| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ทอดกุศล เพื่อผลที่ดี
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
คำถาม เมื่อไหร่จะมีดวงตาเห็นธรรม?
คำตอบ คำถามนี้ก็คล้ายกับคำถามใน face book ที่พี่ชาลี จิตสดใส เข้าไปตั้งไว้ว่า เราก็เรียนแล้วว่า การเดินทางสู่ความเป็นพระอริยบุคคลนั้นยากมาก และก็ไกลแสนไกลมา แล้วเราจะวางใจอย่างไรกับทางไกลแสนไกลนั้น? เราจะถึงพระนิพพานนั้นซึ่งเป็นทางไกลแสนไกลนั้นได้อย่างไร
เมื่อเราเรียนแล้วก็รู้ว่าพระนิพพานนั้นไปยากแสนยาก เพราะการที่จะถึงซึ่งมรรค-ผล-นิพพานได้นั้น จะต้องหมดกิเลสอาสวะทั้งหลาย ที่เรายอมรับว่ายากเพราะพิจารณาจากใจเราเองว่า เรามี โลภ โกรธ หลง แทรกแซง ซึมซับกับชีวิตเราอยู่ตลอดเวลา
วันนี้ได้นำสวดธรรมจักร แต่ชีวิตของเราไม่คุ้น ถ้าไม่ใช่การสวดมนต์เป็นหมู่คณะเราก็จะไม่อยากสวดเพราะเป็นบทสวดที่ยาว แต่พอได้เข้ากลุ่มขึ้นมามันก็มีพลัง พอคนนี้สวดจนเหนื่อยแล้วอีกคนก็สวดต่อขึ้นมา ฉะนั้น จะเห็นว่าความดีทำยากเหมือนการขึ้นบันได ย่อมเมื่อยกว่าการลงบันได อะไรที่เป็นเรื่องใฝ่ต่ำสัตว์โลกทั้งหลายถนัด เหมือนเราลงบันไดง่ายกว่า
การทำความดีไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะบุญกิริยาวัตถุทั้ง ๑๐ เป็นทางที่ควรดำเนิน คือทาน ศีล ภาวนา อปจยะ เวยยาวัจจะ ปัตตานุโมทนา ธรรมสวนะ สนทนาธรรม ทิฏฐุชุกรรม แต่ข้อสำคัญอยู่ข้อที่ ๑๐ เพราะว่าถ้าขาดทิฎฐุชุกรรม ( สัมมาทิฏฐิ) คือการทำความเห็นให้ตรงแล้ว ทาน ศีล ภาวนา ที่เราทำอยู่นั้นก็ไม่ถูกตรงเช่นกัน
ทานคือการให้ เป็นบุญอย่างหนึ่ง บุญคือ เครื่องชำระล้างร่างกายให้หมดจดจากกิเลสจากเครื่องเศร้าหมอง ถ้าเราไม่มีปัญญา(ทิฎฐุชุกรรม)ร่วมกับการทำทานนั้น เราก็จะมีความหวังมีความปรารถนา ทั้งที่จริงแล้วถึงเราไม่ปรารถนาผลมันก็มาส่งให้ได้
โดย น้องกิ๊ฟ [4 พ.ค. 2554 , 23:07:10 น.] ( IP = 58.9.50.220 : : )
สลักธรรม 2
หลวงพ่อท่านเคยเทียบว่า เราจะตักน้ำให้เต็มตุ่ม เราไม่ต้องไปอ้อนวอนขอเลยว่า ขอให้น้ำเต็มตุ่ม เพราะขอแล้วน้ำมันจะเต็มตุ่มได้ไหม? ถ้าจะขอก็ต้องขอให้ถูกที่ ต้องเห็นถูกว่าจะขออะไร คือ ขอกำลังเพื่อตักน้ำ เช่นเดียวกับทิฎฐุชุกรรมการทำความเห็นให้ตรง คือ ตรงต่อสภาพธรรมทั้งหลาย นำทิฎฐุชุกรรมมาควบคุมรักษาเพื่อจะได้ชำระกิเลสขันธสันดานทั้งหมดทั้งมวล บุญที่เรารักษาหรือที่เราทำไปนั้นมีความเห็นตรงก็เพื่อความหลุดพ้น
เมื่อรู้ว่าพระนิพพานเป็นของยาก จะทำได้เฉพาะผู้ที่เชื่อมั่นในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อย่างไม่สงสัย (เพราะพระโสดาบันทำลายทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔ และวิจิกิจฉา) แต่พวกเรามีความสงสัย เพราะถ้าไม่สงสัยก็คงเดินทางแล้วอย่างจริงจัง ทุกวันนี้ศรัทธาของเรานี้เป็นศรัทธาแบบไม้หลักปักขี้เลนพร้อมจะเอนเอียง
ฉะนั้น ก็อย่าไปหวังผลไกล เพราะผลนั้นไกลเหลือเกิน แต่มีทิฎฐุชุกรรมทำความเห็นให้ตรงว่า การพ้นทุกข์ได้ต้องกำจัดกิเลส โดยต้องปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ คือ กาย เวทนา จิต ธรรม ต้องปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานการกระทำปัญญา เพื่อไปรื้อสัญญาวิปลาส จึงจะละสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ได้
เมื่อเราเข้าใจเช่นนี้แล้วก็กลับมาดูตัวเองว่าเราทำหรือยัง? เราทำปริมาณมากน้อยเพียงไหน? ถ้าทำน้อย...เหมือนลงทุนน้อยแล้วหวังผลมากแล้ว แล้วก็กลุ้มใจ ฉะนั้น ที่สำคัญที่สุดก็คือวางใจน้อมใจเชื่อไปในพระพุทธเจ้า เชื่อว่าสร้างเหตุอย่างไรก็ต้องได้รับผลอย่างนั้น เชื่อว่าเมื่อเหตุยังไม่พร้อม ผลก็ยังไม่พรั่งพรู
การสร้างเหตุปัจจัยด้วยการที่เราหมั่นอบรมบ่มนิสัยเพาะบ่มปัญญาเข้าไปนี้ เมื่อปัญญามีอำนาจขึ้นมา เช่น เมื่อเดินเจริญนามรูปอยู่นี้ ก็เกิดนามรูปปริจเฉทญาณ ปัจจยปริคหญาณ สัมมสนญาณ อุทยัพพญาณ ภังคญาณ ภยญาณ อาทีนวญาณเป็นต้นไป จนถึงญาณ ๑๖ ก็แน่นอนว่า เมื่อมรรคจิตเกิดขึ้น ผลจิตก็เกิดตามมาคือความเป็นพระโสดาบัน
ความยากแสนยากอย่างนี้จะหมดไปเมื่อเริ่มต้น และในการเริ่มต้นก็ต้องมีทิฏฐุชุกรรมด้วย การที่เราได้แต่คิดว่าเมื่อไรจะถึง แต่เราไม่ได้เดินทางก็ไม่มีทางถึง จึงต้องมีก้าวแรกของวิปัสสนา ก้าวเข้าไปสู่การกระทำที่เป็นวิปัสสนาให้ได้ เมื่อลงมือทำแล้วก็ผลมาเอง นี่คือคำตอบสั้น ๆ
โดย น้องกิ๊ฟ [4 พ.ค. 2554 , 23:07:55 น.] ( IP = 58.9.50.220 : : )
สลักธรรม 3
คำถาม อาจารย์ให้ความสำคัญกับสมาธิไหม?
คำตอบ สมาธิคือการที่จิตกำหนดอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งเพียงอารมณ์เดียว เหตุผลที่ตั้งใจทำอย่างนั้นเพื่อให้จิตสงบจากนิวรณ์ธรรมหรือทำลายความฟุ้งซ่าน ความฟุ้งซ่านคือการที่จิตระลึกนึกถึงสิ่งที่ผ่านไปแล้วและสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นทั้งอดีตและอนาคตแต่ไม่ใช่ปัจจุบัน
หลวงพ่อท่านบอกอยู่เสมอว่า อดีตคือความปด อนาคตคือความฝัน ปัจจุบันคือความจริง การที่เราฟุ้งซ่านก็เป็นธรรมดาที่จิตฟุ้งซ่านได้ เมื่อเรารู้ว่าธรรมดาจิตของเราเป็นอย่างนี้จึงต้องฝึกฝนจิต จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ แปลว่า จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้ และการฝึกจิตมี ๒ วิธี คือ การเจริญสมถกรรมฐาน กับวิปัสสนากรรมฐาน
สมถกรรมฐาน คือทำให้จิตสงบเป็นสมาธิ แล้วก็มีขั้นที่สูงขึ้น ๆ
วิปัสสนากรรมฐานคือ การกระทำให้จิตนั้นประกอบไปด้วยปัญญา
เมื่อสมถกรรมฐานคือการทำให้จิตสงบ เราก็ต้องหาอารมณ์มาเป็นที่พึ่ง ซึ่งมีการสอนไว้มากมาย แต่เราก็ต้องหาให้ถูกจริตของเรา จิตจะได้สงบ ไม่ใช่ทำตามเขาเราก็จะแย่ ต้องอ่านตัวเองให้ออกว่าจริตของตัวเองเป็นอย่างไร? เช่น เราชอบเขียนกลอน ชอบตอบธรรมะ จิตก็มีสมาธิเป็นขั้นขณิกสมาธิเป็นขณะ ๆ ไป ความฟุ้งซ่านก็อาจจะเกิดได้แต่เกิดยากเพราะเรามีความตั้งใจมีความใส่ใจในการงานนั้นที่ถามมาจึงขอตอบว่าให้ความสำคัญกับสมาธิโดยหางานดีๆ ให้ตนเองทำก็จะไม่มีโอกาสฟุ้งซ่าน และความฟุ้งซ่านเป็นอกุศล ฉะนั้น สมาธิช่วยกำจัดอกุศลในขั้นหนึ่ง
โดย น้องกิ๊ฟ [4 พ.ค. 2554 , 23:08:23 น.] ( IP = 58.9.50.220 : : )
สลักธรรม 4
คำถาม คนรู้บาปบุญไปทำชั่ว กับคนไม่รู้บาปบุญไปทำชั่ว จะมีน้ำหนักต่างกันอย่างไร?
คำตอบ คำถามนี้มีอยู่ใน facebook และได้ตอบไว้อย่างละเอียดพร้อมยกตัวอย่างเปรียบเทียบด้วยว่า เด็กไร้เดียงสากับเด็กที่โตแล้วไปจับก้อนเหล็กไฟ ใครจะปล่อยก่อน? เด็กเล็กๆ ไม่รู้เดียงสายิ่งจับแน่น กำใหญ่เลย เพราะไม่รู้ทางคลายจึงร้อนกว่า
ฉะนั้น คนที่ไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษเมื่อทำบาป บาปย่อมหนักกว่า ยกตัวอย่าง แม่ค้าขายปลา เพราะว่าเขาไม่มีความสยดสยองความสะดุ้งกลัวในหิริโอตัปปะ อำนาจการกระทำเจตนาฆ่านั้นจึงมีน้ำหนักและมีการกระทำอย่างสบายใจโดยไม่สยดสยองต่อบาปย่อมได้บาปมากกว่า แต่ถ้าผู้นั้นรู้จักบาปบุญคุณโทษโดยในขณะที่ทำอยู่นั้นมันมีความระลึกบาปบุญด้วยนะมันจึงบาปน้อยกว่า ไม่ใช่คิดว่าพอได้เรียนแล้วมันจะบาปน้อยกว่า
ยกตัวอย่างเช่น ตอนนี้เรายังมีมารดาอยู่ และสมมติว่าตอนนี้เราก็ไม่ฆ่าสัตว์แล้ว แต่นั่นรับประกันไม่ได้เลยว่า ถ้ามีใครมาฆ่าแม่เรา เราจะไม่ฆ่าเขา เรามีปืนอยู่แต่เราไม่เคยชักปืนออกมายิงเลย แต่ในขณะนั้นมีคนกำลังจะยิงแม่เรา เรารับรองได้ไหมคะว่าเราจะไม่ยิงเขา...ไม่ได้ เพราะเรารักตัวกลัวตายกันทุกคน เรารักตัวเองและของของเรา และเรายังไม่ใช่พระโสดาบัน
พระโสดาบันมีลักษณะ คือ ไม่สงสัยใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และศีล ๕ บริสุทธิ์ไม่ด่างพร้อย มีจิตใจพร้อมบริจาคทุกเมื่อ แล้วกลับมาดูเราเข้าข่ายพระโสดาบันไหม? พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เราเชื่อตอนฟัง ส่วนศีลเราก็มีเป็นโดยภพภูมิ แต่เราไม่สามารถรับรองได้ว่าเราจะไม่ฆ่า แล้วเราก็ไม่ได้มีจิตใจพร้อมบริจาคทุกเมื่อแต่พร้อมบริจาคเมื่อเชื้อเชิญ..มีจิตใจที่เป็น สสังขาริก
ฉะนั้น เราไม่สามารถรับรองตัวเองได้ว่าเราเป็นคนดี เพราะว่าดีของเราไม่เที่ยง แต่พระอริยเจ้ามีความเที่ยงแล้ว ซึ่งต่างกับเราที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่ของพระอริยะเจ้าเป็น นิจจัง สุขัง อนัตตา
การที่เราจะบาปน้อยนั้นในขณะนั้นเราต้องรู้ด้วยว่า เราไม่อยากทำบาป แต่มันมีเหตุการณ์ที่ทำให้เราต้องทำ แล้วเราก็ไม่อยากทำ ใจของเราไม่มีความยินดีเต็มที่ ขณะนั้นบาปก็น้อยกว่า แต่ถ้าเผื่อได้เรียนแล้วพอเรียนกลับไปก็มีความสุขกับการทำบาปนี่ก็บาปมากเหมือนกัน
ซึ่งมันวัดกันตรงนี้ยากเพราะวิถีจิตทำงานเร็วมาก และวิถีจิตที่รู้กับวิถีจิตที่ทำมันคนละขณะกัน เหมือนเราจะเรียกพ่อเรียกแม่ในคำเดียวกันได้ไหม? ไม่ได้ ฉะนั้นที่บาปมากนั้นก็เพราะวิถีมันเร็วมาก พระพุทธองค์บอกว่า ลัดมือเดียวแสนโกฎิขณะ ฉะนั้น จิตบาปมันเกิดเร็ว ๆ มาก แต่เรามีความหวาดกลัวบาป มันคนละวิถีกัน
โดย น้องกิ๊ฟ [4 พ.ค. 2554 , 23:09:03 น.] ( IP = 58.9.50.220 : : )
สลักธรรม 5
คำถาม ตัวอย่างที่นำมาตอบนี้อยู่ในมิลินทปัญหาใช่หรือไม่?
