มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


เรียนถามข้อสงสัยบางประการเกี่ยวกับ อารัมมณาธิปติปัจจัย




ได้อ่านคู่มือพระอภิธัมมัตถสังคหะ มีกล่าวเกี่ยวกับอารัมมณาธิปติปัจจัย มีตอนหนึ่งที่สงสัยคือ

(๗) อพยากตะเป็นปัจจัยแก่อกุสล เอาใจใส่เป็นพิเศษในวัตถุ ๖, กามอารมณ์ ๕, โลกียวิบาก ๓๑ (เว้นทุกขสหคตกายวิญญาณ ๑) และกิริยาจิต ๒๐ เป็น อารัมมณาธิปติปัจจัย เกิดความเพลิดเพลิน มี ราคะ
ทิฏฐิ อันได้แก่ โลภจิต ๘ ขึ้น เป็นอารัมมณาธิปติปัจจยุบบันน

เกิดความสงสัยตรงที่ทำตัวหนาไว้ คือ กิริยาจิต 20 ทำไมถึงเป็น อารัมมณาธิปติปัจจัยให้เกิดอกุศลจิตได้ครับ เพราะตามความเข้าใจ กิริยาจิตเกิดกับพระอรหันต์เท่านั้น (มีกิริยาจิต 2 ดวงที่เกิดกับปุถุชนได้ด้วยคือ ปัญจทวาราวัชนจิตและมโนทวารวัชชนจิต)

พระอรหันต์ซึ่งประหารกิเลสสิ้นแล้ว ไม่มีกุศลจิต และอกุศลจิตอีกเลย มีแต่ วิบากจิต และ กิริยาจิต เลยเกิดความสงสัยว่าทำไม กิริยาจิต 20 จึงเป็นปัจจัยให้เกิดอกุศลจิตได้ครับ

ในปัจจัยอื่นๆ เช่น อารัมมณปัจจัย อารัมมณูปนิสสยปัจจัย ฯลฯ ก็มีกล่าวไว้ทำนองนี้เช่นกันครับ และได้ไปดูในพระไตรปิฎก ก็กล่าวไว้ในทำนองเดียวกัน (หัวข้อ 495) (หัวข้อ 504) เป็นต้น ตามลิงค์นี้ครับ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔๐ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๗
มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๑
http://www.84000.org/tipitaka/pitaka3/v.php?B=40&A=5805&Z=6772&pagebreak=0

ขอบพระคุณครับ

โดย เรียนถาม (เรียนถาม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 พ.ค. 2554 , 17:15:26 น.] ( IP = 202.176.81.233 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1


สวัสดีค่ะ
ในเรื่องของอารัมมณาธิปติปัจจัย
ในปัญหาวาระข้อที่๗) อพยากตะ => อกุสล

พิจารณาดูอารัมมณาธิปติปัจจัยธรรมก่อนนะคะ
- วัตถุ ๖ คือ จักขุปสาทรูป โสตปสาทรูป ฆานปสาทรูป ชิวหาปสาทรูป กายปสาทรูป และหทยรูป
- กามอารมณ์ ๕ คือ รูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์
- โลกียวิบากจิต ๓๑ (เว้นทุกข์กาย ๑)
- กิริยาจิต ๒๐
- เจตสิก ๓๕ (เว้นวิรตี ๓)

ปัจจัยธรรมมีทั้งนามและรูปและเป็นอัพยากตะจึงหมายเอาวิบากขันธ์เลยค่ะ

*อารัมมณาธิปติปัจจัยธรรมจึงอาจเขียนได้ว่า ได้แก่
-โลกียวิบากจิต ๓๑ (เว้นทุกขกาย๑)
- กิริยาจิต ๒๐
- เจตสิก ๓๕ (เว้นวิรตี ๓)และ
- อิฏฐนิปผันนรูป ๑๘ (มหาภูตรูป ๔, ปสาทรูป ๕, วิสยรูป ๔(วัณณะ สัททะ คันธะ รสะ), ภาวรูป ๒, หทยรูป ๑, ชีวิตรูป ๑,โอชารูป๑)

*ส่วนอารัมมณาธิปติปัจจยุปบันนธรรม ได้แก่โลภมูลจิต ๘ เจตสิก ๒๒ (หรือเขียนว่า โลภจิตตุปบาท ๘) เท่านั้น

ที่ถามว่า ทำไมกิริยาจิตจึงเป็นอารัมมณาธิปติปัจจัยธรรมได้

...ตรงนี้จะต้องเข้าใจค่ะว่ามิได้หมายเอาเฉพาะจิตเท่านั้น แต่เป็นการหมายถึงปัจจัยธรรมทั้งหมดมาอธิบาย ซึ่งก็ได้แก่วิบากขันธ์ของพระอรหันต์เลยค่ะที่เป็นอธิบดีอารมณ์ให้ผู้อื่นเกิดโลภมูลจิตได้

ตัวอย่างเช่น โสเรยยะ ที่เห็น พระมหากัจจายนเถระซึ่งเป็นพระอรหันต์ที่มีรูปกายงดงามสง่าผิวพรรณสุกใส เปล่งปลั่งดั่งทองคำ จึงบังเกิดความชื่นชมยินดีเป็นโลภมูลจิต ค่ะ



ในปัจจัยอื่นเช่นอารัมมณูปนิสสยปัจจัย ในปัญหาวาระข้อที่เกี่ยวกับอัพยากตะ ก็จะทำนองเดียวกันนะคะ คือจะหมายถึงวิบากขันธ์นะคะ

โดย พี่ดา [12 พ.ค. 2554 , 21:22:07 น.] ( IP = 124.122.213.28 : : )


  สลักธรรม 2

ขอบพระคุณครับ แต่ยังมีความสงสัยอยู่ครับ

คือถ้ากล่าวว่า วิบากขันธ์ อันนี้ไม่สงสัยเลยครับ แต่เพราะในข้อความนั้น กล่าวไว้ชัดว่า กิริยาจิต 20 (ซึ่งไม่ใช่ชาติวิบาก) หรือในพระไตรปิฎกก็กล่าวไว้ชัดว่า ขันธ์ที่เป็นอัพยากตวิบาก (ได้แก่จิตและเจตสิกที่เป็นชาติวิบาก ซึ่งก็หักออกไปบางส่วนตามรายละเอียดที่มีอธิบายไว้) และ อัพยากตกิริยา

ตามความเข้าใจคือ...
รูป เป็นอัพยากตะ
วิบากขันธ์ เป็นอัพยากตะ คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เป็นชาติวิบาก ก็คือ จิตและเจตสิกที่เป็นชาติวิบาก
ส่วนกิริยาจิตและกิริยาเจตสิก ก็เป็นอัพยากตะ แต่เป็นชาติกิริยา ไม่ใช่ชาติวิบาก

ซึ่งกิริยาจิต 20 ก็คือ อเหตุกกิริยา 3 ดวง มหากิริยา 8 ดวง มหัคคตกิริยา 9 ดวง ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดกับพระอรหันต์ (มีเพียงสองดวงที่เกิดกับปุถุชนได้)
ซึ่งกิริยาจิตเหล่านี้ (เว้น 2 ดวง) ไม่มีทางเป็นอารมณ์ของปุถุชนได้เลย เพราะไม่เกิดกับปุถุชน เป็นอารมณ์ได้เฉพาะพระอรหันต์เท่านั้น

ดังนั้น หากอ่านตามข้อความตามที่ปรากฏในคำภีร์ ก็เลยทำให้งงว่าทำไมจึงแสดงว่า กิริยาจิต 20 หรือ อัพยากตกิริยา มาเป็นอารัมมณาธิปติปัจจัยให้เกิดอกุศลได้ด้วย เพราะควรเป็นอารมณ์ที่เกิดกับพระอรหันต์ซึ่งท่านหมดซึ่งกิเลสแล้ว

ส่วนตรงที่กล่าวว่า หมายเอาวิบากขันธ์ของพระอรหันต์ วิบากขันธ์ของพระอรหันต์ตามความเข้าใจก็คือ วิบากจิตที่เกิดกับพระอรหันต์ (และวิบากเจตสิก) ซึ่งไม่ใช่กิริยาจิต และไม่ใช่รูปขันธ์ เพราะหากกล่าวว่าวิบากขันธ์ตามความเข้าใจจะหมายถึงนามขันธ์ 4 ที่เป็นชาติวิบาก และไม่ได้หมายถึงรูปขันธ์ แม้รูปขันธ์จะเป็นกัมมัชชรูป

วิบากขันธ์อันได้แก่นามขันธ์ 4 ที่เกิดกับพระอรหันต์ก็มาเป็นอารมณ์ของปุถุชนไม่ได้ แต่ถ้าเป็นวิบากขันธ์ที่เกิดกับปุถุชนผู้นั้นเองเป็นอารัมมณาธิปติปัจจัยให้เกิดอกุศลจิตกับผู้นั้นเองได้

สำหรับตัวอย่าง ท่านโสเรยยะเห็นพระมหากัจจายนะมีรูปกายงดงาม อันนี้ตามความเข้าใจก็คือ มีรูปที่เป็นอิฏฐนิปผันนรูปซึ่งเป็นอัพยากตะ เป็นอารมณ์อันยิ่ง ซึ่งถ้าตามนี้ก็ถูกต้องใช่ไหมครับ เพราะอิฏฐนิปผันนรูปซึ่งเป็นอัพพยากตะเป็นอารัมมณาธิปติปัจจัยให้ผู้พบเห็นรับเอามาเป็นอารมณ์อันยิ่งแล้วเกิดอกุศลได้
(ต้องขอขอบพระคุณที่กรุณายกตัวอย่างครับ)

หากจะกรุณาชี้แนะเพิ่มเติมเพื่อความกระจ่าง ก็ขอขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งครับ

โดย เรียนถาม [12 พ.ค. 2554 , 23:42:13 น.] ( IP = 58.64.55.86 : : )


  สลักธรรม 3


ต้องขอโทษด้วยนะคะ ที่เขียนรวบยอดไปหน่อย
ถูกต้องแล้วละคะ
-ตรงส่วนของวิบาก นับว่าเป็นวิบากขันธ์
-ตรงส่วนของกิริยา ก็นับว่าเป็นอัพยากตขันธ์ค่ะ

ขออนุญาตคิดองค์ธรรมให้ดูนะคะ..อารัมมณาธิปติปัจจัยนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในอารัมมณปัจจัย เวลาคิดองค์ธรรมก็เอาองค์ธรรมของอารัมมณปัจจัยเป็นหลักนะคะ..

ธรรมทั้งหมดคือ จิต ๘๙ เจตสิก ๕๒ รูป ๒๘ นิพพาน และบัญญัติเป็นอารมณ์ได้ทั้งหมด

อารมณ์..เป็นธรรมชาติที่จิตยึดหน่วง

อธิบดีอารมณ์ก็หมายถึง..อารมณ์ที่เป็นที่น่าฝักใฝ่ยิ่ง ก็คือต้องเป็นอะไรๆที่ดียิ่งเท่านั้นจิตจึงฝักใฝ่เกิดขึ้นยึดเหนี่ยวอารมณ์นั้นๆ

เพียงแต่อารมณ์ทั้งหมดจะเป็นอธิบดีอารมณ์ได้ไม่หมด
ก็ต้องหักส่วนที่ไม่สามารถเป็นอธิบดีออกไปคือ

- ในส่วนของจิตที่ไม่สามารถเป็นอธิบดีได้คือ
...โทสมูลจิต ๒ ดวง
...โมหมูลจิต ๒ ดวงและ
...ทุกขสหคตกายวิญญาณ ๑ ดวง
จิตที่เป็นอธิบดีอารมณ์ได้จึงเหลือ (๘๙-๕)=๘๔ ดวง

-ในส่วนของเจตสิก ก็ต้องคิดเจตสิกที่ประกอบกับจิต ๘๔ ดวงนี้คือ(๕๒-โทจตุกะ๔-วิจิกิจฉา๑)= ๔๗ ดวง

- รูป ๒๘ ก็หมายเอารูปที่ดียิ่งและรูปที่มีสภาวะรองรับก็คือนิปผันนรูป ๑๘ ดังนั้นรูปที่เป็นอธิบดีอารมณ์ได้ก็คือ อิฏฐนิปผันนรูป ๑๘

- นิพพาน เป็นอธิบดีอารมณ์โดยแน่นอนอยู่แล้ว
- ส่วนบัญญัติ ไม่สามารถเป็นอธิบดีอารมณ์ได้

ก็จะได้องค์ธรรมของอารัมมณาธิปติปัจจัยธรรมคือ
- จิต ๘๔ (เว้นโทสมูลจิต ๒, โมหมูลจิต ๒, ทุกข์กาย ๑)
- เจตสิกที่ประกอบ ๔๗ (เว้นโทจตุกะ ๔, วิจิกิจฉา ๑)
- นิพพาน
- อิฏฐนิปผันนรูป ๑๘


ส่วนการคิดปัจจยุปบันของอารัมมณาธิปติปัจจัยนั้น
- จิต ๘๙ เป็นอารัมมณปัจจยุปบัน แต่มิได้เป็นอารัมมณาธิปติปัจจยุปบันทั้งหมด เพราะต้องพิจารณาตามอารมณ์ค่ะ
...ในส่วนของอกุศลจิต ๑๒ ดวง โทสมูลจิต..จะรับอนิฏฐารมณ์ โมหมูลจิต..เป็นสภาพที่ไม่รู้สภาวะของอารมณ์ ก็จะเหลือเพียง โลภมูลจิต ๘ ดวงเท่านั้นที่รับอธิบดีอารมณ์ได้

...มหากุศลจิต ๘ ดวง สามารถรับอธิบดีอารมณ์ได้
...มหัคคตกุศลจิต ๙ ดวง รับเพียงบัญญัติกรรมฐานอารมณ์เท่านั้น บัญญัติเป็นอธิบดีอารมณ์ไม่ได้ จึงต้องหักมหัคตกุศลจิตออก
...โลกุตตรกุศลจิต หรือมรรคจิต ๔ ดวง ย่อมรับอธิบดีอารมณ์ได้อย่างแน่นอน มีนิพพานเป็นอารมณ๋์

...โลกียวิบากจิต ๓๒ ดวง(กามวิบาก ๒๓+มหัคคตวิบาก๙)เป็นผลของกุศลและอกุศลเท่านั้น มีอารมณ์เป็นอารมณ์เก่า ไม่สามารถรับอธิบดีอารมณ์ได้
...โลกุตตรวิบากจิต หรือผลจิต ๔ ดวงรับอธิบดีอารมณ์ได้อย่างแน่นอน มีนิพพานเป็นอารมณ์

...อเหตุกกิริยาจิต ๓ ดวง ปัญจทวาราวัชชนจิต เป็นจิตที่เกิดขึ้นช่วยงานในวิถีจิต ส่วนหสิตุปปาทจิตเป็นจิตยิ้มของพระอรหันต์..จึงไม่รับอธิบดีอารมณ์
...มหากิริยาญาณสัมปยุตตจิต ๔ ดวงสามารถรับโลกุตตรอารมณ์เป็นอธิบดีอารมณ์ได้เท่านั้น
...มหากิริยาญาณวิปปยุตตจิต ๔ ดวง เป็นจิตของพระอรหันต์ที่ไม่ได้ประกอบด้วยปัญญาเกิดขึ้นรับอารมณ์ธรรมดาทั่วไป
...มหัคคตกิริยาจิต ๙ ดวง มีบัญญัติกรรมฐานเป็นอารมณ์ บัญญัติไม่เป็นอธิบดีอารมณ์

ดังนั้นองค์ธรรมของอารัมมณปัจจยุปบันนธรรมได้แก่
- โลภมูลจิต ๘ ดวง
- มหากุศลจิต ๘ ดวง
- มหากิริยาญาณสัมปยุตตจิต ๔ ดวง
- มรรคจิต ๔ ดวง
- ผลจิต ๔ ดวง
รวม (๘+๘+๔+๔+๔)เป็น ๒๘ ดวง
- เจตสิกที่ประกอบ ๔๕ ดวง (เว้นโทจตุกะ ๔, อิสสา ๑, มัจฉริยะ ๑, วิจิกิจฉา ๑)

โดย พี่ดา [13 พ.ค. 2554 , 10:30:19 น.] ( IP = 124.121.177.81 : : )


  สลักธรรม 4


จากองค์ธรรมดังกล่าว ก็นำมาขยายความด้วยปัญหาวาระต่างๆ ได้ถึง ๗ หัวข้อ เช่น
๑. กุศล => กุศล
๒. กุศล => อกุศล
๓. กุศล => อัพยากตะ
๔. อกุศล => อกุศล
๕. อัพยากตะ => อัพยากตะ
๖. อัพยากตะ => กุศล
๗. อัพยากตะ => อกุศล

ขอโทษนะคะ ที่อาจจะยกยาวไปหน่อย แต่เพื่อชี้ให้เห็น อารมณ์ (ธรรมชาติที่จิตยึดหน่วง)กับ จิต ที่รู้อารมณ์ ออกจากกันให้ได้นะคะ
ก็เพราะว่า...ตรงที่คุณเขียนมาว่า....

ซึ่งกิริยาจิต 20 ก็คือ อเหตุกกิริยา 3 ดวง มหากิริยา 8 ดวง มหัคคตกิริยา 9 ดวง ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดกับพระอรหันต์ (มีเพียงสองดวงที่เกิดกับปุถุชนได้)
ซึ่งกิริยาจิตเหล่านี้ (เว้น 2 ดวง) ไม่มีทางเป็นอารมณ์ของปุถุชนได้เลย เพราะไม่เกิดกับปุถุชน เป็นอารมณ์ได้เฉพาะพระอรหันต์เท่านั้น

ตรงนี้แสดงว่าคุณกำลังสับสน ระหว่าง อารมณ์ และ ผู้รู้อารมณ์ค่ะ

เพราะขณะที่กล่าวว่ามหากิริยาจิต เป็นอารมณ์ ก็จะเป็นคนละอย่างกับขณะที่กล่าวว่ามหากิริยาจิตเป็นผู้รู้อารมณ์นะคะ

- ขณะที่กล่าวถึงมหากิริยาจิตในฐานะเป็นผู้รู้อารมณ์ ...แน่นอน เป็นจิตของพระอรหันต์ ย่อมไม่รับอกุศลเป็นอารมณ์แน่นอน หรือ กล่าวในแง่ของปัจจัยก็คือ
อกุศล ย่อมไม่เป็นอารัมมณปัจจัยแก่ มหากิริยาจิต

- ขณะที่กล่าวถึงมหากิริยาจิตในฐานะเป็นผู้รู้อธิบดีอารมณ์
ก็จะมีแต่มหากิริยาญาณสัมปยุตตจิต ๔ ดวงเท่านั้นที่สามารถรับอธิบดีอารมณ์ได้
และก็รับได้แต่เพียงอรหัตตมรรคจิต ๑ , อรหัตตผลจิต ๑, และพระนิพพาน เห็นได้จาก ปัจจเวกขณวิถีที่เกิดต่อจากอรหัตตมรรควิถี พิจารณา อรหัตตมรรคที่ได้ พิจารณาอรหัตตผลที่ได้ และพิจารณาพระนิพพานที่ได้

- ขณะที่กล่าวในแง่ของอารมณ์ มหากิริยา เป็นอารมณ์ได้นะคะ เป็นได้ทั้งอารัมมณปัจจัยธรรม และ อารัมมณาธิปติปัจจัยธรรม)

ขอพอเท่านี้ก่อนนะคะ หากยังไม่กระจ่างตรงไหน ก็ถามมาใหม่นะคะ ยินดีช่วยขยายให้เท่าที่สามารถค่ะ

โดย พี่ดา [13 พ.ค. 2554 , 10:42:08 น.] ( IP = 124.121.177.81 : : )


  สลักธรรม 5

ต้องขอขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งที่กรุณาสละเวลาครับ

ถ้าจะสรุปประเด็นที่สงสัยโดยรวมก็คือ
มหากิริยาจิตในฐานะที่เป็นผู้รู้อารมณ์ ก็คือมหากิริยาจิตของพระอรหันต์ที่กำลังรับรู้อารมณ์ต่างๆ มีอารมณ์ต่างๆ เป็นอารัมมณปัจจัย ซึ่งไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ใดก็จะไม่เป็นปัจจัยให้เกิดอกุศลจิตแก่พระอรหันต์ได้เลย หรือถ้ามหากิริยาจิตขณะนั้นรู้อรหัตตผลจิต พระนิพพาน ในปัจจเวกขณะ ก็เป็นอารัมมณปัจจัย อารัมมณาธิปติปัจจัย แก่มหากิริยาจิตญาณสัมปยุตต์ 4

ทีนี้ถ้ากล่าวมหากิริยาจิตในฐานะเป็นอารมณ์ที่ถูกรู้ ผู้ที่จะมีมหากิริยาจิตเป็นอารมณ์ให้รู้ได้ก็ต้องเป็นพระอรหันต์อีกเช่นกันใช่ไหมครับ ซึ่งเมื่อรู้แล้วก็ไม่เกิดอกุศลจิต แต่เป็นกิริยาจิตที่มีกิริยาจิตดวงก่อนเป็นอารมณ์ จึงเข้าใจว่าอัพยากตะเป็นอารัมมณปัจจัยแก่อัพยากตะ

แต่พอเห็นข้อความที่แสดงว่า อัพยากตะเป็นปัจจัยแก่อกุศล และกล่าวถึง กิริยาจิต 20 เป็นปัจจัยธรรม โลภมูลจิตเป็นปัจจยุบบันธรรม (จะโดยอารัมณปัจจัย หรือ อารัมมณาธิปติปัจจัยก็ตาม) ทำให้สงสัยว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ในเมื่อผู้ที่จะมีกิริยาจิตเป็นอารมณ์ได้ ก็ต้องเป็นพระอรหันต์เท่านั้นโดยที่กิริยาจิตของท่านกำลังรู้กิริยาจิตดวงก่อนเป็นอารมณ์ เป็นอารัมมณปัจจัยให้กิริยาจิตดวงที่กำลังรู้อารมณ์เป็นปัจจยุบบัน ดังนั้นโลภมูลจิตที่เป็นปัจจยุบบันธรรมจะเกิดกับท่านไม่ได้เลย
กรณีนี้ก็น่าจะเป็น อัพยากตะเป็นปัจจัยแก่อัพยากตะ
แต่พอแสดงว่าอัพยากตะเป็นปัจจัยแก่อกุศล โดยแสดงกิริยาจิต 20 ไว้เป็นปัจจัยธรรมและโลภมูลจิตเป็นปัจจยุบบันธรรม ก็เลยทำให้ไม่เข้าใจว่าโลภมูจิตจะมีกิริยาจิต 20 เป็นอารมณ์ คือเป็นอารัมมณปัจจัย หรือ อารัมมณาธิปติปัจจัย ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะกรณีนี้คือกำลังมีอารมณ์เป็นปัจจัย จะว่าปุถุชนมีกิริยาจิตเป็นอารมณ์ เป็นปัจจัยให้เกิดโลภมูลจิตก็ไม่น่าจะใช่ (หรือใช่)

ต้องขอขอบพระคุณที่สละเวลาอันมีค่าครับ

โดย เรียนถาม [13 พ.ค. 2554 , 12:01:05 น.] ( IP = 202.176.81.234 : : )


  สลักธรรม 6

ขอเพิ่มเติมตรงตอนท้ายครับ

"จะว่าปุถุชนมีกิริยาจิตเป็นอารมณ์ เป็นปัจจัยให้เกิดโลภมูลจิตก็ไม่น่าจะใช่ (หรือใช่) "

ตรงนี้ไม่ได้หมายถึงปุถุชนมีกิริยาจิตเกิดขึ้น แต่หมายถึง ปุถุชนไปคิดนึกถึงกิริยาจิตของพระอรหันต์แล้วตนเองก็เลยเกิดโลภมูลจิต คล้ายกับท่านโสเรยยะที่ไปเห็นรูปของพระอรหันต์เป็นอารมณ์ แต่กรณีนี้คือไปนึกคิดเกี่ยวกับกิริยาจิตของพระอรหันต์
แต่ก็ไม่น่าใช่นะครับ มันดูแปลกๆ ไหมครับ

โดย เรียนถาม [13 พ.ค. 2554 , 13:31:38 น.] ( IP = 202.176.81.234 : : )


  สลักธรรม 7


สวัสดีค่ะ

ผู้ที่สามารถมีจิตของผู้อื่นเป็นอารมณ์นั้น ต้องเป็นผู้ที่ได้อภิญญา (เจโตปริยอภิญญา)และในกรณีนี้อารมณ์นั้นก็จะเป็นได้เพียงอารัมมณปัจจัยเท่านั้น ไม่สามารถเป็นอารัมมณาธิปติปัจจัยได้ค่ะ
และปุถุชนก็ไม่สามารถรู้จิตของพระอริยะได้

ที่เป็นปัญหาคาใจอยู่ก็คือกิริยาจิต ๒๐ เป็นปัจจัยให้เกิดโลภมูลจิต
และก็อย่างที่กล่าวไว้ในตอนต้นนะคะว่าในวาระของ

อัพ => อกุศล

อัพยากตะที่เป็นปัจจัยธรรมมีทั้งนามและรูป เวลากล่าวตรงนี้ ต้องพูดโดยรวมค่ะ เป็นวิบากขันธ์ หรืออัพยากตขันธ์ ซึ่งจะต้องหมายรวมถึงทั้งนามและรูปเลย พูดง่ายๆก็คือเป็นการระบุตัวตนที่มีชีวิตนี่แหละค่ะที่เป็นปัจจัยธรรม ซึ่งก็หมายรวมถึงการกระทำต่างๆด้วย ก็จะเป็นที่ชื่นชอบไปหมด ทำให้เกิดโลภมูลจิต เหมือนอย่างเช่น เราชื่นชมยินดีในวิบากขันธ์ของเราที่เกิดมารูปสวยรวยทรัพย์ การกระทำอะไรก็ดูดีไปหมด เป็นต้น
ตัวอย่างที่ยกไว้..
..โสเรยยะ หลงในรูปลักษณ์ของพระมหากัจจายนเถระ
..หรือพระวักกลิ หลงในรูปลักษณ์ของพระพุทธเจ้า

ตรงนี้จะพูดว่า..เฉพาะอิฏฐนิปันนรูปเท่านั้น..เป็นอารัมมณาธิปติปัจจัยไม่ได้
ต้องพูดรวมทั้งหมดทั้งนามขันธ์ และรูปขันธ์ไปด้วยกัน คือหมายถึงชีวิตเลยค่ะ
กรณีตัวอย่างนี้ก็เป็นชีวิตของพระอรหันต์เลยที่มีทั้งรูปและนามค่ะที่มาเป็นอารัมมณปัจจัยให้โสเรยยะหรือพระวักกลิเกิดโลภมูลจิตขึ้นนะคะ

ดีใจนะคะที่ได้มีโอกาสวิเคราะห์ปัญหากัน
ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [13 พ.ค. 2554 , 15:53:54 น.] ( IP = 124.121.177.81 : : )


  สลักธรรม 8


ขอแถมองค์ธรรมของปัญหาวาระ ๗ ข้อในอารัมมณาธิปติปัจจัยค่ะ
๑. กุศล => กุศล
ปัจจัยธรรมได้แก่ กุศลจิตตุปบาท ๒๐ (อรม.)
ปัจจยุปบันนธรรมได้แก่ มหากุศลจิตตุปบาท ๘

๒. กุศล => อกุศล
ปัจจัยธรรมได้แก่ โลกียกุศลจิตตุปบาท ๑๗
ปัจจยุปบันนธรรมได้แก่ โลภมูลจิตตุปบาท ๘

๓. กุศล => อัพยากตะ
ปัจจัยธรรมได้แก่ อรหัตตมรรคจิตตุปบาท ๑
ปัจจยุปบันนธรรมได้แก่ มหากิริยาญาณสัมปยุตตจิตตุปบาท ๔

๔. อกุศล => อกุศล
ปัจจัยธรรมได้แก่ โลภมูลจิตตุปบาท ๘
ปัจจยุปบันนธรรมได้แก่ โลภมูลจิตตุปบาท ๘

๕. อัพยากตะ => อัพยากตะ
ปัจจัยธรรมได้แก่ อรหัตตผลจิตตุปบาท ๑, พระนิพพาน
ปัจจยุปบันนธรรมได้แก่ มหากิริยาญาณสัมปยุตตจิตตุปบาท , ผลจิตตุปบาท ๔

๖. อัพยากตะ => กุศล
ปัจจัยธรรมได้แก่ ผลจิตตุปบาทเบื้องต่ำ ๓, พระนิพพาน
ปัจจยุปบันนธรรมได้แก่ มหากุศลญาณสัมปยุตตจิตตุปบาท ๔, มรรคจิตตุปบาท ๔

๗. อัพยากตะ => อกุศล
ปัจจัยธรรมได้แก่ อิฏฐนิปผันนรูป ๑๘, โลกียวิบากจิตตุปบาท ๓๑(เว้นทุกข์กาย๑), กิริยาจิตตุปบาท ๒๐
ปัจจยุปบันนธรรมได้แก่ โลภมูลจิตตุปบาท ๘

โดย พี่ดา [13 พ.ค. 2554 , 16:00:35 น.] ( IP = 124.121.177.81 : : )


  สลักธรรม 9

ไม่แน่ใจว่าเป็นไปได้หรือไม่ ถ้าเป็นกรณี ขณะฟังธรรมจากพระอรหันต์ ขณะนั้นพระอรหันต์แสดงธรรมด้วยกิริยาจิตดวงใดดวงหนึ่ง แต่คนฟังชอบใจธรรมเหล่านั้นเอาเอง

โดย herbs [13 พ.ค. 2554 , 16:04:38 น.] ( IP = 125.24.47.119 : : )


  สลักธรรม 10

ครับ ตามความเข้าใจก็เข้าใจเช่นนั้นว่าปุถุชนจะไปรู้วาระจิตผู้อื่นไม่ได้ ก็เลยรู้สึกแปลกๆ ที่จะไปมีกิริยาจิตโดยตรงมาเป็นอารมณ์ เป็นอารัมมณาธิปติปัจจัยให้เกิดโลภมูลจิต

แต่ก็พอเป็นที่เข้าใจได้ว่า........
ในกรณีนี้คือกล่าวรวมไปเลยทั้งรูปนามที่ประกอบกันขึ้นเป็นพระอรหันต์ดังที่ท่านได้อธิบายมา เมื่อปุถุชนได้ประสบกับพระอรหันต์ดังตัวอย่าง แล้วเกิดโลภมูลจิตขึ้น ก็กล่าวโดยรวมทั้งรูปนามเป็นอารัมมณาธิปติปัจจัยให้เกิดโลภมูลจิตแก่ปุถุชนนั้น

เพียงแต่เมื่อแสดงโดยแยกองค์ธรรม ก็เลยแยกออกมาเป็น รูป วิบากขันธ์ และกิริยาจิต เช่นนี้ใช่ไหมครับ

โดย เรียนถาม [13 พ.ค. 2554 , 20:21:58 น.] ( IP = 58.64.112.93 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org