| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ธรรมนคร (๑๒)
![]()
![]()
ธรรมนคร (๑๒)
ธรรมบรรยายจากศาลาเสือพิทักษ์ โดย หลวงพ่อเสือ
ธรรมนคร (๑๑)
สิ่งที่ปิดบังทุกข์ ได้แก่การที่ไม่ได้กำหนดอิริยาบถ...ทุกข์จึงไม่ปรากฏ ที่กล่าวแบบนี้เพราะว่าทุกขเวทนาได้เกิดขึ้นย่ำยีบีฑาบีบคั้นอยู่ตลอดเวลาทางอิริยาบถมากมายที่สุด
ลองมาดูที่นั่งอยู่นี่ จิตก็ทำงานไป แต่เราไม่เห็นจิตกระดุกกระดิกพลิกไป แต่ขาพลิกแล้วพลิกอีก เห็นได้ง่ายเลย แต่เราขาดการพิจารณาในอิริยาบถต่าง ๆ เราจึงไม่รู้เลยว่า อิริยาบถมันก็ทุกข์แล้ว จนทุกข์แก่ ตั้งแต่นั่งมานี่ลูกเปลี่ยนอิริยาบถมากี่ครั้งแล้วล่ะ แต่เปลี่ยนใจไปฟังใครหรือเปล่า? เปล่า นั่นเป็นเพราะจิตมีความมั่นคงกว่า ฉะนั้นสิ่งใดมั่นคงกว่าดีกว่า ก็ให้รักษาไว้คือดูแล (จิตตัง ทันตัง สุขาวะหัง) ส่วนรูปก็มีแต่พังไปเสื่อมไป
ในพระมหาสติปัฏฐานสูตร
ท่านจึงให้พิจารณาอิริยาบถ ๔ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน
เพื่อจะได้เป็นเหตุให้เห็นจริงคือ เห็นทุกข์
ทุกข์เป็นอริยสัจธรรม เป็นของจริงที่ประเสริฐ
พระอริยะเจ้าท่านเห็นทุกข์จึงเป็นพระอริยะ
ถ้าเห็นทุกข์ก็เป็นโยคาวจรผู้กำลังจะไปพ้นทุกข์
ถ้าไม่เห็นทุกข์ก็เป็นพวกพเนจรร่อนเร่ไปในแหล่งกำเนิดทั้งสี่
การที่เราไม่เห็นทุกข์ เพราะอิริยาบถใหม่ปิดบังไว้ เช่น เมื่อยแล้วเปลี่ยนก็หายเมื่อย แล้วมาสุขกับอิริยาบถใหม่ ลืมไปว่าที่เปลี่ยนเพราะทุกข์ แล้วนั่งต่อไปก็ต้องเปลี่ยนอีก เราไม่เคยสังเกต ฉะนั้นต้องสังเกตอยู่ตลอดเวลาว่าหาสุขไม่ได้เลย แม้กระทั่งยังไม่เมื่อยก็ตาม เช่น กำหนดรูปนั่ง แล้วครูสั่งให้ยืนขึ้น ต้องกำหนด นามได้ยิน ไม่ใช่ครูไม่ดีที่มาสั่งอย่างนั้น แต่ถ้าไม่ทำใจก็เป็นทุกข์ จึงต้องยืน นี่คือมีเหตุจำเป็น เราจึงต้องรู้ว่า ต้องเปลี่ยนเพราะอะไร ไม่จำเป็นต้องเมื่อยอย่างเดียว บางครั้งสิ่งที่เข้ามากระทบนั้นเราก็ไม่ทัน จึงต้องหมั่นป้อนข้อมูลต่อไปคล่องแคล่ว เพราะเราไม่เคยสร้างอำนาจจิตไว้ จิตจึงเป็นทาส
โดย ศาลาธรรม [18 เม.ย. 2554 , 13:02:18 น.] ( IP = 125.27.181.200 : : )
สลักธรรม 1
![]()
![]()
อิริยาบถใหม่ปิดบังอิริยาบถเก่า ในอิริยาบถใหม่ยังไม่มีทุกขเวทนาเกิดขึ้น เช่นเปลี่ยนมาใหม่ ๆ ต่อเมื่อกำหนดรู้ในอิริยาบถเสมอ ๆ ว่าอาการนี้นั่งอยู่ ดูรูปนั่งต่อไป มันจะรู้สึกว่าเมื่อยแล้ว เริ่มตึงแล้วเริ่มเคร่งตึงแล้วรูปนี้ จนทุกข์งอมขึ้น อาการอย่างนี้ก็เหมือนเอากล้อง VDO ไปคอยจับภาพดอกไม้ที่ยังตูมอยู่แล้วค่อยๆ บาน เราจึงต้องทำตัวเหมือน VDO ที่คอย RECORD อยู่เสมอ คือบันทึกภาพตลอดเวลา แล้วสติมา สัมปชาโน เขาจะเป็นตัว PLAY เอง คือ จ้องดูดเก็บข้อมูลไปว่า นี่ทุกข์นะ แล้วตัว PLAY จะบอกเองคือ ปัญญา (ใช้เทคโนโลยีให้มีประโยชน์ ไม่ใช่เป็นทาสมัน)
เมื่อกำหนดรู้อิริยาบถอยู่บ่อยๆ ในไม่ช้าก็รู้ถึงความทุกขเวทนาที่เป็นของคู่อยู่กับอิริยาบถ เพราะเมื่อกำหนดรู้ทุกข์ในอิริยาบถเก่าอยู่ทุกอิริยาบถ อิริยาบถก็จะไม่สามารถปิดบังความจริงคือ ทุกข์ในอิริยาบถเก่าได้ เพราะพอนั่งปุ๊บก็ดูอาการ ความรู้สึกจะรู้ว่าอันนี้..ไม่ใช่อันนั้น อันนั้นเก่าไปแล้ว ไปเรื่อย ๆ เช่น นั่งอยู่ยังไม่ได้เปลี่ยนอิริยาบถมาก แต่รู้สึกเมื่อยหลัง ก็ขยับตัวนิดรูปก็เปลี่ยนไปแล้ว เช่นนี้ก็เป็นการเปลี่ยนอิริยาบถแล้ว
เราต้องดูไปทุก ๆ อิริยาบถ ไม่ใช่แค่อิริยาบถ ๔ ดูทุก ๆ อาการของรูป เช่นนี้ไป จะปรากฏแน่ว่ารูปนี้มันหาความจริง เที่ยง สุข ไม่มีเลย คนเรานั่งไม่เหมือนกัน แต่ทุกข์มีเหมือนกัน แต่การเห็นทุกข์ของผู้เจริญวิปัสสนามีอยู่หลายขั้น
ขั้นแรกจะพบทุกขเวทนาก่อน
(ไปพบอย่างอื่นนั้นไม่มีทาง อย่างนั้นผิดเป็นวิปัสสนึก)
ขั้นที่สองจะเห็นสังขารทุกข์
ขั้นที่สามจะเห็นทุกขลักษณะ
ขั้นที่สี่จะปรากฏทุกขสัจจะ
แล้วการเห็นทุกข์จะเป็นไปตามลำดับเช่นนี้ ๔ อย่าง คำพูดเหล่านี้จะเป็นตัว STRICT ให้เราไม่ไปอยาก.. แต่ไปทำ การรู้ทุกข์เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ อย่าไปอยากเห็น และต้องใช้คำพูดให้ถูกว่า พบทุกขเวทนา ต้องเห็นสังขารทุกข์และทุกขลักษณะ ต้องปรากฏทุกขสัจจะ
โดย ศาลาธรรม [18 เม.ย. 2554 , 13:02:46 น.] ( IP = 125.27.181.200 : : )
สลักธรรม 2
![]()
![]()
ฉะนั้น ปรากฏทุกขเวทนาไม่มี ทุกขเวทนาต้องมาให้ประสบ ต้องพบก่อน เช่นตอนนี้พบแล้วทุกขเวทนา..เมื่อยขา เราก็ดูอิริยาบถเอง ตรงที่ต้องก็ต้อง ตอนปฏิบัติเมื่อไปพบแล้วมันต้องไปต้องแก้ไข ความต้องนี้แหละเป็นทุกขลักษณะ ในทุกขลักษณะที่เห็นมานี่ มันเห็นลวดลายปรากฏขึ้นมาก็คือทุกขสัจจะ
ที่นี้ทุกขเวทนาจะเห็นได้ในอิริยาบถเก่าเท่านั้น ทุกขเวทนาในอิริยาบถใหม่ไม่มีถ้ามีนั่นคิดเองเป็นวิปัสสนึก จะเห็นทุกขสัจจะได้ในสังขารุเปกขาญาณที่แก่กล้าเท่านั้นและมีกำลังพอที่จะอนุโลมให้เห็นอริยะสัจ ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติที่มีปัญญาไม่แก่กล้า ก็ต้องเห็นทุกข์โดยลำดับนี้ไปจนกระทั่งพบที่สุดแห่งทุกข์
เราอย่าไปรำพึงว่า กำหนดทุกข์ เห็นแต่ทุกข์ ยังไม่เห็นสังขารทุกข์เสียที ก็มันยังไม่เกิด เราก็อย่าไปอยาก เพราะเขามาตามขั้นตอน ก็เหมือนเรียน ป.๑ ยังไม่ทันสอบได้เลย อยากอยู่ ป.๒ พอเราเข้าใจเหตุผลแล้วทั้งปริยัติ-ปฏิบัติ ก็ใช้ปัญญาแต่ที่มีปัญหาเพราะไม่เข้าใจ เช่น ดูมาตั้ง ๓ ปีแล้ว สังขารทุกข์ยังไม่เกิด ก็ ๓ ปีนั้นเธอยังสอบไม่ได้ ป.๑ เลยใช่ไหม
ถ้าเรียนได้เข้าใจแบบนี้ก็เรียกว่า
มีพระธรรมสอบอารมณ์
ไม่ใช่พระสงฆ์สอบอารมณ์
ท่านมหาสีสยาดอ อาจารย์ที่พม่าบอกเลยว่า เข้าใจถึงขนาดนี้ที่ประเทศเขายังให้เป็นนักเรียนห้ามออกสอน เข้าใจแค่นี้เป็นนักศึกษา ต้องเรียนต่อ ห้ามออกไปปรารภอารมณ์ให้ใครๆ เพราะแนะผิด เท่ากับไปทำลาย ๔ อสงไขยที่พระพุทธเจ้าทรงสร้างบารมี เพราะพระองค์ท่านเพียรมามากถึงขนาดนั้น แต่พอมาเชื่อปากเรานิดเดียวก็ผิดไปเลย
ฉะนั้น ไม่ได้ จึงต้องเป็นนักศึกษาท่องบ่นอยู่อย่างนั้นแหละ กิน ปฏิบัติ หัด ดู ตำราเทียบโยชนา ฏีกา ว่าตรงไหม เข้าใจไหม ถ้าติดขัดก็เอาฏีกามาแก้วว่าหมายความว่าอย่างไร ถ้าความหมายไม่กระจ่าง ก็เหมือนศัพท์ที่ต้องมีการขยายความไป ถ้าเผื่อเปิดแค่คำแปลเหมือนเปิด DICHIONARY ก็รู้แค่นั้นแหละ
ท่านบอกว่า ผู้ที่จะเรียนปัญญานี่ต้องเป็นผู้มีภูมิ มีระดับ อย่างที่ลูกตั้งใจฟังนี่เป็นการสร้างอุปนิสัย สร้างฐานะตัวเองไว้เป็นผู้มีระดับ ดีกว่าเป็นตาสีตาสาที่ทำนาหาวนอนหลับไปวันๆ ถ้าใส่ใจไว้รู้บ้างดีกว่าไม่รู้เลย เพราะฟังครั้งเดียวไม่มีใครรู้ทั้งหมด ไม่รู้แต่พยายามจะรับรู้..ก็รู้แน่ แต่ถ้าไม่รู้แล้วไม่ยอมรับรู้.. ก็อยู่อย่างนั้นต่อไป มืดต่อไป มืดมามืดไป
โดย ศาลาธรรม [18 เม.ย. 2554 , 13:03:24 น.] ( IP = 125.27.181.200 : : )
สลักธรรม 3
![]()
![]()
ฉะนั้น อิริยาบถนี้สำคัญ ผู้ที่มีปัญญาไม่แก่กล้านัก จะต้องเห็นทุกข์โดยลำดับไป อย่าไปข้ามขั้น ในขณะที่จะเห็นทุกขเวทนาในอิริยาบถเก่านั้นไม่สู้ลำบากนัก เพราะทุกขเวทนานั้นเป็นของหยาบ ย่อมปรากฏให้เห็นได้ง่าย แต่สังขารทุกข์คือ ทุกข์เพราะการเปลี่ยนแปลงในอิริยาบถใหม่เป็นของยาก
เพราะส่วนมากเราเปลี่ยนเราก็เพ่งเล็งเพื่อจะหายทุกข์จริง ๆ มีแต่ต้อง.. ต้อง.. ต้อง.. เหมือนเราปวดอุจจาระ มันต้องการเอาออก เราต้องเบ่งต้องมีเสียดสีกับทวาร แต่เราปวด เข้าห้องน้ำ พอออกหมดแล้ว ราดน้ำ... หาย แต่กว่าจะไปจบขั้นตอน ลอง SLOW MOTION ดูนั่นแหละสังขารทุกข์
หรืออย่างหิวน้ำ..ทุกขเวทนาเกิดขึ้น เห็นได้ชัด จะดื่มน้ำ หยิบมาดื่มหาย แต่ลองดูช้า ๆ ทุกขเวทนาเกิด คือหิวน้ำ ต้องมองหาน้ำ เพราะน้ำไม่ได้วิ่งมาหาปาก ต้องเห็น ต้องรู้ว่าน้ำ ต้องหยิบ ต้องยกให้มาถึงปาก ต้องอ้าปาก ต้องอม ต้องหุบปาก ต้องกลืน ..พฤติกรรมละเอียดยิบ
ฉะนั้น ที่มาขอลาไปปฏิบัติ ๒ วัน ก็ยังดี ทำบ่อย ๆ ก็ดี แต่พอเรียนเข้าใจแล้ว ถึงจะแค่ ๒วันก็ไปทำได้ ขอให้เข้าใจเสียอย่างเดียว แต่ถ้าไม่ได้เรียนคันถะธุระเลย ขอไปปฏิบัติซัก ๑๐ วัน ให้อยู่บ้านหาต้นไม้มาปลูกเก็บหยากไย่ ยังจะดูสะอาดดีซะกว่า
คันถะธุระสำคัญเพราะเป็น มัคคุเทศก์ ผู้รู้ทาง นี่กำลังพูดเรื่องมัคคุเทศก์อยู่นะ และแต่ละปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นเป็นปฏิเวธ ถ้าไม่มีมัคคุเทศก์ ปฏิเวธก็ไม่มี นั่งอยู่เฉย ๆ ปัญญาเกิดขึ้น..ไม่มี ผู้ไม่ได้เกิดมามือเปล่าก็คือพวกลูกในอนาคต และในชาตินี้ก็เป็นผู้ที่มาพร้อมมือที่จะพนม ๑๐ นิ้ว ก้มสู่ทศบารมี ที่มีศีล มีสมาธิ มีปัญญา มีอริยทรัพย์มา คือผู้ที่ศึกษานี่มีลายแทง ไม่ได้มามือเปล่า ถ้าเผื่อพวกที่ไม่ได้เรียนธรรมะเลยนี่ มามือเปล่าไปไหนก็ไม่รู้เขาพาไปก็ไป แต่ของเรามีแผนที่มา จะไปปฏิบัติก็ไม่ได้ไปมือเปล่า มีแผนที่ไปเดินทาง
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย ศาลาธรรม [18 เม.ย. 2554 , 13:04:14 น.] ( IP = 125.27.181.200 : : )
สลักธรรม 4
กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [18 เม.ย. 2554 , 13:47:53 น.] ( IP = 124.121.176.5 : : )
สลักธรรม 5ขอบพระคุณมากค่ะ เป็นธรรมที่ไพเราะอย่างยิ่งค่ะ
โดย น้องอุ๊ [19 เม.ย. 2554 , 19:51:24 น.] ( IP = 118.174.98.120 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |