มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ธรรมนคร (๑๗)










ธรรมนคร (๑๗)

ธรรมบรรยายจากศาลาเสือพิทักษ์ โดย หลวงพ่อเสือ



ธรรมนคร (๑๖)


เมื่ออำนาจญาณปัญญาแก่กล้าขึ้นเหมือนกับหยั่งเศียรลงในคุณของพระนิพพานแล้ว ญาณที่ ๘ นิพพิทาญาณ หรือ นิพพิทานุปัสสนาญาณ ก็จะปรากฏขึ้น

นิพพิทาญาณนี้เป็นญาณที่เบื่อหน่ายในโทษของสังขาร เรียกว่า นามรูปที่เห็นในลำดับของอาทีนวญาณ เบื่อหน่ายในนามรูปทั้งปวงไม่ว่าในแหล่งกำเนิดใด

การที่นิพพิทาญาณมีอารมณ์เช่นนี้ก็เพราะเหตุจากอาทีนวญาณให้มา เพราะอาทีนวญาณเห็นแต่ โทษนานาประการของสังขารที่มีประดังเข้ามา เรียกว่าหาส่วนดีไม่ได้เลยในรูปนาม มีแต่ส่วนเลว ขยะแขยง น่ากลัว เพราะมีภัยของขันธ์ อายตนะ ธาตุ แล้วเห็นซ้ำซากอย่างนั้นว่าสังขารเป็นทุกข์ ก็เกิดความเบื่อหน่ายต่ออารมณ์ที่เห็นทุกข์นั้น

เมื่อปฏิบัติวิปัสสนาตอนแรกๆ ก็เหมือนกับเข้าไปเพื่อจะเห็น แต่พอเห็นมากๆ ก็เบื่อ แต่ไม่ได้เบื่ออย่างเราเบื่อ เพราะท่านเบื่อสังขาร แต่เราเบื่อเรื่องราว เบื่ออารมณ์ที่เป็นอนิฏฐารมณ์ และชอบอิฏฐารมณ์

โดย ศาลาธรรม [29 เม.ย. 2554 , 09:06:57 น.] ( IP = 125.27.182.228 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1





เป็นธรรมดาอยู่ของสังขารที่ต้องเกิด ต้องแก่ ต้องตาย มีแต่ความหายนะ อำนาจของนิพพิทาญาณ คือการเห็นซ้ำๆ ซากๆ อยู่เช่นนี้ เห็นภัย เห็นโทษ เกิดอยู่อย่างนี้จึงเบื่อหน่ายต่ออารมณ์ที่ปรากฏ พอไตรลักษณ์ปรากฏให้เห็นมากขึ้น จึงเบื่อไตรลักษณ์ อารมณ์พระไตรลักษณ์ที่ปิดบังอำพรางมาเป็นอนันตชาติได้ถูกเปิดเผยปรากฏชัดขึ้นๆ อยู่ตลอดเวลา

เหมือนของที่อยู่ในถ้ำที่ไม่เคยมีแสงสว่างส่อง พอถ้ำถูกทำลายแล้วแสงพระอาทิตย์ส่องอยู่ตลอดเวลา ต่อให้เป็นของอยากดูขนาดไหน พอดูซ้ำๆ ซาก มันก็ต้องเบื่อฉันใด ไตรลักษณ์ที่ปรากฏ ซึ่งไม่เคยปรากฏ เมื่อถูกแสงสว่างสอดส่องอยู่ตลอดเวลาก็จะเห็นแต่ความไม่ดีบูดเน่าอย่างนั้น

ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับบัญชาไม่ได้ ที่เป็นพาหนะนั้นก็ถูกเบื่อหน่าย คือ อารมณ์นั้นถูกเบื่อหน่าย ไม่ใช่เบื่อหน่ายอารมณ์อย่างอารมณ์อันไม่รัก ไม่ยินดี หรืออารมณ์ไม่พอใจอันเกิดจากโทสะเหมือนที่เราๆ เป็นกัน

การเบื่อหน่ายในนิพพิทาญาณนี้ เป็นการเบื่อหน่ายที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัญญา ไม่ใช่เพราะโทสะ ฉะนั้น อารมณ์ของปัญญาจึงมีอาการเหมือนโทสะ โทสะมีหน้าที่ประทุษร้ายอารมณ์ ไม่พอใจต่อสิ่งที่ปรากฏขึ้น ที่เราเป็นทุกวันนี้คือ อนิฏฐารมณ์ แต่อารมณ์ของนิพพิทาญาณไม่ใช่เบื่อหน่ายเพราะอนิฏฐารมณ์ ไม่ใช่เบื่อหน่ายเพราะไม่รัก ไม่ยินดี อันนั้นเนื่องมาจากโทสะ แต่เป็นการเบื่อหน่ายที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัญญาที่มีเหมือนโทสะที่มีความรุนแรง เดือดดาลที่จะไปให้พ้นจากชีวิต

เพราะเหตุนี้ท่านจึงเอาโทสะจริตสงเคราะห์ในพุทธิจริต เพราะอาการแสดงออกคล้ายคลึงกัน มีอารมณ์เสมอกัน คนโทสะจริตนั้นมีปัญญามาก การเบื่อหน่ายนิพพิทาญาณนี้ เป็นความเบื่อหน่ายสังขารที่เป็นไปในภพ ๓ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ในกำเนิด ๔ คติ ๕ วิญญาณฐีติ ๗ สัตตาวาส ๙

โดย ศาลาธรรม [29 เม.ย. 2554 , 09:08:35 น.] ( IP = 125.27.182.228 : : )


  สลักธรรม 2





ผู้ปฏิบัติในขณะที่นิพพิทาญาณมีอยู่ จะไม่มีความยินดีในสภาวธรรมเหล่านั้นเลย ยินดีแต่อารมณ์ของวิปัสสนาอย่างเดียว ซึ่งเป็นเครื่องนำออกจากสังสารทุกข์ มุ่งสู่สันติบทคือพระนิพพานเท่านั้น

อุปมาเหมือนคนเดินทางมาสู่ทาง ๒ แพร่ง ทางหนึ่งไปแล้วมืดไม่มีแสงสว่างได้แก่ สังสารวัฏฏ์ ซึ่งเป็นไปด้วยทุกข์โทษภัย ส่วนอีกทางหนึ่งเป็นทางสว่างเรียกว่า สันติบท ซึ่งเป็นทางปลอดภัย เพราะมีแสงสว่างส่องให้เห็นทาง ปราศจากทุกข์โทษภัยทั้งปวง ผู้เดินทางมาถึง คือผู้เจริญวิปัสสนาย่อมแน่ชัดแจ้งแก่ใจ จะไม่ยินดีในทางมืดเด็ดขาด ซึ่งได้แก่ความเบื่อหน่ายในสังขารนั่นเอง ก็บ่ายหน้าสู่สันติบท ยินดีแต่ในวิปัสสนามีอนิจจานุปัสสนา เป็นต้น นำไป เป็นยานพาหนะที่ยิ่งใหญ่ ได้พาหนะใหม่แล้ว

การที่ได้อารมณ์อย่างนี้ เริ่มต้นมาจากอาทีนวญาณ คือ สันติบท พอมาถึงนิพพิทาญาณเป็นการบ่ายหน้าออกจากทางโน้นหันสู่ทางนี้ ได้แก่ สภาวะที่คลายตัวออกจากตัณหานั่นเอง ไข่ ๘ ใบ มรรคมีองค์ ๘ เป็นบารมีที่ท่านมาถึงได้นิพพิทาญาณแก่กล้า เห็นความเป็นไปในปฏิจจสมุปบาทอย่างรุนแรง ก็เหมือนการแตกตัวออกมาจากฟองไข่ หรือการกระเทาะแห่งวัฏฏะสงสารออกได้ ตัณหาคลายตัวออก

ฉะนั้น ผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อจะละสังสารวัฏฏ์นั้น ถ้าจิตดำเนินมาถึงนิพพิทาญาณ หรือ นิพพิทานุปัสสนาญาณ คำว่า อนุสัย หรือกิเลสทั้งหลายที่ดองจับแน่น ไหลอาบซาบไป เนืองนองอยู่ในขันธสันดาน เริ่มคลายตัวออก ต่อจากนั้นจิตก็จะไหลไปสู่พระนิพพานโดยไม่แวะเวียน เหมือนคนต้องโทษอยู่ในคุก แล้วมีกำหนดว่าจะได้ออกจากคุกแน่นอน

โดยเหตุนี้ คำว่า นิพพิทาญาณ จึงมีอำนาจเป็นญาณที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นการที่เบื่อหน่ายทุกข์ เป็นหนทางอันบริสุทธิ์ เมื่ออำนาจแห่งความมีมากแห่งจิตที่ประกอบด้วย สติ สัมปชัญญะ อย่างแรงกล้า ก็ผลักดันให้อำนาจความเบื่อหน่ายนี้ หล่อหลอมกำลังเป็นพลวะปัจจัยขึ้นมาอีก มีความใคร่ไปให้พ้น ไม่อยากกลับมา ไม่มองอีกเลย ออกพ้นจากสังขารรูปนามที่ตนมีความเบื่อหน่าย เพราะเห็นเป็นโทษมาจากอาทีนวญาณ อำนาจที่จะไปอย่างไม่หันหลังกลับนี้เรียกว่า มุญจิตุกัมมญตาญาณ เป็นญาณที่ ๙

โดย ศาลาธรรม [29 เม.ย. 2554 , 09:08:53 น.] ( IP = 125.27.182.228 : : )


  สลักธรรม 3






มุญจิตุกัมมญตาญาณ ญาณที่ ๙ นี้มีมาได้จาก ภยตูปัฏฐานญาณ ๑ อาทีนวญาณ ๑ นิพพิทาญาณ ๑ ญาณทั้งสามนี้ในอรรถกถาฏีกา สงเคราะห์ว่าเป็นอย่างเดียวกันเพราะอารมณ์คล้ายคลึง แต่มากกว่ากันนิดเดียวคือเมื่อเห็นว่านามรูปเป็นภัยในภยญาณ ก็เห็นเป็นโทษในอาทีนวญาณ เป็นปกติที่จะเบื่อหน่ายในนิพพิทาญาณ

เนื้อความเป็นเหตุเป็นผลที่ติดต่อกันเป็นลำดับญาณ ในญาณที่ ๙ นี้ ความใคร่ที่จะอยู่ไม่มีเลย ทุกลมหายใจเข้าออก มีความใคร่จะพ้นทุกข์ คือ พ้นจากสังขาร รูปนาม อันเป็นญาณที่บ่ายหน้าเข้าหาพระนิพพาน ซึ่งเป็นธรรมของผู้เดินทางหรือผู้เจริญวิปัสสนาเท่านั้นที่จะมีความรู้สึกอย่างมั่นคง ถึงจุดหมายปลายทางที่ตนเองตั้งหมาย คือมุ่งไปสู่เป้าหมาย อย่างเราไม่มีเป้าหมาย เราวางอนาคตมีโครงการอยากถึงซึ่งพระนิพพานไว้เท่านั้นเอง

แต่อำนาจมุญจิตุกัมยตาญาณนี้มุ่งสู่จุดหมาย จึงเร่งรีบเดินทางด้วยความไม่ประมาทเพื่อความพ้นทุกข์อย่างเดียว เมื่อมีความไม่ประมาทก็หาอุบายโดยอำนาจปัญญาเป็นตัวสอดส่องที่จะพ้นจากความมีสังขาร การที่ญาณนี้ได้เห็นรูปนามเป็นทุกข์ แล้วสอดส่องที่จะหาทางออก เรียกว่า ปฏิสังขารญาณ เป็นญาณที่ ๑๐

ก็เพราะว่า ญาณที่ ๘ นิพพิทาญาณเกิดความเบื่อหน่ายในนามรูปด้วยลักษณะของโทษต่างๆ มีชาติ เป็นต้น ในมุญจิตุกัมมยตาญาณ มีความต้องการที่จะพ้นจากนามรูปมากขึ้นๆ ก็มีความรำพึงอยู่ในใจหาทางไปให้พ้นให้ได้ ในปฏิสังขาญาณนี้หาทางแล้ว มีใจที่จะพ้นจากนามรูปมากขึ้นๆ จึงมีความคิดรำพึงทำอย่างไรจึงจะพ้นจากสังขารนี้

ในเวลานั้นยังมองไม่เห็นทางที่พ้นจากสังขารธรรม นอกจากความไม่เที่ยงในลักษณะ ๑๐ ว่าไม่มีความยั่งยืน หรือเห็นว่าทุกข์ที่เราตามรู้สึกอยู่ตลอดเวลา ๒๕ อย่าง มันบีบคั้นจิตอยู่ตลอดเวลา แล้วธรรมต่างๆ ที่มีอยู่หลีกหนีไม่พ้นคืออาพาธ ความป่วยเจ็บ ถ้าเห็นอนัตตาในลักษณะ ๕ เป็นธรรมที่ไม่มีเจ้าของ หรือ ไม่เป็นไปตามอำนาจบังคับบัญชาของใจเรา ยิ่งพิจารณาหนักเข้า ยิ่งเบื่อ ยิ่งเห็นไตรลักษณ์ประจักษ์ ยิ่งเห็นลวดลายของนามรูปที่หลากหลายแตกต่างกัน ฉะนั้น ไม่เห็นมีอะไรที่จะทำให้จิตยินดี ไม่มีเลย จึงอยากจะพ้นมากเข้า มากเข้า

โดย ศาลาธรรม [29 เม.ย. 2554 , 09:13:44 น.] ( IP = 125.27.182.228 : : )


  สลักธรรม 4





อารมณ์ของญาณปัญญานี้มีอารมณ์รวมกัน ๔ อย่าง คือ อารมณ์ของอาทีนวญาณเป็นปัจจัย อารมณ์ของนิพพิทาญาณเป็นปัจจัย อารมณ์ของมุญจิตุกัมมยนตาญาณเป็นปัจจัย และอารมณ์ของปฏิสังขารญาณเป็นปัจจัย รวม ๔ อารมณ์นี้มารวมกันอยู่ในปฏิสังขารญาณนี้

ในญาณที่ ๑๐ นี้จะมีความรู้สึกอย่างแรงกล้าว่า จะทำอย่างไรดีหนอจึงจะพ้นไปจากนามรูปได้ หรือว่าความรู้สึกจะไม่ให้มีนามรูปจะทำอย่างไร เห็นทุกข์อยู่แล้วทำอย่างไรจะไปจากตรงนี้ได้ ทำอย่างไรจะพ้นจากสิ่งที่ไม่เที่ยงที่ปรากฏชัดของตนเอง ทำอย่างไรจึงจะพ้นจากอนัตตา ทำอย่างไรจึงจะพ้นจากทุกขัง ที่ปรากฏอยู่เนืองๆ ของโยคาวจรบุคคลนั้น

ความรู้สึกเช่นนี้เป็นอารมณ์ของปฏิสังขารญาณ ที่เป็นเช่นนี้เพราะความอยากพ้นทุกข์ซึ่งเป็นอารมณ์ที่มุญจิตุกัมมญตาญาณมีอยู่ก็ได้มา มีความเบื่อหน่ายเพราะเห็นโทษ ซึ่งเป็นอารมณ์ของอาทีนวญาณ และนิพพิทาญาณ อารมณ์ของญาณทั้ง ๓ ปรากฏอย่างแรงกล้า รวมกำลังกันช่วยกันประหัตประหารกิเลสตัณหาทันทีในปฏิสังขารญาณนี้

ญาณนี้จึงเป็นญาณที่เห็นไตรลักษณ์ชนิดอุกฤษหนักที่สุด ในญาณนี้รูปก็ไม่เห็น นามก็ไม่มีปรากฏ เพราะมีแต่ความแตกดับ รูปนามที่เคยอาศัยมาก็ไม่มี เพราะมีแต่ลวดลายของเขาแทน ยืนเด่นเป็นสง่าแทนจึงอาศัยไตรลักษณ์เป็นอุบายออกจากทุกข์ด้วยลักษณะใดลักษณะหนึ่ง เหมือนคนจะจมน้ำมีอะไรผ่านมาก็อาศัยเกาะ เช่นกันเห็นลวดลายที่น่ากลัวของนามรูป ก็ไม่สนใจแล้ว จะอาศัยเป็นพาหนะพาไปถึงฝั่ง และไตรลักษณ์เป็นผู้นำส่งให้ถึงวิโมกข์ ๓ คือ พระนิพพาน

ไม่มีผู้ใดจะทำให้ผู้ปฏิบัติถึงมรรคผลนิพพานได้เลย คนศักดิ์สิทธิ์อย่างไร อำนาจศักดิ์สิทธิ์อย่างไร ไม่มี นอกจากพระไตรลักษณ์เท่านั้นที่ทำให้ผู้นั้นอาศัยเป็นพาหนะที่ทำให้ถึงนิพพาน คนพาใครไปนิพพานไม่ได้ ไตรลักษณ์เท่านั้นเป็นพาหนะพาถึงพระนิพพาน


โปรดติดตามตอนต่อไป



โดย ศาลาธรรม [29 เม.ย. 2554 , 09:18:39 น.] ( IP = 125.27.182.228 : : )


  สลักธรรม 5


กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [29 เม.ย. 2554 , 19:21:27 น.] ( IP = 124.121.176.171 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org