| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ธรรมนคร (๑๕)
![]()
![]()
ธรรมนคร (๑๕)
ธรรมบรรยายจากศาลาเสือพิทักษ์ โดย หลวงพ่อเสือ
ธรรมนคร (๑๔)
อำนาจของสันตติที่ขาดไปในอุทยัพพยญาณ เป็นที่น่าหวาดเสียวมาก อุปมาเหมือนจับเราไปนั่งหน้าศาลเพียงตา แต่คนที่ผูกตาไม่เห็นตัวเองจะถูกฆ่า นักโทษไม่เห็นเพชรฆาตก็มัวแต่รำ แต่เราเป็นผู้นั่งดู เราจะหวาดเสียวที่สุด คนจะตายกลัวที่สุด เพชรฆาตต้องทำหน้าที่มั่นคง พันครั้งเดียวไม่ขาด แต่คนดูนั้นหวาดเสียวที่สุด
ความปรากฏของอุทยัพพยญาณนั้น เห็นสันตติขาด เปรียบเสมือนกำลังเห็นคอนั้นกระเด็นออกจากหัว น่าหวาดเสียวที่สุด เช่นกันผู้ประจักษ์ญาณนี้อยู่ จะรู้สึกว่า ชีวิตเราเป็นแบบนี้หรือ ทุกอย่างขาดกระเด็นอย่างนั้นหรือ ทั้งรูป ทั้งนาม ที่ทำงานที่เดินได้ พอมันสิ้นสุดเหตุ ก็ขาดไป ขาดไปตลอดเวลา เหมือนนักโทษที่ถูกประหารตลอดเวลา นั่งดูเห็นแต่ความดับ แล้วก็มีนักโทษใหม่เกิดขึ้นมา รูปใหม่เกิดขึ้นมา ถูกฟันอีก นักโทษใหม่ นามเกิดขึ้นมา ก็ถูกฟันอีก เห็นแต่การดับไปของรูป ของนาม ด้วยอำนาจสันตติขาดไป จึงเป็นอำนาจญาณปัญญาที่ผู้ได้นั้นหวาดเสียว และสะเทือนใจที่สุด เพราะเห็นแต่ความดับทั้งภายใน และภายนอก พระพุทธเจ้ากล่าวว่า
อิติ อชฺฌตฺติวา กาเย กายานุปัสสี วิหรติ แปลว่า ภิกษุทั้งหลายพิจารณาเห็นกายอันเป็นกายภายในบ้าง
พหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหรติ แปลว่า ย่อมพิจารณาเห็นกายอันเป็นภายนอกบ้าง
อชฺฌตฺต พหิทต วา กายา กาเย อนุปัสสี วิหรติ แปลว่า ย่อมพิจารณาเห็นกาย ภายในบ้าง ภายนอกบ้าง ผู้เจริญสติปัฏฐานทั้งหลาย เมื่อวิปัสสนาปัญญานี้เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นดังนี้
เห็นภายในตอนหนึ่ง หมายถึงจิต เห็นภายนอกตอนหนึ่ง หมายถึงอารมณ์ ภายในภายนอก คือ จิตกับอารมณ์ที่เกิดดับ ไม่ใช่ไปเห็นคนอื่น ทั้งจิตและอารมณ์เกิดดับก็คือ อุทยัพพยญาณนั่นเอง
โดย ศาลาธรรม [25 เม.ย. 2554 , 07:37:13 น.] ( IP = 58.11.8.250 : : )
สลักธรรม 1
![]()
![]()
ฉะนั้นการดับของอุทยัพพยญาณ เป็นการดับที่น่าหวาดเสียวต่อผู้พิจารณาอยู่ เรียกว่า แทบจะไม่มีผู้ใดเลยที่ไม่หลั่งน้ำตาสงสารชีวิตตัวเอง น้ำตาที่เคยไหลออกมา เพราะปีติก็ได้ โทมนัสก็ดีแห้งเหือดไปสิ้น แต่เป็นน้ำตาที่อาดูรและสงสารชีวิตที่ต้องเกิดเหลือเกิน เพราะเหตุที่ว่าความน่าหวาดเสียวนี่โลกภายนอกที่เป็นอารมณ์อยู่ก็ดับ ดับลงพร้อมๆ กับโลกภายในคือจิต
นับว่าเป็นการดับที่ไม่เคยเห็นมาเลยตั้งแต่เกิด เป็นการปรากฏความดับพร้อมๆ กันทั้งภายในและภายนอก เพราะอำนาจของโมหะที่ปิดบังไว้ถูกสำรอกออกมา โมหะที่ปกคลุมอยู่ให้ไม่รู้ในสิ่งที่ควรรู้ถูกกระชากออกไป โมหะถูกสำรอกออกไปด้วยความเพียรแห่งสติมา สัมปชาโณ อาตาปี จึงสามารถเข้าไปเห็นในสิ่งที่ชีวิตแห่งสังสารวัฏฏ์นั้นไม่เคยเห็นเลย
โดยเหตุผลดังที่ได้อธิบายว่า เหมือนดูนักโทษประหาร ทำให้โยคาวจรหันมาสนใจในความดับของนามรูปที่อยู่ในอุทยัพพยญาณ โดยมิสนใจการเกิดอีกเลย อะไรมาก็จะเห็นแต่ฟันหัวมีแต่ดับไป ดับไป เป็นเช่นนี้ ความเกิดของรูป ของนาม เป็นสิ่งที่ไม่น่าหวาดเสียว เพราะคนมีคอ แต่คนคอจะหลุดหวาดเสียว ฉะนั้น ทำไมไม่ไปสนใจการเกิดได้เหตุผล นอกจากตรงที่เกิดจะไม่น่าหวาดเสียวแล้ว ยังเป็นที่อาศัยเกิดของกิเลสทั้งปวง มีตัณหาเป็นตัวตอ จึงไม่แยแสต่อรูปเกิด นามเกิด แต่ใส่ใจในดับ
ส่วนความดับ ไม่ใช่เกิด ไม่เพียงทำให้น่าหวาดเสียว อย่างเดียว แก่ผู้ที่พิจารณาเห็นในขณะนั้น ยังมีอำนาจสำรอกออกคือ เหมือนสำรอก ฉุดกระชากลากอนุสัยออกมา ความดับไม่ใช่ปรากฏการณ์น่าหวาดเสียวอย่างเดียว แต่มีกิจไปกระชากลากสันดานออกมา แล้วอำนาจของญาณปัญญาก็ชำระธรรมให้บริสุทธิ์หมดจดอีกด้วย
โดย ศาลาธรรม [25 เม.ย. 2554 , 07:37:37 น.] ( IP = 58.11.8.250 : : )
สลักธรรม 2
![]()
![]()
เพราะอาศัยความดับนี้จะพบเห็นได้ด้วยปัญญาเท่านั้น ไม่ใช่วิสัยของผู้ไร้ปัญญา จะเข้าไปเห็นได้ หรือนึกเอาเหตุผลต่างๆ ทำให้ผู้ปฏิบัติ ที่ได้อุทยัพพยญาณแล้วไปสนใจในความดับของรูปนามที่ตนเห็นในอุทยัพพยญาณ จดจ่ออยู่ ไปสนใจในความเกิด เมื่อไม่สนใจในความเกิด ก็ย่อมเห็นแต่ความดับ จิตก็ไปจดจ่ออยู่กับความดับ
ประโยชน์ในการเห็นความดับ ประโยชน์ในการเห็นความฉิบหาย ประโยชน์ในการเห็นความบรรลัย ประโยชน์ในการเห็นความแตกสลายมาประดังให้เกิดความรู้สึกตลอดเวลา พร้อมทั้งทำลายวิปลาสธรรม มีนิจวิปลาส เป็นต้น อำนาจญาณปัญญานี้ มีความเห็นอยู่เฉพาะหน้า ด้วยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ หรือไม่สามารถบังคับบัญชาได้ ก็จะละคลายจากความยึดมั่น แล้วก็คลายจากความกำหนัดถ่ายถอนความยินดีที่อาศัยเกิดของสังขารขันธ์ทั้งหลาย
สิ่งที่เคยครอบงำคลอบคลุมให้เกิด ความยินดียินร้าย ถูกสำรอกและถูกกระชาก ทำให้จิตขณะนั้นไม่หวั่นไหวไปตามมิจฉาทิฏฐิอีกต่อไป มีสัสสตทิฏฐิ อุจเฉททิฏฐิ เป็นต้น ฉะนั้น ถึงอุทยัพพยญาณแล้ว ไม่ต้องกลัวว่า ทิฏฐิจะวิบัติ แต่บวชแล้วถามว่าทำอย่างไรจะไม่ทิฏฐิวิบัติ อธิษฐานไม่ได้ ต้องทำอุทยัพพยญาณ ทำอย่างไรจะไม่หลุดจากพระพุทธศาสนา ไม่วิบัติไป
ด้วยเหตุนี้จึงจัดญาณที่ ๕ คือ ภังคานุปัสสนานี้เข้าในปหานปริญญา นับตั้งแต่ภังคานุปัสสนาญาณ ไปถึงมรรคญาณเลย แต่อารมณ์ของญาณเหล่านี้ได้มาจากอุทยัพพยญาณ ภังคานุปัสสนาญาณนี้เป็นกำลังสำคัญในขั้นต้นของปหานปริญญา คือเป็นพวกประหารกิเลสที่ทำหน้าที่ฉุดกระชากลากกิเลสออกจากจิตสันดานที่เคยหมักดองอยู่ในวัฏฏสงสาร คือ การเวียนว่ายตายเกิดสะสมกามคุณ กามอารมณ์ กามตัณหา สารพัด ปฏิฆะต่างๆ จนหาเบื้องต้นและที่สุดไม่ได้ ได้ถูกกระชากออกเสมือนต้นสักใหญ่ ที่ถูกอำนาจมืดเดียวกำไว้ แล้วก็ดึงขึ้นตรง ดังรากแก้วที่ฝังดิ่งลงไปในวัฏฏสงสารด้วยอุปาทาน
โดย ศาลาธรรม [25 เม.ย. 2554 , 07:37:59 น.] ( IP = 58.11.8.250 : : )
สลักธรรม 3
![]()
![]()
ท่านกล่าวว่า ผู้ที่ได้ก็จะมีอานิสงส์ของภังคานุปัสสนาญาณ ไว้ถึง ๘ ประการด้วยกันคือ
๑. ถึงจะเกิดอยู่ ละความใคร่ในภพ คือ ขันธ์
๒. ถึงจะเกิดอยู่ละความใคร่ในชีวิต
๓.จะตั้งอยู่ในอาชีพที่สุจริต
๔.จะหมั่นประกอบความเพียร ไม่เกียจคร้าน
๕.จะสละความขวนขวายจนเกินควร ยินดีตามมี ยินดีตามได้ กินเพื่อแก้ทุกข์ ไม่ได้กินเพื่อแก้อยาก อร่อยหรือไม่อร่อยอิ่มได้เหมือนกัน หาเพื่อแก้ทุกข์ หรือจะเรียกว่าหาเช้าชาม เย็นชาม อยู่แค่นั้นไม่สะสม มีแต่สะสาง เห็นสมบัติทุกอย่างเป็นอสรพิษทั้งสิ้น ที่จะรัดตัวเองไว้ในสังสารวัฏฏ์ ปากก็จะชำนาญกับคำว่า ไม่ กับ พอแล้ว เป็นนิสัยประจำของผู้ที่ได้อุทยัพพยญาณ ภังคญาณแล้ว ถ้ายังไม่ได้ญาณนี้ นิดก็ดี หน่อยก็ดี ยังมีอยู่ ธรรมดา
โดย ศาลาธรรม [25 เม.ย. 2554 , 07:38:17 น.] ( IP = 58.11.8.250 : : )
สลักธรรม 4
![]()
![]()
๖.จะปราศจากความหวาดกลัว ไม่กลัวตาย เรื่องเล็ก แต่กลัวเกิด
๗.จะเป็นผู้มีขันติ แล้วเป็นคนว่าง่าย ถ้าไม่ฟัง ๑๐ ปีแม้ปฏิบัติไม่ได้อะไรเลย เช่นสอนว่าอันนี้พระพุทธเจ้าห้าม ก็ครับ..ผมไม่ทำ เช่น พระเรวัตตะ กวาดพื้นอยู่ที่พระเชตวัน พระสหายร่วมขบวนได้รับทราบข่าวมาว่า บิดาและมารดา ญาติพี่น้อง มีความทุกข์ร้อนเพราะโรคภัยไข้เจ็บ ท่านก็นั่งกรรมฐานแล้วปลงว่า เกิดมาก็มีความแก่ ความเจ็บ มีโรคเป็นของธรรมดา จึงพูดตอบไปว่า ทุกคนไม่สามารถพ้นโรคไปได้ โรคาพยาธิเป็นของคู่ชีวิต ก็เพียรทำกรรมฐานต่อไป
พระพุทธเจ้าอยู่ในพระเชตวันทราบ พระองค์ทรงให้พระโมคคัลลานะเหาะไปแล้วพาลมพายุให้ใบไม้หมุนแล้วร่วงลงมาอีกมากมาย พระเรวัตตะกำหนดไม่ได้ เกิดโทสะฉุนเฉียวลม เพราะเพิ่งกวาด ทำความสะอาด
พระพุทธเจ้ารู้วาระในขณะนั้น พระสารีบุตร็ไปถึงพอดี พระสารีบุตรบอกว่า เมื่อใบไม้ร่วงหล่น อันหามีชีวิตไม่ ยังทำใจให้ขุ่นมัวได้ ไฉนเลยท่านจะปลงกับสิ่งที่มีชีวิต และเป็นผู้บังเกิดเกล้าได้ นั่นคือ ผู้มีใบลานเปล่า พระศาสดาของเราไม่ปรารถนาสงเคราะห์ พระเรวัตตะนั่งแล้วกราบขาพระสารีบุตร แล้วก็เดินไปทูลลาพระพุทธเจ้ากลับไปดูบิดามารดา อย่างว่าง่าย
๘.จะเป็นผู้อดทนได้ต่อความยินดี ยินร้าย ผู้ที่เข้าถึงภังคานุปัสสนาญาณ จะได้รับคุณวิเศษประจำจิต ๘ อย่าง ๘ อย่างนี้เป็นพาหนะไปสู่โพชฌงค์ ๗ และ มรรค ๘
ที่กล่าวมาทั้งหมดก็คือ พระมหาสติปัฏฐานสูตร ในพระอภิธรรมมัตถสังคหะปริจเฉทที่ ๙ จบลงที่ญาณที่ ๕ ได้แก่ญาณแห่งภังคานุปัสสนาญาณ ที่มีคุณประโยชน์ถึง ๘ ประการ อันนับเนื่องจากอุทยัพพยญาณโดยละเอียด มีพระไตรลักษณ์เป็นที่สุด
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย ศาลาธรรม [25 เม.ย. 2554 , 07:38:35 น.] ( IP = 58.11.8.250 : : )
สลักธรรม 5มาติดตามต่อด้วยความเคารพค่ะ
มาถึงตรงนี้ทำให้เห็นความจริงของชีวิตที่ชัดขึ้น และผู้ใดได้ประสบญาณปัญญาเช่นนี้ เป็นสิ่งประเสริฐยิ่งนัก
กราบขอบพระคุณมากค่ะโดย น้องอุ๊ [25 เม.ย. 2554 , 21:56:14 น.] ( IP = 125.24.54.239 : : )
สลักธรรม 6ได้รู้อีกหนึ่งความหมายของคำว่า ใบลานเปล่า ขอบคุณคุณศาลาธรรมนะครับ
โดย คมสันต์ [26 เม.ย. 2554 , 10:31:06 น.] ( IP = 118.175.74.4 : : )
สลักธรรม 7
มาติดตามอ่านพร้อมทำความเข้าใจต่อค่ะ
ยิ่งอ่านก็ยิ่งซาบซึ้งใจและทำให้เห็นถึงคุณประโยชน์ เห็นถึงคุณค่าของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นอย่างยิ่งค่ะ
เพียงแค่การศึกษาเล่าเรียนพระอภิธรรมโดยมิได้นำความรู้ความเข้าใจไปปฏิบัติ ก็ยังมิได้เป็นการประจักษ์ให้เห็นถึงสภาพที่แท้จริงของชีวิตเลย
กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ
โดย พี่ดา [26 เม.ย. 2554 , 11:05:21 น.] ( IP = 124.121.173.175 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |