มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ภัยพิบัติที่แท้จริง (๓)








ภัยพิบัติที่แท้จริง (๓)

โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
บรรยายเมื่อ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๔


ตอนที่ (๒)


เจตสิกกลุ่มอื่นไม่ใช่คนในบ้านจิตดวงนี้ เขาเป็นคนแปลกหน้า ไม่จริงใจกับเราสักคนหนึ่ง เพราะเขารักตัวเราเองมากกว่ารักเรา เขาจะบอกว่ารักเราที่สุดไม่เชื่อ เรายังไม่เคยรักเขาที่สุดเลย ฉะนั้น เรา ไม่เคยรักใครมากเลย เรารักตัวเอง จึงต้องรู้จักตัวเองให้มากเพื่อให้แจ้งแก่ใจว่า ชีวิตนั้นคืออะไร ชีวิตคือสิ่งที่อุบัติขึ้นมา ด้วยเหตุด้วยปัจจัย เหตุเป็นสิ่งที่ทำให้ผลเกิด

ปัจจัยคือตัวสนับสนุนผลนั้นให้เจริญงอกงามได้ แล้วดำรงชีวิตไปเพียงชั่วระยะหนึ่งๆ แล้วต้องตาย เรียกว่าจุติจิต เมื่อตายแล้วต้องมีปฏิสนธิเกิดขึ้นทันทีเพราะ จุตินี้ได้อำนาจมาจากมรณาสันนกาล มีกำลังเพราะมีอำนาจทำให้ผลเกิด คือปฏิสนธิเกิดแล้วก็จองแปลนบ้านตามที่ต้องการ เขาเรียกว่าไปที่ชอบๆ มีจุติจิตของพระอรหันต์เท่านั้นที่สิ้นสุดแล้วจากการปฏิสนธิ เพราะเหตุที่ทำให้เกิด พระโสดาบันท่าน ทำลายกิเลสหมดสิ้นโดยไม่กลับมาเกิดอีก ไม่คิดกลับคืน พระสกทาคาทำลายไป ๕ ทำเบาอีกที่เหลือ พระอนาคามีทำลายอีก ๒ ทำเบาอีกที่เหลือ พระอรหันต์ทำลาย ๑๒ หมด อกุศลมูล

อกุศลมูลทั้ง ๑๒ นี้ รวมเป็นหนึ่งให้ได้ รวมเป็นหนึ่งก็คืออวิชชา ความโง่ ทำไมเรารู้ว่าเกิดเป็นทุกข์ แต่ทำไมเรายังเกิดอยู่ เพราะเรายังไม่รู้ว่าทำอย่างไร ถึงจะไม่เกิด จนกระทั่งมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาอุบัติขึ้น ท่านจึงวางทางสายเอกให้เรา ทางสายเดียว เราบอกสติปัฏฐานมี ๔ บอกมรรคอันมีองค์ ๘ เราก็เข้าใจ

ฉะนั้น ต้องแจ้งแก่ใจ ที่มาเรียนนี่เพื่อให้แจ้งแก่ใจว่า ชีวิตนั้นคือ ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มาประกอบกันขันธ์ ๕ นี้ ตกอยู่ในกฎของพระไตรลักษณ์ ก็คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่ง เราหนีไม่พ้น ความหายนะ จึงต้องมีการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

คำว่า คน หญิง ชาย เป็นสมมติ แต่ความจริงคือ รูปกับนาม จึงต้องเอารูปและนามไปหมั่นระลึก แทนคำว่าฉัน เช่น “นั่ง” เราต้องเอาความจริงมาระลึกว่าที่นั่งนี่ มันไม่ใช่เราเป็นอาการ แล้วอาการของอะไร อาการของรูปธรรม จึงต้องมีความระลึกอยู่ในอาการคือ รูปนั่ง การที่ระลึกในรูปนั่ง เป็นการทำลายความวิปลาส ที่คลาดเคลื่อนคิดว่าเรานั่งออกไป แม้กระทั่งที่เราเคย “เห็น”

