| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ส่วนประกอบของชีวิต (๑)
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
ถ้าเราทำกรรมดีมาวิบากนั้นก็มาจากเหตุดี เราก็ต้องได้รับผลดี ถ้าเผื่อเราทำกรรมไม่ดี เราก็ต้องได้รับผลไม่ดีนั้น ฉะนั้น ผู้ให้ผลของกรรม..วิบากคือตัวเราเอง ไม่ใช่ใครเลย เจ้านายกรรมนายเวรที่แท้จริงนั้นก็คือตัวเราเอง เพราะเราเป็นเจ้าของกรรมเอง โบราณท่านบอกว่าเราเป็นเจ้าของกรรมเวร เราทำกรรมดีมา เราก็เป็นเจ้าของกรรมดีนั้น ถ้าเผื่อเราทำเวรมา เราก็เป็นเจ้าของกรรมไม่ดีนั้น เราจะไปโทษใครไม่ได้เลย หรือเราจะไปสะเดาะห์เคราะห์ต่อชะตา ให้เจ้ากรรมนายเวรอโหสิให้เราไม่ได้
เราเรียนมาแล้วว่ากรรมนั้นมีอำนาจ แล้วกรรมก็แบ่งใหญ่ ๆ เป็น ๔ ประเภท คือ
๑. ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม กรรมที่ให้ผลในปัจจุบันชาติ
๒. อุปัชชเวทนียกรรม กรรมที่ให้ผลในชาติหน้า
๓. อปรปราเวทนียกรรม กรรมที่ให้ผลตั้งแต่ชาติที่ ๓ เป็นต้นไป
๔. อโหสิกรรม เป็นกรรมที่ไม่ให้ผลแล้ว
โดย น้องกิ๊ฟ [27 เม.ย. 2554 , 15:50:18 น.] ( IP = 125.27.176.93 : : )
สลักธรรม 2
อโหสิกรรมยกเลิกการให้ผลไปเพราะหมดแรงหรือไม่มีผู้รับผลคือหมดจากการเวียนว่ายตายเกิด เมื่อไม่มีเจ้าของ เหมือนเจ้าหนี้ตายเราก็ไม่ต้องใช้หนี้กับใคร เมื่อเป็นพระอรหันต์ จุติจิตของพระอรหันต์เกิดขึ้น คือ สิ้นภพสิ้นชาติ กรรมที่เราทำมาทั้งหลายอดีตภพอันยาวแสนนาน อโหสิหยุดการให้ผล อีกอย่างหนึ่งก็คือว่า เมื่อกรรมนั้นให้ผลไปแล้ว เช่น ครุกรรม เป็นต้น
ครุกรรม แปลว่า กรรมหนัก เช่น ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ทำให้พระพุทธเจ้าห้อพระโลหิต ทำสงฆ์ให้แตกคณะ เป็นต้น ผู้ที่ทำกรรมเหล่านี้มีที่ไปแน่นอน คือภายหลังความตายจากชาติที่ตนเองทำย่อมต้องไปอบาย กรรมเหล่านี้เป็นชนกกรรมแน่นอนทำให้เราปฏิสนธิ ในที่แคบๆ มีแต่ทุกข์ก็คือ อบายสัตว์ เมื่อให้ผลแล้ว กรรมนี้อโหสิแล้ว ยกเลิก แต่ถามว่าทำไมเราตกนรกบ่อยๆ นรกคือบ้านเก่าของเรา ก็เพราะเราทำกรรมที่เป็นหนักๆ มา บ่อยๆ
เมื่อเข้าใจเราก็จะได้ใช้ชีวิตอย่างถูกต้อง คือ ไม่ประมาท เพราะการศึกษาทำให้เราเข้าใจเหตุและผล ว่าเหตุนี้ให้ผลอย่างไร ผลนี้ปรากฏขึ้นมาจากเหตุอะไร ธรรมทั้งหลายย่อมมีเหตุเป็นแดนเกิดทั้งสิ้น ใครทำใครได้ ทำมากได้มาก ทั้งดีทั้งชั่ว
ท่านทั้งหลายเมื่อมาศึกษาแล้วต่างปรับปรุงเปลี่ยนแปลงชีวิต คือ หลีก ละ ลด และ เลิก เพราะตอนนี้ขึ้นชื่อว่า บาปทุจริตเราไม่ทำแล้ว เช่นการฆ่าสัตว์ เราไม่ทำเพราะว่าเรารู้ว่าการฆ่าสัตว์ ผลมี ๙ ประการ ใครเป็นผู้ได้รับผลก็คือตัวเราเอง ลองหลับตาแล้วชี้มาที่ตัวเองแล้วพูดว่า ถ้าเราฆ่าสัตว์ เราจะต้องทุพพลภาพ รูปไม่งาม กำลังกายอ่อนแอ กำลังกายเฉื่อยชา กำลังปัญญาไม่ว่องไว เป็นคนขลาดหวาดกลัวง่าย มีความกล้าฆ่าตัวเองหรือถูกฆ่าได้ จะต้องพินาศในบริวาร จะต้องอายุสั้น
ถามว่า กลัวไหม? เมื่อเรากลัวผลอย่างนี้ เราก็หยุดเหตุเสีย เพราะผลเหล่านี้มาจากเหตุคือการฆ่า ดอกเบี้ยของบาปข้อนี้มีตั้ง ๙ % น่ากลัวมาก และไม่ว่าจะเป้นอทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร พูดปด พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ พูดคำหยาบ มีอภิชฌา เพ่งเล็งอยากได้สมบัติทรัพย์ของผู้อื่นมาเป็นของตน มีความพยาบาทปองร้าย และมีความเห็นผิดมิจฉาทิฏฐิ รวมเป็นอกุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นทางที่ไม่ควรดำเนิน พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ใครเชื่อ เมื่อทำแล้วผลมันเป็นอย่างนี้
ถ้าเราเรียนเรื่องเหตุเรื่องผลแล้วเราก็ยอมรับได้ ไม่ได้เชื่อโดยฟังตามกันมา เช่น การฆ่าสัตว์ทำไมให้ทุพลภาพล่ะ ? เพราะถ้าเราตบยุง เราทำให้ชีวิตนั้นตกลงไป เราอาจจะต้องตายตายด้วยอายุสั้นก็ได้ ถ้าทรมานสัตว์ก่อนตาย เช่น ฆ่าวัว ฆ่าควาย มันต้องทรมาน ร่างกายของสัตว์ที่ทรมานนั้นไม่สมประกอบ กำลังในขณะโดนฆ่าก็ทุพพลภาพ ฉะนั้น อำนาจอันนี้มันจึงมาให้เราโดยตรง ฉะนั้น หลักธรรมขององค์สมเด็จพระพุทธเจ้านั้นเป็นหลักที่ประกอบไปด้วยเหตุและผลชนิดที่ว่าไม่มีสิ่งใดที่จะมาค้านได้
โดย น้องกิ๊ฟ [27 เม.ย. 2554 , 15:50:49 น.] ( IP = 125.27.176.93 : : )
สลักธรรม 3
ถาม ทำไมเราต้องศึกษาเรื่องนาม-รูป
ตอบ เป็นคำถามที่ดีมาก เพราะว่าพระพุทธเจ้าทรงตรัสสั่งสอนไว้ อย่าเชื่อโดยฟังตามกันมา อย่าเชื่อโดยอ้างตำรา อย่าเชื่อโดยตรึกตามอาการ อย่าเชื่อโดยอนุมานเอา อย่าเชื่อโดยผู้พูดน่าเชื่อ อย่าเชื่อเพราะเป็นลัทธิของตน อย่าเชื่อเพราะเป็นครูของเรา เมื่อไรจำเป็นต้องเชื่อต้องเชื่ออย่างอย่างมีเหตุ เมื่อสิ่งนั้นประกอบไปด้วยเหตุแล้ว จงปลงใจเชื่อ นี่คือ กาลามสูตร
คำถามที่ว่า ทำไมต้องศึกษาเรื่องรูป-นาม
คำตอบก็คือ การศึกษาเรื่องรูปนามนั้นเป็นการศึกษาเรื่องของชีวิตของเราเอง
เพราะชีวิตของเราคืออะไร? คำว่า ชีวิต คืออะไร? เรายังไม่รู้เลย
ฉะนั้น เราจึงต้องศึกษา ชีวิต
เรามีชีวิตมาจนถึงวันนี้เรายังไม่รู้เลยว่าพฤติกรรมที่ทำให้ชีวิตดำเนินอยู่ได้เป็นไปได้ เช่น เห็นได้ ได้ยินได้ ได้กลิ่นได้ รู้รสได้ สัมผัสได้นั้น เพราะอะไร? ไม่มีใครรู้เลย แต่ถ้าจะรู้ได้ต้องอาศัยสัพพัญญุตาญาณขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พูดแค่นี้ก็อย่าเพิ่งเชื่อ เรามาพิสูจน์กัน
โดย น้องกิ๊ฟ [27 เม.ย. 2554 , 15:51:23 น.] ( IP = 125.27.176.93 : : )
สลักธรรม 4
ถาม นี่สีอะไรค่ะ
ตอบ สีน้ำเงิน
ถาม เราเห็นได้ด้วยอะไรคะ?
ตอบ เห็นได้ด้วยตาครับ
ถาม ถอดแว่นตาออก แล้วลองดูใหม่? เห็นไหมคะ?
ตอบ เห็นมัว ๆ ครับ แต่ไม่ค่อยชัดเหมือนตอนใส่แว่นตา
ฉะนั้น ต้องตอบว่าเห็นได้ด้วยตาและแว่นตาใช่ไหม?คะ ถึงแม้จะเป็นคำตอบที่เห็นได้ด้วยตาและแว่นตาก็เป็นคำตอบที่ผิด อยากทราบไหม?คะ ว่าเห็นได้ด้วยอะไร นี่แหละ เป็นการดึงเรื่องเข้ามาสู่เรื่องแรกเลยว่า ถ้าเผื่อไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเราก็ไม่ทราบเลยการเห็นของเราเห็นได้ด้วยอะไร เราเกิดมาจนถึงวันนี้เรายังบอกว่าเห็นได้ด้วยตาเลย คนที่ตาบอดแต่กำเนิด บางคนก็มีตา ตาบอดตาใสนั้นเห็นได้ไหมคะ? ไม่ได้
โดย น้องกิ๊ฟ [27 เม.ย. 2554 , 15:51:54 น.] ( IP = 125.27.176.93 : : )
สลักธรรม 5
ฉะนั้น การเห็นด้วยตาไม่ได้แล้ว การเห็นครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ว่าประกอบไปด้วยเหตุ ๔ อย่าง
๑. มีปสาทตาดีด้วย นี่ปสาทตาไม่ดีจึงต้องมีแว่นตาช่วย ยอมรับได้ไหม? ว่าต้องปสาทตาดี ยอมรับนะ ปสาทตาดีก็ยังเห็นอันนี้ไม่ได้
๒. ต้องมีอโลกะคือแสงสว่าง ในที่มืด ในถ้ำ หรือเอานี่ไปมุดไว้ใต้ดิน เราเห็นสีได้ไหม? ไม่เห็น ฉะนั้น จะต้องมีแสงสว่าง หรือภาษาธรรมะเรียกว่า อโลกะ มี ๒ อย่างแล้ว คือ ปสาทตาดี มีแสงสว่าง ก็ยังเห็นปากกาไม่ได้
๓. ต้องมีปากกามาให้เห็นคือรูปารมณ์
๔ . ต้องมีมนสิการ คือแม้จะมีปสาทตาดี มีแสงสว่าง มีปากกา ก็ยังเห็นไม่ได้ ถ้าเผื่อหันหลังไม่ตั้งใจดู ขาดความใส่ใจในการเห็น เช่น เรานั่งรถเมล์ สารพัดผ่านเลย แต่เราไม่เห็นอะไรตั้งเยอะตั้งแยะ เพราะเราไม่มีมนสิการในการดูอันนั้น ทุกอย่างผ่านเลยไป ไม่ได้ใส่ใจ ฉะนั้น ตัวใส่ใจนี้เขาเรียกมนสิการ
ที่อธิบายมาทีละข้อนี้ เถียงได้ไหมคะ? ไม่ได้ เห็นไหมคะว่าที่เถียงไม่ได้ก็เพราะเป็นความจริง แล้วสิ่งที่รู้จริงได้อย่างนี้ ก็เพราะเหตุ ๔ อย่าง คือ ปสาทตาดี มีแสงสว่าง มีรูปารมณ์ มีมนสิการ จึงเกิดการเห็นขึ้น
ฉะนั้น ถ้าเผื่อไม่มีการอธิบายออกมาเราก็นึกว่า ตา เห็น เมื่อเข้าใจมาถึงตรงนี้ก็เรียกว่าเกิดปัญญาแล้ว และปัญญานี้เกิดขึ้นได้เพราะอะไร? เพราะสุตตามยปัญญา ปัญญาที่เกิดขึ้นจากการฟังคำอธิบาย อยู่ดีๆ เราจะรู้แบบนี้เองก็ไม่ได้เลย และที่ตัวเองสามารถอธิบายอันนี้ออกมาได้ก็ไม่ใช่เป็นผู้ตรัสรู้ แต่ต้องอาศัยสัพพัญญุตาญาณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านทรงแสดงเรื่องชีวิต ว่าชีวิตนั้นคืออะไร เช่น เห็นได้อย่างไร? ท่านก็ตอบว่าเห็นได้เพราะมีเหตุ เช่นเดียวกับการได้ยิน ก็ต้องมีเหตุ มีปสาทหูดี มีคลื่นเสียงมากระทบ มีช่องระหว่างระหว่างหู มีการใส่ใจ
โดย น้องกิ๊ฟ [27 เม.ย. 2554 , 15:52:17 น.] ( IP = 125.27.176.93 : : )
สลักธรรม 6
พระไตรปิฎกมี ๓ ปิฎก คือ ๑. พระสุตันตปิฎก ๒. พระวินัยปิฎก ๓. พระอภิธรรม
พระสุตันตปิฎก เป็นการยกบุคคลขึ้นตั้งเป็นตัวอย่างทั้งทางดีและทางชั่ว เช่น ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี บุคคลนี้ทำอะไรมาถึงรวย เป็นต้น และยกบุคคลอื่นๆ อีกมากมายเป็นตัวอย่าง ทั้งทางดีและทางชั่ว ให้เราผู้ศึกษาอ่านประวัติแล้วก็สังเกตวิจัยเข้าไปว่า ทำไมเขาถึงเป็นแบบนั้น ทำไมเขาถึงเป็นแบบนี้ แล้วในเนื้อนี้มันก็มีที่มา ถ้าเผื่อเราอยากดีเราอ่านประวัติท่านแล้วเราก็ทำตาม
พระวินัยปิฎกนี้เป็นปิฎกที่เป็นกฎ ที่เป็นข้อบังคับวางไว้ วางไว้พระ วางไว้ในนักพรต นักบวชปฏิบัติ เช่น วินัยของสงฆ์มีข้อห้าม ๒๒๗ เป็นข้อห้าม เพราะถ้าเผื่อทำไปแล้วทุศีล ในวินัยนี้มีมากมาย ซึ่งเป็นกฎทำให้คนอยู่ในระเบียบวินัย ถ้าเผื่อเราอยากเป็นคนดี มีวินัย เราก็ศึกษาแล้วเอามาใช้กับเรา เช่น ศีล ๕ เป็นวินัยของใคร ของฆราวาส ศีล ๑๐ เป็นวินัยของใคร? เป็นวินัยของพวกถืออุโบสถ ศีล ๒๒๗ เป็นวินัยของใคร พระภิกษุสงฆ์ ฉะนั้น เราก็เลือกตามความสามารถ อยู่ที่ใคร? อยู่ที่เราอีก ใครทำใครได้อีก
ส่วนพระอภิธรรมปิฎก เป็นปิฎกที่พระพุทธเจ้าทรงเทศนาสั่งสอนเรื่องชีวิต แล้วใครล่ะมีชีวิต เรานี่แหละ เห็นไหมว่าไม่พ้นเราเลย บางคนไปแยกว่าอันนี้ต้องเป็นของฆราวาส อันนี้ต้องเป็นของผู้ถืออุโบสถ อันนี้ต้องเป็นของภิกษุสงฆ์ จริง ๆ แล้วพระไตรปิฎกเป็นเรื่องชีวิตของเรา ที่เราจะต้องแสวงหาเข้าไปเอง ทำดีได้ดี แต่ในพระอภิธรรมเป็นการแสดงเรื่องของชีวิตว่าชีวิตคืออะไร? ซึ่งเป็นปิฎกที่กว้างขวางยิ่งใหญ่ ในพระอภิธรรมปิฎกสอนเรื่องชีวิตโดยตรง
เมื่อเราเป็นผู้มีชีวิต เราจึงต้องศึกษาว่าชีวิตคืออะไร? อย่างที่เราศึกษาเมื่อสักครู่นี้ว่า เราเห็นได้ด้วยอะไร? เรารู้ไหมว่าชีวิตคืออะไร? มากจากไหน? ทราบไหมคะ? ไม่ทราบ ในคำว่า ไม่ทราบ นี้ก็ให้รู้สึกเหมือนกันหมด คือเหมือนที่มืด ที่เราจะต้องคาดเดาเอา คนคาดเดาทั้งหลายจึงกล้าเสี่ยง
ร่างกายและจิตใจเป็นชีวิต พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่า มันยังประกอบไปด้วยรูป - นาม ประกอบไปด้วยรูปปรมัตถ์ ๒๘ รูป แต่ละคนมี ๒๗ เว้นภาวะเพศ ถ้าเป็นผู้ชายก็ตัดภาวะเพศหญิงออก ถ้าเป็นผู้หญิงก็ตัดภาวะเพศผู้ชายออก
ทางด้านร่างกายใช้คำรวมว่า รูปธรรม ทุกคนประกอบเหมือนกันหมด อวินิพโภครูป ๘ ปถวี อาโป เตโช วาโย วัณณะ คันธะ รสะ โอชะ วิการรูป ๓ รูปเบา รูปอ่อน รูปควรแก่การงาน สัททรูป ฯลฯ รวม ๒๗ อย่าง รวมแล้วเราจัดว่ารูปธรรม
โดย น้องกิ๊ฟ [27 เม.ย. 2554 , 15:52:35 น.] ( IP = 125.27.176.93 : : )
สลักธรรม 7
ส่วนทางด้านจิตใจ ใจของเรามีอะไร? มีสุข มีทุกข์ รู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ได้ คำว่า สุข ทุกข์ นั้นคือเวทนา เหมือนกันหมด รับอารมณ์เป็นสุข เป็นทุกข์หมด
เราจำได้ว่าบ้านเราอยู่ไหน นี่คือใคร ทุกคนจึงต้องมีสัญญาขันธ์ เหมือนกันหมด
สังขาร คือ ธรรมชาติที่ปรุงแต่งให้เกิดความยินดีก็ได้ เห็นอะไรบางทีเราก็ไม่ยินดีเราก็โทมนัส เห็นอะไรบางทีเราก็ยิน ฉะนั้น สังขารคือ ปรุงแต่ง ตรงนี้เป็นสังขารขันธ์ แต่ถ้าเรียนเข้าไปลึกอีกหน่อยตรงนี้ก็ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนชาภิสังขาร
และมีจิต ธรรมชาติที่รู้อารมณ์คือวิญญาณ วิญญาณคือจิต เช่น เห็นได้ ได้ยินได้ ได้กลิ่นได้ รู้รสได้
ทั้ง ๔ ตัวนี้ คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เราจับต้องได้ไหม? ไม่ได้ แต่มีอยู่จริง ฉะนั้น ทั้ง ๔ ตัวนี้ ไม่มีรูปปรากฏแต่มีจึงเป็น นามธรรม
ชีวิตคืออะไร? คือสิ่งที่อุบัติขึ้นมาด้วยเหตุด้วยปัจจัย
เหตุปัจจัยนั้นก็คือ กรรม
โดย น้องกิ๊ฟ [27 เม.ย. 2554 , 15:52:55 น.] ( IP = 125.27.176.93 : : )
สลักธรรม 8
เรามีกรรมเป็นทายาท เรามีกรรมเป็นแดนเกิด ฉะนั้นชีวิตประกอบไปด้วยกรรมเป็นพื้นฐาน มีจิตเป็นตัวเร่งเร้า มีอุตุเป็นพลังงาน มีอาหารเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง พูดโดยย่อก็คือประกอบไปด้วย กรรม จิต อุตุ อาหาร เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วเราก็มีร่างกายและจิตใจ ทางด้านร่างกายก็คือรูปธรรม ทางด้านจิตใจก็คือ นามธรรม
เราศึกษาเรื่องรูปนามเพราะเป็นการศึกษาความจริง และความจริงมี ๒ ชนิด คือ จริงสมมติ กับจริงปรมัตถ์ ในโลกนี้ จริงสมมติ ก็คือจริงที่คนยอมรับ สีน้ำเงินนี้ก็จริง ในห้องนี้ยอมรับหมด แต่ถ้าเผื่อเราไปต่างประเทศ สีน้ำเงินนี้ไม่ยอมรับแล้วเราต้องบอกว่าสี BLUE หรือคำว่า ไฟ น้ำ ฯลฯ เป็นภาษา เป็นสมมติสัจจะ เป็นความจริงเหมือนกัน แต่จริงที่มีความเปลี่ยนแปลง วิปริตไปตามสถานการณ์ ชนชาติ และเผ่าพันธุ์
เราจะพึ่งจริงสมมติตลอดไปไม่ได้ พึ่งได้เฉพาะ ๆ ที่ แต่ จริงปรมัตถ์ เป็นจริงที่ทุกคนยอมรับไม่ว่าจะต้องใช้ภาษาหรือไม่ใช้ เช่นเราใช้ภาษา สุนัขไม่ใช้ แต่จริงปรมัตถ์นั้น เมื่อเราถูกตีเจ็บ ฝรั่งถูกตีเจ็บ สุนัขถูกตีเจ็บ ฉะนั้น ความรู้สึกเจ็บเป็นปรมัตถ์อารมณ์ เป็นความจริงที่ไม่วันเปลี่ยนแปลง ถ้าอยู่ตรงไหนก็ต้องเจ็บถ้าเผื่อถูกตี ถูกยุงกัด..เจ็บ
ฉะนั้น เราเข้าใจ เหตุ-ผลแล้วว่าที่ทำไมเราต้องศึกษาเรื่องรูปเรื่องนาม เพราะเรากำลังศึกษาเข้าไปในความจริงที่ไม่ต้องอาศัยบัญญัติ นั่นคือ เรื่องรูปธรรมและนามธรรม
ชีวิตคืออะไร ชีวิตคือขันธ์ ๕ ประกอบด้วย รูปธรรม-๑ นามธรรม - ๔ (ชีวิตเฉพาะภพภูมิเรานะ) ชีวิตก็คือธรรมชาติที่เกิดมาด้วยเหตุปัจจัย อำนาจกรรมที่ทำให้คนเป็นไปต่าง ๆ กัน สัตว์เป็นไปต่าง ๆ กัน ฉะนั้น พูดแค่ภูมิของเราก็คือขันธ์ ๕ คนคืออะไร? ๑. รูปธรรม คือ รูปขันธ์ ๒. เวทนาขันธ์ ๓. สัญญาขันธ์ ๔. สังขารขันธ์ ๕. วิญญาณขันธ์ ก็คือ กายกับใจ
โดย น้องกิ๊ฟ [27 เม.ย. 2554 , 15:53:13 น.] ( IP = 125.27.176.93 : : )
สลักธรรม 9
คำถาม ไม่เข้าใจสังขารขันธ์
คำตอบ สังขาร คือ ธรรมชาติชนิดหนึ่ง ธรรมชาติที่ปรุงแต่งให้เกิดบุญเกิดบาปได้ ทำให้เกิดความพอใจไม่พอใจได้ เช่นเราเห็นรูปารมณ์ เรามีเหตุ ๔ อย่าง เห็นรูปารมณ์คลื่นแสง รูปารมณ์จะทำปฏิกิริยาให้เราพอใจไม่พอใจได้ไหม? เราจะต้องเอาแสงนั้นมาตีเทียบใช่ไหม? เช่น อยู่ดีจะเห็นสีแดง รูปารมณ์เท่านั้นเอง ทำไมเป็นสีแดง แล้วทำไมเด็กเล็ก ๆ ถึงไม่รู้ว่าเป็นสีแดง เพราะเขาไม่มีสัญญา ฉะนั้น จึงต้องเอาคลื่นแสงนี้ปรับแล้วตีเทียบ
ต้องบอกว่าจิตเร็วมาก ลัดมือเดียวแสนโกฏิขณะ เมื่อตีเทียบจึงรู้ว่าเรามีของเก่าอยู่ก่อน ของเก่านั้นก็คือสัญญา รูปารมณ์ที่เราเห็นคือสีแดง บางคนชอบสีแดงก็ชอบ เวทนาก็เกิด คือเสวยอารมณ์ ฉะนั้น ความลี้ลับและพิสดารก็คือ สังขารขันธ์ ความชอบเกิดขึ้นความยินดีเกิดขึ้นก็คืออภิชฌา ยินดี พอใจ แล้วก็มีจิตเป็นตัวรู้
ธรรมชาตินี้เกิดร่วมกันทำงานร่วมกัน เพียงแต่ขั้นแรกนี้ให้รู้ว่าชีวิตของคนเรานั้นประกอบไปด้วยรูปนามขันธ์ ๕ จึงเรียกว่า คน หญิง ชาย แล้วก็ค่อยๆ เรียนเป็นลำดับขั้นตอน ถามว่า ใครบ้างไม่มีสังขารขันธ์ .. ไม่มี พอใจไม่พอใจมีกันทุกคนทั้งไทย จีน แขก ฝรั่ง ทุกคนเห็นได้ได้ยินได้ถ้าเผื่อมีเหตุ มีความจำ มีเวทนา มีรูปขันธ์ มีหมด เพราะชีวิตประกอบไปด้วยรูปนาม ๕
ถ้าเอาสังขารขันธ์ตัวนี้ขึ้นมาถาม คำตอบในนัยหนึ่งสังขารขันธ์ คือธรรมชาติที่ปรุงจิต ปรุงแต่งอารมณ์ต่างๆ แต่ต้องเรียนรู้เรื่องจิตก่อนนะคะ จิตไม่ได้เกิดโดยลำพัง จิตนี้เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เรียกว่า อุปปาทะ ฐีติ ภังคะ จิตเป็นธรรมชาคติที่รู้อารมณ์เฉย ๆ แต่ไม่รู้สุข ไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้อะไรเลย แต่มีธรรมชาติที่มาปรุงแต่งนี้ให้ จิตสุข จิตทุกข์ จิตโลภ จิตโกรธ จิตหลง ต่าง ๆ กัน ฉะนั้น ตัวปรุงแต่งนี้เขาไม่ได้เรียกจิตแต่ เขาเรียก เจตสิก ที่เปรียบไว้ว่า น้ำเปรียบเสมือนจิต แดงเปรียบเสมือนเจตสิก เอาแดงใส่ไปในน้ำ จึงเป็นน้ำแดง
จิตและเจตสิกนี้คือส่วนประกอบหนึ่งของชีวิต และตัวเจตสิกนี้แหละที่ทำให้ชีวิต หรือจิตของคนเราเป็นบุญเป็นบาปต่าง ๆ กัน ดีชั่วต่าง ๆ กัน ก็เพราะอิทธิพลของเจตสิกเหล่านี้
โปรดติดตามตอนต่อไป ![]()
อนุโมทนากับน้องฟูและน้องนวลผู้ถอดเทปโดย น้องกิ๊ฟ [27 เม.ย. 2554 , 15:54:15 น.] ( IP = 125.27.176.93 : : )
สลักธรรม 10ขอขอบคุณมากครับน้องกิ้ฟที่นำธรรมมาฝาก และขออนุโมทนาในกุศลกับน้องๆที่ช่วยกันถอดเทป จนพี่เณรและหลายๆคนได้มีโอกาสเข้ามาอ่านทำความเข้าใจตามไป
ดูเป็นเรื่องไม่ยากเลยนะครับ ที่จะทำความรู้จักชีวิตตนเองให้ถูก แต่ก็เป็นเรื่องลำบากใจไม่น้อยสำหรับการถ่ายทอดความจริงให้แก่คนทั่วๆไปฟัง ในเวลาอันน้อยนิด เพราะเรื่องชีวิตนั้นสลับซับซ้อนมาก ต้องอาศัยความตั้งใจศึกษาหาความรู้จริงๆนะครับ
โดย พี่เณร [27 เม.ย. 2554 , 16:51:22 น.] ( IP = 58.9.220.3 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |