มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ธรรมนคร (๒๒)









ธรรมนคร (๒๒)

ธรรมบรรยายจากศาลาเสือพิทักษ์ โดย หลวงพ่อเสือ



ธรรมนคร (๒๑)


ญาณที่ ๑๕ ผลญาณ เป็นชื่อของปัญญาที่เกิดในผลจิตจัดอยู่ในญาณทัสสนะวิสุทธิ เมื่อมรรคญาณเกิดขึ้นมีพระนิพพานเป็นอารมณ์แล้ว ก็ชำระกิเลสให้หมดสิ้นลงไป ดับลงไป ต่อจากนั้น ผลญาณที่เกิดขึ้นในผลจิตก็เกิดขึ้นตามมาเสวยวิมุติสุขตามมรรคญาณที่ได้ทำเหตุไว้ ผลจิตจะเกิดขึ้น ๒ หรือ ๓ ขณะ เป็นอย่างมากในวิถีเดียวกัน ตามแต่ว่าผู้นั้นรู้ช้า หรือรู้เร็ว

ถ้าเป็นผู้รู้เร็วก็เกิดอนุโลมญาณ ขึ้น ๒ ขณะ คือ ละบริกรรมไป ผลจิตก็เกิดขึ้น ๓ ขณะ

ถ้าเป็นผู้รู้ช้าอนุโลมญาณก็เกิดขึ้น ๓ ขณะมีบริกรรมด้วย

ผลจิตเป็นโลกุตตรวิบากจิต เกิดขึ้นเสวยวิมุติสุขโดยไม่ต้องทำการปหานกิเลสใดๆ ทั้งสิ้น หมดกิจเพราะเป็นจิตที่เกิดขึ้นตามมรรคที่ได้ทำไว้ และเป็นการสิ้นสุดมรรควิถีด้วย ท่านจัดว่าเป็นพระอริยบุคคลที่ ๒ เรียกว่า โสดาปัตติผลบุคคล เช่นนี้จึงเป็นบุคคล ๘ โดยพระโสดาบันบุคคลนี้จะมีภพชาติในสังสารวัฏเนิ่นช้าที่สุดไม่เกิน ๗ ชาติ ก็จะถึงที่สุดแห่งทุกข์คือสู่ปรินิพพานทีเดียว

โดย ศาลาธรรม [20 พ.ค. 2554 , 09:08:18 น.] ( IP = 113.53.196.46 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1





ญาณที่ ๑๖ ปัจจเวกขณญาณ เป็นชื่อของปัญญาที่พิจารณามรรค ผล นิพพาน กิเลสที่ละแล้ว กิเลสที่เหลืออยู่ ซึ่งผู้ปฏิบัติได้ผ่านมาแล้วในญาณทัสสนะวิสุทธิ และในมรรควิถี

ญาณนี้เป็นโลกีย์ปัญญาเกิดขึ้นทางมโนทวาร เป็นกามวิถีเมื่อมรรควิถีดับลงด้วยผลจิต ๒-๓ ขณะ แล้วลงภวังค์ ต่อจากนั้นปัจจเวกขณะวิถีก็เกิดขึ้น ทำการพิจารณาอารมณ์ ๕ อย่าง ที่เคยผ่านมาแล้ว ด้วยมหากุศลญาณสัมปยุตจิต ๔ ดวง (ดวงใดดวงหนี่งสมควรแก่บุคคล) ส่วนพระอรหันต์ พิจารณาเพียง ๔ อารมณ์ คือ มรรค ผล นิพพาน และกิเลสที่ละแล้ว ไม่มีกิเลสเหลืออยู่ให้พิจารณาแล้ว จึงรวมว่าปัจจเวกขณะญาณ มี ๑๙ อารมณ์ (๕+๕+๕+๔)

ชวนจิตจะทำหน้าที่พิจารณาอารมณ์เดียวกันตลอด ๗ ขณะในวิถีเดียวกัน เช่น พิจารณามรรค ก็มรรคทั้ง ๗ ขณะในวิถีเดียวกัน การที่พิจารณาจะต่างกันขึ้นอยู่กับ ปัญญา กิเลส และอารมณ์ ของแต่ละบุคคล พระอริยบุคคลบางท่านก็พิจารณาได้ครบ ๕ บางท่านก็ไม่ครบ เพราะการพิจารณากิเลสที่ละแล้ว และกิเลสที่ยังเหลืออยู่จะมีได้เฉพาะพระอริยบุคคลที่มีปฏิสัมภิทาเท่านั้น จึงจะรู้ว่ากิเลสอะไรที่ละได้แล้ว กิเลสอะไรยังเหลืออยู่ ส่วนอารมณ์ของปัจจเวกขณญาณอีก ๓ คือ มรรค ผล นิพพาน มีในพระอริยบุคคลทุกองค์

นิพพานอารมณ์ในปัจเวกขณญาณต่างกับในโคตรภูญาณ มรรคญาณ ผลญาณ เพราะเมื่อเป็นอารมณ์ของโคตรภูญาณ มรรคญาณ และผลญาณ จึงเป็นสัจฉิกิริยากิจ คือ กิจที่ต้องเข้าไปแจ้งพระนิพพานที่กำลังปรากฏเฉพาะหน้าในฐีติขณะของจิตเพราะจิตจะเสวยอารมณ์ได้แน่นอน ต้องขณะตั้งอยู่คือฐิตีขณะ

อุปมาพระนิพพานที่เป็นสัจฉิกิริยากิจ เหมือนคนกำลังกินเกลือ รสเค็มของเกลือจะปรากฏเฉพาะหน้าที่กำลังแตะอยู่ ส่วนพระนิพพานที่เป็นอารมณ์ของปัจเวกขณญาณ เหมือนการนึกถึงรสเค็มของเกลือที่ตนเคยผ่านมาแล้วไม่ใช่กำลังประจักษ์อยู่เฉพาะหน้า ด้วยเหตุนี้ปัจเวกขณญาณจึงไม่ใช่โลกุตตรจิตแต่เป็นโลกียจิต แต่ก็สงเคราะห์ในญาณทัสสนะวิสุทธิ เพราะผ่านมรรคผลนิพพานมาแล้ว ปัจจเวกขณญาณจึงเกิดขึ้นได้ ถ้าเผื่อไม่ผ่านก็เกิดปัจจเวกขณญาณไม่ได้

ส่วนมรรคผลเบื้องบนที่เหลืออยู่ต้องมีวิถีจิตเดินไปตามนัยเดียวกัน แต่ในวิถีของมรรคต่อๆ ไปจากครั้งแรก จิตกับนิพพานเป็นอารมณ์ครั้งแรกไม่เรียกโคตรภูแล้ว เรียกโวทาน เพราะไม่ได้เปลี่ยนโคตรใหม่ เนื่องจากโอนโคตรไปแล้วเมื่อครั้งแรก

โดย ศาลาธรรม [20 พ.ค. 2554 , 09:08:43 น.] ( IP = 113.53.196.46 : : )


  สลักธรรม 2






ที่ยกมาอธิบายนี้เป็นการปฏิบัติตามนัยของมหาสติปัฏฐานสูตรโดยตรง โดยเฉพาะอิริยาบถ ๔ เท่านั้น ประกอบไปด้วยวิปัสสนาญาณ ๙ , ๑๖ วิสุทธิ ๗ วิโมกข์ ๓

สำหรับวิปัสสนาญาณ ๙ ถือตั้งแต่อุทยัพพยญาณจนถึงอนุโลมญาณเป็นที่สุดจัดเป็นตัววิปัสสนา ก็เพราะว่าความรู้ที่เกิดจากปัญญาที่แท้จริง สามารถชำระกิเลสหรือวิปลาสก็เพราะว่าอุทยัพพยญาณ ฉะนั้น อุทยัพพยญาณ จึงมีความรู้เกิดขึ้น จากการพิจารณาเป็นประจักษ์สิทธิ์ ไม่ใช่ความรู้โดยอาศัยการลูบไล้เคล้าคลึง เป็นสิทธิ์ที่เข้าไปรู้เลย แต่เป็นโลกียะปัญญา เพราะยังมีสังขารเป็นอารมณ์อยู่

ส่วนญาณเบื้องต้นมี นามรูปปริจเฉทญาณ ปัจจยปริคหญาณ แต่ความรู้ยังเป็นเพียงการลูบไล้ คือยังต้องอาศัยกาลเวลาและปริยัติอยู่ นึกเอง ฉะนั้น ตรงนี้ได้คำตอบแล้วนะที่ว่า บางครั้งยังเหมือนนึกเอา เพราะยังเป็นการต้องลูบไล้ เอาปริยัติเข้ามาช่วยด้วย พอถึงอุทยัพพยญาณเมื่อไหร่มันไม่มีเองแหละ ความรู้ที่เกิดขึ้นจากปฏิปทาที่แท้จริงก็คือนับตั้งแต่อุทยัพพยญาณเป็นต้นไป

ด้วยเหตุนี้ท่านจึงจัดเอา อุทยัพพยญาณ เป็นที่ ๑ ของวิปัสสนาขั้นโลกีย์ ส่วนอนุโลมญาณจัดเป็นขั้นสุดท้ายของวิปัสสนา เพราะว่าอารมณ์ของวิปัสสนาที่เป็นขั้นโลกีย์จะมาสะดุดหยุดลงที่อนุโลมญาณจึงจัดอนุโลมญาณเป็นที่สุดของวิปัสสนา แต่อย่างไรก็ตาม ๓ ญาณเบื้องต้น ก็ต้องอยู่ในทางของวิปัสสนาด้วย จึงนับรวมทั้งหมดได้ ๑๖ ญาณ (รวมโลกีย์และโลกุตตระ)


จบเรื่อง ธรรมนคร

โดย ศาลาธรรม [20 พ.ค. 2554 , 09:09:05 น.] ( IP = 113.53.196.46 : : )


  สลักธรรม 3


สักวันหนึ่งต้องก้าวไปสู่ธรรมนครให้ได้ค่ะ

กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [23 พ.ค. 2554 , 11:21:15 น.] ( IP = 124.122.213.83 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org