ในเรื่องของการเห็นนั้น เราต้องใส่ใจใหม่ เพราะจริงๆ เราไม่ได้เห็น เรามีเหตุใหญ่ๆ ๔ คือ รูปารมณ์ ที่ตรงนี้มีแสงสว่าง เรามีประสาทตาดี มีมนสิการคือใส่ใจมอง จักขุวิญญาณเกิดขึ้น จักขุวิญญาณเป็นนาม ฉะนั้น นามเขาเป็นผู้เห็นไม่ใช่เราเห็น นามนั้นอาศัยวัตถุที่เราได้มาจากเซลล์ นอกจากเหตุใหญ่ๆ ๔ อย่างนี้แล้วก็ยังมีปัจจัยร่วมอีกเยอะแยะ เราจึงต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมว่า นามเห็น

เรื่องของรูปและนามจึงเป็นสัจจะที่ไม่มีวันตาย ถึงใครจะปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติรูปนามก็อยู่กับผู้นั้น ซึ่งต่างกับสมถกรรมฐาน เพราะสมถกรรมฐานใช้บัญญัติเป็นอารมณ์ เช่น พุทโธ สัมมาอรหัง หรือกสิณต่างๆ

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [21 เม.ย. 2554 , 17:18:36 น.] ( IP = 180.180.10.15 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1




ถ้าเราเรียนเรื่องวิถีจิต เราก็จะเห็นว่าการทำงานของจิต รูปารมณ์ คลื่นแสงมากระทบกับจิตที่อุปาทขณะของภวังค์ดวงนี้ แล้วจิตนั้นไวมากส่งต่อมาตัดกระแสภวังค์เข้าสู่ปัญจทวาร เปิดประสาท เมื่อจักขุวิญญาณทำหน้าที่รับอารมณ์แล้วก็มากระเพื่อมไหวสะเทือนแล้วค่อยมาตัดสินที่โวฏฐัพพนะว่าเป็นคนเป็นสัตว์ และก็ส่งต่อให้แก่ชวนะ ถ้าเผื่อเราเห็นแล้วชอบก็คือโลภะชวนะ .. เป็นบาป ถ้าเผื่อเราเห็นแล้วไม่ชอบ โทสะชวนะ ..ก็บาป

ก็จะเห็นชีวิตปกติของเรานั้นป้องกันบาปได้ยากนะ บาปนี่ไหลเข้ามาโดยอัตโนมัติเพราะเราชิน ในการรับอารมณ์นั้น เรามีโลภะพลิกไปพลิกมา...เปรต มีโทสะพลิกไปพลิกมา…นรก เราดูอยู่สองอย่างนี่ เราไม่เคยเลือกดีเลย ชีวิตแบบแปลนบ้านที่เรามีนี่ตั้งเยอะ แต่เรามักจะพลิกไปบ้านเปรต พลิกไปบ้านนรก นี่คือที่มาของชีวิตที่เป็นไปในวัฏฏะภัย คือสังสารวัฏฏ์ที่ยังมีกิเลส

กิเลสจึงเป็นตัวถักใยเย็บภพภูมิไว้ติดกัน (เมื่อวานมีคำถามว่า ภพกับภูมิต่างกันอย่างไร ตอบง่ายๆ คือ “ภพ” พูดโดยกว้าง “ภูมิ” พูดโดยบุคคลที่เข้าไปอยู่ในภพนั้น แต่ก็ไม่ต้องไปใส่ใจมาก เรียนแล้วเราเข้าใจทั้งหมดแต่ขอแยกศัพท์ให้เขาหน่อย)

ถ้าเผื่อมีแสง เสียง สี เข้ามาถึงโวฏฐัพพนะจิตรับอารมณ์มาตัดสิน ตัดสินชอบก็เป็นโลภะชวนะ ไม่ชอบก็เป็นโทสะชวนะ เพราะเราขาดสติ ขาดปัญญา เพราะเอา “เรา” เข้าไปตัดสิน แล้วชีวิตของเรานี่มันก็เหมือนคอมพิวเตอร์นั่นแหละ เก็บข้อมูลได้มากแต่ถ้าเป็นอัลไซเมอร์ก็แฮงค์ได้ ข้อมูลของเรามันมากที่สามารถบรรจุก็คือโลภ โกรธ หลง /โลภ โกรธ หลง /โลภ โกรธ หลง

คำว่า “สีแดง” เป็นปรมัตถ์หรือเป็นบัญญัติ? ..เป็นบัญญัติ เพราะถ้าไปญี่ปุ่นเขาก็ไม่เรียกสีแดง ถ้าบอกว่าขอกระเป๋าสีแดง คนญี่ปุ่นเขาก็ไม่หยิบให้หรอกเพราะเขาไม่รู้ หรือถ้าไปอเมริกาบอกฝรั่งว่า ต้องการกระเป๋าสีแดง พูดอย่างนี้เขาก็ไม่รู้ เพราะมันเป็นบัญญัติของคนไทยที่ใช้ในหมู่บุคคลกลุ่มก้อนเดียวกันภาษาเดียวกัน บัญญัตินี่มีความหายนะเมื่อไม่ได้อยู่ในเผ่าพันธุ์เดียวกัน แต่ปรมัตถ์จะรู้หรือไม่รู้ก็คือ รูปและนาม

ฉะนั้น ขณะใดก็แล้วแต่ที่เราตัดสินว่าขณะนั่งเป็นอาการของรูป ขณะที่เห็นเป็นอาการของนาม แล้วก็พิจารณาตัดสินอารมณ์นั้นได้แก่การกำหนดนั่นเอง คือ นามเห็น รูปนั่ง นามได้ยิน รูปเปรี้ยว นามปวด นามทุกข์ ในขณะที่กำหนดนั้นโวฏฐัพพนะจิตก็จะตัดสินตรงเป็นกุศลชวนะ

กุศลชวนะที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ ก็คือ มหากุศลญาณสัมปยุตดวงใดดวงหนึ่ง และมหากุศลญาณสัมปยุตตัวนี้เราก็รู้แล้ว ประกอบไปด้วยเหตุ ๓ คือ อโลภะเหตุ อโทสะเหตุ อโมหะเหตุ จากที่เคยเป็นโลภะเหตุก็เป็นอโลภะเหตุ โทสะเหตุเป็นอโทสะเหตุ แล้วไม่ได้ตัดสินโดยบัญญัติ เรารู้เข้าไปในความจริงโดยอาศัยปัญญาที่เราเรียนสุตามยปัญญาเป็นปัญญา เป็น อโมหะเหตุ ฉะนั้น ทางพ้นทุกข์ ไม่ยากเลย แต่เราคิดให้มันยาก แค่หมั่นไประลึกเท่านั้นเอง

โดย น้องกิ๊ฟ [21 เม.ย. 2554 , 17:19:21 น.] ( IP = 180.180.10.15 : : )


  สลักธรรม 2





หน้าที่ของเราคือ หมั่นไประลึก เพราะเราแจ้งแก่ใจแล้วว่าไม่เป็นรูปก็คือนาม แล้วเราก็เอารูปนามนี้ ระลึกอยู่เรื่อยๆ เพราะการที่ระลึกในรูปในนามเท่ากับเป็นการรื้อสัญญาวิปลาสว่าเป็นคนเป็นสัตว์ เป็นเรา เป็นหญิง เป็นชาย เป็นโน้น เป็นนี่ รื้อออกหมด

เหมือนบ้านไม้หลังใหญ่ๆ ถ้าเรากำหนดได้ครั้งหนึ่งก็เท่ากับรื้อข้างฝาออกไปทีละแผ่นๆ พอเรารื้อทุกวัน ก็หมดแล้วตัวบ้าน กำลังของเราถ้าเผื่อเรายังแข็งแรงอยู่ เราถอนรากถอนโคนถอนเสาออกได้เตียนเลย

แต่ขณะนี้เรากำลังทำหน้าที่รื้อบ้านไปทุกวันๆ อย่าพึ่งไปถอนเสาเพราะกำลังยังไม่พอ ต้องหมั่นรื้อสัญญาก่อน และกำลังอันนี้แหละจะทำให้บ้านเบาลง เมื่อมันเบาแล้วเหลือแต่เสาอำนาจของโคตรภูญาณจะทำให้เราดึงขึ้นมาจากภังคญาณที่กล่าวเมื่อสักครู่

เมื่อวานบอกว่าผู้ศึกษาพระอภิธรรมปิฏกจะค่อนข้างได้เปรียบผู้ที่ไม่ได้ศึกษาพระอภิธรรมปิฏก นอกจากศึกษาแล้วยังโง่อยู่ (ต้องมี) เพราะไปปฏิบัติมาหลายที่ และที่นั่นก็บอกว่าสำเร็จก็เหมือนกับอริยะ เราจะรู้ได้อย่างไร? ก็มีผู้ตอบว่า “การที่จะรู้ว่าใครเป็นพระโสดานั้น ตัวเราต้องเป็นโสดาฯ ก่อนแล้วเราถึงจะรู้” นี่เป็นคำตอบที่ถูก แต่ไม่กระจ่าง จึงอธิบายเพิ่มว่า สามารถตอบได้โดยยกอกุศล ๑๒ โลภะมี ๘ โทสะมี ๒ โมหะมี ๒ รวมเป็นอกุศล ๑๒ ดวง ขึ้นมาพิจารณา

ก่อนอื่นต้องขอบอกว่า โลภะทำไมมี ๘ ? ขอเปรียบเทียบโลภะดวงแรกชื่อว่า โสมนสฺสสหคตํ ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตตฺตํ อสงฺขาริกํ จิตที่เกิดขึ้นพร้อมด้วยความยินดี ประกอบไปด้วยความเห็นผิด ไม่มีใครชักชวน กับดวงที่ ๒ โสมนสฺสสหคตํ ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตตฺตํ สสงฺขาริกํ จิตที่เกิดขึ้นพร้อมด้วยความยินดี ประกอบไปด้วยความเห็นผิด มีคนชักชวน ต่างกันตรงมีกับไม่มีคนชักชวน แยกแค่สองดวงให้เห็นเป็นด้วยเวทนาเอง ด้วยสังขารอีก ด้วยทิฏฐิรวมแล้วมี ๘ ดวง ต้องติดตามภาพจิต ใน ๘ ดวงนี่เรามีอยู่ตลอดเวลา เหมือนพวกนี้ อยู่เขาเรียกว่า อาสวะอนุสัย มันเหมือนดินคนบัว ซึ่งเราดูดอกบัวสวยและก็น้ำใส ปลาหางนกยูงส่ายก้นเราก็เห็น

โดย น้องกิ๊ฟ [21 เม.ย. 2554 , 17:19:43 น.] ( IP = 180.180.10.15 : : )


  สลักธรรม 3




สมัยที่ศึกษาพระอภิธรรมกับท่านพระมหาแสวง โชติปาโล ท่านจะทำรูปจิตเป็นแบบสัญลักษณ์เครื่องหมายบวก ลบ + + - - ตรงนี้ได้ถามหลวงพ่อว่า ทำไมต้องบวกต้องลบ ทำไมโทสมูลจิตต้องเป็นรูปหัวลูกศร หลวงพ่อท่านบอกว่า ลูกเอ๋ย ปฏิฆะคือการกระทบกระทั่งของจิต ไม่ว่าเล็กหรือน้อยมันทิ่มแทงใจทั้งสิ้น เมื่อลูกศรจะกลับไปข้างไหนมันก็แทง กลับมาข้างนี้มันก็แทงใจ นี่ที่มาของเครื่องหมาย

ถามหลวงพ่อต่อว่า แล้วเจตสิกทำไมไม่มีหน้าตา เพราะตั้ง๕๒ ประเภท ทำไมหลวงพ่อไม่เอาเครื่องหมายเยอะๆ แยะๆ เล่า หลวงพ่อยิ้ม แล้วบอกว่าสภาพจิต คนเขานึกว่าจิตเป็นประภัสสร จิตผ่องใส แต่จริงๆ แล้วจิตผ่องใสแค่แก๊กแรก แค่นั้นเอง จริงๆ นะ นอกนั้นไม่ผ่องใส.. ปฏิสนธิแก๊กเดียวเท่านั้นเองตรงนั้น เรียกว่า ประภัสสร ที่หลวงพ่อใช้เครื่องหมายลบทั้งหมดก็เพราะว่าไม่ว่าจะเป็นดวงใดก็แล้วแต่ ใน ๕๒ ดวงนี้ เขามีลักษณะต่างๆ กัน เช่น อธิโมกข์ตัดสินเด็ดขาด มันทำให้จิตนั้นหมดสภาพความผ่องใส เพราะมันมีของเข้าไป จึงมาเป็นตัวลบความผ่องใสทั้งหมดทั้ง ๕๒ ดวง





และก็ถามหลวงพ่อแล้วรูปมันไปลบอะไร ทำไมหลวงพ่อมีแต่รูปอย่างนี้และเป็นเครื่องบินด้วย หางแหลม หลวงพ่อก็บอกว่า รูปมีแต่ย่อยยับเสื่อมไป ไม่มีการดีขึ้นมาเลย ลบตลอด

และถามต่อว่า ทุกข์กายกับทุกข์ใจทำไมถึงเป็นรูปกะลาคว่ำกะลาหงาย? ท่านบอกว่าท่านกลับมาจากพม่า และลี้ภัยสงคราม ตอนนั้นไปอยู่วัดสร้อยทอง อาศัยโลงศพนอน คนเขาก็มาทำกับข้าว ขูดมะพร้าวแล้วก็มาโยนกะลาต่อหน้าท่านนี่แหละ ท่านก็นั่งดูตำราของท่าน โยนไปไอ้กะลาที่มันแตกนี่กำลังขูดแล้วเขาก็โยนๆ แล้วทอยออกมานี่ กลิ้งมาหงายตรงท่าน อีกอันก็โยนกลิ้งไปคว่ำตรงโน้น ท่านบอกว่า ท่านก็เลยมองกะลา ถ้าเผื่อฝนตกมันเก็บได้ ถ้าเผื่อที่หงายก็เหมือนเก็บอารมณ์ที่ดีๆ ไว้สามารถเติมลงไปได้ คือดีใจแล้วดีใจมากมันรับได้อีก แต่ถ้าเป็นความทุกข์ กะลาฝนตกลงมามันไม่รับอะไรแล้ว ทุกข์ไม่มีใครยอมรับแล้ว ต่างปฏิเสธหมด นี่คืออัฉริยภาพของพระมหาแสวง โชติปาโล

โดย น้องกิ๊ฟ [21 เม.ย. 2554 , 17:19:59 น.] ( IP = 180.180.10.15 : : )


  สลักธรรม 4





ขอย้อนกลับมาว่าพออธิบายแล้วเราก็จะรู้ว่า พระโสดาบันสามารถทำลายโลภะทิฐฐิคตสัมปยุต ๔ ดวง และวิจิกิจฉา ๑ ดวง ได้แล้ว จากอกุศลจิต ๑๒ ดวงก็เหลือ ๗ ดวง และไม่กลับมาใหม่อีกแล้ว พระอนาคามีก็ทำที่เหลือนี่เบาบางลง

ก็มีเรื่องเล่าจากหลวงพ่อแสวงสมัยที่ท่านอยู่วัดมหาธาตุ ท่านมีพระสหายมาบอกว่า “แหวง แหวง เมื่อคืนเราปฏิบัติเราสำเร็จแล้ว” หลวงพ่อบอกเล่าว่า คือเราไม่รู้ว่าเขาสำเร็จจริงไหมก็จะไปวิจารณ์ไม่ได้ แต่หลวงพ่อสอนไว้เลย จะยอมรับใครว่าคนนั้นดีไม่ดี คบนานๆ ก็จะเห็นเลยไส้กี่ขดๆ อาภรณ์ที่มาประดับร่ายกายนั้นอย่าเชื่อว่าดี ไม่ดีหรอกไส้มันเยอะ คนเราต้องคบนานๆ ถึงจะรู้

หลวงพ่อก็บอกว่ามีอยู่วันหนึ่งพอหลวงพ่อบิณฑบาตรกลับมา พระสหายรูปนั้นก็ถามท่านว่า “แหวง แหวง เห็นเชี่ยนหมากไหม” หลวงพ่อบอก “ไม่เห็น ท่านเอาไว้ที่ไหนล่ะ” พระท่านก็เรียกเด็กวัดให้เอาเชี่ยนหมากมาให้ ปรากฏว่าพลูนาบก็หมดหมากก็หมด เด็กวัดบอกว่า ยังไม่ได้ไปซื้อ แค่นั้นเลย พระสหายท่าน จับเชี่ยนหมากปาโครมไส่ หลวงพ่อฯ บอกว่า “ท่าน ท่านไม่ใช่พระอริยะแล้ว ยังอยากกินหมากอยู่เลย แล้วก็โมโห โลภะ โทสะ โมหะบาน อาตมาไม่เชื่อแล้ว” นี่เรียกว่าต้องคบกันนานๆ ถ้าเป็นพระอรหันต์ก็ทำลายกิเลสอาสวะสิ้นไม่เหลือแล้ว จึงเป็นผู้ที่มีโอกาสเกิดอีกแล้ว เพราะหมดเยื่อเมือกยางเหนียว นี่คือวิธีการที่เราจะ รู้ว่า อะไรหมดไปจากคนนั้น

พระโสดาบันนั้นความเห็นผิดต้องหมดไปในเรื่องสักกายะทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพตปรมาส นี่คือที่ตอบ

เมื่อวานนี้ แล้วก็บอกเรื่องสมถะอีกอย่างหนึ่งว่าทุกวันนี้มีเยอะแยะที่บอกว่าโอ้โห ได้ฌาน ๔ ได้ ฌาน ๓ เป็นฌานเยอะแยะ ถ้าเผื่อเรียนพระอภิธรรม แล้วเรียนสมถะปริจเฉทที่ ๙ เราจะรู้เลยว่า เป็นไปไม่ได้ ขอยกตัวอย่างแค่ปฐมฌานนะเพราะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำได้ เช่น การทำกสิณ ซึ่งยกมา ๒ กสิณ

โดย น้องกิ๊ฟ [21 เม.ย. 2554 , 17:20:19 น.] ( IP = 180.180.10.15 : : )


  สลักธรรม 5





กสิณแรก ก็คือเอากสิณสีเขียว ทำเป็นวงกลม แล้ววางอยู่บนแผ่นสีขาว แล้วเอาแผ่นสีเขียวมาตั้ง แล้วทุกวัน ต้องเพ่ง แล้วเพ่งในใจ พูดในใจ เขียวๆๆ พูดอยู่นั่นแหละ ท่องไปตาก็จ้องที่สีเขียวด้วย ภายใต้วงกลมนี้ ไม่มีโอกาสที่จะเขียว ว่ายังไงโยม เขียว เขียว เขียว พระในกรุง คนในกรุง โอกาสยาก ต้องท่องอันนี้ เขียวๆๆๆๆ จนฟั่นเฟือนเห็นอะไรเขียวหมด เขียวนี่จนกระทั่งลืมตาอยู่ก็อะไรก็เขียวหมด เอาใจส่งไปข้างนอก ไปอยู่กับเขียวสามเดือนโดยไม่พูดกับโยม พอไปทักแล้วเขียวหาย และพอเขียวเข้าไปอยู่ในใจแล้ว ดึงเขียวเข้าไปอยู่ในใจอีกสักสามเดือน เท่ากับสองพรรษาแล้วสองปี หลับตาก็เขียว ลืมตาก็เขียว

ถามว่าโอกาสที่เทคโนโลยีสมัยนี้ แสง สี เสียง และเครื่องล่อต่างๆ ทำให้เกิดนิลกสิณได้ยาก และพระก็มีกิจมาก เช้ามาก็ต้องมาปลงอาบัติสารพัด เราดูว่าวิธีการเขามันยากขนาดไหนแล้วเราก็เทียบดู อันนี้ยังดูง่าย

อย่างกสิณลม ไม่ใช่ลมโทนาโดนะ ต้องเอาลมที่ยอดเขา ต้องไปนั่งรอเวลาเลย มองที่หญ้ายอดเดียวนี่แหละ ลมแกว่งมาก็รู้กสิณลม นานๆ ก็หยุด แต่ตาห้ามพลาดนะ ต้องจ้องอยู่ ถ้าพลาดไปมองโยม ลมมาไม่เห็นกันพอดี ต้องจ้องอยู่บนยอดหญ้าและใช้เวลานานเหลือเกิน กว่าที่ความจับอารมณ์นี่จะฝังเข้าไปในใจ และตะกายต่อด้วยนะ ถ้าเผื่ออยากรู้ละเอียดให้เรียนปริจเฉทที่ ๙

