| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ธรรมนคร (๑๓)
![]()
![]()
ธรรมนคร (๑๓)
ธรรมบรรยายจากศาลาเสือพิทักษ์ โดย หลวงพ่อเสือ
ธรรมนคร (๑๒)
การเห็นทุกข์ในอิริยาบถใหม่ไม่ยาก แต่ต้องมีโยนิโสมนสิการในเหตุผลที่ถูกต้องจริง เพราะไม่เช่นนั้นจะเห็นทุกข์ในอิริยาบถใหม่ไม่ได้เลย คือจะต้องมีจิตไม่ไหลลื่นไปที่อื่น คอยติดตามเฝ้าดู เพราะตัณหาซึ่งได้แก่ความยินดีซึ่งเป็นตัวสมุทัยย่อมอาศัยอยู่ในอิริยาบถใหม่ เราคอยระวังตัณหาตอนจะเปลี่ยน แต่มันไปจับอยู่ที่อิริยาบถใหม่แล้ว ไปนั่งรออยู่ตรงนั้นแล้ว
อิริยาบถเก่าเป็นที่อาศัยของโทมนัส
อิริยาบถใหม่เป็นที่อาศัยของอภิชฌา
วิปัสสนาทำเพื่อไม่ให้เกิดอภิชฌาและโทมนัส
ด้วยเหตุนี้ ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาจำเป็นต้องกำหนดอิริยาบถ เพราะถ้าเผื่อยังไม่เห็นสังขารทุกข์ในอิริยาบถใหม่แล้ว ก็ไม่สามารถขับไล่ตัณหาจากอิริยาบถไปได้ เพราะตัณหาเป็นข้าศึกกับความทุกข์ เป็นมิตรกับความสุข
การที่จะขับไล่หรือเผากิเลสอันได้แก่ตัณหานี้ให้หมดไปได้มีอยู่ทางเดียวก็คือรู้ทุกข์ เพราะตัณหาไม่ชอบ นอกนี้ไม่มีทางใดเลยที่จะขับไล่ได้ เพราะเหตุนี้เองท่านจึงตั้งทุกข์เป็นปริญเญยยกิจ คือ กิจที่ต้องกำหนดรู้ ไว้เป็นอันดับแรกในอริยสัจ
โดย ศาลาธรรม [20 เม.ย. 2554 , 09:42:25 น.] ( IP = 125.27.177.193 : : )
สลักธรรม 1
![]()
![]()
เพราะทุกข์เป็นข้าศึกกับตัณหาจึงเอาทุกข์ให้ไปดู ตัณหาที่มันเคยเกาะกิน พอมันเห็นทุกข์เข้า ตัณหาจึงออก เพราะไอ้นั่นก็ไม่ได้ ไอ้นี่ก็ไม่ได้ ก็จะ ละ ลด เลิกไป สำหรับผู้ปฏิบัติแล้วจะต้องล่วงทุกข์ เท่านั้นจึงจะล่วงสังสารวัฏได้ และทุกข์ก็มีกิจต้องกำหนดรู้ การที่ต้องกำหนดรู้ทุกข์ ก็เพื่อจะสมุทัย สมุทัยเป็นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ เป็นสิ่งมีอยู่แต่เราไม่ได้ละ ก็กำหนดทุกข์สิ มันละสมุทัยเอง เพราะเป็นเหตุผลกัน
จึงเป็นอันตัดสินในข้อปฏิบัติได้แน่นอนเลยว่า ถ้าหากปฏิบัติโดยวิธีใดก็ตาม ถ้าไม่ใช่เป็นเหตุให้เห็นทุกข์ ข้อปฏิบัตินั้น ไม่ใช่ข้อปฏิบัติที่จะให้ออกจากทุกข์และนำออกจากสังสารวัฏได้เลย ข้อปฏิบัติที่จะทำให้ล่วงจากทุกข์ในวัฏฏะได้ต้องไปในการดูทุกข์อย่างเดียว
การกำหนดทุกข์นี่เป็นทางให้เกิดนิพพิทาญาณ ญาณที่เบื่อหน่ายในทุกข์ คำว่าทุกข์ในที่นี้ก็คือ รูปนามขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ ทุกข์เสมอด้วยขันธ์นั้นไม่มี ถ้าผู้ใดขับไล่ตัณหาออกไม่ได้ นิพพิทาญาณก็เกิดไม่ได้ ถ้านิพพิทาญาณเกิดไม่ได้แล้ว วิราคะ วิมุตติความหลุดพ้นก็ไม่เกิด วิสุทธิ(ความบริสุทธิ์หมดจด) ก็เกิดไม่ได้เหมือนกัน แล้วจะหาความพ้นทุกข์มาจากไหน นี่คือเหตุผล
ผู้ปฏิบัติที่กำหนดอิริยาบถ จึงจำเป็นต้องมีอุบายอันแยบคายที่จะให้เห็นทุกข์ในอิริยาบถใหม่ให้ได้ ทุกข์ในอิริยาบถเก่าเห็นมาเยอะแล้ว ต่อไปนี้ต้องมีอุบายอันแยบคายที่จะต้องให้เห็นทุกข์ในอิริยาบถใหม่ให้ได้ วิธีการไม่ใช่ที่ไกลอื่นเลยก็ต้องกำหนดอิริยาบถนั่นเอง คือ กำหนดอิริยาบถไป ต้องมีเหตุผลในการเปลี่ยนอิริยาบถ ว่าไม่ใช่เปลี่ยนเพราะตนชอบใจ หรือทำตามใจตน หรือนึกอยากจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนไป ...ห้ามเด็ดขาด
โดย ศาลาธรรม [20 เม.ย. 2554 , 09:43:59 น.] ( IP = 125.27.177.193 : : )
สลักธรรม 2
![]()
![]()
เวลาจะเปลี่ยนอิริยาบถทุกๆ ครั้ง ต้องพิจารณาให้รู้เหตุผลว่า
ที่จะเปลี่ยนอิริยาบถนี่เพราะอะไร (๑)
แล้วจะเปลี่ยนเพื่อประโยชน์อะไร (๒)
ไม่เปลี่ยนจะได้ไหม (๓)
เปลี่ยนไปแล้วจะเป็นอย่างไร (๔)
ต้องมีความรู้ทั่วไปในการกำหนดทั้ง ๔ อย่างนั้นเลย
มาดูว่าจริงไหม? ในชีวิตของเรา ...การเปลี่ยนอิริยาบถมีความเข้าใจผิดกันอยู่ เข้าใจผิดว่าเพราะอยากเปลี่ยนจึงเปลี่ยน ผู้ปฏิบัติต้องพยายามหาเหตุผลของความจริงมาเสนอให้กับปัญญา เมื่อปัญญาได้รับเสนอเหตุผลส่งมาให้พิจารณา แล้วพิจารณาบ่อยเข้ามากเข้าปัญญาก็ได้ความจริงตามเหตุผลที่แน่นอนของสภาวธรรมคืออิริยาบถเหล่านั้นเอง
การที่จะเปลี่ยนก็เพราะว่ามีความทุกข์บีบคั้นในอิริยาบถเก่า ถึงแม้ไม่อยากจะเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยน เพราะทุกข์มันเป็นสิ่งที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ เวลาที่ลูกฟังธรรมอยากง่วงไหม? ไม่อยากง่วง แต่ง่วงมีโอกาสเกิดไหม? มี เห็นไหมว่ามันเป็นธรรมชาติที่บังคับบัญชาไม่ได้ เป็นอนัตตา ฉะนั้น ในวิปัสสนาอย่าเอาอัตตาเข้าไปด้วย อย่าไปหา อย่าไปบังคับ
โดย ศาลาธรรม [20 เม.ย. 2554 , 09:44:25 น.] ( IP = 125.27.177.193 : : )
สลักธรรม 3
![]()
![]()
ส่วนใหญ่ผู้ปฏิบัติไม่เห็นสังขารทุกข์ เพราะวางใจไม่ถูก วางใจไม่กลาง การที่ไปคอยคิด (อดีตสัญญา) มันจึงไม่เห็นสังขารทุกข์ จึงจะต้องดูอิริยาบถต่อไป ต้องคอยหาเหตุผล ตามความจริง มาเสนอให้แก่ปัญญา เมื่อปัญญารับเหตุผลว่าทำไปเพื่ออะไร ทำเพราะอะไร ไม่ทำได้ไหม ป้อนเหตุ ป้อนผลอยู่ตลอดเวลา
ในอิริยาบถเหล่านั้นที่ต้องการเปลี่ยนเพราะมีทุกข์บีบคั้นอยู่ในอิริยาบถเก่า จึงต้องเปลี่ยนอิริยาบถใหม่ ถ้าไม่เปลี่ยนทุกข์ก็บีบคั้นทนไม่ไหว ถึงแม้ไม่อยากเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยน ความจริงมันเป็นแบบนี้ เมื่อปัญญาได้รับความจริงว่าเพราะทุกข์คุกคาม โจมตี ให้ต้องเปลี่ยนอิริยาบถ
เมื่อเป็นอย่างนี้ก็จะได้ความจริงต่อไปอีกว่า การเปลี่ยนอิริยาบถเป็นการแก้ไขทุกขเวทนาที่บีบคั้นอยู่ในอิริยาบถเก่า เมื่อความรู้สึกนี้เกิดขึ้นกับนักปฏิบัติผู้ใด ก็จะมีความรู้สึกใหม่เกิดขึ้นมาแทนทันทีว่า ในอิริยาบถใหม่ก็ไม่ใช่ของดี ก็จะต้องเป็นไปเพื่อทุกข์เหมือนกัน อิริยาบถนับตั้งแต่เพิ่งเริ่มเปลี่ยนก็ไม่ใช่ของดี สังขารทุกข์เป็นทุกข์เพราะความเปลี่ยนแปลง
เมื่อรู้ในอิริยาบถใหม่ดังนี้ตัวตัณหาที่เป็นศัตรูกับทุกข์ ที่เคยต้องการอิริยาบถใหม่ ตัณหาก็ไม่ไปเกาะในอิริยาบถใหม่แล้ว เริ่มสลายตัวไป อภิชฌา ความยินดีในอิริยาบถนั้น ก็เกิดไม่ได้เอง จึงไปทำลายอภิชฌาและโทมนัส ก็คือจะเปลี่ยนอย่าอยาก ให้รู้เข้าไปว่านี่ก็ทุกข์ นี่ก็ทุกข์ และเป็นสภาพที่ไปเปลี่ยนก็ไม่ได้ โทมนัสจะได้ไม่เกิด อภิชฌาจะได้ไม่เกิด สติเกิดแทน
เมื่อความยินดีไม่เกิดในอิริยาบถใหม่เมื่อใด ความไม่ชอบในอิริยาบถเก่าก็ไม่เกิดขึ้นเหมือนกัน เพราะปัญญาที่เข้าไปรู้ความจริง ความจริงในที่นี้ก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้อยู่ในอำนาจของใคร ไม่มีใครสามารถบังคับบัญชาได้ เมื่อเป็นดังนี้ก็จะเข้าใจว่าธรรมทั้งหลายนั้นเป็นอนัตตา ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ที่เราควรไปโกรธเลย
โดย ศาลาธรรม [20 เม.ย. 2554 , 09:45:26 น.] ( IP = 125.27.177.193 : : )
สลักธรรม 4
![]()
![]()
ฉะนั้น เมื่อเราเข้าใจด้วยตัวเราเอง เช่น ลูกศิษย์นั่งยุกยิก ไม่เป็นสุข ครูโมโหใช่ไหม ไม่ตั้งใจเรียน คราวนี้เมื่อเกิดวิปัสสนาปัญญาที่เราแล้วนี่ ก็รู้สภาพว่าเพราะเขามีตัณหามันปกคลุมอยู่ เหมือนกับรู้ว่าไม่เปลี่ยนก็ไม่ได้ บังคับบัญชาไม่ได้ มันเห็นอนัตตาแล้ว แล้วใครเล่า ไม่ใช่บุคคล นี่ ไม่ใช่สัตว์นี่ สมควรจะไปโกรธใครไหม โทสะที่มีอยู่ในอนุสัยก็คลอนแคลนแล้ว โยกแล้ว ไม่มีหลักแน่นแล้ว มันจะสมควรโกรธใครไหม บังคับบัญชาตัวเองยังไม่ได้เลย จะไปบังคับบัญชาใคร นี่คือมันเห็นตนซะก่อนแล้ว
อีกประการหนึ่ง เมื่อได้รับรู้อย่างนี้แล้ว ญาณสังเวคะ ก็จะเกิดขึ้น เมื่ออำนาจญาณสังเวคะนี้เกิดขึ้น เข้าไปเห็นความจริงในรูปนามเช่นนี้แล้ว ก็เป็นปัจจัยให้ระงับโทสะ ด้วยวางใจไม่โทมนัส
โทสะไม่เกิดขึ้นในอิริยาบถเก่า ความยินดีในอิริยาบถใหม่ก็ไม่เกิดขึ้น เท่ากับว่าทั้งยินร้ายในอิริยาบถเก่าก็ไม่เกิด ยินดีในอิริยาบถใหม่ก็ไม่เกิด สติที่กำหนดอิริยาบถนั้นจึงได้ชื่อว่า สติปัฏฐาน เพราะสติปัฏฐานนั้นเป็นตัวนำออกจากอภิชฌาและโทมนัส ความเพียรนั้นจึงได้ชื่อว่า อาตาปี หรือถ้าเผื่อเป็นมรรคก็จะได้ชื่อว่า สัมมาวายาโม
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย ศาลาธรรม [20 เม.ย. 2554 , 09:45:48 น.] ( IP = 125.27.177.193 : : )
สลักธรรม 5กราบขอบพระคุณมากค่ะ เป็นธรรมที่มีประเสริฐอย่างยิ่งค่ะ
อ่านไป ก็ทดลองไปทั้งอิริยาบถเก่า การแก้ไข และอิริยาบถใหม่ ทบทวนไปๆมาๆ หาเหตุผลตามไป หลายๆครั้ง
จึงรู้สึกได้ว่า ได้ความรู้สึกที่ดีมากๆเลยนะคะ
และทำให้รู้ว่า ยังมีธรรมที่เรายังขาดการสังเกตุ และไตร่ตรองไป โดยเฉพาะสังขารทุกข์นี่เอง จึงรูว่าเรามองยังไม่รอบคอบ และยังขาดการพิจารณาที่ปราณีตกว่านี้
จึงรู้สึกศรัทธาในคำสอนของพระพุทธองค์ว่า ชีวิตไม่ควรประมาท เพราะแค่เศษเสี้ยวของอิริยาบถ ที่มองไม่ถูกต้อง ก็ประมาทอย่างมากมาย เราจึงมีตัณหาหนุนอยู่ไม่เว้นว่างเลยโดย น้องอุ๊ [20 เม.ย. 2554 , 23:50:57 น.] ( IP = 125.24.45.33 : : )
สลักธรรม 6จะเห็นได้ว่า...รอยต่อระหว่างอิริยาบถเก่ากับอิริยาบถทใหม่นั้นสำคัญอย่างยิ่ง เป็นช่วงวิกฤตที่ให้ได้ทั้งคุณและโทษ
..ที่ว่าให้คุณ ก็เพราะถ้าสติเกิดทัน ก็ป้องกันอภิชฌาที่จะเกิดในอิริยาบถใหม่ และ ป้องกันโทมนัสที่เกิดในอิริยาบถเก่าได้
..ที่ว่าให้โทษ ก็เพราะว่าเป็นเหตุให้เกิดอภิชฌาและโทมนัสได้
กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [22 เม.ย. 2554 , 14:56:51 น.] ( IP = 115.87.186.216 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |