มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ธรรมนคร (๑๘)










ธรรมนคร (๑๘)

ธรรมบรรยายจากศาลาเสือพิทักษ์ โดย หลวงพ่อเสือ



ธรรมนคร (๑๗)


เมื่อจิตนั้นมั่นคง เกาะอารมณ์ดีแล้ว สังขารุเปกขาญาณ ญาณที่ ๑๑ และเป็นญาณที่ ๘ นับจากอุทยัพพยญาณมาก็เกิดขึ้น เป็นญาณที่วางเฉยต่อสังขารคือนามรูป ไม่แยแสแล้ว จะเป็นอนิจจังก็เป็นไป วางเฉยคือวางใจเป็นกลาง ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย ในนามรูปทั้งปวง

ในการที่ได้รับอารมณ์เช่นนี้ ไม่ใช่จนปัญญา ไม่มีทางไป หรืออะไรจะเกิดก็เกิดตามยถากรรม ไม่ใช่อย่างนั้น เพราะเหตุว่าปัญญาได้พิจารณาสอดส่องเห็นถึงความจริงมาตั้งแต่ญาณต้นๆ แล้ว กำลังปัญญาแก่กล้าขึ้นด้วย อำนาจที่เข้าไปเห็นความไม่มีสาระเลยในสภาวะ คือ ขันธ์ อายตนะ เป็นต้น เข้าไปเห็นความว่างเปล่าจากตัวตนในเบญจขันธ์ โดยอาการ ๑๒ นัย คือ

เห็นว่าเบญจขันธ์นี้ มิใช่สัตว์ มิใช่บุคคล มิใช่ชีวะ มิใช่ตน ไม่มีตัวตน มิใช่เรา มิใช่ของเรา มิใช่ของคนอื่น มิใช่หญิง มิใช่ชาย มิใช่สิ่งยั่งยืน มิใช่สิ่งควรยินดี

ทั้ง ๑๒ นัย เห็นว่าเบญจขันธ์นี้เป็นของแตกดับ เห็นโดยอนุโลมและปฏิโลมอย่างแรงกล้า ฉะนั้นอาการ ๑๒ นี้ จำให้ได้ พอมาถึงตรงนี้บารมีที่มรรคทำงานมาจนเป็นบารมีที่สมบูรณ์ ลักษณะแห่งลูกโซ่สังสารวัฏ คือ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะฯลฯ ก็วนกลับเป็นข้างปัญญา ๑๒ อย่าง นี่แหละ นัย ๑๒ นี้คือการฟักไข่ ซึ่งไข่ ซึ่งไข่ ๘ ใบนั้นก็คือมรรค ๘

โดย ศาลาธรรม [2 พ.ค. 2554 , 07:15:49 น.] ( IP = 58.11.18.99 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1





เมื่อปัญญาพิจารณาเห็นเบญจขันธ์เป็นของว่างเปล่าจาก ๑๒ อย่าง (ไม่มีจิตว่าง) เมื่อสิ่งที่ควรจะยึดถือว่าเป็นเรา เป็นของของเรา ก็เพราะเหตุว่ามีความเห็นผิด จึงมีความเห็นถูกแล้วเห็นเป็นสภาวะอันถูกต้อง ไม่เห็นกงจักรเป็นดอกบัวอีกต่อไปแล้ว เห็นความจริงว่าเป็นของว่างเปล่า

เมื่อเห็นเช่นนี้แล้วใจจึงวางได้ ไม่มีหน้าที่อะไรจะต้องไปเกี่ยวข้องกับนามรูป เพราะเห็นว่าไม่ได้เป็นเรื่องอะไรของเราเลย เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย มีเหตุเกิด..ผลก็เกิด หมดเหตุ..ก็ดับ ไปยุ่งไม่ได้ จึงวางใจได้ เมื่อมีวิบากอยู่ก็รับวิบากไป หมดวิบากแล้วอยากให้มีต่อมันก็ไม่มี ..ก็วางใจ

เมื่อใจมีความรู้สึกเห็นโลกเป็นของสูญแล้ว ไม่มีอะไรเป็นเครื่องที่ควรยึดถือได้ ของที่ต้องสูญสิ้นหมดไปยึดถือไม่ได้ เกาะเกี่ยวไม่ได้ ในสังขารทั้งหลาย จิตจึงวางเป็นอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ไม่มีการยินร้าย ไม่มีการยินดีในสังขารทั้งปวง มีความเฉยกับความเบื่อหน่ายเท่านั้น แต่ก็ไม่ได้ไปยุ่งในนามรูป ..วางเฉย

แต่อารมณ์ที่เฉยนั้นมีความเบื่อหน่ายในความเป็นไปของสังขารที่ต้องแบกไปในภพ ๓ มีใจมุ่งสู่พระนิพพาน คือ สงบจากสังขาร โดยไม่วกกลับมา ตัดบัวไม่เหลือใยในสังขารทั้งหลาย ตอนนี้กิเลสเบาเหลือเกินแล้ว ไม่มีกำลังที่จะฉุดรั้งจิตให้กลับมายินดีในอารมณ์ในวัฏฏะสงสารได้อีกเลย จิตย่อมตั้งอยู่ในอนิจจานุปัสสนา ทุกขานุปัสสนา หรือ อนัตตานุปัสสนา ๑ ใน ๓ อย่างแรงกล้า ในอารมณ์ทั้ง ๓ นี้ ท่านเรียกว่า “วิโมกขมุข” หมายถึง เป็นช่องทางออกสู่พระนิพพาน

โดย ศาลาธรรม [2 พ.ค. 2554 , 07:16:24 น.] ( IP = 58.11.18.99 : : )


  สลักธรรม 2





ถ้าออกไปสู่พระนิพพานโดยอาศัยอนิจจานุปัสสนา คือความไม่เที่ยง วิปัสสนานั้นก็จะได้ชื่อว่า อนิมิตวิโมกขมุข คือ ออกจากโลกคือความฉิบหายหรือออกจากสังขาร แล่นไปสู่พระนิพพานด้วยอนิจจัง และพระนิพพานนั้นก็เรียกว่า อนิมิตนิพพาน

ถ้าออกไปสู่พระนิพพานโดยอาศัย ทุกขานุปัสสนา วิปัสสนาองค์นั้นก็จะมีชื่อว่า อัปนิหิตวิโมกมุข พระนิพพานนั้นก็จะเรียกว่า อัปณิหิตนิพพาน

ถ้าออกไปสู่พระนิพพานโดยอาศัย อนัตตานุปัสสนา วิปัสสนาองค์นั้นก็จะมีชื่อว่า สุญญตวิโมกขมุข พระนิพพานนั้นก็จะเรียกว่า สุญญตนิพพาน

อนิมิต แปลว่า ไม่มีนิมิตหมายที่จะให้เห็นว่าเที่ยง

อัปณิหิต แปลว่า ไม่มีที่ตั้งแห่งสุข

สุญญต แปลว่า ว่างเปล่าจากตัวตน

โดย ศาลาธรรม [2 พ.ค. 2554 , 07:16:41 น.] ( IP = 58.11.18.99 : : )


  สลักธรรม 3





ปัญญาในสังขารุเปกขาญาณนี้ท่านถือว่าเป็นยอดของวิปัสสนาในชั้นโลกีย์ เยี่ยมที่สุดในโลกีย์ เพราะญาณชั้นนี้เป็นญาณสำคัญที่จะเป็น ตบะ เดชะ พลวะปัจจัย ส่งให้ถึงวิถีของมรรคผล นำให้เป็นปัจจัยให้ก้าวสู่วิถีของมรรคผล หรือเป็นปัจจัยที่ส่งให้เป็นพระอริยบุคคล ฉะนั้น ท่านจึงจัดพระวิปัสสนาญาณนี้ว่า อุฏฐานคามินี แปลว่าเป็นเครื่องออก หรือเป็นทางออก หรือเป็นที่ตั้งของทางออก

คำว่า ออก ในที่นี้หมายถึง ออกจากทุกข์ ออกจากกิเลส หรือ ออกจากสังสารวัฏ

ถ้าบอกว่า ออกจากกิเลส ก็คือออกจากทุกข์ ออกจากสังสารวัฏ นั่นเอง

ถ้าบอกว่า ออกจากสังสารวัฏ ก็คือออกจากกิเลส ออกจากทุกข์ นั่นเอง

ถ้าบอกว่า ออกจากทุกข์ ก็คือ ออกจากกิเลส ออกจากสังสารวัฏ นั่นเอง

ออกในที่นี้มี ๓ อย่าง แต่ออกอย่างใดก็เท่ากับออกทั้งสาม เมื่อออกทั้งสามจึงชื่อว่า วุฏฐานคามินี ส่วนอริยมรรคท่านเรียกว่า วุฏฐาน เพราะออกแล้ว

