มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


มรรคาแห่งสันติสุข (๒)






มรรคาแห่งสันติสุข ตอนที่ ๒

วิธีปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน


มรรคาแห่งสันติสุข(๑)

รูป คือสิ่งที่มองเห็นได้ทางตา แล้วบอกให้เรารู้ว่า ลักษณะที่กระทบนั้นเป็นอย่างไร

รูปนี้จะต้องมีลักษณะที่กระทบ มีลักษณะเป็นของใหญ่เช่น อย่างคน นี่ต้องเป็นของใหญ่ ของเล็กที่เรามองไม่เห็น เรายังไม่ยอมรับว่าเป็นรูป ใช่ไหมครับ?

รูปต้องเป็นของใหญ่ ต้องมีการบริหารมาก เช่น ต้องยืน เดิน นั่ง นอน มากๆ และต้องดูแลมาก คือกินแล้ว กินอีก เพราะเสื่อมอยู่ตลอดเวลา ร่างกายของเราไม่คงที่คงทนเลย มีความชราอยู่ทุกขณะจิต แต่ที่เราไม่เห็นเพราะว่าเป็นของใหญ่ที่ดูได้ยาก

ถ้าเราพิจารณาดูทุกวันๆ ที่เราเดินไป เราไม่รู้ว่ามันเสื่อม แต่เราลองนึกย้อนไปดูจากเมื่อตอนเป็นเด็กจนโตมานี่เราเรียกว่าเจริญเติบโต แต่ที่จริงแล้วเจริญไปในทางเสื่อมด้วยซ้ำ

เพราะทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ก็จะต้องวิวัฒนาการไปในความเสื่อม กล้ามเนื้อของเด็กนั้นมีความบริบูรณ์ มีเซลล์ต่างๆ ผลิตผลของเม็ดเลือดทำให้เนื้อหนังมังสาเต่งตึง ผิวพรรณนวลใย แต่พอเราโตขึ้นจะมีรอยย่น มีความหยาบของผิวหนัง มีกระขึ้นมา เพราะว่าสภาพนั้นมันเสื่อมไปแล้ว เชลล์ต่างๆ มันเสื่อมแล้วก็ตายอยู่ตลอดเวลา

นี่คือลักษณะของรูป ซึ่งเราต้องยอมรับด้วยความจริงว่า รูปอันนี้มันมีจริง แต่เราใช้คำว่าหญิง ชายเป็นการอ้างอิงในรูปนั้นเท่านั้นเอง

โดย วิชิต ธรรมรังษีดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 มิ.ย. 2554 , 10:12:39 น.] ( IP = 125.25.122.48 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1




เวทนา หมายถึง การเสวยอารมณ์เข้าไป เสวยอารมณ์ได้ เสวยอารมณ์เป็นอย่างไรบ้าง? ก็คือความรู้สึกเป็นสุข เป็นทุกข์ เฉยๆ หรือไม่สุข ไม่ทุกข์ ใช่ไหมครับ? คำนี้มาทีหลังคือสมมุติขึ้นมาว่าสุขว่าทุกข์

เพราะถ้าหากสุขมีจริงแล้ว แต่ละคนก็ต้องเสวยอารมณ์เหมือนๆ กัน เช่น เห็นสีเหลืองแล้ว รู้สึกชอบ พอใจ ก็ต้องรู้สึกชอบ พอใจเหมือนๆ กันทุกคน แต่นี่ไม่ใช่ บางคนก็ไม่ชอบ เห็นสีเหลืองแล้วรู้สึกไม่พอใจ เพราะมันเป็นความสุข ความทุกข์ ที่เกิดขึ้นจากสัญญาวิปลาสใช่ไหมครับ? ของจอมปลอม การเสวยอารมณ์นั้น ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใดก็แล้วแต่ ต้องมีการเสวยอารมณ์ได้ เป็นสุข เป็นทุกข์

สัญญา คือความจำได้หมายรู้ ทุกคนมีความจำ ตั้งแต่เล็กจนโต เราจำมาสารพัดเรื่อง เรากลับบ้านถูก เราไปเที่ยวในที่นั้นถูก ขึ้นรถเมล์ถูก เราต้องมีความจำ ชีวิตจะต้องมีความจำ แม้กระทั่งสัตว์เดรัจฉานก็ต้องมีความจำ

นกบินมาหาอาหาร หาเหยื่อแล้วก็ต้องกลับรังถูก เพราะมันมีความจำว่าที่อยู่อาศัยของมันอยู่ที่ไหน ไม่ว่าชนชาติใดต้องมีความจำทุกคนทุกชีวิต

โดย วิชิต ธรรมรังษีดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 มิ.ย. 2554 , 10:13:17 น.] ( IP = 125.25.122.48 : : )


  สลักธรรม 2




สังขารไม่ใช่แปลว่ากาย แต่หมายถึงธรรมชาติชนิดหนึ่ง เป็นธรรมชาติชนิดหนึ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมา

คำว่าปรุงแต่งนี้ เราต้องเข้าใจว่า ปรุงแต่งนั้นไม่ได้มาจากชิ้นเดียว แต่เป็นของที่รวมกันมา เหมือนคำว่า “ข้าวผัด” นี่เป็นรสข้าวผัด หรืออาหารประเภทยำต่างๆ ปรุงด้วยอะไรบ้างครับ ? และถ้าเราจะปรุงให้รสดี ก็ต้องมีหลายๆ อย่างปรุงเข้ามา

ฉะนั้น ต้องมีเหตุที่ทำให้เกิดผลขึ้นมา จึงต้องถูกปรุงแต่ง ธรรมชาติที่ถูกปรุงแต่งต่างๆ ขึ้นมา เป็นกายสังขารให้มีรูปธรรมต่างๆ

ปรุงแต่งในที่นี้หมายถึง ถ้าเป็นเรื่องของชีวิต ก็คือปรุงแต่งจากการเสพอารมณ์แต่ละครั้ง ให้มีการเป็นไปตามสิ่งที่ถูกปรุงแต่งตัวเจตสิกนั่นเอง

โดย วิชิต ธรรมรังษีดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 มิ.ย. 2554 , 10:13:43 น.] ( IP = 125.25.122.48 : : )


  สลักธรรม 3




วิญญาณ แปลว่า จิต จิต หมายถึงตัวรู้ในอารมณ์ อารมณ์จึงหมายถึงสิ่งที่จิตรู้

อารมณ์มีอะไรบ้าง?อารมณ์มีมากมาย ตัวอย่างเช่น อารมณ์โลภ อารมณ์โกรธ อารมณ์หดหู่ อารมณ์เศร้าหมองต่างๆ อย่างนี้เราเรียกว่าอารมณ์ทั้งสิ้น คือสิ่งที่เรารู้ได้แล้วก็เสพเข้าไป

ฉะนั้น ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ต้องมีการประชุมกัน แล้วเราใช้คำว่าสมมุติสัจจะ เรียกไปเองว่าคน ว่าสัตว์ ว่าคนไทย ว่าฝรั่ง ว่าแขกต่างๆ

สิ่งเหล่านั้นเป็นภาษาสมมุติ ซึ่งไม่มีความเป็นจริง ความเป็นจริงอยู่แต่ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ

ขณะนี้ เราต้องมีศรัทธาเชื่อเกิดขึ้นมาแล้ว เพราะเราพิสูจน์เอง ไม่มีใครมาสอนเรา ที่ผ่านมาเมื่อสักครู่เราพิสูจน์แล้วนะครับ จึงต้องมีศรัทธาเชื่อ เพราะพระธรรมคงทนต่อการพิสูจน์

ไม่ว่าคุณจะเกิดมาในประเทศไหน คุณก็จะต้องรู้ว่าชีวิตนั้นจะต้องมี รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ไม่ว่าเด็กในครรภ์มารดาคนนี้ จะเป็นลูกเต้าเหล่าใครก็ตาม ออกมาต้องมีรูป นาม ขันธ์ ๕

โดย วิชิต ธรรมรังษีดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 มิ.ย. 2554 , 10:14:16 น.] ( IP = 125.25.122.48 : : )


  สลักธรรม 4




ศึกษาแล้วจะต้องมีศรัทธา และเป็นศรัทธาอันแรงกล้า ที่เชื่อมั่นอย่างจริงใจว่า ชีวิตจะต้องประกอบไปด้วย รูป นาม ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ รูปคือสิ่งที่มองเห็นได้ทางตา นามคือสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา แต่เป็นของมีจริง

ฉะนั้น รูปนี้ก็ยังคงสภาวะรูปอยู่ เวทนา อารมณ์ที่เสวยเข้าไป ไม่มีรูป เมื่อสักครู่เราพิสูจน์แล้วว่ามีจริง เราเรียกว่านามธรรม สัญญาความจำได้หมายรู้ ไม่มีรูปปรากฏ แต่มีจริง เรานึกคิดอะไรแล้วไปถึงที่นั่นที่นี่ได้ถูก มันอยู่ในความทรงจำซึ่งไม่มีรูปปรากฏ แต่ก็เก็บอยู่ในจิตตลอดเวลา เป็นนามธรรม สังขารการปรุงแต่งขึ้นมาได้ตามเหตุตามปัจจัย เรามองไม่เห็นเหตุปัจจัย มองไม่เห็นการปรุงแต่ง แต่เรารับรู้อารมณ์นั้นได้ เรียกว่านามธรรม วิญญาณ คือ จิต หัวใจคือรูปเป็นที่ตั้งให้จิตอาศัย หัวใจกับจิตคนละอย่าง จิตนี่เป็นนามธรรม แต่หัวใจเป็นรูป

ลักษณะหัวใจคนเรามี ๔ ห้อง แต่ละห้องมีกล้ามเนื้อ มีหลอดเลือดดำ มีเยื่อเมือก มีการสูบฉีดโลหิต มีหลอดที่สำหรับฟอกโลหิตส่งไปเลี้ยง นั่นคือรูปธรรม

แต่เราพูดถึงเรื่องวิญญาณ คือนามธรรม เพราะว่าเวลาเราเห็น วิญญาณต้องเข้าร่วมด้วย เราไม่เห็นตัววิญญาณเลย แต่เราเห็นสิ่งต่างๆได้ เป็นนามธรรม เป็นของที่เราพิสูจน์ได้ทั้งนั้น

โดย วิชิต ธรรมรังษีดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 มิ.ย. 2554 , 10:14:48 น.] ( IP = 125.25.122.48 : : )


  สลักธรรม 5




ฉะนั้น ชีวิตที่แท้จริง เมื่อเราปฏิเสธสมมุติสัจจะออกจนหมดสิ้นแล้ว คือ รูป-นามเท่านั้น ใช่ไหมครับ ?

มีรูป มีนาม มีนาม มีนาม มีนาม ๕ อย่าง รวมเป็นคนเป็นสัตว์ขึ้นมา ฉะนั้น เราย่นย่อ แทนที่จะบอกว่า รูป นาม นาม นาม นาม เรื่อยไป ย่นเสียเหลือ ๒ คำ เป็นรูปนาม ...ขันธ์ ๕ คือมีรูป มีนาม เป็นหมวดอยู่ ๕ อย่าง

ฉะนั้นคำว่าขันธ์ ๕ จึงได้แก่ชีวิตๆ หนึ่งเท่านั้นเอง ...นี่พอเข้าใจนะครับ

เราต้องเรียนเรื่องนี้ให้เข้าใจ เรามีศรัทธาเชื่อแน่ นี่แหละครับคือภูมิของปัญญา ถ้าเราไม่เคลียร์ตัวเอง ยังไม่ทำลายวิจิกิจฉานี้ เราจะปฏิบัติอะไรให้เกิดผลดีไม่ได้เลย เพราะเราไม่ยอมรับความจริง ถ้าหากว่าเรายอมรับความจริงได้แล้ว แม้เราจะเอาไปพิสูจน์ตอนหลัง ก็จะออกมาเป็นบทพิสูจน์ได้

เรายอมรับของจริงแล้ว เราก็เอาของจริงนั้น ไปพิสูจน์ในสิ่งที่เราพบอยู่ทุกวัน มันต้องพบความจริงจนได้

แต่ถ้าเราเรียนจนเรายอมรับแล้ว แต่เราไม่ทำลายมานะ ความยกตัว ถือตัว อวดดื้อถือดี ไม่ทำลายทิฏฐิอันเป็นมิจฉาทิฏฐิ เราก็ไม่สามารถก้าวสู่ความเป็นจริงได้ ใช่ไหมครับ


โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย วิชิต ธรรมรังษีดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 มิ.ย. 2554 , 10:15:16 น.] ( IP = 125.25.122.48 : : )


  สลักธรรม 6

กราบขอบพระคุณมากค่ะ

โดย น้องอุ๊ (anchalee) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 มิ.ย. 2554 , 22:25:18 น.] ( IP = 125.24.68.203 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org