มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ละครชีวิต






ละครชีวิต
โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
๘ พฤษภาคม ๒๕๕๔



หลังจากที่การทำสมาธิเสร็จสิ้นแล้วก็ให้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานต่อ โดยให้ระลึกรู้สึกในท่านั่งของแต่ละคน ที่ถึงแม้จะไม่เหมือนกัน แต่ก็คือรูปนั่งทั้งสิ้น ถ้าหากใครมีความเมื่อยกับการที่เรานั่งสมาธิมาพักหนึ่งแล้วก่อนที่จะเปลี่ยนอิริยาบถ เราสังเกตและรู้สึกในอาการนั้นก่อน

คือ ความเมื่อยนั้นเป็นนาม...กำหนดนามเมื่อยแล้วค่อยเปลี่ยนอิริยาบถ และเมื่อเปลี่ยนอิริยาบถแล้ว เช่น เปลี่ยนจากขัดสมาธิไปเป็นนั่งพับเพียบ ก็สังเกตในอิริยาบถใหม่ที่เกิดขึ้นต่อไปอีกสักพักหนึ่ง

แต่บางคนก็มีความรู้สึกทางใจ เช่น นึกถึงเพลงสำหรับทำสมาธิที่เพิ่งจบลงไป หรือกำลังนึกถึงเรื่องอื่น ขณะนี้ท่านไม่ได้มีหน้าที่ที่จะต้องไปนึก ..ตรงนั้นให้กำหนดนามฟุ้ง หรือถ้ารู้ทัน...ก็กำหนดนามรู้ หรือใครที่ฟังคำอธิยนี้จบแล้วมีความเข้าใจ ...ก็กำหนดนามเข้าใจ เพราะมันเป็นเรื่องของความเข้าใจ

และในขณะทำตามคำที่จะสั่งต่อไปนี้ให้ทุกคนสังเกตให้ทั่ว ขอสั่งว่า “ให้ทุกคนยืนขึ้น” เมื่อการยืนเกิดขึ้นแล้ว ...ก็กำหนดรูปยืนของท่านต่อไป มีอะไรเกิดขึ้นก็สังเกตไปตามความเป็นจริงในปัจจุบัน ทุกคนสามารถทำอะไรก็ได้…5hkมีเหตุให้ทำ แต่ห้ามทำโดย “อยากทำ” ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องทำอิริยาบถอะไรทั้งปวง …เอาละได้เวลาพอสมควรแล้วให้ทุกคนนั่งลง

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [12 พ.ค. 2554 , 10:37:13 น.] ( IP = 125.27.174.35 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1





คำถาม ขณะที่อยู่ในอาการของรูปยืนนั้นมันรู้สึกไปทั่ว แล้วตัวเอนไปเอนมา แล้วก็พยายามฝืนไม่ให้มันเอน ถูกต้องหรือไม่คะ?

คำตอบ นั่นก็คือการไปบังคับ ขณะที่อยู่ในอาการรูปยืนนั้น รับรองเลยว่าสติเราสังเกตชัดในความเคลื่อนไหว จึงรู้สึกทันที ต้องกำหนดนามรู้สึกในการเคลื่อนไหว เพราะทุกอย่างมันเป็นธรรมชาติ คนสูงอายุที่ไม่เคยยืนนาน ๆ เมื่อยืนแล้วมันก็เกิดการโคลงเคลงเป็นธรรมชาติ เราก็เข้าไปรู้ในธรรมชาติเพียงแต่เอา “เรา” ออกเท่านั้นเอง

เมื่อเรารู้ว่ามันโคลงเคลง แต่เราไม่อยากจะโคลงเคลง นี่ก็คือตัณหาทั้งนั้นเลย แต่ถ้าเป็นการปฏิบัติวิปัสสนาก็จะเป็นเพียง “นามรู้สึก” หรือถ้าขณะนั้นรู้สุกว่าโคลงเคลงมากไป..ก็กำหนดนามรู้สึกแล้วแก้ไข เช่น นั่งลง เพราะมีเหตุที่ทำให้เราต้องนั่ง เพราะการยืนอย่างนี้เรายืนไม่ไหวแล้ว อย่าไปควบคุมบังคับชีวิต แต่ให้ไปรู้ว่า อะไรเกิดขึ้น ...ก็รู้ รู้ รู้ คือมันรู้ได้หลายอย่าง แต่พอรู้แล้วว่ามันจะแย่ แย่...นั้นก็คือ.. นามรู้ว่าทุกข์ แล้ว ก็แก้ไข

เมื่อรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น มันก็เป็นการทำงานของจิตที่ประกอบไปด้วยปัญญา เป็นแสงสว่างที่ส่องเข้าไปในชีวิตเท่านั้นเองว่ามีอะไรเกิดขึ้น วิปัสสนาจึงไม่ได้ให้ไปทำอย่างอื่นเลย ฉะนั้น ก่อนที่จะทำเราจะต้องมีความเข้าใจ เสียก่อน และนี่ก็คือประโยชน์ของการศึกษา และถ้าหากไม่มีการเสวนาธรรม ไม่มีการซักถาม ไม่มีการแนะแนวแล้ว ก็เหมือนกับการให้ตำราไปแล้วปล่อยทิ้งไป

เมื่อสักครู่ที่บอกว่า มันรู้สึกไปทั่ว...นั่นเป็นสิ่งที่ดี เมื่อรู้สึกทั่วแล้วมันโคลงเคลง...เป็นความรู้สึกที่ถูก แต่ความรู้สึกนั้นไม่ถูกต้องแล้ว ที่พยายามบังคับอยากให้มันอยู่นิ่ง ๆ นั้น..ผิด เราอย่าอยู่อย่างอยาก แต่อยู่อย่างผู้รู้แค่นั้นเอง ตรงอยากมันมี ไม่ต้องมาปฏิบัติมันก็อยากอยู่แล้ว แต่มาปฏิบัติเพื่อเอาอยากออกเท่านั้นเอง มีแค่หน้าที่รู้

โดย น้องกิ๊ฟ [12 พ.ค. 2554 , 10:38:21 น.] ( IP = 125.27.174.35 : : )


  สลักธรรม 2





เมื่อเช้านี้เปิดเพลงละครชีวิตให้พวกท่านทำสมาธิ เนื้อเพลงก็มีอยู่ว่า

ถึงยามสำราญขอท่านฟังฉันหน่อยก่อน แม้นดูละครแล้วกลับมาย้อนดูตัว คือ ชีวิตเรา รูปนามขันธ์ ๕

พระ นาง ตัวโกงถึงคราวออกโรงพันพัว ชวนหัวเมามัวเต้นยั่วดังฝัน คือ โลภะ โทสะ โมหะ ที่ทำให้ลุ่มหลง เพ้อฝัน และงมงาย

ละครระกำช้ำจิตใจ ละครดีใจเราหัวร่อ นั่นแหละภาพล้อเราทุกวัน คือ อภิชฌา และโทมนัส เวลา เราไม่ชอบอารมณ์ เราก็เกิดโทมนัส เวลาเราชอบเราก็เกิดอภิชฌา ในอารมณ์ที่เราพอใจ เพราะเรามีโมหะ

บทตัวละครมีแต่ยอกย้อนชวนให้ระเริงจิตใจให้เคลิ้มไปพลัน คือ ตั้งแต่เช้าเราลืมตาจนหลับตา มีอยู่ ๒ อารมณ์มี พอใจ กับ ไม่พอใจ สลับกัน เป็นเช่นนี้ทุกวันแล้วเราก็หลงเพลิดเพลินไปว่า เป็นเรา เป็นของของเรา

ละครมีสอนใจกัน ละครเลิกแล้วลืมพลัน เหมือนนอนหลับฝันเพียงคืน คือ ฉะนั้น ธรรมะคือชีวิตนี้สอนให้เรารู้ว่าทุกอย่างเป็นธรรมชาติที่มีการเกิดดับ และก็เป็นเช่นนี้ไปจนตาย ถ้าเผื่อเราไม่ได้เรียนธรรมะ เราจึงต้องเวียนว่ายตายเกิด ในสังสารวัฏ

นี่คือการนำบทเพลงเข้าสู่การปฏิบัติวิปัสสนา ... ทุกคนเรียนแล้วว่าสภาวธรรมทั้งหลาย ไม่ใช่คนไม่ใช่สัตว์ และคำๆ นี้ก็จะมีความรู้สึกต่างกันเลยระหว่างคนที่เรียนกับคนที่ไม่ได้เรียน อย่างผู้ที่มาถามว่า ทำไมต้องศึกษานาม-รูป? พอได้คำตอบไปแล้วก็เข้าใจ และความเข้าใจแล้วนี้ก็ทำให้รู้สึกได้ว่า เป็นความเข้าใจที่แตกต่างจากเมื่อก่อนคือตอนที่ยังไม่ได้รับคำตอบว่าศึกษารูปนามไปทำไม

การที่เรามาเรียนละครชีวิตของตัวเอง คือ จิต ๘๙ หรือ ๑๒๑ เจตสิก ๕๒ รูป ๒๘ นั้น จิต ๘๙ หรือ ๑๒๑ นั้น เรามีสิทธิ์แค่ ๔๕ ดวง ฉะนั้น เราก็ต้องสนใจว่า ๔๕ ดวงนั้นมีอะไรบ้าง? คือ อกุศลจิต ๑๒ มหากุศลจิต ๘ อเหุตกจิต ๑๗ (เว้นหสิตุปปาทจิต ๑) และ มหาวิบากจิต ๘ แต่เราไม่มีฌานจิตที่เป็นกลุ่มของมหัคตจิตเพราะเราทำไม่ได้ เมื่อเรียนแล้วก็จะได้ไม่ตู่ว่าเราเป็นพวกมหัคตจิต เพราะมันมีวิธีการกระทำมากมาย เมื่อเรียนแล้วเราก็จะไม่กล่าวอะไรพล่อย ๆ เช่น เราไปเจอพระสุปฏิปันโน เพราะว่าเราจะได้เรียนจิตที่เป็นของพระสุปฏิปันโนก็คือมรรคจิต มรรคจิตนี้แหละเป็นจิตของพระสุปฏิปันโน

โดย น้องกิ๊ฟ [12 พ.ค. 2554 , 10:38:40 น.] ( IP = 125.27.174.35 : : )


  สลักธรรม 3






เมื่อได้รู้ว่าละครชีวิตของเราประกอบไปด้วยอะไร...เรามีทั้งโลภะ โทสะ โมหะ เราได้รู้ว่า สิ่งที่เรามีอยู่นี้ หน้าตามันเป็นอย่างไร? และเมื่อเกิดแล้วมันประกอบไปด้วยบาปชนิดไหนบ้าง เช่น บาปที่ประกอบไปด้วยทิฏฐิคตสัมปยุต บาปที่ประกอบไปด้วยทิฏฐิคตวิปยุตคือมีมานะ บาปประเภทอสังขาริกไม่มีใครชักชวน บาปแบบสสังขาริกมีการชักชวน ซึ่งเรายอมรับโดยรวมแล้วว่ามีโลภะ โทสะ โมหะ แล้วโลภะ โทสะ โมหะ นั้นก็มีหน้าตาแปลกแตกต่างกันไป

เราเข้าใจแล้วว่า โลภะมูลจิตมี ๘ ดวง และพอหลับตาก็เห็นภาพพร้อมทั้งนึกชื่อได้ คือ โสมนสฺสสหคตํ ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกฺกํ ....สสงฺขาริกกํ อุเบกฺขาสหคตํ ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกฺกํ ....สสงฺขาริกกํ โสมนสฺสสหคตํ ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกฺกํ ....สสงฺขาริกกํ อุเบกฺขาสหคตํ ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกฺกํ ....สสงฺขาริกกํ แล้วเราแปลความหมายได้หมด แล้ว

พอเราดำรงชีวิตอยู่ …เราอยากกิน ก็เดินไปร้านอาหาร ระหว่างสั่งอาหารก็เพลิดเพลินกับกิเลส แต่ถ้าเรานั่งอยู่และนึกได้ว่า “ไม่มีใครชักชวน” เราเลยนะ เรามาเอง ให้เราสำรวจตัวเองว่า มันจิตดวงไหน มันตรงกับจิตที่พระพุทธเจ้าเคยสอนไว้ เราสามารถวงกลมความชั่วของเราได้ ล้อมกรอบมันไว้ว่าคือ โลภะ คือ โสมนสฺสสหคตํ ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกฺกํ

แล้วพอเรานั่งอยู่ก็เรียกเพื่อนเข้ามา…เพื่อนก็เข้ามา เราก็รู้เลยว่า เพื่อนของเราหน้าตาอย่างนี้ คือ โสมนสฺสสหคตํ ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกกํ

พอนั่งกินไปๆ อำนาจความยินดีที่มันปรากฏขึ้นครั้งแรกก็ลดไปแล้ว จิตของเราก็กลายเป็น อุเบกขาสสหคตํ ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกกํ ก็ปรากฏขึ้นแทน อย่างนี้เราก็จะพิจารณาได้ทั้งของตัวเองและก็ของเพื่อน จะสามารถอ่านตัวเองว่าจิตประเภทใดกำลังปรากฏขึ้น

และขณะที่เรากำลังนึกถึงจิตนี้ เราเป็นคนไหม? ไม่เป็น ก็จะเห็นว่า แม้ความรู้ในขณะเรียนก็ยังทำลายความเห็นผิดได้เลย ถ้าหากเราหมั่นนำไปสำรวจตัวเองบ่อยๆ แล้วสภาพความเป็น “เรา” ก็จะค่อยๆ หลุดออกไปได้ ฉะนั้น ความเป็นเราจึงไม่ได้ออกไปโดยวิปัสสนาอย่างเดียว แต่ยังสามารถออกด้วยปัญญาแห่งสุตามยปัญญาที่เกิดขึ้นอย่างชัดแล้วจินตามยปัญญา เพราะในขณะที่เรานึกนี่แหละ จินตามยปัญญามันเกิดขึ้นได้

โดย น้องกิ๊ฟ [12 พ.ค. 2554 , 10:38:58 น.] ( IP = 125.27.174.35 : : )


  สลักธรรม 4






สภาพโทสะเราก็พิจารณาได้เหมือนกัน หรืออเหตุกจิตมี ๑๘ แล้วทำไมเรามี ๑๗ ก็ต้องรู้ว่า ตัดไปเลย หสิตุปปาทจิต ๑ คือจิตยิ้มของพระอรหันต์ จากนั้นก็มาหาอเหตุกจิต ๑๗ ที่เหลือว่าคืออะไรบ้าง มันที่ตั้งแห่งการเกิดขึ้นแห่ง รูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ แล้วอยู่ที่ไหนล่ะ? ก็อยู่ที่ปสาทตาของเรา ....ที่ตั้งรับรูปารมณ์ทั้งที่ดีกับไม่ดี เรียกว่าวิบาก

ฉะนั้น ก็เป็นสภาพจิตทั้งหมดเลย แล้วจิตก็ไม่ได้เกิดเองตามลำพัง แต่จะต้องมีเจตสิกเข้าร่วมประชุมคือเข้าร่วมการทำงานกับจิต เช่น โลภมูลจิตดวงแรกประกอบไปด้วยเจตสิก ๑๙ ดวง คือ อัญญสมานาเจตสิก ๑๓ โมจตุกะ ๔ โลติกะ ๒ เราก็จะเห็นว่าสภาพชีวิตคนมันไม่มีแต่เราไปคิดว่ามี เมื่อเราเข้าใจพื้นฐานนี้แล้วก็เข้าสู่วิปัสสนา เพื่อ “เรา” ไม่มี

เรียนให้ยอมรับว่า “เรา”ไม่มี มีแต่จิต เจตสิก รูป พอมาปฏิบัติมีความเห็นถูกแล้วว่า เราไม่มี เราก็จะไม่อยากจะทำอย่างนั้นอีก ฉะนั้น ทำไมเราอยากจะควบคุมไม่ให้มันเคลื่อนไหว? ทำไมเอาเราเข้าไปอีกล่ะ? ทำไมเอาอยากเข้าไปอีกล่ะ ? ปริยัติกับปฏิบัตินั้นต้องสอดคล้องกัน

เรียนเพื่อให้รู้ว่าไม่มีตัวตนคนสัตว์ มีกิเลส อาสวะ มีจิต มีเจตสิก รูป ที่มันคอยบงการชีวิตให้ต้องวนเวียนอยู่อย่างนี้ เมื่อได้มารู้แล้วก็จะเลิกอยู่กับโลภะ โทสะ โมหะ เพราะมันพาเราชวนหัวเมามัวเต้นยั่วดั่งฝัน แล้วฝันเป็นความจริงไหม? ไม่จริง ลืมตามาหายหมด เช่นเดียวกัน โลภะเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป โทสะเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป โมหะเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป ความพอใจเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป ความไม่พอใจเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป แต่เราหลงว่าสิ่งเหล่านี้ยังมีอยู่ ที่จริงมันไม่มี และมันเกิดขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ

เหมือนไฟนี่ ไฟติดอยู่หรือเปล่า ... เราเห็นว่าติดอยู่ แต่นี่คือภาพที่ลวงตาและลวงใจที่ไม่มีใครหลอกคุณเลย ถ้าเป็นภาษาธรรมะเขาเรียกว่า วิปลาสไปเอง เพราะไฟนี้มิได้ติดอยู่ แต่มีการเกิดขึ้นแทนความดับเร็วมาก จนเราไม่สามารถเข้าไปเห็นความสืบต่อของการดับ เราจึงตัดสินทันทีว่าติดอยู่ แท้ที่จริงมันมีการเกิดดับ

เช่นเดียวกับชีวิตเรา ทุกวันนี้ที่ยังคงเห็นอยู่ตลอดเวลา ก็เหมือนกับเราเห็นดอกไม้อยู่ตลอดเวลา ก็เหมือนกับไฟติดอยู่ตลอดเวลา แต่จริงๆ มีรูปารมณ์สะท้อนประสาทตาอย่างต่อเนื่อง เรามีมนสิการอยู่อย่างต่อเนื่อง เราจึงเห็นอยู่ ภาพนี้มันมีการเกิดดับขึ้นแทนการดับต่อเนื่อง แล้วเราก็มามนสิการอยู่ที่เดียว มันจึงเหมือนว่า เราเห็นอยู่ มีอยู่ แล้วเราก็ยึด แท้ที่จริงถ้าเผื่อดอกไม้มันหุบๆ บานๆ มันเกิดดับๆ ไม่สามารถจะไปยึดครองอะไรได้ เพราะเราไม่มีสัณฐานอันเป็นตำแหน่งให้เกิดอภิชฌาและโทมนัส เพราะมันมีสภาพเกิดดับ

แต่ในขณะนี้เรายังไม่มีความสามารถถึงขนาดนั้น เพราะความสามารถขนาดนั้นต้องก้าวเข้าไปอยู่ในสัมมสนญาณ แต่ตรงนี้ที่สามารถอธิบายได้ก็ด้วยปริยัติ ซึ่งเราก็ต้องเริ่มต้นศึกษาตรงนี้ให้เข้าใจเสียก่อนอย่าอยากได้อะไรข้ามขั้น พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ทำอะไรเลยในวิปัสสนา แต่มีหน้าเดียวก็คือ อย่าอาศัยชีวิตด้วยตัณหาและอวิชชา สองตัวเท่านั้น

โดย น้องกิ๊ฟ [12 พ.ค. 2554 , 10:39:14 น.] ( IP = 125.27.174.35 : : )


  สลักธรรม 5






การปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์ หรือเรียกว่าทางสายเอกก็มีแค่นี้ คือ อย่าอยาก เพราะอยากเป็นโลภะ โลภะเป็นสมุทัย สมุทัยคือ เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ เพราะถ้าเราอยาก แต่มันไม่สมอยาก สภาพใจเราก็ไม่พอใจ ก็ทุกข์ เราเองแหละเป็นผู้หาสมุทัยใส่ใจตลอดเวลา แล้วเราก็ได้รับผลของสมุทัยนั้น วิปัสสนาจึงอยู่อย่างอย่าอยากนะ อย่าอยากนั่ง อย่าอยากเดิน อย่าอยากยืน อย่าอยากนอน อย่าอยากได้อะไรเลย มีหน้าที่รู้เฉยๆ รู้ว่าอะไรเกิดขึ้น ทำเพื่อแก้ทุกข์ ไม่ใช่ทำเพื่อแก้อยาก

เช่น ข้าวอร่อยหรือไม่อร่อย ..อิ่มได้เหมือนกัน นั่งตรงนี้เมื่อยก็เปลี่ยนเป็นพับเพียบก็แก้เมื่อยได้ แต่บางคนพอบอกเมื่อยปุ๊บก็ลุกขึ้นเดินเลย ฉะนั้น เปลี่ยนแค่อิริยาบถนิดเดียวเท่านั้นเองมันก็หายเมื่อยได้ แต่ที่อยากไปเดินนี่ อยากรีแลกซ์ และก็มือห้อยหลัง เดินตรวจตราเป็นยาม ตรงนั้นก็ไม่ใช่ เพราะไม่จำเป็น

เราต้องรู้ว่าจำเป็นหรือไม่ ต้องมีมาตรฐานว่าทำแค่พอดี พองาม ยิ่งเข้าปฏิบัติวิปัสสนาด้วยแล้วก็ต้องทำแค่พอดี พองาม อะไรที่เกินไปก็ไม่งาม เช่น ปกติเราเห็นหน้ากันอยู่อย่างนี้ ทำแค่พองามในอาการที่เราเคยทำอย่างไร ทำอย่างนั้น แต่เอา”อยาก” ออกเท่านั้นเอง เคยนั่งท่าไหนก็นั่งท่านั้น แต่อย่าทำอิริยาบถให้ผิดปกติ อะไรที่ไม่สำรวมก็ไม่ควรทำ เพราะนั่งอย่างนี้ยังดูอาการยากเลย

อันตัณหามันลวงล่อให้ก่อเกิด ตรองดูเถิดจับสิ่งชั่วตัวตัณหา ถ้าจับเป็นก็จะเห็นอนัตตา ว่าตัณหามันเป็นของให้หมองใจ ...ท่านจึงไม่ให้ทำทุกอย่างด้วยตัณหาแต่ทำด้วยจำเป็น เช่น จำเป็นต้องยืน ก็ยืนไป เพราะขณะนี้นั่งอยู่ มดมาเต็มแล้ว ขืนนั่งต่อไปมดไต่ขึ้นตัว ก็ยืนซิ เดินหนีซิ หรือว่าแดดมันมาตรงนี้แล้ว และก็ไม่ต้องทนเกินไป ยังไม่เมื่อยนั่งไป แดดจะเผานั่งไป นี่ก็เกินไป คือต้องรู้พอดีพองาม เรารู้ว่าเราทนได้แค่ไหน ทุกวันนี้เราแก้ไขอยู่เรื่อยๆ แต่ไม่รู้ และพอไปปฏิบัติเราก็แก้ไข แต่ก่อนแก้เรื่อยๆ นั้น รู้ว่าทำไมถึงต้องทำ เราต้องทำตนเองเป็นอิ๊กคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญา ก็คือไปหาคำตอบกับชีวิตให้มากว่าทำไปทำไม?

อย่าทำด้วยตัณหา อย่าเลี้ยงชีวิตด้วยอวิชชา .. โง่ คือ โง่ทาง ๖ ทวาร เรานึกว่าเราเห็น แท้ที่จริงนามเห็น ต้องมีนามมาแทนไม่ใช่เรา เรา โง่หลงว่าเราได้ยิน แท้ที่จริงนามได้ยิน เราโง่หลงว่าเรา เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด จืด แท้ที่จริงรูปรส เราโง่หลงว่าเราได้กลิ่น ที่จริงรูปกลิ่น การเดิน ยืน นั่ง นอน เหยียด คู้ ก้ม เงย เป็นรูป และทางใจก็เกิดขึ้นได้ เช่น รัก เกลียด ชอบ ชัง ฟุ้ง นาม เมื่อย รู้สึกเมื่อย รู้สึกปวด นามรู้สึก

ให้นำสิ่งเหล่านี้ที่เราเรียนแล้วเอามาตั้งแทนที่ “ฉัน” แค่นั้นเอง และดูว่าอาการเป็นอย่างไร ก็คอยรู้ และพอมันจะยืน โคลงเคลงไปแล้ว และเราก็รู้สึกว่า จิตใจเราไม่สงบ พอไม่สงบเรารู้แล้วซิว่าเป็นอกุศล เมื่อความไม่สงบเป็นเหตุให้เกิดอกุศลแล้วจะยืนอยู่ต่อไปไหม? ไม่ เพราะเหมือนกับว่าทำอย่างนี้จะบาป เรารู้แล้วก็แก้เสีย แก้ไขมานั่ง ไม่ใช่ดันทุรังยืนต่อไป ...หน้าที่ของเรามีแค่นี้

ท่านจึงต้องทำความเข้าใจ ทำอย่างไร ทำเพื่ออะไร เรื่องวิปัสสนานี่พูดซ้ำๆ เพราะเรื่องมีแค่รูปนาม ตามทวาร ตามความเป็นจริงว่า อย่าอยู่แบบนี้ ถ้าใครปฏิบัติแล้วก็จะมีคำถามจะมีมากมายก่ายกองมาถาม เพราะเหมือนเราไปเข้าแบบฝึกหัดใหม่ เราไปเอาตัวเองเป็นเครื่องทดลอง เราจะได้ประสบการณ์เยอะแยะ ซึ่งถูกบ้างผิดบ้าง และไม่รู้บ้างว่าถูกหรือผิด ที่นี้แหละจึงมีคำถามเยอะแยะเลย ถ้าถามว่ามีใครจะถามอะไรบ้าง แต่ไม่มีใครถามเพราะ นี่ก็เพราะไม่มีใครทำ

โดย น้องกิ๊ฟ [12 พ.ค. 2554 , 10:39:30 น.] ( IP = 125.27.174.35 : : )


  สลักธรรม 6







ถาม ทางตากำหนดรูปไม่ได้หรือ?

ตอบ มาทำความเข้าใจให้ยอมรับจริงๆ ก่อนว่า จิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ เจตสิกเป็นธรรมชาติที่ประกอบกับจิต เกิดขึ้นพร้อมจิต มีวัตถุที่อาศัยเดียวกับจิตดับไปพร้อมกับจิต จิตเป็นธรรมชาติที่เปรียบเสมือนน้ำ ซึ่งไม่มีสี เจตสิกเปรียบเสมือนสีต่างๆ ที่เข้าไปผสมน้ำให้น้ำนั้นเป็นสีแดงก็ได้ สีเหลืองก็ได้ สีเขียวก็ได้ สภาพแดงคือสภาพเจตสิก สภาพน้ำคือสภาพจิต ถ้าเผื่อเราบอกน้ำแดง ห่างกันไม่ได้ฉันใด จิตกับเจตสิกห่างกันไม่ได้ฉันนั้น นี่คือปรมัตถ์ ...ยอมรับนะ เมื่อยอมรับแล้วก็จะต้องไม่มีคำถามอีกเลยว่า ทำไมจิตกับเจตสิกเกิดขึ้นพร้อมกัน

หรือ เราเรียนมาแล้วว่าวิบากเกิดขึ้นจักขุทวาร โสตทวาร ฆานวัตถุ ชิวหาวัตถุ กายวัตถุ เขาเรียกว่าทวิปัญญวิญญาณ ๑๐ ตา ๒ หู ๒ จมูก ๒ ลิ้น ๒ กาย ๒ อกุศลวิบากคือที่เรารับไม่ดี และอเหตุกกุศลวิบากคือที่รับอารมณ์ที่ดี

หรือเราเรียนมาแล้วว่า จิต มีชื่อเรียก ๑๐ ชนิด คือ จิต มโน หทัย มนัส ปัณฑระ มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์ และมโนวิญญาณธาตุ ที่มีชื่อต่างๆก็เปรียบว่า ตอนเราเป็นเด็กเรียกว่า เด็กชาย พอเราโตขึ้นหน่อยเรียกว่า นาย แต่ถ้าไปเข้าเฝ้าในหลวงก็ต้องเรียกตัวเอวงว่า ข้าพระพุทธเจ้า แต่หมายถึงเราคนเดียว ก็คือจิตนั่นแหละ แต่ใช้ในที่ต่างๆ ตามความเหมาะสมเหมือนสรรพนาม

ทางจักขุคือเห็น โสตคือได้ยิน ฆานะคือได้กลิ่น ชิวหาคือรู้รส กายคือรู้สัมผัส นี่เป็นของคู่กัน ถ้าหากเห็นอย่างนี้แล้วก็ไม่มี “เรา” อยู่ตรงไหนเลย ในโลกนี้ไม่มีอะไรเลยนอกจากรูปนาม จึงต้องกำหนดรูปนาม ถามว่าทำไมต้องเรียนรูปนาม เพราะอธิบายยังไงมันก็คือรูปกับนาม


จักขุวิญญาณเป็นนาม รูปารมณ์เป็นรูป

โสตวิญญาณเป็นนาม สัทธารมณ์เป็นรูป

ฆานวิญญาณเป็นนาม คันธารมณ์เป็นรูป

ชิวหาวิญญาณเป็นนาม รสารมณ์เป็นรูป

กายวิญญาณเป็นนาม โผฏฐัพพารมณ์เป็นรูป

โดย น้องกิ๊ฟ [12 พ.ค. 2554 , 10:39:48 น.] ( IP = 125.27.174.35 : : )


  สลักธรรม 7






วิปัสสนาธุระ แปลว่า ปัญญาที่รู้จริง เห็นจริง มาดูคู่แรก ในชีวิตประจำวันของเรา เราบอกว่าเราเห็น บนกระดานใครเห็น นามเห็น หน้าที่เขาทำหน้าที่เป็นนาม นามเห็น แต่เรา we เป็นบัญญัติ ฉัน หรือ เรา หรือ I หรือ we หรืออั๊ว เป็นบัญญัติ ต้องเอาบัญญัติออกให้เหมือนกันหมดคือ มีจักขุวิญญาณ มีรูปารมณ์ แล้วเราโง่ หลงว่าเราเห็น คนอื่นเขาก็เห็น ไม่ใช่เราเห็นคนเดียว แมวก็เห็น สุนัขก็เห็น แต่สารพัดสัตว์ต้องมีจักขุวิญญาณแล้วมีเหตุที่ดี มีประสาทตาดี มีแสงสว่าง มีรูปารมณ์ มีมนสิการ และในพวกนี้ก็คือรูปนามอีกแหละ เหตุนี่และปัจจัยต่างๆ รูปกับนามอีกแหละ ไม่มีอย่างอื่นเลย

ฉะนั้น เราหลงผิดว่าเราเห็น เราเห็นรูปารมณ์ ไหนเราอยู่ตรงไหน ก็บอกว่าการเห็นประกอบไปด้วยเหตุ ๔ จักขุวิญญาณ ไม่ใช่ประกอบไปด้วยเรา มีแสงสว่าง ใช่ไหม ฉะนั้น เรานี่ก็คือบัญญัติ เอาเราทั้งหมดเลยแล้วมาดูก่อนว่าเราอยู่ตรงไหน พระอภิธรรมพิสูจน์ถ้าเผื่อมีเราเกิดขึ้นได้ ตรงนี้ที่เราเห็น...ผิด

ทางตา.. ใครเป็นผู้เห็น? นามเป็นผู้เห็น จึงทางตาไม่มีเลยที่จะกำหนดรูปได้ จึงต้องกำหนดนามเห็น ไม่ว่ากี่ร้อยกี่พันชาติ นามเท่านั้นเป็นผู้เห็น รูปก็คือคลื่นแสงเป็นรูปารมณ์ ซึ่งถ้าเผื่อมีอยู่ แต่ถ้าเผื่อขาดมนสิการ เห็นไม่ได้ เพราะว่าสิ่งที่เราเห็นจะเป็นรูปยังไง ถ้าเราไม่มีรูป มีนาม ก็ไม่มีการเห็นเกิดขึ้น รูปก็มี คลื่นแสงก็มี แต่ความสำคัญอยู่ ที่จักขุวิญญาณ แล้วจักขุวิญญาณเป็นนาม เราโง่ตรงที่เราเอาจักขุวิญญาณเป็นเรา แท้ที่จริงนามเห็น ท่านต้องการให้เอาโง่ออก เพราะโง่นั้นเป็นฉนวนชีวิต ที่ทำให้ไม่สามารถพิชิตสังสารวัฏ


โสตวิญญาณเป็นนาม สัทธารมณ์เป็นรูป

โสตเสียง คือ ความสั่นสะเทือนของอากาศ คลื่นเสียง มันสะท้อนเข้ามาในหูเรา ต้องมีประสาทหูดี มีช่องว่างระหว่างหู มีคลื่นเสียง ต้องตั้งใจฟัง ดังนั้น โสตวิญญาณเป็นผู้ทำหน้าที่ได้ยิน สัทธารมณ์ คือรูปเสียง เราโง่หลงว่าเราได้ยิน ทางหูจึงต้องกำหนดนามได้ยินหรือได้ยินแล้วรู้อะไร ก็คือนามรู้ นามได้ยิน นามเข้าใจ


ฆานวิญญาณเป็นนาม คันธารมณ์เป็นรูป

ฆานวิญญาณ มีหน้าที่ ได้กลิ่น คันธารมณ์ เหม็น กับ หอม เช่น อึสุนัข อึแมว เราโง่หลงว่าเราเหม็น แท้ที่จริงอึมันเหม็น เราเดินไปเจออึ แมวหายเหม็นไหม แต่ถ้าเราเหม็นอึแมว ปิดในรูจมูกค่ะ เราโง่ น้ำหอมเราเดินไปไกล น้ำหอมก็ยังคงสภาพกลิ่นนั้น อยู่ เราหลงว่าเราหอม เหม็น แท้ที่จริงมันเป็นรูป เราจึงต้องกำหนดรูปเหม็น แต่ถ้าเผื่อเรารู้สึกนั่นคือนาม แต่ถ้าเผื่อหอมเหม็นแรงๆ คือรูป ท่านแยกให้เห็นรูปเหม็น รูปหอม กำหนดนามไม่ได้ เพราะนามไม่ได้เหม็น นามไม่ได้หอม นามมีหน้าที่รู้หอมหรือเหม็น


ชิวหาวิญญาณเป็นนาม รสารมณ์เป็นรูป

ชิวหาวิญญาณคือนาม รูปรส พริก กับ เกลือ เกลือใส่ปากใครไม่ว่า คนไทย จีน แขก ฝรั่ง เค็มเหมือนกันหมด มีรสเดียวเกลือ ฉะนั้น เมื่อเราหยิบเกลือ ใส่ปาก เกลือมีรสเค็ม เป็นรูปรส ใส่ปากเราจึงรู้สึกแต่ไม่ใช่เราเค็ม รู้สึกเค็ม แต่ความเค็มคือ เกลือ พริกเผ็ด เราใส่ปากกัดเผ็ด เอาออกจากปากใส่ปากคนอื่นต่อ ยังคงเผ็ดอยู่ไม๊ เผ็ดอยู่ ลูกชุบไม่เผ็ด แต่พอเราเห็นปุ๊บ รู้เลยว่าพริก ลักษณะเผ็ด เราหลงผิดว่าเราเผ็ด เราเปรี้ยว เราเค็ม เราจืด แท้ที่จริงรูปต่างๆ

ฉะนั้น นี่แหละ จึงต้องกำหนดรูปรสต่างๆ นี่คือสิ่งที่เถียงไม่ได้ ลองดูเถอะ คุ้ยตำรามา มาค้านกับเหตุผล พระพุทธเจ้าสอนเราเถียงไม่ได้ คำสอนที่เป็นสัจจะ ความจริง เมื่อเรายอมแล้ว ยอมว่าสิ่งนี้จริง เหมือนกับว่าขณะนี้ เรายอมยกให้ เป็นพ่อแบบ คงหมดข้อสงสัยแล้วนะว่าทำไมต้องกำหนด

โดย น้องกิ๊ฟ [12 พ.ค. 2554 , 10:40:05 น.] ( IP = 125.27.174.35 : : )


  สลักธรรม 8







ตรงนี้คือทฤษฏีคันถธุระต้องเข้าใจและตรงวิปัสสนาธุระคือนำไปใช้เท่านั้นเอง เมื่อลองใช้แล้วจะเกิดคำถามที่เกิดจากปัญญาไม่ใช่เกิดคำถามจากสัญญา แล้วปัญญานั้นจะพาไปให้พ้นทุกข์แต่คำถามที่เกิดขึ้นจากสัญญาไม่ได้พ้นทุกข์

พระอภิธรรมยิ่งใหญ่จริงๆ เป็นธรรมะที่ยิ่งใหญ่ว่าไว้ถึงเรื่องชีวิตจิตใจ ผู้มีปัญญาเท่านั้นที่จะเข้าใจและเรียนรู้ได้ ตอนนี้เราอาจจะรู้น้อยแต่เรากำลังสร้างนิสัยเป็นผู้มีฐานเหมือนแก้วภาชนะที่พร้อม ขณะนี้เราเป็นช่างปั้นตัวเองอยู่ จะเบี้ยวจะบิดก็ช่าง ขอให้เราหมั่นปั้นเถอะ ขึ้นรูปให้ได้ด้วยความตั้งใจของนามนี่แหละ เมื่อภาชนะของเราดีแล้วเราเดินทางไปในวัฏฏะสงสาร ไปเจอผู้รู้ ท่านก็จูงเราไปพาเราไป ในสมัยที่พระศรีอาริยเมตไตรย์อุบัติขึ้นตรัสรู้อนุสตรสัมมาสัมโพธิญาณ พอท่านประกาศธรรมปุ๊บเราก็อาจมีชีวิตเหมือนพระอริยสาวกที่อ่านจากพระพุทธประวัติก็ได้ที่สำเร็จได้เลย

ท่านเหล่านั้นอาศัยความเข้าใจและความเพียร เพียรเจียระไนตัวเองให้เป็นภาชนะที่รองรับอุทกธรรมของพระพุทธเจ้าที่หลั่งไหลเป็นธารน้ำออกมา ที่พระพุทธเจ้าตรัสแม้แต่กระทั่งคำสั้นๆ เราก็อ๋อ ตอนนี้คำยาวๆ เราเอ๋อไปก่อนไม่เป็นไร แต่ขอให้ถามและให้เข้าใจเท่านั้นเอง จะเอ๋อเท่าไหร่อาจารย์ไม่ใส่ใจ เพียงแต่เอ๋อแล้ว อ๋อให้ได้ เอ๋อแล้วไม่ยอมอ๋อ แล้วก็เอ๋ออยู่อย่างนั้นก็น่ากลุ้ม

ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในสากลโลกจงพิทักษ์รักษาทุกท่านให้มีปัญญาฉับไว มีสติอันแข็งกล้า มีปัญญาอันสามารถหยั่งรู้ในธรรมที่พระตถาคตเจ้า องค์สมเด็จพระศาสดาพระสัมมาสัมพุทธจ้าได้ ทรงชี้แนะไว้แล้วขอให้สามารถทำหน้าที่คันธธุระวิปัสสนาธุระได้โดยตลอดรอดฝั่ง ทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคน อนุโมทนาค่ะ




อนุโมทนากับน้องฟูและน้องนวลผู้ถอดเทปค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [12 พ.ค. 2554 , 10:40:52 น.] ( IP = 125.27.174.35 : : )


  สลักธรรม 9


ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [12 พ.ค. 2554 , 14:24:51 น.] ( IP = 124.122.213.28 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org