โดย ศาลาธรรม [2 พ.ค. 2554 , 07:17:13 น.] ( IP = 58.11.18.99 : : )


  สลักธรรม 4





ด้วยเหตุนี้ท่านจึงถือว่า สังขารุเปกขาญาณ เป็นธรรมเครื่องออก เพราะว่าสังขารุเปกขาญาณนี้มีปัญญาแก่กล้าประหารกิเลสให้เบาบางลง เห็นพระไตรลักษณ์เด่นชัด และมีฉันทะอันแรงกล้ามุ่งตรงต่อพระนิพพานอย่างเดียว ส่วนของเราฉันทะแค่พอใจที่จะพ้นทุกข์ แต่ของท่านนี่ฉันทะพระนิพพาน

ท่านอุปมาเหมือนบุคคลที่เดินทางไกล ในฤดูแล้ง ตากแดดแผดเผามา เหงื่อไหลไคลย้อย หาน้ำซักจิบก็ไม่มี รองเท้าก็ไม่ได้ใส่ ทั้งร้อนทั้งเจ็บ แล้วเดินทางมาประกอบด้วยความเบื่อหน่ายด้วย เหนียวตัวจนน่าเบื่อไปหมด แล้วก็กระหายน้ำเป็นที่สุด ผู้เดินทางนั้นมีความปรารถนาอย่างยิ่งที่จะได้ดื่มน้ำ อุปมาข้อนี้ฉันใด ผู้มีความปรารถนาพระนิพพานในสังขารุเปกขาญาณ ก็ฉันนั้น ต้องการพระนิพพานที่สุด ไม่มีอะไรมาล่อกลับได้เลย

แล้วในสังขารุเปกขาญาณนี้ ท่านสงเคราะห์ด้วยญาณทั้งสองคือ มุญจิตุกัมมยตาญาณ และปฏิสังขารญาณ เพราะว่า ๒ ญาณนี้สงเคราะห์ลงในสังขารุเปกขาญาณ โดยถือว่าเป็นญาณที่อยู่ในประเภทเดียวกัน เพราะความที่มีเหตุติดต่อกัน ต่างกันที่กำลังอ่อนแก่ต่างกันเท่านั้น อารมณ์คล้ายคลึงกันแต่อ่อนแก่ต่างกันเท่านั้นเอง

คำว่าอุเบกขาในที่นี้ไม่ใช่อุเบกขาเวทนา อุเบกขาในที่นี้หมายถึง ปัญญาที่จะเสียซึ่งความยึดมั่น ว่าเป็นเราเป็นของของเรา จึงเห็นว่าไม่ใช่หน้าที่ ที่จะไปบงการเกี่ยข้องกับรูปนามเลยจึงวางเฉยเป็นอุเบกขาสัมโพชฌงค์ แต่สำหรับเวทนาอาจจะเป็นโสมนัสเวทนาก็ได้ เช่น ผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ในญาณที่ประกอบไปด้วยโสมนัส สังขารุเปกขาญาณก็เกิดร่วมกับญาณก็ต้องเป็นโสมนัสเวทนาด้วย พูดตามลำดับของสงเคราะห์

ญาณที่ ๑๑ สังขารุเปกขาญาณ นี้เปรียบเสมือนการหาฝั่ง คือ ความแก่รอบของความเป็นไปอย่างยอดจากการเห็นพระนิพพาน หรือหยั่งถึงสันติบทแล้ว เหมือนเครื่องบินหัวลงแล้วไม่ไปอื่นแล้ว ลงความเป็นไปในรูปนาม แล่นตรงสู่พระนิพพานทีเดียว หากโยคาวจรผู้ใดไม่เห็นพระนิพพานคือ สันติบทนี้ย่อมจะมีสังขารุเปกขาญาณเป็นอารมณ์นี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก เ

โดย ศาลาธรรม [2 พ.ค. 2554 , 07:17:32 น.] ( IP = 58.11.18.99 : : )


  สลักธรรม 5






ปรียบเสมือนพ่อค้ากลางทะเล ในสมัยโบราณ เมื่อออกเรือไปในมหาสมุทรที่กว้างใหญ่มากสุดหูสุดตาไม่รู้ฝั่งอยู่ไหน พ่อค้าในทะเลมีสัญลักษณ์คือ อีกาสำหรับดูทิศ เมื่อใดเรือของตนต้องลม แล่นผิดทิศผิดทางไปก็จะไปลอยเคว้งคว้างอยู่กลางมหาสมุทรไม่รู้ว่าฝั่งอยู่ตรงไหน ก็หยิบอีกาออกมาจากกรง เมื่อพายุแรงมีคลื่นลม ปล่อยกาไปกาก็จะบินขึ้นไปเกาะเสากระโดงก่อน เพราะมองไม่เห็นต้นไม้ มันจะไม่ถลาไปเลย ด้วยสัญชาติญาณรักตัวกลัวตายมี จึงขึ้นยอดกระโดงก่อน อยู่กลางเวหา แล้วจะบินไปในทิศใหญ่ทั้งปวง มันจะรู้จากทิศทางลม

ถ้ามันเห็นฝั่งมันจะบินไปเลยไม่กลับมาหายไปเลย ถ้าไม่เห็นฝั่งก็จะบินกลับมา ผู้เป็นนายเรือก็จะรู้ได้และเห็นได้ว่า กาเห็นฝั่งหรือไม่เห็นฝั่ง ถ้าหากว่าไม่เห็นฝั่งพอบินไปจวนจะหมดกำลังแล้ว กาจะกลับมาเกาะที่เสากระโดงเหมือนเดิมเพราะตรงนั้นมีหลักเกาะ ถ้าขืนบินไปก็จะหมดกำลังแล้วตายลง สัญชาติญาณรู้ ถ้ายังไม่เห็นฝั่งก็จะทำอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อุปมาข้อนี้ฉันใด สังขารุเปกขาญาณก็เป็นอย่างนั้น หากเห็นพระนิพพานคือสันติบทแล้ว ก็ย่อมจะสละสังขาร คือความเป็นไปของรูปนามละลงสิ้น แล้วก็แล่นเข้าสู่พระนิพพานถ่ายเดียว ทั้งนี้ถ้าหากยังไม่เห็นพระนิพพาน สังขารุเปกขาญาณก็จะเป็นอารมณ์อยู่อย่างนั้นตามเดิม อารมณ์อื่นก็จะไม่เกิดขึ้น แต่ไม่สามารถก้าวไปสู่พระนิพพานได้ ก็จะเกาะอยู่ที่สังขารุเปกขาญาณอยู่อย่างนั้น แต่ไม่ได้เถลไถลไปไหนแล้ว เพราะถึงสังขารุเปกขาญาณแล้ว

ในกรณีที่สังขารุเปกขาญาณแล่นเข้าสู่สันติบทคือพระนิพพาน แต่ละคนมีวาสนาบารมีต่างกัน จึงมีอุปสรรคที่ต่างกัน ผู้ที่มีกรรมเบียดเบียนก็บินหลายครั้งหน่อย คือครั้งนั้นพระวิปัสสนาญาณถึงความแก่รอบ ย่อมเป็นยอดประกอบไปด้วยองค์คุณ ๖ ประการ แล้วก็แล่นไปสู่พระนิพพานเลยทีเดียว เหมือนกาที่บินออกจากกรงแล้วก็เห็นฝั่งไปได้สะดวก ฉันใด ท่านกล่าวว่านี่แหละสังขารุเปกขาญาณก็จะทำหน้าที่อย่างนี้ซ้ำๆ ซากๆ

มาถึงตรงนี้มีปัญหาที่น่าสงสัยว่า ทำไมต้องมีสิ่งที่เรียกว่า อุปสรรคของมรรคผล ในตอนต้นอุปสรรคของอุทยัพพยญาณคือ วิปัสสนูปกิเลส พอมาถึงสังขารุเปกขาญาณนี้มีอุปสรรค์ของมรรคผล เพราะตอนนี้จะโอนโคตรปุถุชนแล้ว


โปรดติดตามตอนต่อไป



โดย ศาลาธรรม [2 พ.ค. 2554 , 07:17:50 น.] ( IP = 58.11.18.99 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org