มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ปรับทิฏฐิ







ปรับทิฏฐิ

โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
วันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๔


เรื่องของพระอภิธรรมนั้นเป็นการที่จะนำให้เรานั้นเข้าใจในเรื่องของชีวิต เป็นการปรับทิฏฐิของเราให้ตรง เพราะทุกวันนี้ทิฏฐิของเราเป็นทิฏฐิที่วิปลาส คือ คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง การปรับทิฏฐิให้ตรง ต่อความเป็นจริงก็เช่น ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคลใด ๆ มีแต่สภาพธรรม หรือสภาวธรรมของ จิต เจตสิก และรูปเท่านั้น และธรรมชาติของจิตคือรู้อารมณ์ ธรรมชาติของเจตสิกคือปรุงแต่งอารมณ์ ธรรมชาติของรูปธรรมคือไม่รู้อารมณ์ นี่ก็คือความเข้าใจเบื้องต้นจากที่เราได้ศึกษากันแล้ว

ในการนั่ง ยืน เดิน นอน หรือเห็น... เราก็ทราบกันแล้วว่ามันมีเหตุ(อุปปัตติเหตุ) มาประชุมกันจึงทำให้เกิดขึ้น และก็ทำให้เกิดโลภเหตุ โทสเหตุ และ โมหเหตุ หรือทำให้เป็นอโลภเหตุ อโทสเหตุ อโมหเหตุ เกิดขึ้นตามมาเป็นกรรมใหม่ของเรา นอกจากนี้ก็จะปรับทิฏฐิให้ตรงว่า..ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ เมื่อมีความเข้าใจแล้วก็จะสามารถน้อมนำสิ่งที่เราได้ปรับความรู้ของเรา มาเปลี่ยนแปลงชีวิต คือ ละทิฏฐิออกไปด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

การที่เราได้มีโอกาสมาศึกษาเล่าเรียนนั้นเพราะพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงเกื้อกูลต่อสัตว์โลก พระองค์บำเพ็ญเพียรตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ก็เพื่อหยั่งรู้เข้าไปในธรรมชาติทั้งปวง และด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงอุตสาหะวิริยะใช้ความรู้ที่ตรัสรู้นั้นมาโปรดสัตว์ อบรมสั่งสอนให้เวไนยสัตว์ทั้งหลายนั้นรู้ตาม รู้อะไรควรทำ รู้อะไรควรละ รู้อะไรคือสิ่งที่จริงแท้ อะไรคือสิ่งที่จริงเทียม รู้ว่าอาสวะกิเลส กองกิเลสทั้งหลายหรือเรียกว่าโมหะอวิชชานั้นเกิดขึ้นมาบังตาบังใจเราตรงไหน

พระองค์ทรงชี้ด้วยความกรุณาว่า เมื่ออยากจะบรรเทาทุกข์ ก็ให้มีการกระทำที่เรียกว่าสมถะกรรมฐานทำให้จิตสงบเพื่อทำลายนิวรณธรรมหรือเรียกว่าความฟุ้งซ่านที่จิตซัดส่ายไปในอารมณ์ต่าง ๆ ให้มีความสงบนิ่ง และทรงชี้การพ้นทุกข์อย่างสันติ นิพพานัง ปะระมัง สุขัง คือ การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เป็นการถ่ายถอนทิฏฐิวิปลาสออกไป

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 มิ.ย. 2554 , 07:54:28 น.] ( IP = 58.9.209.30 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1




คำถาม ไปปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่อ้อมน้อยมาค่ะ ได้มีเสียงนกดังมากเข้ามากระทบอย่างแรง ก็รู้ว่าเป็นนก ก็กำหนดนามรู้ แต่นกตัวนั้นก็ร้องดังมากและนานมากด้วย ก็รู้สึกรำคาญ ก็บอกตัวเองว่าเมื่อเราหนีไม่ได้ก็ให้เอาใจนั้นไปจับที่เสียงนกนั้นก็แล้วกัน ก็เลยจับเสียงนกเป็นอารมณ์ อยากทราบว่าเราจะแก้ไขในการปฏิบัติวิปัสสนาอย่างไรคะ

คำตอบ ก็ต้องมาทำความเข้าใจก่อนนะคะ เสียงเป็นอะไรคะ? เป็นสัททารมณ์ หรือเป็นรูป การได้ยินเป็น โสตวิญญาณซึ่งเป็นนาม ฉะนั้น กิเลสเกิดขึ้นที่ไหน? ตรงที่ได้ยิน

ก็จะขอเปรียบเทียบก่อนว่า สมมุติว่าเสียงนกที่เราได้ยินนั้นหากฟังตามประสานกแล้ว นกเขาอาจจะกำลังจีบกันก็ได้ ฉะนั้น เสียงนี้จึงไม่ทุกข์สำหรับผู้ฟังที่มีความยินดี เปรียบเหมือนกับคุณลุงจีบกับคุณป้าใหม่ ๆ เสียงคุณลุงก็ไม่เป็นที่น่ารำคาญ เพราะขณะนั้นบุคคลนั้น หรือนกตัวนั้นกำลังมีความยินดี จึงไม่เป็นที่น่ารำคาญ หรือเสียงนี้ก่อให้เกิดความยินดีก็ได้ เช่น คุณป้าพูดหวานๆ กับคุณลุงและก็ร้องเพลงให้คุณลุงฟังก็คล้าย ๆ นกร้องเพลงให้เพื่อนนกฟัง ก็เกิดความยินดีติดใจ เพราะจิตของเราประกอบไปด้วยโลภะ ใจของเรานี้ขณะเกิดขึ้นมีมนสิการกับเสียงนั้น มันมีความยินดี หรือเรียกว่าความพอใจ เกิดขึ้น ไม่ว่าจะร้องเพราะไม่เพราะมันก็ยินดีเพราะว่ามันเป็นสิ่งที่เราต้องการ

ฉะนั้น สภาพจิตที่เกิดขึ้นให้เกิดความยินดีและพอใจตรงนั้น สภาพจิตทั้งหมดที่เกิดนั้นก็คือธรรมที่มีโลภะเหตุ และมีโมหะเหตุร่วมด้วย (ธรรมที่เป็นเหตุ ธรรมที่มีเหตุ) เราเรียนแล้ว ธรรมที่เป็นเหตุก็คือโลภะเหตุ มีเหตุด้วยก็คือโมหะเหตุ เพราะความมืดไม่รู้เท่าทันความเป็นจริงว่า เสียงนั้นคือความสั่นสะเทือนของอากาศ เราหลงฟั่นเฟือนไปว่าเป็นเสียงคน เสียงสัตว์ ความหลงตรงนั้นแหละว่าเป็นเสียงคุณลุง เป็นเสียงคุณป้า ขณะนั้นโมหะกำลังครอบงำ แล้วโมหะตัวนี้มันเป็นพื้นฐานอยู่ในจิตใจเขาเรียกหมักดองอยู่นี้ เมื่อคลื่นเสียงกระทบ ความรู้ไม่เท่าทันจึงเกิดความยินดีในเสียงนี้ขึ้นมา

นี่คือการศึกษาเล่าเรียน ซึ่งเราจะต้องตีให้ออกโดยเอาสภาพธรรมเหล่านี้มากระจายให้ได้ว่าจริงๆ แล้วเสียงเหล่านั้นคืออะไร … เสียงของคุณลุง เสียงของคุณป้า ที่เกิดขึ้นแล้วเกิดความยินดีนั้น ธรรมชาติของจิตที่เกิดขึ้นในขณะนั้นและยังมีการสืบต่ออยู่โดยมีมนสิการความใส่ใจในเสียง มันเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ สภาพจิตในขณะฟังนั้น มันมีโลภเหตุ โมหะเหตุ จึงทำให้เราเกิดความยินดีและความพอใจ ซึ่งสรุปแล้วก็คืออภิชฌาเกิดขึ้น

แต่เมื่อเอาเสียงคุณลุงคุณป้าออกแล้วเอาเสียงนกเข้ามาแทน สภาพที่ถามมานั้นมันก็ไม่ยินดีเพราะว่าเราจะปฏิบัติ แล้วเสียงนี้มันก็อยู่ใกล้ๆ นั่นก็คือความไม่พอใจ ต่างกับตัวอย่างที่นำมาเปรียบเทียบ และสภาพจิตที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ไม่ว่าจะต่อเนื่องอย่างไรก็ประกอบไปด้วยโทสะเหตุและโมหะเหตุด้วย

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 มิ.ย. 2554 , 07:54:54 น.] ( IP = 58.9.209.30 : : )


  สลักธรรม 2




เมื่อสักครู่ที่ถามว่า กิเลสเกิดขึ้นที่ไหน? เกิดขึ้นที่เสียง

นกร้องเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งที่เราห้ามไม่ได้

การได้ยินของเราประกอบไปด้วยอะไร? ประกอบไปด้วย ๔ เหตุใหญ่ เมื่อนำเอาออกมาตีแผ่ก็คือ

๑. มีสัททารมณ์ (เสียงนก) ๒. มีปสาทหูดี ๓. มีช่องว่างระหว่างหู ๔. สำคัญที่ใส่ใจ เรามีความใส่ใจ (มนสิการ) มนสิการอยู่บ่อย ๆ

เมื่อพูดโดยปริยัติ เราก็จะเห็นได้ว่า เสียงนก..ไม่ว่าจะร้องอยู่ที่ไหนก็แล้วแต่ ถ้าเผื่อเราไม่มีเหตุหรือขาดเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งจะเกิดการได้ยินไม่ได้ ฉะนั้น เมื่อมีเหตุเกิดขึ้นแล้ว มีช่องว่างระหว่างหู มีปสาทหูดีอยู่แล้ว มีเสียงนกร้องต่อเนื่องเป็นปกติอยู่แล้ว และก็มีมนสิการต่อเนื่องมีการใส่ใจไปฟัง เมื่อพร้อมประกอบไปด้วยเหตุ ๔ นี้ การได้ยินจึงเกิดขึ้น ถ้าหากเราจะมาแก้ตรงที่จะไปไล่นกมันก็ไม่ใช่ เพราะนกเขากำลังมีความสุข และมีนกอีกตัวกำลังได้สุข

แต่การได้ยินตรงนี้มันไม่ใช่เสียงคุณลุง มันเป็นเสียงนก คุณป้าจึงเกิดความไม่ยินดี และโดยเฉพาะขณะนี้คุณป้าต้องการปฏิบัติเพื่อให้ได้ความสงบ ต้องบอกเลยว่า เราต้องการความสงบ เมื่อนกมันทำให้ไม่สงบ มันจึงไม่ยินดี นี่เป็นการวางใจผิดแล้ว เพราะการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานไม่ต้องการความสงบ ต้องการรู้เท่านั้นเอง ว่าธรรมนั้นคืออะไร ธรรมนั้นคืออะไรก่อน ธรรมนั้นคือสัททารมณ์ที่เกิดขึ้น คือเสียงเท่านั้น

จริง ๆ แล้วมันมีแค่นั้น คือเสียงที่เกิดขึ้น แล้วมีผู้ได้ยินคือโสตวิญญาณ

เห็นไหม? ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ มีสัททารมณ์ กับ โสตวิญญาณ มี ๒ อย่าง


โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 มิ.ย. 2554 , 07:55:16 น.] ( IP = 58.9.209.30 : : )


  สลักธรรม 3






โสตวิญญาณมันเกิดขึ้นที่ฉันใช่ไหม? แล้วก็เป็นวิบากของเราด้วย คือสัปปายะที่มันควรจะเป็นมันก็ไม่เป็น มันเป็นวิบากที่ทำให้เราได้ยินเสียงที่เราไม่พอใจ เมื่อวิบากเกิดขึ้นมา เสียงนกมีอยู่ ..แต่เราโง่น่ะ โง่มันเกาะกินเราอยู่ ฉะนั้น เรามาแก้ตรงปริยัติก่อน เราไม่เท่าทันว่านั่นมันคือสัททารมณ์ ได้ยินคือโสตวิญญาณ เราก็มีความไม่พอใจ


เหมือนกับมีเสียงใครมาว่าเรา เสียงว่านั้นไม่น่าพอใจหรอก แต่เราก็พยายามถามหาข้อมูลว่า เขาว่าเราว่าอย่างไร? ที่จริงตอนที่เขาว่า เราไม่ได้ยิน..จบแล้ว เขาว่าเราเป็นกรรมใหม่หรือกรรมชั่วของคนว่า ถ้าเผื่อเราไม่ได้ยิน วิบากอกุศลเราเกิดไหม? ไม่เกิด แต่เราแส่ ไปถามเขาว่าเราว่าอย่างไร? เขาว่าเราตอนไหน? จิตของเรามันพลุ่งพล่านหาเรื่อง หลวงพ่อท่านใช้คำว่า "จิตแส่" วิ่งไปหาอารมณ์ จิตเราวิ่งไปหาอารมณ์ แล้วอารมณ์นั้นเราก็มีความพอใจกับไม่พอใจเกิดขึ้น นั่นจึงเป็นสิ่งที่ทำให้กิเลสเกิดขึ้น

ดังนั้น ตรงนี้เมื่อเรานำออกมาตีแผ่แล้ว เราจะเห็นว่า นกนี้มันจะร้องก็เรื่องของมัน เราต้องรู้เลยว่าเราไปใส่ใจมันนั่นไง ประกอบกับเหตุการณ์มันเอื้ออำนวยคือตรงนั้นมันเงียบมากมันจึงได้ยินชัด แต่ถ้านกตัวนี้มันตามมาร้องตอนคุณป้านั่งคุยกับอาจารย์ แต่คุณป้ากำลังสนใจในอาจารย์อยู่ คุณป้าก็ไม่ใส่ใจเสียงนก

จากที่เล่ามานั้น คุณป้ากำหนดถูกแล้วว่า นามได้ยิน แล้วมันก็ยังร้องอยู่นี้ นามมันรู้ ต้องตัดความใส่ใจไป แล้วหางานทำ เมื่อทางหูที่มันเกิดขึ้นด้วยเหตุมันมาประจวบกันแล้ววิบากส่งผลมาทางหู แล้วไม่เอื้ออำนวย แล้วเรายังดันทุรังใช้หูไปฟังอีก เขาเรียกย้ำคิดย้ำทำ คือกระทำผิดที่ คุณป้าก็ต้องเปลี่ยนมารู้ว่า แล้วเราก็ห้ามตรงนั้นไม่ได้ ไม่สงบพอ ไม่กล้าแข็งพอ คือปัจจุบันเราไม่ได้พอ แล้วสติของเรากับความเข้มข้นของปัญญาของเรามันไม่สามารถป้องกันได้ เราก็เพียรแก้ไข เช่น ยืนอยู่ นั่งอยู่ตรงนั้น ก็กำหนดเลยนามทุกข์ ยืนขึ้นซิ หรือเดินไปปฏิบัติที่อื่น ซึ่งให้ไกลจากที่ตรงนี้ ไม่ใช่เอาสิ่งที่ไม่ชอบมาเป็นสมาธิ ซึ่งผิดหลักแล้ว

สมาธิต้องเอาของดีมาเป็นอารมณ์ แต่คุณป้าเอาของไม่ดีเป็นอารมณ์ คุณป้าเข้าใจไหม?คะ เข้าใจแล้วค่ะ ฉะนั้นแก้ไขอย่างนี้ ก็คือ ต้องมนสิการ แล้วกำหนดนามทุกข์ พอนามทุกข์แล้วและตรงนี้แหละที่ต้องแก้ไขต่อไป เขาไม่ได้บอกว่าอ้อมน้อยต้องอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม อ้อมน้อยนั้นใหญ่มโหฬาร ต้องนี้ทำให้เราไม่สามารถที่จะดูแลชีวิตได้ ให้ไม่ฟุ้งซ่าน ให้ไม่โกรธ เพราะเหตุต่าง ๆ มี แล้วสติและความเก่งของเราไม่พอ จึงต้องไปจากสิ่งที่เป็นศัตรู กำหนดเดินไป ไปอยู่ตรงไหนก็ได้ แล้วก็ไปดูรูปยืน เข้าใจไหมคะ

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 มิ.ย. 2554 , 07:55:35 น.] ( IP = 58.9.209.30 : : )


  สลักธรรม 4





เสียง (สัททารมณ์) กับ โสตวิญญาณ ที่เกิดขึ้นนี้ คือนามกับรูปใช่ไหม? ใช่
ทำให้เป็นพระอริยบุคคลได้ไหม? ได้

แต่สภาพของเราในขณะนี้ยังทำไม่ได้ แต่ถ้าเราสามารถกำหนดได้และก็ไม่คิดหนีแล้ว ดูปัจจุบันที่เกิดขึ้นคือ นามรู้สึก หรือนามรู้สึกหงุดหงิด ก็ดูนามหงุดหงิดนั้น ....กำหนด นามรู้ นามรู้ก็อยู่ที่ใจ เมื่อเสียงดังมาอีก ก็กำหนดนามได้ยิน กำหนดแล้ว แล้วคุณป้าก็ดูรูปนั่ง กำหนดรู้สึกในอาการรูปนั่ง

พอมีเสียงนกมาอีก นกมันก็ร้องดังมากใช่ไหม? ใช่ เรารู้ว่าดังมาก (กำหนดนามรู้) ฉะนั้น นามรู้เมื่อสักครู่นี้ ไม่ใช่นามเดียวกันแล้ว เป็นนามรู้แล้วว่า จิตใจเรารำคาญ เป็นนามรู้ว่าเสียงดังมาก เรารู้แล้วว่าเสียงดังนั้นทำให้เรารำคาญ...นามรู้อีกแล้ว เป็นนามรู้จิตตัวเองแล้ว แล้วก็เสียงดังมาอีกแล้ว...ก็นามรู้อีกแล้ว ก็จะเห็นว่านามรู้ไปที่เสียงอีกแล้วคนละอย่างกันเลย

ถ้าโยคาวจรผู้มีปรีชาญาณ ก็สามารถแยกความแตกต่างนี้ได้ ไม่ใช่ว่าต้องแยกแต่รูปแยกแต่นามให้ออกจากกันได้ ไม่มีใครสามารถแยกรูปแยกนามออกจากกันได้ การที่เข้าใจว่าญาณปัญญาจะเกิดคือนามรูปปริจเฉทญาณนั้นก็ใช่ แต่สิ่งที่ต้องรู้บ่อยก็คือ นามปริจเฉทญาณ รูปปริจเฉทญาณบ่อย ๆ แล้วสิ่งที่ได้บ่อย ๆ นี้เขาก็มาปรากฏขึ้นเป็นนามและรูปปริจเฉทญาณขึ้นสู่ชั้นประถม แต่ตอนนี้เราอยู่ในชั้นอนุบาลเราก็ยังไม่เคยรู้ไง เราได้แต่กำหนดแต่เราไม่เข้าใจ

ถ้ากำหนดตามที่บอกแล้วจากที่ไม่เข้าใจว่าสภาพนี้มันคนละอย่างกัน แต่พอเข้าใจแล้วก็จะรู้ว่ามันคนละอย่างกัน เหมือนฝาแฝดหน้ามันเหมือนกัน แต่เราเป็นแม่เรารู้ ว่า เราเรียกคนนั้นไม่ใช่คนนี้

โดย น้องกิ๊ฟดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 มิ.ย. 2554 , 07:55:52 น.] ( IP = 58.9.209.30 : : )


  สลักธรรม 5




เราจะเรียกผิดไหมถ้าเรารู้เสียอย่าง แล้วเราจะหงุดหงิดไหมถ้าเราเรียกแฝดถูกคน หรือจูงถูกคน เราจะไม่หงุดหงิด แต่นี่เป็นเพราะเราไม่รู้เท่าทันว่าสิ่งที่บังเกิดขึ้นมันเป็นอย่างไร? แม้กระทั่งไม่เท่ากันว่าเราควรกำหนดอย่างไร? ทั้ง ๆที่เป็นคนละนามกัน

ตรงนี้ถ้าเผื่ออินทรีย์ของเราดีหรือขณะนั้นบารมีเริ่มมา เราจะรู้เลยว่านี่เกิดแล้วดับ อันนี้ถึงเกิด ใช่ไหม? อันนี้ดับ อันนี้ก็เกิดขึ้น อันนี้ดับ มันจะเห็นความดับของนาม ความเกิดของนาม ความดับของนามได้ ฉะนั้น จริง ๆ แล้ว การปฏิบัติไม่ได้ให้ไปหนีภัย และไม่ได้ให้ไปทำในสิ่งที่เราต้องการ เราต้องการมาแล้วชั่วชีวิตแล้ว... เราต้องไม่ต้องการ แต่เราต้องดูละคร ... ฉะนั้น ละครแต่ละฉากมาแต่เราไม่รู้เพราะหนังมันรวดเร็วเราจึงเข้าใจเป็นเนื้อเรื่อง แต่ถ้าเผื่อเราเห็นความขาดของฟิล์ม คือคนละนาม เราจะเห็นเลยว่าธรรมชาติที่ให้เข้าไปดู คือความไม่เที่ยง จึงจะเป็นประโยชน์ได้

จึงต้องหัดสังเกต คือต้องมีการศึกษา และไม่ใช่ศึกษาเอง เพราะศึกษาเองก็จะไม่เข้าใจและแก้ไขไม่เป็น ต้องศึกษาโดยการไต่ถาม เพราะ วิปัสสนาเป็นเรื่องของปัญญาที่จะต้องรู้และรู้และรู้ ในเมื่อเราไม่รู้เราก็ได้ถามออกมาแล้วได้อธิบายตามทฤษฎีก็จะเห็นภาพ ไม่ใช่เรียนแบบด้วนๆ เช่น เสียง..กำหนดนามได้ยิน กลิ่น..กำหนดรูปกลิ่น แล้วเข้าไปกำหนดเป็นรูปหมดเลย แล้วรูปนั้นน่ะรูปอะไรล่ะ ก็ต้องรู้ด้วยว่ารูปอะไร นามอะไร

เมื่อเราเขียนออกมานี้เหมือนเราสโลว์โมชั่นฟิล์มหนัง ก็จะเห็นว่ามันไม่ต่อเนื่อง มันคนละอันกัน แต่เพราะว่าความไวและความที่เราไม่เท่า เราจึงนึกว่านกมันยังร้องอยู่ และเรายังได้ยินอยู่ แท้ที่จริงนามมันทำงานอยู่ โดยมีมนสิการของเรา ความสอดคล้องกันจึงทำให้โทสะเกิดขึ้น

เหมือนหลวงพ่อบอกว่า เด็กเข้าแถวมา เราเป็นครูประจำชั้น คอยตรวจว่าเด็กผิดระเบียบไหม? เราไปเดินไล่ตรวจทั้งโรงเรียนไม่ได้ แต่เรายืนอยู่กับที่ แล้วเด็กที่เดินเข้าแถวผ่านมา เรามีหน้าที่มองแต่ละคนเท่านั้นเอง คนนี้แต่งตัวผิดระเบียบดึงออกมา เราจะดึงออกมาทุกคนไม่ได้ คือ ถูกระเบียบเป็นแถวมามันผิดระเบียบมา เราก็รู้เลยว่าคนนี้ คนนั้น ฉะนั้นเราเป็นผู้ตรวจ เราจึงรู้ว่าคนนี้ก็ไม่ใช่คนนั้น คนนั้นก็ไม่ใช่คนนี้ ไม่ใช่เราไปไล่มันหมด เราต้องคอยดูและดูที่ปัจจุบัน

โดย น้องกิ๊ฟดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 มิ.ย. 2554 , 07:56:10 น.] ( IP = 58.9.209.30 : : )


  สลักธรรม 6




เราเป็นนักปฏิบัติที่เริ่มต้น กำลังเพียร มันยังก้าวไปไม่ไกล แต่แม้การปฏิบัติยังไปได้ไม่ไกลก็จริง แต่เราเดินมาได้ถึงเท่านี้แล้วเราท้อหรือว่าเบื่อ ก็อย่าไปเบื่อ เพราะว่าจุดมุ่งหมายของเราไกลลิบเลยยังมองไม่เห็น แต่ให้มองมาว่าเราห่างมาจากจุดเดิมแล้ว ดีกว่าผู้รู้แล้วยังอยู่ตรงนี้ยังไม่ได้ก้าวเดิน เมื่อยังไม่ก้าวเดินจุดหมายปลายทางก็ยังอีกไกล แต่เมื่อเราก้าวแล้วเราไม่หยุด พยายามทำไปโดยอย่าไปเอาเราเป็นใหญ่ เพราะเมื่อเอาเราเป็นใหญ่แล้วการปฏิบัติครั้งนั้นก็ล้มเหลวแล้ว เพราะ”เรา”ไม่มี เราจะเอาเราไปตัดสินธรรมชาติบงการธรรมชาตินั่นเอง

การที่ไม่ได้เป็นผู้ดูละครที่ดีแล้วทำตัวเป็นผู้กำกับ “เจ้านกตัวนี้มันพูดมากเมื่อไรมันจะหยุด” ก็เป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง จริงอยู่ที่เขาพูดว่า จิตมนุษย์นี้ไซร้ยากแท้หยั่งถึง แต่พอนำพระอภิธรรมเข้าไปอธิบายก็หยั่งถึงได้ เพราะอย่างที่บ่นมาว่า “เมื่อวานก็มีเช่นเดียวกันค่ะ บ้านแถวนี้ ก็มีเสียงดังจากงานแต่งานและก็ดังต่อเนื่อง แหม! เจ้าประคุณให้พรกันยาวเลยค่ะ “ อันนี้เขาเรียกว่าส่อเสียดผู้อื่นแล้วค่ะ

เห็นไหม เราคุยกันตรงนี้บาปเกิดง่ายไหม? ง่ายมาก การที่ไม่มีสติและไม่ค่อยรู้ตัว การที่เราพูดตามใจเรา ทำตามใจเรา แล้วใจของปุถุชนนั้นมันล้นไปด้วยกิเลส ที่พร้อมจะหลั่งไหลออกมา ถ้าเผื่อเราไม่ควบคุมใจของเรา เราก็ปล่อยให้กิเลสเกิดขึ้น กรรมใหม่เกิดขึ้น พระพุทธเจ้าจึงตักเตือนไงว่า จิตตํ ทนฺตํ สุขาวหํ จิตที่ฝึกดีแล้วย่อมนำความสุขมาให้

เราก็เข้าใจว่าสุขในที่นี้คือความสบายกาย ความสบายใจ สุขที่พ้นจากบาปมลทิน แม้กระทั่งการที่เราหยุดได้นี้เป็นความสุขแล้ว เพราะอะไร? เพราะกิเลสให้ผลทางด้านต่ำ ฉะนั้น เราจะได้เห็น เรียนธรรมะแล้วธรรมะตอบได้ เสร็จแล้วไม่ได้ว่าใครเลย ยอมรับสภาพ ใช่ไหม คะ ว่าเรานี้บาปขนาดไหน? บาปเกิดได้ง่ายเลย เปรียบกับรีโมทคอนโทรลที่เดี๋ยวนี้เปิดปุ๊บติดปั๊บแต่ก็แพ้ความไวของกิเลส กิเลสออกตามทวาร ๖ ทวาร แล้วไม่ต้องกดด้วยมันกดของมันเอง ใช่คำสั่งอัตโนมัติ

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 มิ.ย. 2554 , 07:56:28 น.] ( IP = 58.9.209.30 : : )


  สลักธรรม 7




คำถาม ไปปฏิบัติวิปัสสนา ขณะเดินก็ง่วง เปลี่ยนมานั่งก็ง่วง พอเดินอีกก็ง่วงอีก ก็เลยคิดว่านอนแก้ง่วงดีกว่า พอนอนก็นอนไม่หลับ ก็เลยกำหนดรูปนอนไปเรื่อยๆ พอสักพักก็เมื่อย แล้วก็ลุกขึ้นมาเดินต่ออีก แล้วก็ง่วงอีกอย่างหนึ่ง

คำตอบ เราจะเห็นได้ว่า การลดความอ้วนวิธีหนึ่งให้เอาข้าวเปลือกเมล็ดหนึ่งติดไว้ที่กลางหูที่มีกระดูกแข็ง ๆ แล้วพอหิวข้าวให้เราจะบี้หรือกดไปที่เมล็ดข้าวเปลือก มันจะหยุดหิว มันจะไม่หิวจนท้องแสบ ฉะนั้น ที่หูมันมีปสาทส่วนหนึ่งที่รับรู้ความไวมาก วิธีนี้ก็เหมือนกับสะกดจิต เราไม่อยากกินใช่ไหม? เรากลัวอ้วน เราก็รีบจับเลยแล้วขยี้ จิตมันก็จะไปเร่งเร้าเลยไม่อยากกิน สภาพจิตมันก็จะหลั่งน้ำออกมาไม่ให้เราไม่หิว

เช่นเดียวกัน เวลาง่วงเราก็ขยี้ตรงกลางหูที่มีกระดูกแข็งมันจะตื่น ถ้าขยี้แล้วมันยังง่วงอยู่ก็ให้ไปหาวิธีอื่น โดยเฉพาะสุดท้ายก็คือคือให้ไปล้างหน้า พระพุทธเจ้าบอกว่าล้างหน้าแล้วยังง่วงอยู่ ไปนอนเสีย เพราะร่างกายมันเต็มที่ของมันแล้วก็ลงนอน คือเราจะแก้ง่วงเพราะร่างกายมันหมดสภาพแล้วมันแก้ไม่ได้แล้ว

เมื่อเราล้มตัวลงนอนเพื่อจะแก้ แต่พอนอนแล้วไม่หลับ มันไม่ใช่ปัญหาเดิม เพราะคนนอนไม่หลับมันต้องแก้คือให้นอนหลับ เราจะแก้ง่วงเพราะเวลานั้นมันง่วง แต่พอล้มตัวลงนอนแล้วมันไม่หลับ เมื่อไม่หลับก็กำหนดรูปนอนต่อไปจนกระทั่งเมื่อยแล้ว ก็ลุกขึ้นมายืนแล้วมาเดินสักพักหนึ่ง นั่นก็เป็นการกระทำที่ถูกเพราะเราต้องแก้ไขทั้ทุกข์ทั้งวัน ฉะนั้น ทุกอย่างนะ ง่วงก็ทุกข์ ไม่ง่วงก็ทุกข์

มาดูกันว่าคนง่วงไม่ได้นอนเป็นทุกข์ไหม? เป็นทุกข์
คนนอนนอนไม่หลับเป็นทุกข์ไหม? เป็นทุกข์
ฉะนั้น ง่วงก็ทุกข์ ไม่ง่วงก็ทุกข์
ธรรมชาตินั้นคือทุกข์ให้เราต้องแก้ไข แล้วก็ไต่เต้าไปตามความทุกข์นี่แหละ

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 มิ.ย. 2554 , 07:56:45 น.] ( IP = 58.9.209.30 : : )


  สลักธรรม 8





เราต้องรู้ว่าสภาพธรรมนั้นมีแต่ทุกข์ แล้วต้องเข้าใจด้วยว่า เมื่อความทุกข์เกิดขึ้นแล้วเราแก้ไขแล้ว พอแก้ไขมาอยู่ตรงนี้ความทุกข์ก็ยังตามมาอีกก็ต้องแก้ไขอีก เหมือนการทำงานเมื่อเราเป็นผู้จัดการ เป็นผู้เซ็นชื่อ เดี๋ยวเขาให้เซ็นสมุดบัญชีเล่มเขียว เราก็ต้องเซ็น บัญชีแดงมาเราก็ต้องเซ็น พอมาอีกเราก็ต้องเซ็นอีก เรามีหน้าที่ทำงาน มันจะเป็นอะไรมาทั้งวันก็ช่าง ขอให้เราทำงานได้ทันกับงานที่มา นั่นแหละแค่นี้ ทำงานได้ทันกับงานที่มา ส่งมาเราก็ทำตลอด นั่นแหละ สติสัมปชัญญะก็กำลังทำงานเต็มที่เลย

หน้าที่ของเราคือเป็นนักศึกษาที่เข้าไปศึกษาธรรมชาติที่เกิดขึ้นให้ทัน เมื่อเราศึกษาได้ทัน สิ่งที่เกิดขึ้นตรงนั้นจะปรากฏให้เราเห็นสภาพของความเกิดและความดับ เพียงแค่ศึกษาให้ทันเท่านั้น แล้วเราจะเห็นสภาพของความเกิดและความดับของนามหรือรูป ไม่ใช่นามและรูปเป็นของคู่กัน เมื่อเราเข้าใจตรงนี้และเราทำหน้าที่แค่นี้ สติ สัมปชัญญะ หรือสติมาสัมปัชชัญโน อาตาปี ที่เขาคุมงานอยู่โดยอาศัยโยคาวจรผู้ปฏิบัตินี้ ก็จะเป็นเหมือนฟันเฟืองที่เราหมุนจนเข้าล๊อคแล้วมีความร้อนมาก ๆ ความร้อนนี้ก็จะทำหน้าที่เผาเอง


ฉะนั้น เราไม่ได้มีหน้าที่ไปเผาอะไรหรือแม้กระทั่งไปยิงนก แต่รอให้สติมาสัมปชาโณเขามีกำลังเป็นตบะเป็นพลวปัจจัย เขาก็เผากิเลสเอง กิเลสที่เผานี้คือความโง่ ทำลายความโง่ เครื่องกีดขวางออกไปก็จะเห็นสภาพธรรมความเกิดและความดับ นั่นแหละ สภาพของไตรลักษณ์ ลักษณะที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่สามารถบังคับบัญชาได้ การที่เราจะไปบังคับบัญชา มันเป็นสภาพที่เราฝืนไตรลักษณ์ตั้งแต่แรกแล้ว ฉะนั้น อย่าทำ บอกไว้..ทีหลังอย่าทำ

ขออนุโมทนากับท่าน ขอความสุขความเจริญ ความมีสติ ความมีปัญญา จงบังเกิดแก่ทุกท่าน ขอความตั้งมั่นในกุศล ความเพียรในกุศล จงเป็นเครื่องบันดลให้ทางชีวิตของท่านราบเรียบ และร่มรื่นตลอดจนร่มเย็น ด้วยการวางใจด้วยสติ สัมปชัญญะเป็น ทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคน




ขออนุโมทนากับน้องฟูและน้องนวล ผู้ถอดเทป

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 มิ.ย. 2554 , 07:57:05 น.] ( IP = 58.9.209.30 : : )


  สลักธรรม 9

อนุโมทนาค่ะ

โดย สุธาดา (Suthada.t) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [9 มิ.ย. 2554 , 15:23:07 น.] ( IP = 202.6.107.74 : : 172.16.249.156 )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org