คำตอบ ต้องบอกว่าไม่ได้ค่อยอ่านพระสูตร แต่อาศัยความเข้าใจถูกต้องเรื่องเหตุและผลในพระอภิธรรมจึงตอบ เพราะความเข้าใจที่เกิดจากการเรียนพระอภิธรรมนั้นจะสามารถกระจายทุกอย่างออกมาได้ด้วยเหตุผล พระอภิธรรมเป็นธรรมที่วิเศษ เพราะในเรื่องพระสูตรก็ต้องนำพระอภิธรรมมาอธิบาย
ยกตัวอย่างเช่น ในพระสูตรบอกว่า พระองคุลีมาลกำลังวิ่งไล่ฟันพระพุทธเจ้าเพื่อจะฆ่า แล้วพระพุทธเจ้าหันพระพักตร์มาแล้วบอกว่า เราหยุดแล้ว แต่ท่านยังไม่หยุด พระองคุลีมาลฟังคำของพระพุทธเจ้านี้แล้วสำเร็จเป็นพระโสดาบัน ถามว่าคำนี้ฟังง่ายและเราเรียนพระสูตรนี้กันมามากแต่ยังไม่บรรลุเลยเพราะอะไร พระสูตรตอบได้ไหม? ไม่ได้ ถึงจะตอบได้แต่ก็ต้องโยงกันไปหลายสูตร แต่ก็ไม่อาจเข้าไปถึงเนื้ออันเป็นที่ตั้งของธรรม
ฉะนั้น วิเคราะห์โดย บุญ นะ ผู้ที่เห็นพระพุทธเจ้าหรือสามารถพบพระพักตร์ได้นั้นมีบาปหรือบุญ? มีบุญ เป็นผู้กำลังมีบุญ ฉะนั้น พระองคุลิมาลย์นั้นมีอำนาจกรรมจำเพาะเจาะจงมุ่งส่งอุดหนุนเงื่อนไขให้ถึงวาระแล้ว อำนาจกุศลส่งผลให้บุรุษผู้นี้มาพบกับพระพุทธเจ้า เป็นวิบากกุศลกำลังส่งผล
แล้วในขณะที่กำลังพบพระพุทธเจ้านอกจากจะเป็นกุศลวิบากที่กำลังให้ผล พระพุทธเจ้าเป็นผู้วิเศษ พระองค์มีสัพพัญญูมีพระญาณอันรู้รอบอันอ่อนแก่หย่อนตึงของเวไนยสัตว์ พระองค์นั้นล่วงรู้อัชฌาสัยของสัตว์ว่าเคยทำอะไรมาบ้าง ก็ล่วงรู้เข้าไปในอดีตเหตุของพระองค์พระคุลีมาลว่า บุคคลผู้นี้เมื่อทำดีก็ดีสุดขีด เมื่อทำชั่วก็ชั่วสุดขีด ฉะนั้น จึงเป็นกรรมชนิดมีกำลังทั้งคู่
ในขณะที่พระองคุลีมาลบอกให้พระพุทธองค์หยุดนั้นก็ด้วยอำนาจโทสะต้องการฆ่าต้องการทำลาย พระพุทธเจ้าใช้พระสุรเสียงบอกว่า เราหยุดแล้ว แต่ท่านยังไม่หยุด เป็นเสมือนการดึงเกมโทสะในจิตของพระองค์คุลีมาลให้ลดระดับลงมาเป็นวิจิกิจฉาคือความสงสัยว่าทำไมในเมื่อท่านยังเดินอยู่ แล้วทำไมบอกว่าหยุด ฉะนั้น โทสมูลจิตดับไปแล้วส่วนวิจิกิจฉายังมีกำลังอยู่
พระพุทธองค์ทรงรู้อีกว่าพระองค์คุลีมาลบรรเทาโทสะลงมาแล้วจึงหันพระพักตร์กลับไปยังพระองค์คุลิมาล เมื่อบุรุษเอกที่งามที่สุดของโลกหันมาพร้อมพระฉับพรรณรังสีก็ทำให้พระองค์คุลิมาลหยุดวิจิกิจฉาแต่เกิดปีติขึ้น และปีตินี่ส่วนมากแล้วจะตามมาด้วยปัสสัทธิสงบอยู่กับอารมณ์
พอเกิดปิติแล้วพระพุทธเจ้าเทศนาสั่งสอนว่าที่เราตถาคตกล่าวว่าเราหยุดแล้ว คือ เราหยุดจากการทำบาปทั้งปวง จิตที่เป็นปัสสัทธิสงบแล้วได้ฟังธรรมก็บรรลุตรงการเข้าใจ ฉะนั้นจึงไม่ใช่บรรลุตรงฟังคำว่า เราหยุดแล้ว
โดย น้องกิ๊ฟ [4 พ.ค. 2554 , 23:09:43 น.] ( IP = 58.9.50.220 : : )
สลักธรรม 6
ถ้าหากเราเข้าใจพระอภิธรรมแล้วก็จะรู้ไปตามลำดับขั้นการทำงานของจิต ยิ่งเรียนวิถีจิตเข้าใจยิ่งสบายมากที่จะทำความเข้าใจ เพราะเราจะรู้เลยว่า การเห็นครั้งหนึ่งอย่างน้อยต้องใช้ถึง ๔ วิถี คือ อตีตัคคหณวิถี สมุหัคคหณวิถี อัตถัคคหณวิถี และนามัคคหณวิถี จึงจะเห็นแล้วรู้ว่าเป็นอะไรได้ เช่น รู้ว่าเป็นสีน้ำเงิน จึงตัดสินว่าเป็นสีน้ำเงินได้ เมื่อเรียนวิถีแล้วเราจะหายสงสัยเลยว่า จิตบาปกับจิตบุญเกิดร่วมกันไม่ได้เด็ดขาด บาปและบุญเกิดในวิถีเดียวกันไม่ได้ร้อยพันเปอร์เซ็นต์
จึงได้บอกว่าอย่ากล้าเสี่ยงประมาทนะเพราะบาปก็คือบาป ถ้าทำบาปไปแล้วคิดมาแผ่เมตตาทีหลัง ทำบาปไปก่อนเถอะแล้วเราไปแผ่ส่วนกุศล ขโมยของเขาเดี๋ยวเราเอาไปทำบุญ ..นี่คือประมาท พระพุทธเจ้าตรัสว่า ..จงยังชีวิตด้วยความไม่ประมาทเถิด.. ฉะนั้น ขึ้นชื่อว่าบาปแม้แต่เล็กน้อยก็อย่าทำ แต่เราก็ยังทำอยู่ ยังเพ้อเจ้อฟุ้งซ่าน เพราะจิตของเรามีลักษณะห้ามยาก รักษายาก กวัดแกว่ง และเป็นทุกข์ เราจึงต้องฝึกจิต
เราต้องรู้เสียก่อนว่า การที่จะไปสู่ความเป็นพระโสดาบันต้องเป็นไปได้ด้วยการเจริญวิปัสสนากรรมฐานเท่านั้น แล้วเราก็อาศัยการเจริญวิปัสสนาให้เกิดความคุ้น ที่สำคัญคือต้องวางโยนิโสมนสิการให้ถูก ความสำคัญของความพ้นทุกข์ไม่ได้อยู่ที่ใครทำมานานหรือยัง แต่อยู่ที่ว่าเริ่มต้นถูกหรือเปล่า เราจะไปทิศเหนือ.. หัวขบวนรถจักรต้องไปสายเหนือ และก็วางใจลงว่า ถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง..แต่ถึงแน่นอนเพราะหัวรถจักรไปถูกทิศ เมื่อเราขึ้นรถไฟถูกขบวนแล้วแม้จะไปช้าหน่อยมันก็ถึง แต่ถ้าเผื่อไปรถด่วนขบวนสุดท้ายที่จะออกแล้วไม่มีขบวนอื่นอีกแล้ว แต่ไปขึ้นที่สายใต้ ถึงจะไปรถด่วนก็ไปผิดทิศ ฉะนั้น ไปแบบถูก..ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง
การบอกตนเองว่ารู้ กับการบอกตนเองว่าไม่รู้ บัณฑิตชอบอย่างไหนค่ะ? ชอบความไม่รู้ เพราะยิ่งอวดยิ่งอด ยิ่งลดยิ่งเพิ่ม ข้าวที่ดีย่อมโน้มหนักลงสู่ดิน แต่ข้าวพันธุ์ไม่ดีจะชูรวงสลอน หากยิ่งเราอวดว่าเรารู้ก็จะยิ่งอดเพราะครูไม่ให้ความรู้.. ก็เธอรู้แล้วนี่ แต่ถ้ายิ่งลดก็ยิ่งได้เพิ่ม
การได้เสวนาธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เรารู้ว่า ที่เรามีความคิดอันนี้..ถูกไหม ? เมื่อรู้ว่าไม่ถูกเราจะได้ละทิ้ง เมื่อรู้ว่าถูกเราจะได้ดำเนินต่อไป ทุกวันนี้ก็อยากจะถามเหมือนกันว่า รู้จักวิปัสสนากรรมฐานกันจริงหรือเปล่า? เพราะถ้าเข้าใจไม่ถูกต้องก็จะวางใจไม่ถูกต้อง เหมือนวางขบวนรถจักรไว้ผิดราง ถึงจะตั้งใจทำยังไงก็จะไม่เกิดผลดี
โดย น้องกิ๊ฟ [4 พ.ค. 2554 , 23:10:14 น.] ( IP = 58.9.50.220 : : )
สลักธรรม 7
การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นการกระทำจิตให้ประกอบไปด้วยปัญญา ปัญญามี ๓ ระดับ คือ สุตามยปัญญา จินตามยปัญญา และภาวนามยปัญญา
สุตามยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดขึ้นจากการฟัง แล้วต้องเข้าใจด้วย และก็ไม่ใช่ฟังอะไรก็ได้ ฟังผ่านหูแล้วคิดว่าเกิดบุญ แต่ต้องรู้ด้วยเป็นบุญอะไร เพราะมีทั้งบุญที่ทำให้วัฏฏะเนิ่นนาน แม้จะได้เกิดดี ก็ตาม
สุตามยปัญญา คือปัญญาที่เกิดขึ้นจากการฟังพระธรรมคำสอน หรือมีความเข้าใจเนื้อธรรมนั้นอย่างแตกฉานจึงจะเกิดสุตามยปัญญา เหมือนกับที่อธิบาย การเห็น ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะมีเหตุ ๔ อย่างมาประชุมกัน คือ มีประสาทตาดี . มีแสงสว่าง มีมนสิการ มีรูปารมณ์ การเห็นจึงเกิดขึ้นได้
แล้วเราก็พิสูจน์เลย ...ถ้าประสาทตาเราไม่ดี เราก็เห็นอะไรไม่ได้หรือไม่ชัด ต้องใช้แว่น มีคอนแทคเลนส์มาช่วย ถึงประสาทตาดีแต่ไม่มีแสงสว่าง เราก็เห็นไม่ได้ และถ้าไม่มีรูปารมณ์สิ่งที่มาให้เห็น เราไม่เห็น ถ้ามีรูปารมณ์แต่ขาดมนสิการก็เห็นไม่ได้อีก จึงจะเห็นได้ว่า เมื่อเราเรียนอย่างนี้ เข้าใจก็คือ สุตามยปัญญาปัญญาที่เกิดขึ้นจากการฟังและเข้าใจ เข้าใจถ่องแท้เลย และสุตามยปัญญาก็จะทำให้จินตามยปัญญาเกิดขึ้น
ส่วนเรื่องของบุคคลไตรเหตุกับทวิเหตุนี่ ท่านบอกว่าเป็นเรื่องของการพ้นทุกข์ในชาตินั้นๆ เช่นในชาตินี้เราจะทำมรรคผลนิพพาน บุคคลนั้นสมบูรณ์ด้วยไตรเหตุแล้วปฏิสนธิด้วยไตรเหตุ อโลภะเหตุ อโทสะเหตุ อโมหะเหตุ โดยมีวิริยะ สติมา สัมปชาโนอย่างเต็มที่ในกาลที่สมบูรณ์ โอกาสของมรรคผลนิพพานก็มีได้ นอกจากนั้นท่านก็อธิบายในเรื่องของอัทธานด้วย
โดย น้องกิ๊ฟ [4 พ.ค. 2554 , 23:10:46 น.] ( IP = 58.9.50.220 : : )
สลักธรรม 8
ย้อนกลับมาในเรื่องของการเห็นที่ต้องประกอบไปด้วยเหตุ ๔ อย่าง แล้วเราเถียงไม่ได้เขาเรียกว่ายอมรับ แต่ยังรู้ไม่จริง เพราะยังมีปัจจัยอีก ๗๓ การยอมรับตรงนี้เหมือนการยอมรับว่า บุคคลไตรเหตุเท่านั้นนะที่จะพ้นทุกข์ แต่ปัจจัยที่ทำให้พ้นทุกข์ไม่ใช่เกิดจากไตรเหตุอย่างเดียว มีอีกหลายปัจจัย เราจึงต้องมีการเสวนาไม่ใช่เรียนมุ่งอย่างเดียว ได้คุยกันบ้างได้บอกภูมิกัน ถ้าใครมีมากกว่าก็เอามาเติมให้แก่กัน ใครพร่องอยู่ก็เติมให้ ใครล้นอยู่ก็จะได้เทออกให้
สุตามยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดขึ้นจากการฟังแล้วเข้าใจ แล้วก็เอาไปพิจารณาใคร่ครวญคิด ในเหตุในผลนั้นจินตามยปัญญา แล้วภาวนามยปัญญา เป็นปัญหาที่เกิดจากการเจริญวิปัสสนา โสฬสญาณเกิดขึ้นได้
การไปเข้าปฏิบัติก็เพื่อไปเก็บหอมรอบริบความคุ้นนั่นเอง สร้างความเคยชินกับการเจริญสติ เจริญปัญญา แต่จะเอาความคุ้นนี้มาเป็นประโยชน์ได้ก็ต้องเข้าใจว่า วางใจอย่างไร? การวางใจเป็นเรื่องที่ต้องศึกษา ไม่ใช่อ่านผ่านๆ แต่ต้องเข้าใจจริงๆ โดยเฉพาะหน้าที่ของผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ก็จะขอนำจากหนังสือมาอ่านให้ฟังสัก ๒ หัวข้อ คือ
หน้าที่ของผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน... ท่านบอกว่าต้องมีความเข้าใจที่อาจารย์สอนโดยถูกต้อง คือผู้ปฏิบัติฟังอาจารย์สอนแล้ว ต้องเข้าใจในคำสอนนั้น ไม่ใช่ฟังผ่านๆ หรือฟังแล้วก็ยินดีในคำชี้แจงสั่งสอนของอาจารย์ แต่ไม่สามารถนำเอาคำสอนนั้นไปใช้ในเวลาปฏิบัติได้เพราะฟังไปโดยไม่มีความเข้าใจ ส่วนการที่จะรู้ว่า ครูหรืออาจารย์สอนโดยถูกต้องหรือไม่นั้น ผู้ปฏิบัติจะต้องศึกษาให้เกิดความเข้าใจในเรื่อง ของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานบ้างพอสมควร และถ้าปฏิบัติยังไม่เข้าใจ หรือเข้าใจยังไม่แจ่มแจ้ง ก็ต้องซักถามครูบาอาจารย์ จนให้เกิดความเข้าใจปราศจากความเคลือบแคลงสงสัย เมื่อเข้าใจแล้ว ก็ลงมือกำหนดรูปและนามทันที
และการศึกษาให้มีความเข้าใจในเรื่องวิปัสสนาว่าคืออะไร รู้อะไร เห็นอะไร เรียกว่าวิปัสสนาและประโยชน์ของวิปัสสนาเป็นอย่างไร
โดย น้องกิ๊ฟ [4 พ.ค. 2554 , 23:11:17 น.] ( IP = 58.9.50.220 : : )
สลักธรรม 9