ที่นี้เข้ามาสู่คำถามว่าสมถะกับจิตเป็นอย่างเดียวกันหรือเปล่ากับจิตภาวนา

จิต คือ ธรรมชาติที่รู้อารมณ์

ภาวนา คือ การทำให้เจริญ

ฉะนั้น การทำให้เจริญ ภาวนานี่แยกออกเป็นสองภาวนา เป็นภาวนาชนะจิตก็คือ ภาวนาชนะกิเลส ได้แก่ วิปัสสนากรรมฐาน กับสมถกรรมฐาน ภาวนาคือ ทำให้เจริญ คือ ทำจิตให้สงบ ทำให้จิตนี้เจริญขึ้น เพราะจิตนี้มันไม่เจริญ จิตมันใฝ่ต่ำ จิตของเรานี้มันใฝ่ต่ำ เหมือนไหลไปในที่ต่ำ

โดย น้องกิ๊ฟ [21 เม.ย. 2554 , 17:20:46 น.] ( IP = 180.180.10.15 : : )


  สลักธรรม 6




จิต คือ ธรรมชาติที่รู้อารมณ์ เห็นเฉยๆ ได้ยินเฉยๆ รู้กลิ่นเฉยๆ คือ เห็นได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส สัมผัส นึก คิด ก็เรียกว่าจิต คือ บ้าน จิตมีถึง ๘๙ ทีนี้ภาวนาทำให้เจริญ คือทำอะไรให้เจริญ คือ ทำจิตให้เจริญ วิธีการที่ทำจิตให้เจริญ พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนโปรดมาว่าจิตที่จะเจริญได้ พ้นจากมลทิน นิวรณ์ต่างๆ ต้องทำให้มันเจริญเพราะจิตมันใฝ่ต่ำ เราพร้อมจะโลภ ซื้อลอตเตอรี่หวังจะถูกไหม หวังถูก เราต่างก็มีความหวัง เราหวังถูก

สมถะ คือ ความสงบของจิต จิตสมถะก็คือการกำหนดอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง เพียงอารมณ์เดียว จะเป็นพุทโธ สัมมาอรหัง เขาจะบอกว่า ซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ ยุบหนอ พองหนอ ซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ พองหนอ ยุบหนอคือต้องทำนี่ก็คือ เอาอะไรมาทำให้เรามีงานทำ และงานนี้ต้องทำต่อเนื่อง เพื่อจิตนั้นจะได้มีระเบียบเป็นแถวไป มันก็สงบจากเรื่องราว ก็คือทำจิตนี้เอาสมถะนี่มาภาวนา ให้จิตนี้เจริญ อยู่ในกรรมฐานนั้นๆ ส่วนวิปัสสนากรรมฐาน ก็คือการกำหนดรูปนาม คือ เจริญด้วยปัญญา นี่เจริญด้วยบัญญัติ นี่เจริญด้วยปรมัตถ์ ฉะนั้น จิตภาวนา จริงๆ แล้วก็คือ ทำสมถะหรือกรรมฐานก็ได้ นี่คือคำอธิบาย

จิตก็คือจิต จิตคือสภาพที่รู้อารมณ์ ส่วนภาวนา คือ วิปัสสนา สมถะนั้นไม่ใช่อันเดียวกันเลย เป็นคนละเรื่อง แต่เมื่อใดก็แล้วแต่เรามาทำสมถะ โดยที่จิตของเรานี้เพ่งอยู่กับอารมณ์กสิณ จิตของเราภาวนาอยู่กับพุทโธ ตรงนั้นก็สามารถเรียกว่าจิตภาวนาได้ หรือไม่ขณะที่เราเดินอยู่ เราก็รู้ว่ารูปเดิน เห็นอยู่เราก็รู้ว่านามเห็น ขณะที่อยู่กับรูปและนาม ตอนนั้นก็คือจิตภาวนา แต่เขาไม่ค่อยเรียกกัน อันนี้เป็นคำโก้เก๋เขาคิดขึ้นมา ให้ใช้คำว่าจิตภาวนา

ที่พูดไว้ในตอนต้นว่า โลกของเรานี้มันอยู่มานานแล้ว อยู่ในระบบสุริยจักรวาลมานานมากแล้ว ทุกวันนี้โลกแสดงชัดเจนว่า เสื่อม เช่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด รูปธรรมอันนี้มันแสดงความชรา แล้วเราก็ตื่นเต้น ตูมตาม กลัวภัยพิบัติอันนี้ ต่างกลัวภัยพิบัติที่เราอาศัยอยู่ นี่คือโลกและเราอาศัยอยู่ในโลก แล้วโลกมันไหว เรากลัวตาย เราก็ย้ายจากนราธิวาส กลัวไฟใต้ ย้ายไปอยู่แม่ริม หนีไม่พ้นเจอแผ่นดินไหว หนีกลับมาเมืองกาญจนบุรี เขื่อนแตก มันหนีไม่พ้น แต่เราพยายามหนีเพราะกลัวตาย

โดย น้องกิ๊ฟ [21 เม.ย. 2554 , 17:22:03 น.] ( IP = 180.180.10.15 : : )


  สลักธรรม 7





โลกนี้มันอยู่มานานเท่าไหร่แล้วเราไม่มีทางรู้เลย ยกพระพุทธเจ้าขึ้นมาเทียบกว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าได้ ท่านสร้างบารมีสี่อสงไขยแสนกัปป์ หนึ่งองค์แล้วท่านก็เกิดอยู่ในโลก โลกที่เรายืนอยู่นี้ใบนี้ ฉะนั้น สี่อสงไขยย้อนไปบวกอีก ๘๔ พรรษา ถ้าเผื่อเราเอาชีวิตเรา ชาติละร้อยๆ ที่เราเกิด แก่ตายๆๆ ภัยจริงๆ เราตาย ตาย ตาย ตาย มา สี่อสงไขยแล้วนับไม่ถ้วน เรากลัวแต่สิ่งจอมปลอม แต่เราลืมกลัวตัวเราเองว่าตัวเองนี่เป็นภัยที่สุด มรณภัย มีอยู่ใกล้ๆ ที่ปลายจมูก หายใจเข้า ไม่หายใจออก...ตาย

ไม่ว่าจะจนรวยยังไง เวลาพายุเข้า มันก็ทำให้ชีวิตเสมอภาคไปหมดดูที่ญี่ปุ่นซิ เราก็เช่นเดียวกัน อย่าคิดว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะช่วยเราได้ ถ้าเผื่อเราไม่ช่วยตัวเราเอง สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองคนดี และพาให้คนดีพ้นภัย แล้วลองก้มหน้าดูกระจกซิว่า เราดีจริงหรือยัง? แล้วตอบตัวเองต่อเลยว่า อย่างนี้หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะคุ้มครองเรา เราจึงต้อง คุ้มครองตัวเองด้วยสติ และสัมปชัญญะ ขณะใดที่กำลังเจริญในสติและสัมปชัญญะถึงจะตายสุคติรับรอง

.เนื่องในวันสงกรานต์นี้ก็ขออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลพิภพ ขอความตั้งใจของอาจารย์ และความตั้งใจของลูกศิษย์ทุกคน ขอให้เป็นพรอันไพบูลย์ ตั้งใจมากที่จะเอาความเหนื่อยตรงนี้ เป็นกระแสแห่งน้ำสาดลงไปแทนน้ำสงกรานต์ลงในใจของพี่น้องทุกคน พี่ป้าน้าอา พระด้วย ทุกคนที่อยู่ในห้อง นอกห้อง

ขอให้น้ำแห่งความรู้สึกที่มีตั้งแต่เช้า จงเป็นน้ำขันละมุนละไม และเป็นละอองไอรัก สาดกระเด็นไปประพรมทุกคนด้วยความรู้สึกว่าหวังดี ให้ทุกคนมีสติสัมปชัญญะ มีบารมีธรรม ที่พาตัวเองพ้นเครื่องกีดขวางต่างๆ ที่จะทำให้ชีวิตนั้นต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏะภัย ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลพิภพ จงคุ้มครองท่านให้มีความสวัสดี และโชคดีปีใหม่ทุกคน สวัสดีค่ะ.

ขออนุโมทนากับน้องฟูและน้องนวลผู้ถอดเทป

โดย น้องกิ๊ฟ [21 เม.ย. 2554 , 17:22:35 น.] ( IP = 180.180.10.15 : : )


  สลักธรรม 8


ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [22 เม.ย. 2554 , 15:16:24 น.] ( IP = 115.87.186.216 : : )


  สลักธรรม 9

กราบขอบพระคุณค่ะ

โดย abctoy - [26 เม.ย. 2554 , 13:04:56 น.] ( IP = 124.121.215.77 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org