มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


วิธีเข้าถึงความหลุดพ้น




วิธีเข้าถึงความหลุดพ้น ๕ ประการ


ในการเจริญอริยมรรคจนเกิดวิมุตติขึ้นมานั้นล้วนจะต้องมีทั้งการรู้พร้อมทั้งอรรถ คือเนื้อความ และธรรม คือความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในสิ่งที่กำลังพิจารณานั้นอยู่ด้วยเสมอ ซึ่งการกระทำอันเป็นที่ตั้งแห่งการรู้พร้อมซึ่งอรรถและธรรมนั้นก็มีอยู่ ๕ ประการ อันได้แก่



๑. การฟังธรรมที่มีผู้อื่นสาธยายอยู่ แล้วมีการรู้พร้อมซึ่งอรรถและธรรมแห่งธรรมที่กำลังฟังอยู่นั้น แล้ว...ฯ
๒. เราเป็นผู้แสดงธรรมเอง ในขณะแสดงธรรมอยู่นั้น มีการรู้พร้อมซึ่งอรรถและธรรมแห่งธรรมที่แสดงอยู่นั้น แล้ว..ฯ
๓. กำลังสาธยายท่องบ่นธรรมอยู่ เกิดความรู้พร้อมในอรรถและธรรมแห่งธรรมที่กำลังสาธยายอยู่ แล้ว...ฯ
๔. นำธรรมที่ได้เคยฟังหรือเคยศึกษามา มาตรึกตรอง เกิดความรู้พร้อมในอรรถและธรรมแห่งธรรมที่กำลังตรึกตรองอยู่นั้นแล้ว...ฯ
๕. มีการอบรมสมาธิ และเกิดปัญญาแทงตลอดในธรรมที่กำลังสัมผัสอยู่ เกิดความรู้พร้อมในอรรถและธรรมแห่งธรรมที่กำลังสัมผัสอยู่ แล้ว...ฯ


เมื่อเกิดความรู้พร้อมในอรรถและธรรมแม้จากกรณีใดกรณีหนึ่งแล้ว จิตย่อมปราโมทย์ด้วยความรู้นั้น แล้วเกิดปีติจากปราโมทย์ มีกายระงับด้วยปีติ เสวยสุขด้วยนามกาย อันเกิดจากกายระงับนั้น แล้วมีจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิเพราะความสุขนั้น และเมื่อเป็นผู้ไม่ประมาท ย่อมมีตนส่งไปในกระแสแห่งธรรมสมาธินั้นๆ จิตก็พ้นจากอุปาทาน หรือมีการบรรลุมรรคผลขึ้นมาตามลำดับที่ปฏิบัติถึง


ผู้ไม่ประมาทนั้นได้ทรงสอนไว้ว่า


“การมีสติสำรวมในอินทรีย์ทั้งหลาย คือสำรวมตาอยู่ เมื่อบุคคลสำรวมในตาแล้ว จิตเขาย่อมไม่เกลือกกลั้วในรูปทั้งหลายที่จะพึงรู้แจ้งด้วยตา เมื่อเขามีจิตไม่เกลือกกลั้ว ปราโมทย์ย่อมเกิด เมื่อมีปราโมทย์แล้ว ปีติย่อมเกิด เมื่อใจมีปีติ กายย่อมสงบ ผู้มีกายสงบย่อมอยู่เป็นสุข จิตของผู้มีสุขย่อมตั้งมั่น เมื่อจิตตั้งมั่นแล้วธรรมทั้งหลายย่อมปรากฏ เพราะธรรมทั้งหลายปรากฏ บุคคลนั้นย่อมถึงซึ่งการนับว่าเป็นผู้มีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาทโดยแท้” (ซึ่งในกรณีของหู จมูก ลิ้น กาย และใจก็ทรงตรัสไว้เหมือนกับกรณีของตา)


สรุปได้ว่าความไม่ประมาทจัดเป็นเลิศในธรรมทั้งปวง คือเมื่อเราไม่ประมาทก็จะทำให้ธรรมที่ดีงามทั้งหมดเกิดขึ้น ซึ่งความไม่ประมาทนี้ก็คือ การมีสติและสำรวมระวังตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจไม่ให้เกิดความยินดีและยินร้ายในอารมณ์ทั้งหลาย เป็นการเจริญอริยมรรค



โดย ธีรวัส [12 พ.ค. 2554 , 06:26:36 น.] ( IP = 61.90.97.242 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

การกระทำอันเป็นที่ตั้งแห่งการรู้พร้อมซึ่งอรรถและธรรมนั้นมีการเข้าสู่การบรรลุธรรมทั้ง ๕ ทางนี้ ในทางที่ ๑. การฟังธรรมที่มีผู้อื่นสาธยายอยู่ แล้วมีการรู้พร้อมซึ่งอรรถและธรรมแห่งธรรมที่กำลังฟังอยู่นั้น ในครั้งพุทธกาลจะพบพุทธสาวกสมัยแรกๆครั้งพุทธสมัยที่มีสาวกบารมีเต็มเปี่ยมจะพบบรรลุธรรมในข้อ ๑ อาทิ ปัญจวัคคีย์ พระยสะ เป็นต้น แต่ที่เป็นเลิศในการฟังคือ พระพาหิยทารุจิยะ
ในเรื่องของพระพาหิยทารุจิยะที่น่าสนใจ

พระพาหิยทารุจิยะได้ไปพบพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งกำลังเสด็จจาริกไป เมื่อท่านพาหิยะได้แลเห็นพระพุทธเจ้า ด้วยพระพุทธสิริอันหาที่เปรียบมิได้ ก็บังเกิดปิติขึ้นท่วมท้น แล้วก็น้อมสรีระไปแล้ว กราบลงที่ระหว่างถนนด้วยเบญจางคประดิษฐ์จับที่ข้อพระบาทไว้มั่นแล้ว กราบทูลว่า อาราธนาพระพุทธองค์ให้แสดงธรรมโปรด
ลำดับนั้น พระศาสดาทรงตรัสห้ามเขาไว้ด้วยเหตุว่ามิใช่เวลาเหมาะ เพราะเป็นเวลาที่พระพุทธองค์จะทรงบิณฑบาตพาหิยะ ก็ได้กราบทูลวิงวอนซ้ำอีก พระพุทธองค์ก็ทรงตรัสห้ามอีกเป็นครั้งที่สอง ในครั้งที่สามเมื่อท่านพาหิยะทูลวิงวอนอีก พระศาสดาได้มีพระดำริว่า ที่ท่านห้ามท่านพาหิยะถึงสองครั้งก็ด้วยเหตุว่า นับตั้งแต่เวลาที่ท่านพาหิยะเห็นพระพุทธองค์แล้ว เขาก็มีปิติท่วมท้นไปทั้งร่างกาย ในช่วงเวลาที่ปิติมีกำลังมากนี้ แม้จะได้ฟังธรรม ก็จักไม่ทำให้ท่านสามารถบรรลุธรรมได้เลย อีกประการหนึ่งเป็นเพราะทรงเห็นว่าพาหิยะมีความกระวนกระวายในการฟังธรรมมาก ซึ่งก็เป็นเหตุให้ไม่สามารถบรรลุธรรมได้เช่นกัน เพราะเหตุนั้นพระศาสดาจึงตรัสห้ามถึง ๒ ครั้ง ครั้นเมื่อเขาทูลขอในครั้งที่ ๓ ทรงพิจารณาเห็นความแกร่งกล้าในอินทรีย์ของท่านพาหิยะพร้อมแล้ว จึงทรงประทับยืนอยู่ในระหว่างทางและได้ทรงแสดงธรรมโดยย่อว่า


ดูกรพาหิยะ เพราะเหตุนั้นแล ท่านพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เมื่อเห็นจักเป็นสักว่าเห็น เมื่อฟังจักเป็นสักว่าฟัง เมื่อทราบจักเป็นสักว่าทราบ เมื่อรู้แจ้งจักเป็นสักว่ารู้แจ้ง
ดูกรพาหิยะ ท่านพึงศึกษาอย่างนี้แล
ดูกรพาหิยะ ในกาลใดแล เมื่อท่านเห็นจักเป็นสักว่าเห็น เมื่อฟังจักเป็นสักว่าฟัง เมื่อทราบจักเป็นสักว่าทราบ เมื่อรู้แจ้งจักเป็นสักว่ารู้แจ้ง ในกาลนั้น ท่านย่อมไม่มี ในกาลใด ท่านไม่มี ในกาลนั้น ท่านย่อมไม่มีในโลกนี้ ย่อมไม่มีในโลกหน้าย่อมไม่มีในระหว่างโลกทั้งสอง นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์ ฯ

พาหิยะนั้นขณะกำลังฟังธรรมของพระศาสดาอยู่นั่นแล ได้ทำอาสวะทั้งปวงให้หมดสิ้นไปแล้ว ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔
ครั้นแล้วท่านจึงได้ทูลขอบรรพชากะพระผู้มีพระภาคเจ้าในขณะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามท่านว่า ท่านนั้นได้มีบาตรและจีวรครบแล้วหรือ ? ท่านพาหิยะกราบทูลว่า ยังไม่มี พระเจ้าข้า พระศาสดาจึงตรัสให้ท่านไปแสวงหาบาตรและจีวรมาก่อน แล้วก็เสด็จหลีกไป


พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า บาตรและจีวรที่สำเร็จด้วยฤทธิ์ จักไม่เกิดขึ้นแก่เขาแน่จึงมิได้ประทานการบรรพชาด้วยเอหิภิกขุ
ได้ทราบมาว่า ในอดีตที่ท่านพาหิยะบำเพ็ญสมณธรรมมาสิ้น ๒ หมื่นปี ท่านไม่ได้ทำการสงเคราะห์บาตรหรือจีวรแก่ภิกษุแม้รูปหนึ่งเลย อรรถกถาจารย์บางท่านกล่าวว่า ในอดีต เมื่อสมัยโลกว่างจากพระพุทธศาสนา ท่านเป็นโจร เที่ยวไปในป่า เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง เพราะความโลภในบาตรและจีวร จึงใช้ธนูยิงท่านแล้วถือเอาบาตรและจีวรไป ด้วยเหตุนั้น บาตรและจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์จึงมิปรากฏ

ในเวลาที่ท่านพาหิยทารุจิยะกำลังแสวงหาบาตรและจีวร จากกองขยะอยู่นั้น ขณะที่ท่านกำลังดึงเอาเศษผ้าออกจากกองขยะอยู่ นางยักษิณีผู้มีเวรกันในกาลก่อน เข้าสิงในร่างของโคแม่ลูกอ่อนตัวหนึ่ง วิ่งเข้าขวิดท่านที่โคนขาข้างซ้าย ล้มลงเสียชีวิตอยู่ในกองขยะนั่นเอง

หลังจากที่ภิกษุทั้งหลายทราบข่าวได้ทูลถามพระพุทธองค์ถึงคติภพ (ภพเบื้องหน้า) ของท่านพาหิยะ
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสบอกแก่ภิกษุเหล่านั้นว่าท่านพาหิยะปรินิพพานแล้ว ภิกษุทั้งหลายทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงตรัสบอกว่า ท่านพาหิยทารุจีริยะบรรลุพระอรหัตที่ไหน.


และเมื่อตรัสว่า ในเวลาที่ฟังธรรมของเรา พวกภิกษุจึงทูลถามว่า ก็พระองค์แสดงธรรมแก่ท่านในเวลาไหน. พระศาสดาตรัสว่า เมื่อเรากำลังบิณฑบาตยืนอยู่ระหว่างถนนวันนี้เอง. ภิกษุทั้งหลายทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมที่พระองค์ยืนตรัสในระหว่างถนนนั้นมีประมาณน้อย ท่านทำคุณวิเศษให้เกิดด้วยเหตุเพียงเท่านั้นได้อย่างไร. พระศาสดาเมื่อทรงแสดงว่า ภิกษุทั้งหลายเธออย่าประมาณธรรมของเราว่ามีน้อยหรือมาก แม้คาถาตั้งหลายพันแต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ไม่ประเสริฐเลย ส่วนบทคาถาแม้บทเดียวซึ่งประกอบด้วยประโยชน์ยังประเสริฐกว่า


พระศาสดาทรงทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ (เหตุเกิดเรื่อง) จึงสถาปนาท่านพาหิยะทารุจิริยะไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าภิกษุสาวกทั้งหลาย ผู้ตรัสรู้ได้โดยพลัน

โดย ธีรวัส [12 พ.ค. 2554 , 07:11:06 น.] ( IP = 61.90.97.242 : : )


  สลักธรรม 2

อนุโมทนาค่ะ

โดย สุธาดา (Suthada.t) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [31 พ.ค. 2554 , 08:26:49 น.] ( IP = 202.6.107.74 : : 172.16.249.156 )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org