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีการถามว่าทำไมต้องเรียนเรื่องนามรูป มาสัปดาห์นี้จะเติมให้ว่าเมื่อเราจำเป็นต้องเรียนนามรูปแล้วการเรียนนั้นก็ทำให้เกิดความเห็นถูก คือการยอมรับ ว่าชีวิตนั้นก็คือรูปและนาม ในขันธ์ ๕ ของเรานี่คือ รูป ๑ และนาม ๔ รูปก็คือรูปธรรม เวทนาเป็นนามธรรมสัญญาเป็นนามธรรม สังขารเป็นนามธรรม วิญญาณเป็นนามธรรม ประชุมกันนี่เราเรียกว่ากายใจ กายก็คือรูป ใจก็คือนาม
มันมีแต่รูปและนามเท่านั้นจริงๆ แต่เราโดยสมมุติเข้าไปว่า เป็นหญิงเป็นชาย เป็นชื่อนั้นชื่อนี้ เพื่อให้เกิดการแตกต่าง และเรียกขานกันถูกเท่านั้นเองโดยบัญญัติธรรม แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เราไม่ใช่ผู้ชาย เราไม่ใช่ผู้หญิง แต่เราต้องรู้เข้าไปว่าภายใต้ผู้หญิง ผู้ชายนั้น ก็คือเหมือนกัน รูปนามขันธ์ ๕ ซึ่งเหมือนกันทั้งสิ้น แต่กรรมชรูปที่สร้างมาต่างกันมีเพศต่างกัน ก็เพราะอำนาจกรรมที่เราทำมาเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ก็คือมีรูปกับนาม
การเรียนนี้ เพื่อคลายทิฏฐิคือความเห็นผิดว่าเป็นคนเป็นสัตว์ มาเรียนเรื่องจิตเพื่อจะได้เห็นถูกว่า จริงๆ แล้วไม่ใช่คนไม่ใช่สัตว์ เพราะสภาพที่เห็นได้ ได้ยินได้ ได้กลิ่นได้ เป็นสภาพของจิตที่รู้อารมณ์ได้นั่นเอง แล้วจิตนี้ก็ไม่ได้รู้เฉยๆ แต่มีความรู้สึกชอบ ยินดี พอใจ คือมีเวทนาเกิดขึ้น เวทนาต่างๆ นี่แหละก็คือตัวที่เจตสิกทั้งหลายนี่ เข้ามาทำหน้าที่ปรุง
เจตสิกมี ๕๒ ดวง มีเป็นเวทนาเจตสิก ๑ ดวง และสัญญาเจตสิก ๑ ดวง นอกนั้นเป็น สังขารขันธ์ ๕๐ ดวง รวมเป็น ๕๒ เราต้องศึกษาให้เวลากับการเรียนในเรื่องนี้ เพราะเจตสิกแต่ละดวงมีลักษณะแตกต่างกัน จึงต้องมีห้องเรียนเพื่อใช้สอน อาจารย์บุญมี เมธางกูร ท่านยืนสอนพระอภิธรรมทั้ง ๙ ปริจเฉทถึง ๑๔ ปี และผลของการสอนมา ๑๔ ปี ก็ยังมีคนโง่อยู่เลย แล้วอย่างเราจะไปเร็วกันได้อย่างไร
การไปในทางมรรคผลนิพพานต้องมีการลงทุน แต่ลงทุนแล้วเราไม่เสียเปรียบ แต่วิชาทางโลกที่เราลงทุนเรียนมาจนจบเป็นวิศวะหรือเป็นอะไร พอตายแล้วก็ลืมหมด แต่ที่เราลงทุนกันอยู่นี้เป็นปัญญาบารมี ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอาจารย์เพ็ญภัทร์ สอนทั้ง ๙ ปริจเฉทแค่ ๗ ปี ก็จบแล้ว ถ้าเวลาผ่านไปอาจจะเรียนกันแค่ ๓ ปีจบก็ได้
โดย น้องกิ๊ฟ [4 พ.ค. 2554 , 23:11:46 น.] ( IP = 58.9.50.220 : : )
สลักธรรม 10
การเรียนนั้นก็เพื่อให้รู้ว่าอะไรเป็นรูปเป็นนาม เป็นนามอะไร เป็นรูปอะไร เมื่อเข้าใจแล้วก็เอารูปนามมาหมั่นระลึก คือหมั่นระลึกในรูปนาม หมั่นระลึกว่าอะไรปรากฏขึ้น เป็นนามหรือเป็นรูป โดยที่มีข้อปฏิบัติไว้เพื่อถ่ายทอนสัญญาวิปลาส ทิฏฐิวิปลาส จิตวิปลาสออกไป แล้วก็วางแผนผังออกมาโดยอารมณ์ ๖
ทางตา ... โดยธรรมชาติของเรา ตาเราไปกระทบกับรูป จึงเกิดการเห็น แล้วเราก็โง่ มีความวิปลาสหลงว่าเราเห็น เมื่อหลงว่าเราเห็น แล้วเราเห็น เมื่อเราเห็น สัญญาของเรามันตีเทียบ ตรงนี้โมหะเข้าแล้ว มันก็เป็นเหตุให้เกิดโลภะ หรือโทสะได้ ในอารมณ์นั้นก็คืออภิชฌา และก็โทมนัสโดยมีโมหะเป็นมูล เพราะเราไม่รู้ความจริงคือไม่มีทิฏฐุชุกรรมตรงนั้นแหละที่เห็นไม่ตรงหรือเรียกว่า เราโยนิโสไม่ถูกต้อง
ทางตา ... เวลาเห็น ไม่ว่าเห็นอะไรก็แล้วแต่ มันเป็นลักษณะของจิตที่ทำหน้าที่เห็นเท่านั้น เห็นดีเห็นไม่ดี คือจักขุวิญญาณเท่านั้น แต่จะดีไม่ดีเป็นเรื่องวิบากที่เราแก้ไม่ได้ แต่เราแก้ความเห็นผิดว่าใครเห็นได้ ก็คือกำหนดลงไปว่า นามเห็น เป็นการกำหนดหรือทำความรู้สึกใหม่ว่า นามเห็น นั่นแหละคือกำลังกระทำด้วยปัญญาหรือเรียกว่ากำลังทำความเห็นให้ตรงนั้นเอง ตรงต่อความจริงว่าคือ นามเห็น แต่มันจะเป็นอะไรมันเป็นเรื่องของวิบากซึ่งเราแก้ไม่ได้ แต่เราแก้ตรงความเห็นผิดว่าเราเห็นได้ ฉะนั้น ทางตา... เวลารูปารมณ์มากระทบ... กำหนดนามเห็น
ทางหู ... เช่นเดียวกัน หูมีไว้ได้ยิน ประกอบไปด้วยเหตุ ๔ ปัจจัยอีก ๗๐ กว่า เสียงคือความสั่นสะเทือนของอากาศ มีเสียงสูง เสียงกลาง เสียงต่ำ เสียงนั้นเสียงนี้ ล้วนเป็นคลื่นความถี่ ที่เข้ามากระทบหู ทำให้เราได้ยินเสียง ทำให้เกิดเสียงขึ้นมาเรียกว่า ได้ยิน เรามีความเห็นผิด มาอยู่ตลอดเวลาว่า เราได้ยิน มันจึงทำให้เกิดอภิชฌาและโทมนัสได้ เราต้องเปลี่ยนแปลงความเห็นผิดนั้น เมื่อได้ยินกำหนด นามได้ยิน ทิฏฐิถูกทำลาย ก็คือทำลายโมหะนั่นเอง ทำลายหัวหน้าที่เป็นโมหะ
ทางจมูก ... ไปกระทบกลิ่น กลิ่นมีอยู่ ๒ กลิ่น หอมกับเหม็น เมื่อเราได้กลิ่นหอมๆ เราก็รู้สึกชื่นใจ เพราะเราได้กลิ่น แต่ถ้าเผื่อเราได้กลิ่นผายลมก็เหม็น แต่จริงๆ กลิ่นนั้น จะหอมจะเหม็น เป็น รูปกลิ่น เรามีความเห็นผิดว่า เราเหม็น แท้ที่จริงกลิ่นเหม็น กลิ่นหอม กลิ่นเป็นรูป คือ รูปหอม หรือ รูปเหม็น ฉะนั้น จึงต้องมีโยนิโสมนสิการไปให้ถูก ทำความเห็นให้ตรงก็คือ รูปกลิ่น
ทางลิ้น .... เปรี้ยว หวาน มัน เค็มเผ็ด จืด เป็นรูป พริกก็เผ็ดด้วยพริกเอง เกลือก็เค็มด้วยเกลือเอง ไม่ใช่เราเค็ม ฉะนั้น รูปนั้นแหละ วัตถุนั้นแหละ ที่เปรี้ยว วัตถุนั้นแหละที่เค็ม ไม่ใช่เรา แต่เราโง่หลงว่าเราเค็ม เราจึงเติมน้ำตาล เราโง่หลงว่าเราเผ็ด เพราะจริงๆ พริกเอาออกจากปากก็ออกไป เอาสิ่งที่เผ็ดเข้ามาเอง เรามีความเห็นผิดตั้งนานแล้วจึงต้องกำหนด รูปรส รสอะไรก็กำหนดไป
ทางกาย... เย็น ร้อน อ่อนแข็ง หย่อน ตึง เป็นรูป รู้สึกก็เป็นนาม มีทั้งนามและรูป เราศึกษาตามทวารพวกนี้เป็นการชี้ให้เห็นว่าทำไมจึงต้องศึกษาเรื่องนามรูป และวันนี้ทำไมจึงต้องกำหนดนามรูป เพราะการกำหนดนามรูป เป็นการรื้อสัญญาวิปลาส สัญญาวิปลาสคือความจำที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง หรือจิตวิปลาสความเข้าใจผิดที่มันฝังอยู่ในจิต และทิฏฐิปลาส ความเห็นผิด
ฉะนั้นรื้อไป ๓ แท้ที่จริงมันคือรูปคือนาม พอรื้อสัญญาออกไป ตัวสัญญาวิปลาสทั้งหลาย จิตวิปลาส ทิฏฐิวิปลาสทำให้สังโยชน์เครื่องร้อยรัดตึงชีวิตเราอยู่ ก็คือสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ๓ ตัว ใหญ่ๆ ที่พระโสดาบันประหารได้เด็ดขาดแล้ว แต่เรากำลังทำหน้าที่ริดรอนให้ทิฏฐิเหล่านั้นเบาบางไป สักวันหนึ่งเมื่อเราทำอยู่บ่อยๆ ก็จะทำให้หมดไปได้ ถึงแม้จะไกลแค่ไหนก็ถึงแน่นอน ขอเพียงอย่าหมดความเพียร พระพุทธองค์บอกว่าต้องอาศัยสติมา สัมปชาโน คือปัญญา
โดย ดอกแก้ว [4 พ.ค. 2554 , 23:12:20 น.] ( IP = 58.9.50.220 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |