มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ส่วนประกอบของชีวิต (๒)








ส่วนประกอบของชีวิต (๒)
โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
บรรยายเมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๕๔



ตอนแรก

คำถาม “อิทัปปัจจยตา” .. เมื่อมีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น ย่อมมีอีกสิ่งหนึ่งเกิด ?

คำตอบ ในเรื่องนี้จะพูดอย่างนั้นไม่ได้นะคะ เพราะเมื่อสักครู่เราสรุปไปแล้ว ถ้าพูดถึง “น้ำแดง” มันจะต้องมี “น้ำ” กับ “สีแดง” มาผสมกัน จึงจะเรียกว่าน้ำแดง น้ำท่านเปรียบเสมือนจิต แดงท่านเปรียบเสมือนเจตสิก มันกลมกลืนกันอยู่ที่เดียวกัน ซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็คือ “ชีวิต” คำเดียวนี่แหละ เป็นบุคคลที่มีรูปนามขันธ์ ๕

ตรงนี้ก็จะอธิบายให้เข้าใจว่า คนชอบเอาคำว่าเพราะมีสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิด มาใช้ผิดๆ คำว่า เพราะมีสิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิด พระพุทธเจ้าตรัสไว้จริง แต่เขาเอามาพูดในที่ผิดๆ เหมือนขณะนี้มีคนไทยทั้งหมดแต่คุณพูดภาษาอังกฤษอยู่คนเดียวก็ “ ผิด” คือ เอามาพูดผิดที่ จึงผิดกาลเทศะ ฉะนั้น อิทัปปัจจยตาที่เขาเอามาพูดใน facebook นั้น พูดผิดที่ มันจึงผิด

ฉะนั้น อิทัปปัจจยตาที่พระพุทธองค์แสดงถึงปฏิจจสมุปปาท คือ อวิชชา ๒. สังขาร ๓. วิญญาณ ๔. นามรูป ๕.สฬายตนะ ๖. ผัสสะ ๗. เวทนา ๘. ตัณหา ๙. อุปาทาน ๑๐. ภพ ๑๑. ชาติ ๑๒. ชรามรณะ เรียกว่า องค์ ๑๒ พระองค์พูดถึงเรื่องวัฏฏะสงสาร แล้ววัฏฏะสงสารคืออะไร? วัฏฏะสงสารคือการเวียนว่ายตายเกิด ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า อยู่บนถนนชีวิต ๗ สาย ในภพภูมิ ๓๑ ภูมิ คือ อบาย ๔ มนุษย์ ๑ เทวดา ๖ และพรหมอรูปพรหม

พระพุทธเจ้าบอกว่า ไม่มีใครไม่เคยเกิดเป็นสัตว์ชนิดใด เราต่างเวียนว่ายตายเกิดเป็นสัตว์เล็กน้อยใหญ่มาแล้วอย่างหาที่เริ่มต้นไม่ได้ นั่นคือหมุนเปลี่ยนแปลงไปด้วยอำนาจกรรม

อะไรที่ทำให้วัฏฏะนี้หมุนไม่จบลง?
วัฏฏะนี้ไม่สิ้นสุดลงก็เพราะว่าแต่ละชีวิตนี้มีกิเลสที่หมุนอยู่ตลอดเวลา

หมุนตรงไหน? เช่น ทางตาของเรา ..เห็นอะไรก็พอใจหรือไม่พอใจ พอใจคือโลภะ ไม่พอใจคือโทสะ ตั้งแต่เช้าลืมตาจนหลับตาเราห้ามโลภะหรือโทสะไม่ได้ ฉะนั้น ทางตาของเราจึงมีกิเลส ฉาบอาบอยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกันในทางหู พอได้ยินเสียงก็พอใจกับไม่พอใจ ฉะนั้น ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจของเรานี้ เป็นที่ตั้งที่เกิดของกิเลส และกิเลสมีถึง ๑๒ กอง เขาเรียกว่า อกุศล ๑๒ มีโลภมูลจิต ๘ โทสมูลจิต ๒ โมหมูลจิต ๒

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [28 เม.ย. 2554 , 12:58:12 น.] ( IP = 180.180.156.110 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1





คำว่า “กิเลส” นี้เมื่อเราเรียนแล้วอย่าให้ผ่านหูแต่ต้องให้ผ่านใจ ถ้าใครไม่เข้าใจให้ยกมือ อย่าเรียนให้จบ แต่จงเรียนให้รู้ เพราะผู้ที่เรียนจบแล้วคือพระอรหันต์ ฉะนั้น อย่าคิดว่าชาตินี้เราจะเรียนจบ จึงต้องเรียนให้มีความรู้เกิดขึ้นเสียก่อน เพราะความรู้สู่แสงสว่างของชีวิต อย่าเรียนให้จบเพื่อเลื่อนชั้น เพราะถ้าไม่รู้จริงพอเดินไปข้างหน้าก็ลืมของเก่า เหมือนอย่าง ก.ไก่ถึง ฮ นกฮูก หรือสระต่างๆ ที่เราท่องกันได้ไม่ทั้งหมดแล้ว เพราะเราเดินหน้า แล้วเราก็ลืม แต่ถ้าเผื่อเรารู้ เราเข้าใจว่า ๑ + ๑ ทำไมถึงเป็น ๒ , ๒+๒ ทำไมถึงเป็น ๔

คำว่า “กิเลสวัฏฏ์หมุนอยู่รอบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อยู่กับเราตลอดเวลา” ใครไม่ยอมรับำนี้บ้างว่าตัวเองมีกิเลสอาบฉาบอยู่ตามที่อธิบายมา เมื่อยอมรับแล้วนี่แหละเป็นผู้รู้แล้ว และพอเรียนต่อไปก็จะตื่นและในที่สุดเบิกบานได้

เมื่อยอมรับว่าเรามีกิเลสหมุนเข้าออก และกิเลสนี่แหละเป็นตัวการที่ให้เกิด “กรรมวัฏฏ์” คือ การกระทำ เช่น เราพอใจเสื้อตัวหนึ่ง หรือเราพอใจผู้หญิงคนหนึ่ง เมื่อมีความยินดีเกิดขึ้นแล้วก็ต้องพยายามไปซื้อให้ได้หรือไปขอให้ได้ “การกระทำ” จึงเกิดขึ้นด้วยกิเลส

ในวันๆ หนึ่งกิเลสเกิดขึ้นมากมาย เช่น อยากดูหนัง ..สมัยก่อนนั้นต้องเดินไปเปิดที่เครื่องทีวี แต่สมัยนี้มีวิวัฒนาการสูงกิเลสก็เกิดง่ายขึ้น มีรีโมทเปลี่ยนช่องได้เลยทันใจ กิเลสไวขึ้นและมาหาเราเร็วขึ้น โดยที่เราป้องกันไม่ได้เลย

เรามีการกระทำกรรมตลอดเวลา เพราะกิเลสเป็นตัวผลักดันให้เราต้องทำ เมื่อชอบเราก็ต้องแสวงหา ไม่ชอบเราก็ปฏิเสธ และเราก็ต้องเพียรหาในสิ่งที่ชอบอยู่ตลอดเวลา เมื่อกิเลสหมุนอยู่กรรมจึงหมุนอยู่ตลอดเวลาไม่สิ้นสุดลง “กรรม”เป็นเหตุ ย่อมต้องมีผลของกรรม เรียกว่า “วิบาก” ฉะนั้นเมื่อทำเหตุตลอดเวลา ผลก็ย่อมมีตลอดเวลาเช่นเดียวกัน

ฉะนั้น เวลาจะมีค่าเวลานั้นจะต้องประกอบไปด้วยปัญญา ขณะนี้เมื่อกำลังศึกษาอยู่ก็พยายามทำความเข้าใจ อย่าให้เรียนแค่ผ่าน หู เพราะไม่รู้ว่าจะยืนสอนได้อีกกี่วัน เพราะเพิ่งไปทำ MRI ที่โรงพยาบาลกรุงเทพฯ มา พบเส้นเลือดในสมองอุดตันแล้วสามเส้น ก็รับยามาทาน แพทย์บอกว่า การอุดตันของเลือดทำให้มันก็ต้องไหลย้อน เมื่อไหลย้อนก็เกิดการงงอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ และถ้าเลือดเข้มข้นมากมันอาจจะเข้าไปในเส้นเลือดใหญ่แล้วเกิดอุดตัน คราวนี้ก็อาจเป็นอัมพฤตหรือไม่ก็สิ้นลมล้มตายกลายเป็นศพไป แต่เราต้องยอมรับจริงๆ ว่าสิ่งเหล่านี้เพราะว่าเราทำมาเอง

โดย น้องกิ๊ฟ [28 เม.ย. 2554 , 12:58:41 น.] ( IP = 180.180.156.110 : : )


  สลักธรรม 2





ขณะนี้กำลังจะบอกทุกคนว่า เราจะทำอย่างไรกับตัวเองคือชีวิตที่เป็นวิบากนี้ดี โรคต่างๆ เป็นวิบากที่เราทำกรรมมาเอง เรามีกิเลสเคยรังแกหรือทรมานสัตว์ไว้ ซึ่งเป็นอกุศลกรรมที่ส่งผลคือ โรคภัยไข้เจ็บ เมื่อเรียนแล้วก็กลับมาดูที่ตัวเอง เราเป็นผู้รู้แล้ว ว่าตอนนี้เราหนีวิบากไม่พ้น เราก็ต้องทำกรรมใหม่เพื่อจะเดินไปได้ดีกว่าเดิม ในขณะที่ของเก่าไล่ล่า...เราพยายามหาสิ่งที่ไล่ล่านั้น แต่เราต้องทำของใหม่ให้ดีที่สุด เพราะชาตินี้สั้นแต่ชาติหน้าและชาติต่อๆ ไปนั้นยังอีกยาวมาก ฉะนั้น เราต้องปูทางของความไม่มีโรคไว้ด้วยการ “ไม่ฆ่าสัตว์” และพยายามใช้ชีวิตให้เกิดกุศลเต็มที่ ใช้ชีวิตเป็นทานออกไป

ให้เราเข้าใจ “กิเลสวัฏฏ์ กรรมวัฏฏ์ วิบากวัฏฏ์” เป็นวัฏฏะ ซึ่งมีอยู่ตลอดเวลาที่เรา ทำไมเราจึงสร้างกิเลสไม่หยุด และเราไม่สามารถหยุดกรรมได้หรือหยุดผลของกรรมได้ ก็เพราะว่าเราไม่รู้ นี่ไง! ปฎิจสมุปบาท เข้ามาแล้ว

ปฏิจจสมุปบาท เริ่มต้นด้วย อวิชชา

อะ แปลว่า ไม่

วิชชา แปลว่า ปัญญา

รวมกันแล้วอ่านว่า อวิชชา แปลว่าความไม่รู้


เรามีอวิชชาคือความไม่รู้ แต่การศึกษาพระอภิธรรมจะทำให้เกิดความรู้ เช่น รู้ว่า “เห็น” ได้อย่างไร จากเดิมที่มีโมหะปิดไว้เราก็คาดคะเนเอาว่า เราเห็นได้ด้วยตา แต่พอเรามาศึกษาก็คือการเจาะลึกเข้าไปตามพระสัพพัญญุตาญาณ ซึ่งเราไม่ได้เชื่อพระพุทธเจ้าแต่คำสอนของพระพุทธเจ้าประกอบไปด้วยเหตุผลทุกอย่าง แล้วท้าทายให้เข้ามาพิสูจน์ได้ และไม่มีวันวิปริตผันแปร

ความไม่รู้เหล่านี้ เรียกว่า โมหะ คือความมืดก็ได้ หรือจะเรียกว่า อวิชชาก็ได้คือความไม่รู้ เมื่อไม่รู้แล้วชีวิตของเราก็เดาสุ่ม เดินสุ่มไปในความพอใจกับความไม่พอใจ เพราะไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านั้นมันเกิดขึ้นเพียงแป๊บเดียว ทำให้เราเกิดโลภะ เราไม่รู้ว่าโลภะเป็นของไม่ดี โลภะท่านเปรียบไว้ว่าเหมือนชะลอม ที่ตักน้ำไม่รู้จักเต็ม เพราะเราเอาชะลอมไปตักน้ำ น้ำก็รั่วไหลออกมาหมด

ดูตัวเราเองว่า เราเคยรู้จักเต็มไหม? เราเป็นผู้ถมไม่เคยเต็ม ตั้งแต่เช้าเราลืมตามา ก็สารพัดที่จะหาที่จะแต่ง วันพรุ่งนี้เราก็คงยังเป็นอย่างนี้อยู่ สภาวะของเราก็คือ อยากได้ ความปรารถนาในอารมณ์คือโลภะนี้เป็นกิเลส

โดย น้องกิ๊ฟ [28 เม.ย. 2554 , 12:59:32 น.] ( IP = 180.180.156.110 : : )


  สลักธรรม 3





อะ แปลว่า ไม่ วิชชา แปลว่า ปัญญา เมื่อเอา อะ มาไว้ข้างหน้า วิชชา มาอยู่ข้างหลัง ก็อ่านว่า อวิชชา ก็คือ ความไม่รู้ ความไม่รู้นี้ ปรุงแต่ง ชีวิตให้เป็นไปต่างๆ โดยมีจิตคือวิญญาณเป็นที่รับรู้ รู้ในเรื่องรูปและนาม ผ่านทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบและเกิดอารมณ์ สุข ทุกข์ ขึ้นมา เมื่อเกิดสุข ทุกข์ ขึ้นมา เกิดความยินดีติดใจในตัณหา ราคะ อุปปาทานความยึดมั่น ถือมั่นในอารมณ์นั้น ความยึดมั่นถือมั่นเกิดขึ้น จึงเกิดกรรมภพ กรรมภพก็คือ ทำให้เกิดชาติ เป็นกุศลชาติ อกุศลชาติ และกุศลชาติ-อกุศลชาติ เกิดขึ้น ตั้งอยู่และก็ดับไป นี่คือปฏิจจสมุปบาท

จะพูดซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ปฏิจจสมุปบาท คือ รอบแห่งการเวียนว่ายตายเกิดอันไม่รู้จบ เรียกว่า ลูกโซ่แห่งสังสารวัฏฏ์ ที่คล้องกันตลอดเวลา เราไม่รู้เลยว่า อันไหนเกิดขึ้นก่อน อันไหนเกิดขึ้นทีหลัง ไม่มีวันหยุด อะ แปลว่า ไม่ วิชชา แปลว่า ปัญญา อ่านว่า อวิชชา คือ ความไม่มีปัญญา ความไม่มีปัญญามาเป็นตัวปรุงแต่ง ให้แก่จิตเป็นตัวรับรู้ ในเรื่องราวของชีวิต คือ นามและรูป โดยผ่านทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่ไปกระทบ กับอารมณ์ รูปารมณ์ สัทธารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์

เมื่อกระทบกับอารมณ์แล้ว จึงเกิดเวทนาเป็นสุขบ้างเป็นทุกข์บ้าง เมื่อความสุข ความทุกข์นั้นเกิดขึ้น ตัณหาคือความยินดีติดใจจึงเกาะในอารมณ์นั้น และตัณหานั้นก็กลายเป็นตัณหาอย่างแรง ยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์นั้นอยู่อย่างแรงกล้า เมื่อความยึดมั่นเกิดขึ้น ก็เกิดการกระทำกรรม กรรมภพ กรรมนั้นก็เป็นตัวบ่งบอกให้เกิด กุศลชาติหรืออกุศลชาติ แล้วในชาติหนึ่งๆ มีการเสื่อมดับไป เมื่อมีเหตุนี้ จึงมีเหตุนี้ เมื่อมีเหตุนี้ จึงมีเหตุนี้ นี่คือคำว่า อิทัปปัจจยตา และท่านก็ยังแบ่งอีกว่า อันนี้เป็นเหตุคือ อวิชชากับสังขาร ก็ขออธิบายต่อไปในสังขารว่า

ความไม่รู้ทำให้เราทำ บุญญภิสังขาร ปุรงแต่งให้เป็นบุญ เราก็พยายามทำบุญ ไปทอดกฐิน ทอดผ้าป่า สารพัดเพื่อที่จะได้บุญ แล้วบุญนี้ก็คือกรรมชนิดหนึ่ง เป็นกุศลกรรม การทำบุญเพราะเราพอใจ ก็มีกิเลสหนุนหลัง กิเลสวัฏฏ์หนุนหลัง ทำให้เกิดการกระทำ บุญทอดผ้าป่า ทอดกฐิน ยกขบวนกันไป ก็เกิดการกระทำกรรม เป็นกุศลกรรม และกุศลกรรมทำแล้วย่อมได้ผลของกุศล คือวิบากกุศล แล้วอยู่ในวัฏฏะไหม? อยู่ ฉะนั้นถึงบุญก็ยังเป็นวัฏฏะ ต้องเกิด เพราะเมื่อเกิดมาไม่มีใครสักคนเดียว ปฏิเสธไม่พ่วงเอาทุกข์ติดตามมาได้ ทุกข์ประจำมี ๓ คือ เกิด แก่ ตาย นอกนั้น ทุกข์จร คือ โสกะ ปริทเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส เป็นต้น

ความไม่รู้ว่าชีวิตการเวียนว่ายตายเกิดนั้นเป็นทุกข์จึงปรุงแต่งสังขารทำให้เราเกิดการกระทำบาป คือ อปุญญาภิสังขาร เมื่อมีโทสะก็ทำให้เกิดการกระทำกรรม ฆ่ากัน และเมื่อฆ่าแล้ว ย่อมต้องได้ผล

ความไม่รู้ว่าชีวิตการเวียนว่ายตายเกิดนั้นเป็นทุกข์จึงปรุงแต่งสังขาร คือ อเนญชาภิสังขาร แม้กระทั่งญาณจิต พวกพรหม มหัคตกุศล ที่พยายามทำกัน แล้วได้เป็นพรหม อรูปพรหม ถามว่าเมื่อมีเกิดแล้ว ตายไหม? ตาย

โดย น้องกิ๊ฟ [28 เม.ย. 2554 , 12:59:59 น.] ( IP = 180.180.156.110 : : )


  สลักธรรม 4





ฉะนั้น การเกิดพ้นจากวัฏฏะไหม? ไม่พ้น เพราะโมหะตัวเดียว หรือเรียกว่าอวิชชา จึงเป็นเหตุให้เกิดวิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปปาทาน ส่วนภพ(กรรมภพ)ช่วงนี้เป็นเรื่องของผล เมื่อเราทำ อดีตหตุ แล้วก็ทำให้ชีวิตนั้นเกิดมาเป็น ปัจจุบันผล แล้ว ปัจจุบันผล ก็กลับมาเป็น ปัจจุบันเหตุ ตรงตัณหา-อุปาทาน เรียกว่า เมื่อมีอย่างนี้ จำเป็นต้องมีอย่างนี้ เป็นเหตุเป็นผล นี่คือ อิทัปปัจจยตา แห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ขันธ์ห้านี้เป็นวิบากไหม? เป็น เมื่อมีขันธ์ ๕ ก็คือ รูปนาม เราเรียนเรื่องกองของขันธ์แล้วก็จะมีทั้งรูปภายใน รูปภายนอก มีลูกนัยน์ตา ประสาทตานี่ เป็นเหตุหรือเป็นผล เรียกว่า วิบาก ผลนี้มันไม่ได้ยินดี แต่วิบากก็เป็นที่ตั้งให้เกิดกิเลส เช่น ตรงทวิปัญจวิญญาณจิต ๑๐

ทั้งคนปกติและคนพิการก็อาศัยวิบากขันธ์นี่แหละทำชีวิตให้เต็มไปด้วยกิเลสต่อไป มื่อมีกิเลสแล้วก็ทำให้เกิดกรรม ทำกรรมแล้วก็ทำให้เกิดชีวิต กิเลสวัฏฏ์ กรรมวัฏฏ์ วิบากวัฏฏ์ ก็คือรอบแห่งการเวียนว่ายตายเกิด อันไม่รู้จักจบ ลักษณะของสังสารวัฏฏ์ก็คือ การเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย อย่างซ้ำๆ ซากๆ ในแหล่งกำเนิดทั้ง ๔ คือเกิดในครรภ์มารดา เกิดในฟองไข่ เกิดในของโสโครก และเกิดโดยอำนาจกุศล หรืออกุศลเป็นโอปปาติกะ แล้วเป็นไปในถนนชีวิต ๗ สาย ถ้ามากไปด้วยโลภะและเป็นโลภะที่มากไปด้วยทุจริตนั้นก็เป็นเปรต

ถ้าเผื่อมีชีวิตมากไปด้วย โทสะ และโทสะนั้นก็ก่อตัวเป็น ความพยาบาท ปองร้าย เป็น อสุรกาย ลงนรกไป ถ้าเผื่อมีชีวิตโมหะมากๆ ไม่ยอมรู้ และ ไม่ยอมรับรู้ คือไม่เป็นผู้ที่แสวงหาความเข้าใจ ก็เป็นที่ไปเดรัจฉาน ถ้ามากไปด้วย ศีลและเบญจธรรม ก็เป็นมนุษย์ ถ้าเผื่อมากไปด้วยหิริและโอตัปปะก็เป็นเทวดา มีอำนาจฌานก็เป็นพรหม แต่ถ้ามากไปด้วย มหาสติปัฏฐานก็คือนิพพาน

ฉะนั้น มนุษย์เป็นภูมิที่สำคัญมาก พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ในอดีตต้องปฏิสนธิที่มนุษย์ มนุษย์เป็นภูมิทำดีที่สุดเป็นอรหันต์ก็ได้ กับทำชั่วที่สุดคือ ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ทำร้ายพระพุทธเจ้าก็ได้ มนุษย์ เป็นทางตรงกลางระหว่างทางชีวิต ๗ สาย

โดย น้องกิ๊ฟ [28 เม.ย. 2554 , 13:00:17 น.] ( IP = 180.180.156.110 : : )


  สลักธรรม 5





เราจึงต้องเรียนว่า เรามาทำไม ทำอะไรอยู่ เป็นอะไรอยู่ ความไม่รู้เป็นเหตุในอดีต ชาตินี้เรามีวิญญาณ มีนามรูป มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีการกระทบเกิดขึ้นในปัจจุบันผล และปัจจุบันผลก็มาเป็นปัจจุบันเหตุที่ทำให้เกิดอนาคตผล

เรื่องวัฏฏะสงสาร มีการสอนหลายนัย อย่างพระโมคคัลลานะท่านอธิบายให้กับลูกศิษย์โดยยกเอา “กรรมวัฏฏ์” มาเป็นที่ตั้ง แล้วอธิบายว่าทำไมเราจึงไม่หมดกรรม ทำไมเราจึงไม่หมดวาสนา อย่างสหายคือพระสารีบุตรก็เช่นเดียวกัน มีวาสนาที่ติดตาม มีกรรมที่ติดตามเป็นเงาตามตัว เป็นเพราะได้กิเลสอันลามากไว้ จึงย่อมต้องได้รับวิบาก นี่พระโมคัลลานะอธิบายกรรมวัฏฏ์ วิบากวัฏฏ์ เรียงแล้วมันเป็นลูกโซ่ ธรรมหมวดนี้ท่านที่สวนเวฬุวันวนารามตอนยามสามระหว่างที่พระโมคคัลลนะกำลังจะไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าในยามสี่

แต่ถ้าพูดว่า คนมีกิเลสก็ย่อมมีวิบาก พูดอย่างนี้มันข้ามขั้น มันต้องมีกรรมแล้วค่อยมีและวิบากเป็นขั้นตอนไปตามเหตุผล อิทัปปัจจยตา แต่ถ้าจะมากลับทวนลูกศรวัฏฏะเป็นวิบาก-กรรม-กิเลส มันก็ไม่ควร อย่าลืมนะว่าวิบากขันธ์มีกรรมแล้วทำให้เกิด เกิดนั้นเรียกว่า “วิบากขันธ์” เมื่อมีวิบากนี้แล้วก็อาศัยวิบากนี้ทำกรรมอีก ทำกิเลสอีก และกิเลสนี่แหละเป็นตัวบ่งบอกกุศลกรรม หรืออกุศลกรรม ทำกุศลก็เป็นวิบากกุศล ทำอกุศลก็เป็นวิบากอกุศล แล้วเราใช้วิบากนี้ทำกรรมมาต่อ ถ้าเผื่อเป็นวิบากกุศล ก็เกิดมนุษย์ เป็นวิบากอกุศลก็เป็นสัตว์เดรัจฉาน

คนส่วนมากบอกว่าพระอภิธรรมไม่ใช่พุทธพจน์ เป็นธรรมของเทวดา ฉะนั้น ต้องมาดูว่าเทวดานั้นคือใคร เทวดาคือมนุษย์ ที่มีหิริโอตตัปปะมาก มีเบญจศีลเบญจธรรมมาก และมากไปด้วยฌานจิต คือมนุษย์ผู้นั้นทำบุญบารมีมาเหลือเกิน จนได้เป็นอัครสาวก ชื่อว่าสารีบุตร พระพุทธเจ้ากล่าวอะไร สามารถรู้ไปร้อยนัยพันนัย เพราะแตกฉานแล้ว เหมือนหัวไม้ขีด กับกลักไม้ขีด ขีดปุ๊บติดเลย พระพุทธเจ้าจึงเลือกสอน ท่านเสด็จไปโปรดพุทธมารดา แล้วก็ลงมาบิณฑบาต ก็สั่งสอนพระสารีบุตรซึ่ง เป็นยอดปราชญ์ และพระสารีบุตรก็นำธรรมะนี้สอนบริวารแล้วก็กระจายกันไป แต่มาจากพระโอษฐ์

ต้องบอกว่า พระอภิธรรมนี้เป็นพุทธพจน์ สอนเรื่องชีวิต โดยตรงคือจิต เจตสิก รูป คือ ตัวเรา ถ้าเรารักตัวเราเองเราต้องศึกษาแล้วเราจะเข้าใจ วันนี้จุดประกายความคิดให้ว่า เห็นไหมแค่การเห็นเรายังไม่รู้เลย และสิ่งที่เรายังไม่รู้ยังมีอีกมาก

ขอให้ทุกคนมีเวลาว่าง มีความสว่างแห่งชีวิต มีจิตสดใส มีธรรมอันเป็นไปเพื่อตั้งมั่นแห่งความเจริญในศรัทธาทั้ง ๔ คือ กรรม วิบาก สัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของตน และคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอความตั้งใจของอาจารย์ และความรักที่มีต่อทุกคน จงเป็นพลวปัจจัย เอื้ออำนวยประโยชน์ซึ่งกันและกัน แล้วก็พาให้ทุกคนนั้นมีความเบิกบานในธรรม และมีความคุ้นกับธรรม มีความโน้มน้าวไปในพระรัตนตรัย อันเป็นที่พึ่งอันเอกของโลก และของตัวเราขอทุกคนนั้นสามารถมีดวงตาเห็นธรรม ความจำดีเลิศ มีจิตแจ่มใส มีใจกุศล พาตนพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ได้ทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคน อนุโมทนาค่ะ



อนุโมทนากับน้องฟูและน้องนวลผู้ถอดเทป

โดย น้องกิ๊ฟ [28 เม.ย. 2554 , 13:00:43 น.] ( IP = 180.180.156.110 : : )


  สลักธรรม 6


มาศึกษาเรื่องของชีวิตต่อค่ะ

ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [29 เม.ย. 2554 , 09:00:50 น.] ( IP = 124.121.176.171 : : )


  สลักธรรม 7

มาขอบคุณ และอนุโมทนากุศลจิตในธรรมทานจากทุกท่านครับผม_/\_

โดย อ๊อด [3 พ.ค. 2554 , 10:19:49 น.] ( IP = 49.230.38.72 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org