ปรับทิฏฐิ
โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
วันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๔
เรื่องของพระอภิธรรมนั้นเป็นการที่จะนำให้เรานั้นเข้าใจในเรื่องของชีวิต เป็นการปรับทิฏฐิของเราให้ตรง เพราะทุกวันนี้ทิฏฐิของเราเป็นทิฏฐิที่วิปลาส คือ คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง การปรับทิฏฐิให้ตรง ต่อความเป็นจริงก็เช่น ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคลใด ๆ มีแต่สภาพธรรม หรือสภาวธรรมของ จิต เจตสิก และรูปเท่านั้น และธรรมชาติของจิตคือรู้อารมณ์ ธรรมชาติของเจตสิกคือปรุงแต่งอารมณ์ ธรรมชาติของรูปธรรมคือไม่รู้อารมณ์ นี่ก็คือความเข้าใจเบื้องต้นจากที่เราได้ศึกษากันแล้ว
ในการนั่ง ยืน เดิน นอน หรือเห็น... เราก็ทราบกันแล้วว่ามันมีเหตุ(อุปปัตติเหตุ) มาประชุมกันจึงทำให้เกิดขึ้น และก็ทำให้เกิดโลภเหตุ โทสเหตุ และ โมหเหตุ หรือทำให้เป็นอโลภเหตุ อโทสเหตุ อโมหเหตุ เกิดขึ้นตามมาเป็นกรรมใหม่ของเรา นอกจากนี้ก็จะปรับทิฏฐิให้ตรงว่า..ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ เมื่อมีความเข้าใจแล้วก็จะสามารถน้อมนำสิ่งที่เราได้ปรับความรู้ของเรา มาเปลี่ยนแปลงชีวิต คือ ละทิฏฐิออกไปด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
การที่เราได้มีโอกาสมาศึกษาเล่าเรียนนั้นเพราะพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงเกื้อกูลต่อสัตว์โลก พระองค์บำเพ็ญเพียรตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ก็เพื่อหยั่งรู้เข้าไปในธรรมชาติทั้งปวง และด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงอุตสาหะวิริยะใช้ความรู้ที่ตรัสรู้นั้นมาโปรดสัตว์ อบรมสั่งสอนให้เวไนยสัตว์ทั้งหลายนั้นรู้ตาม รู้อะไรควรทำ รู้อะไรควรละ รู้อะไรคือสิ่งที่จริงแท้ อะไรคือสิ่งที่จริงเทียม รู้ว่าอาสวะกิเลส กองกิเลสทั้งหลายหรือเรียกว่าโมหะอวิชชานั้นเกิดขึ้นมาบังตาบังใจเราตรงไหน
พระองค์ทรงชี้ด้วยความกรุณาว่า เมื่ออยากจะบรรเทาทุกข์ ก็ให้มีการกระทำที่เรียกว่าสมถะกรรมฐานทำให้จิตสงบเพื่อทำลายนิวรณธรรมหรือเรียกว่าความฟุ้งซ่านที่จิตซัดส่ายไปในอารมณ์ต่าง ๆ ให้มีความสงบนิ่ง และทรงชี้การพ้นทุกข์อย่างสันติ นิพพานัง ปะระมัง สุขัง คือ การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เป็นการถ่ายถอนทิฏฐิวิปลาสออกไป
|