว
ทำไมบอกว่า เป็นอนัตตา เพราะว่า ไม่มีแก่นสาร อะไรที่ไม่เป็นแก่นสาร ไม่เป็นไปตามอำนาจของผู้ใด สิ่งเหล่านั้นเรียกว่า อนัตตา ทั้งสิ้น
อะไรที่ไม่เป็นแก่นสาร ไม่เป็นไปตามอำนาจของผู้ใด สิ่งเหล่านั้นเรียกว่า อนัตตา
สิ่งอะไรเป็นของที่น่ากลัว สิ่งเราเหล่านั้น เรียกว่าเป็นทุกข์
สิ่งใดก็แล้วแต่ สิ้นไป ไม่ยั่งยืน เสื่อมไป เป็นอนิจจัง
เมื่อพิจารณาความเกิดดับของนามรูปด้วยอำนาจของสัมมสนญาณ ก็เป็นปัจจัยให้เกิดอุทยัพพยญาณขึ้นมา ยังเกิดพร้อมกับวิปัสสนูปกิเลสตรงนี้แหละ วิปัสสนูปกิเลสก็จะเข้าได้ ก็คือ โอภาส ปีติ ปัสสัทธิ อธิโมกข ปัคคหะ สุข ญาณ อุปัฏฐาน อุเบกขา และนิกันติ ๑๐ อย่างนี้ไม่ต้องไปกลัวเขา เพราะได้แก่ แสงสว่าง ความอิ่มเอิบใจ ความสงบเยือกเย็นของจิต ความน้อมใจเชื่อ และความสงบจนสบาย ความเพียรแก่กล้า ความสบายที่เกิดขึ้น มีปัญญามาก มีสติมาก มีการวางเฉย และความครวญใคร่
สภาพใดที่ไม่มีอะไรเป็นแก่นสาร หาสาระไม่ได้ และไม่สามารถบังคับบัญชา ไม่อยู่ในอำนาจของผู้ใด ธรรมชาติเหล่านั้นเรียกว่า อนตฺตา แม้กระทั่งพระนิพพาน อะไรก็แล้วแต่ที่เป็นโทษ เป็นภัย สิ่งเหล่านั้นเป็นทุกข์ อะไรก็แล้วแต่ที่ไม่ยั่งยืน สิ้นไป สิ่งเหล่านั้นเป็นอนิจจัง
โดย ศาลาธรรม [5 เม.ย. 2554 , 14:43:51 น.] ( IP = 125.27.172.188 : : )
สลักธรรม 5
![]()
![]()
ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นการพูดถึงวิปัสสนาญาณ ๙ โดยตรง
วิปัสสนาญาณ ๙ นี้ พระโยคาวจรผู้หลุดพ้นจากอันตรายในปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ คือ วิปัสสนูปกิเลส (อันตรายอย่างเดียวสำหรับผู้ปฏิบัติได้ญาณปัญญาแล้วก็คือวิปัสสนูปกิเลส ) ได้เจริญวิปัสสนาเห็นพระไตรลักษณ์ต่อเนื่องกันมาตั้งแต่อุทยัพพยญาณจนถึงอนุโลมญาณ เห็นการเกิดดับนั่นแหละ
วิปัสสนูปกิเลสจะเกิดขึ้นตรงวิปัสสนาญาณที่ ๔ ในวิปัสสนาญาณ ๑๖ คือตรงอุทยัพพยญาณจะมีวิปัสสนูปกิเลสเกิดขึ้นได้ ผู้ที่พ้นภัยพ้นจากวิปัสสนูปกิเลส ก็คือนับตั้งแต่ตรงพลวอุทยัพพยญาณ นั้นไปจนถึงอนุโลมญาณ เหตุปัจจัยตรงนี้ที่เกิดขึ้นไปเรื่อยๆ ในระหว่างตรงนี้ ถ้าเข้าในวิสุทธิท่านจัดเป็นปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิคือพ้นแล้ว แต่ถ้ายังไม่พ้นก็เป็นตรุณะ
โดย ศาลาธรรม [5 เม.ย. 2554 , 14:44:15 น.] ( IP = 125.27.172.188 : : )
สลักธรรม 6
![]()
![]()
ญาณทัสสนวิสุทธิ คือเมื่อโยคาวจรผู้ปฏิบัติตามหลักแห่งวิปัสสนาญาณ ตั้งแต่นามรูปปริจเฉทญาณไปจนถึงอนุโลมญาณ อาศัยความแก่รอบของวิปัสสนาก็คือการเกิดดับอยู่อย่างนี้ ซ้ำๆ ซากๆ คราวนี้ปรารถนาเอาอนิจจลักษณะ คือ ผู้ปฏิบัติผู้นั้นปรารภเป็นอนิจจลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นลักษณะไปในลำดับแห่งมโนทวารวัชชนะที่เกิดขึ้นทางมโนทวารอย่างเดียวเท่านั้น ที่ตัดกระแสภวังค์เกิดขึ้นว่า อัปปนาจะสำเร็จด้วยลำดับแห่ง บริกรรม อุปจาระ อนุโลม (วิถีจิต)
วิปัสสนาญาณใด เป็นญาณอันแก่กล้า และเป็นความเยี่ยมยอดแห่งวิปัสสนาญาณ ทั้งอนุโลมญาณและสังขารุเปกขาญาณนั้นท่านเรียกว่า วุฏฐานคามินีวิปัสสนา ซึ่งมีบาลีรับรองว่า ตโต ปรํ โคตรภูจิตตํ นิพฺพานมาลมฺพิตฺวา ปุถุชฺชนโคตมภิพวนฺตํ อริยโคตฺตมถสมฺโภนฺ ตญฺจ ปวตฺตติฯ
อริยะโคตร โอนหมดหมายความว่า จาก บริกรรม อุปจาระ อนุโลม นี้วิถีก็เป็นโคตรภูญาณ ต่อจากนั้น โคตรภูจิต ก็หน่วงเอานิพพานเป็นอารมณ์ ทำลายเสียซึ่งโคตรปุถุชน และยังอริยะโคตรให้เกิดขึ้น ทั้งทำลายทั้งผลักดัน
ในลำดับ โคตรจิต หรือ โคตรภูจิตเกิดขึ้นนั่นเอง อริยมรรคกำหนดรู้ทุกขสัจจะ ในขณะนั้น ละสมุทัยทันที กระทำนิโรธให้แจ้งทันที หยั่งลงวิถีอัปปนาชวนจิต ด้วยความสามารถแห่งกิจคือ มัคคสัจจะ ทำกิจดียว แต่ได้ ๓ กิจ
ในลำดับโคตรภูจิต อริยมรรคทำหน้าที่ กำหนดรู้ทุกขสัจจะ ละสมุทัย กระทำนิโรธให้แจ้ง หยั่งลงสู่วิถีอัปปนาชวนจิต ด้วยอำนาจแห่งภาวนากิจของมรรคสัจจะ และต่อจากนั้น ผลจิต ๒ - ๓ ขณะ แล้วก็ดับไป ต่อจากนั้น ผลจิตนั้นก็ย่อมเป็นกระแสภวังค์ ครั้นกระแสภวังค์ขาด ปัจจเวกขณญาณทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นเอง
ญาณทัสสนวิสุทธิ เกิดขึ้นเพราะพระอริยบุคคลพิจารณา มัคคญาณ ผลญาณ และพระนิพพาน ย่อมพิจารณากิเลสที่ประหารแล้ว และกิเลสที่ยังไม่ได้ประหาร แต่บางท่านมิได้มีพิจารณาเลย ความพิจารณาที่จะได้มากหรือได้น้อยอยู่ที่เรียนปริยัติมาก ประเภทของวิสุทธิ ๗ จึงมีเพียงเท่านี้
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย ศาลาธรรม [5 เม.ย. 2554 , 14:44:38 น.] ( IP = 125.27.172.188 : : )
สลักธรรม 7
อนุโมทนาสาธุๆค่ะโดย พี่ดา [5 เม.ย. 2554 , 18:13:31 น.] ( IP = 124.121.179.59 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |