มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


มรรคาแห่งสันติสุข (๓)






มรรคาแห่งสันติสุข ตอนที่ ๒

วิธีปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน


มรรคาแห่งสันติสุข(๒)

ในหลักของพระพุทธศาสนา มีการปฏิบัติอยู่ ๒ อย่างคือ การทำสมาธิ (สมถกรรมฐาน) กับการทำวิปัสสนา ไม่ใช่อย่างเดียวกันครับ ที่พูดว่า นั่งวิปัสสนา เดินวิปัสสนานั้นไม่ใช่

คำว่าวิปัสสนากรรมฐานรวมกันแล้ว หมายถึงการกระทำฐานที่ตั้งแห่งปัญญา ปัญญา คือ ความรู้จริง รู้ชัด และรู้ในสิ่งที่เป็นปรมัตถ์ทั้งสิ้น ไม่ใช่รู้ในของสมมุติ แต่รู้ของจริงเลยครับ

เหมือนเราผสมสีมานี่ เราเห็นเป็นสีม่วง เรา บอกว่า สีม่วง ...ผิด! ที่แท้จริงมันคือสีแดงผสมกับสีน้ำเงิน เรารู้สึกเข้าไปไกลกว่านั้นว่า มีสีแดง กับน้ำเงินปรุงแต่งมาอีกทีหนึ่ง ส่วนมากเราจะมองเห็นว่านี่สีม่วง แท้ที่จริงมันมีเหตุปรุงแต่งมา แต่เราคิดว่ามีสีม่วงขึ้นมาเอง

ฉะนั้น วิปัสสนากรรมฐาน คือการกระทำเพื่อให้เกิดปัญญา ปัญญาคือความรู้จริงในปรมัตถธรรมเท่านั้น

รู้ของจริง รู้อะไรเล่า?รู้ว่าชีวิตมีแต่รูป มีแต่นาม ยอมรับอันนี้โดยมีศรัทธามั่นคงว่า คำว่าผู้หญิง ผู้ชาย ไม่จริง ของจริงคือรูป นาม จึงจะปฏิบัติได้

โดย วิชิต ธรรมรังษีดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [8 มิ.ย. 2554 , 09:48:35 น.] ( IP = 125.27.176.7 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1




คราวนี้เรามาพูดเรื่องการปฏิบัติกันต่อ การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน คำว่า วิปัสสนาการรมฐาน เป็นการปฏิบัติชนิดหนึ่งซึ่งอยู่ในหลักของพระพุทธศาสนา

เรามาดูว่าการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเพื่ออะไร ? เพื่อเป็นการคลี่คลายแง่มุมให้เด่นชัดออกมา ด้วยการเอารูปนามที่เรายอมรับว่า เป็นของจริงที่มีอยู่นี้ไปเป็นตัวกำหนดเป็นภูมิ

ภูมิคือที่ตั้ง สถานที่ แทนความวิปลาส คือ คน สัตว์ ฉัน เธอ เขา แก แต่เอารูปนามไปเป็นภูมิ คือ เป็นที่ตั้งแทนความวิปลาสที่เคยผังอยู่ในใจ เพราะตราบใดที่เราไม่ถ่ายถอนความวิปลาสออกมา เราจะเห็นของจริงไม่ได้

พูดเรื่องของจิตก่อน คนเราต้องมีจิต จิตคือธรรมชาติที่รู้อารมณ์ ที่นี้การเห็นของเรา การได้ยินของเรา การได้กลิ่นของเรา การรู้รสของเรา การสัมผัสถูกต้องเย็นร้อนอ่อนแข็งของเรา การนึกคิดไปในอารมณ์ต่างๆ ของเรา ที่มีมาได้เพราะต้องมีวิญญาณ คือจิตนั่นเอง

จะเห็นเอง ได้ยินเอง ได้กลิ่นเอง รู้รสเอง สัมผัสเอง ถูกต้องเอง นึกคิดเองไม่ได้ มันเป็นหน้าที่ของจิตเองทั้งสิ้น แล้วจิตนี่ก็คือนามธรรม

เวลาที่เห็น เราไม่ได้เป็นผู้เห็นนะครับ ตรงนี้สำคัญนะเข้าเรื่องการปฏิบัติแล้ว พอเรานึกว่าเราเห็น แต่เมื่อกี้บอกแล้วว่าเราไม่มี มีแต่รูป มีแต่นาม ยอมรับแล้วใช่ไหมครับ

โดย วิชิต ธรรมรังษีดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [8 มิ.ย. 2554 , 09:49:09 น.] ( IP = 125.27.176.7 : : )


  สลักธรรม 2





ฉะนั้น ต้องเอารูป-นามเข้ามาปฏิบัติ คือจิตของเราเป็นผู้เห็น เรามองไม่เห็นจิตเพราะจิตเป็นนาม จึงเป็นนามเห็น เพราะนามเป็นผู้เห็น

ตาของเรามีไว้เป็นทวารให้จิตมาทำหน้าที่เห็น ไม่มีเรา เอาเราออกเสียก่อน เอาสมมุติออก เราจะทำลายความวิปลาส ความเข้าใจผิดออก ที่แท้จริงคือนามธรรม

มี ๒ อย่างแค่นี้เอง ในชีวิต คือนามเป็นผู้เห็นรูป เราไม่มี

เวลาที่ได้ยิน เรานึกว่าเราได้ยิน การได้ยินเกิดขึ้นได้ต้องมีจิต จิตเป็นนาม จึงต้องกำหนดว่า นามได้ยิน

เวลาที่ได้กลิ่น จิตมาทำหน้าที่รู้กลิ่น จิตรู้กลิ่นได้ ได้กลิ่นได้ บอกว่าเหม็น บอกว่าหอม แต่ความสำคัญผิดของคนเราอยู่ที่รู้สึกว่า เรามันหอม เรามันเหม็น แท้ที่จริงเราไม่ได้หอม เราไม่ได้เหม็น ลักษณะที่หอมเหม็นนั้นอยู่ในที่ของมัน มันเหม็นเอง หอมเอง คือรูปนั่นเอง รูปมันเหม็น รูปมันหอม จึงต้องกำหนดในวิปัสสนาว่า รูปเหม็น รูปหอม ไม่ใช่เราเหม็น ไม่ใช่เราหอม หรือกำหนดว่า รูปกลิ่นก็ได้ สำหรับผู้ที่ชำนาญแล้ว

โดย วิชิต ธรรมรังษีดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [8 มิ.ย. 2554 , 09:49:47 น.] ( IP = 125.27.176.7 : : )


  สลักธรรม 3




ต่อไปเวลาที่รู้รส เรารู้รสเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด จืด เรารู้สึกอย่างนี้มาตั้งนาน ที่นี้เมื่อไม่มีเรา อะไรเป็นรสชาติ รูปครับ

พริกที่เราเห็นได้ เป็นรูป เกลือ เป็นรูป พริกมันเผ็ดของมันเองตามธรรมชาติ เราไม่ได้เอาใส่ปากเราก็ไม่เผ็ด แต่พอเราเอาใส่ปากเคี้ยวปุ๊บ เราคิดว่าเราเผ็ด

เกลือมันเค็มเอามาใส่ปาก เราคิดว่าเราเค็ม เราหลงผิดคิดว่าเราเผ็ด เราเค็ม จึงต้องกำหนดรูปรส สำหรับคนที่ยังกำหนดรูปรสไม่ทัน ให้กำหนดรูปเปรี้ยว รูปหวาน รูปเค็ม ฯลฯ เพื่อตัดความรู้สึกว่าเราเป็นผู้รู้รสออกไปก่อน

ต่อไปความรู้สึกสัมผัส จิตรับสัมผัสได้เมื่อมีสิ่งมากระทบกาย สัมผัสอะไรบ้างครับ? เย็น ร้อน อ่อน แข็ง รูปที่มากระทบมีความเย็น มีความร้อน มีความอ่อน มีความแข็ง จิตของเราก็รับความรู้สึกที่กระทบทางกายนั้น ก็รู้สึกเย็น รู้สึกร้อน รู้สึกอ่อน รู้สึกแข็ง ที่แท้รูปมีลักษณะ เย็น ร้อน อ่อน แข็ง เมื่อมากระทบกาย จิตเป็นผู้รู้สึก

ฉะนั้นในการกำหนด จึงกำหนดได้ทั้งรูปทั้งนาม โดยกำหนดอาการที่กระทบ เป็นรูปเย็น รูปร้อน รูปอ่อน รูปแข็ง หรือกำหนดนามรู้สึกเย็น นามรู้สึกร้อน นามรู้สึกอ่อน นามรู้สึกแข็ง สุดแท้แต่ความเด่นชัด เพราะจิตรับรู้ในเรื่องของรูปของนามทีละขณะ

โดย วิชิต ธรรมรังษีดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [8 มิ.ย. 2554 , 09:50:22 น.] ( IP = 125.27.176.7 : : )


  สลักธรรม 4




ข้อสุดท้ายครับ การนึกคิด ที่เรานึกคิดไปเรื่องที่ผ่านมา หรือยังไม่เกิดขึ้น คิดถึงหน้าผู้หญิง หน้าผู้ชาย คนสวย คนไม่สวย นึกเกลียดคนนี้ นึกเกลียดคนนี้ เราไม่ได้เกลียด เราไม่ได้รัก แต่เป็นนามครับ นามเป็นตัวเกลียด ตัวรัก ตัวชอบ ตัวชัง

สิ่งที่มีเกิดขึ้นทางใจ เกิดขึ้นอย่างไร ? ตอนนี้กำลังนั่งฟังผมอยู่ คุณลองนึกถึงรูปกุญแจ กุญแจมีรูปร่างอย่างไร นึกออกไหมครับ ? นั่นคือรูปทางใจครับ เห็นไหม ไม่มีรูปจริงๆ แต่เป็นรูปที่เกิดขึ้นทางใจ เกิดจากความนึกคิด ต้องกำหนด “รูปทางใจ”

ฉะนั้น การปฏิบัติ เราจะต้องเข้าใจกฎอันนี้เป็นสำคัญ คือเพื่อจะเอาคำว่ารูป นาม ไปตั้งแทนที่เราจะได้กำจัดความวิปลาส

พร้อมกันนั้นจะได้เป็นการฝึกสติ เพราะการระลึกรู้สึกตัวได้ในสิ่งที่เป็นจริงนั้น ก็ต้องมีฐานอันมั่นคง สติ จึงมีกำลัง เมื่อสติมีกำลังแล้ว รากฐานอันสำคัญเป็นที่พึ่งกันก็คือมีรูป มีนามอาศัย สติเป็นนามธรรม อาศัยรูป คือหัวใจของเรา ทำให้เกิดการระลึกได้

ฉะนั้น ก็จะมีฐานที่ตั้งอันมั่นคง และกำจัดความวิปลาสออกไป

โดย วิชิต ธรรมรังษีดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [8 มิ.ย. 2554 , 09:50:58 น.] ( IP = 125.27.176.7 : : )


  สลักธรรม 5




อธิบายอย่างนี้ ใครยังไม่เข้าใจชัดในเรื่องทฤษฎีนี้บ้าง ถ้าเราไม่ทำความเข้าใจเรื่องของภูมิวิปัสสนา ก็จะปฏิบัติไม่ได้ครับ และเราจะไม่ถึงความจริงแน่

เพราะอะไรครับ? เพราะเรายังติดคำว่า “เรา” อยู่ ไม่พ้นทุกข์แน่ แล้วก็หาทุกข์ใส่ตัวอยู่วันยังค่ำ

เพราะอะไรครับ? คนเรารักชีวิต เราเจ็บ เรากลัว เขาเจ็บช่างมัน แต่ยังมีเราอยู่ การกระทำกรรมมันก็เกิดขึ้น

ฉะนั้น ลองคิดว่าไม่มีเรา หลวงพ่อเสือ ท่านยกตัวอย่าง.. ลูกของฉันที่ฉันรัก ลูกของฉันเจ็บนิด ฉันก็สงสาร ดูแล เฝ้าถนอม แต่ลูกของเขา (คนอื่น)เจ็บ เราดูแล้วก็เฉยๆ เพียงกระทบอารมณ์แล้วก็ดับ

เห็นไหมครับ นี่ตัดได้แต่พอถึงเรื่องของเรา เราสืบต่ออารมณ์นั้นอยู่เรื่อยๆ ลองคิดว่าถ้าลูกของเราตายดูซิ ตอนนี้ไม่ต้องทำอะไรให้ลูกแล้ว หมดภาระหน้าที่แล้ว

ถ้าเผื่อตัวเราไม่มีเสียอีก เราก็ไม่ต้องหา ไม่ต้องไปแก่งแย่งชิงดี อยากกิน อยากอะไรก็ไม่มี หมดจากการกระทำกรรมครับ หมดการกระทำกรรมก็หมดการได้รับผล เอ้า! ถามได้ ใครยังไม่เข้าใจ? หรือเข้าใจแล้ว?

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย วิชิต ธรรมรังษีดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [8 มิ.ย. 2554 , 09:51:27 น.] ( IP = 125.27.176.7 : : )


  สลักธรรม 6

กราบขอบพระคุณมากค่ะ
ความวิปลาส นึกได้ทีไร ก็เห็นว่า เป็น เราอยู่เสมอ
การศึกษา จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะรื้อถอนความเห็นผิดได้บ้าง
และเมื่อเข้าใจชีวิตถูกต้องแล้ว ดูชีวิตที่ผ่านมามีแต่ตะกอนกิเลสสั่งสมมากมายเหลือเกิน

โดย น้องอุ๊ (anchalee) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [8 มิ.ย. 2554 , 22:59:20 น.] ( IP = 125.24.47.103 : : )


  สลักธรรม 7

กราบขอบพระคุณค่ะ

โดย น้องฟู (Suthada.t) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [9 มิ.ย. 2554 , 15:24:58 น.] ( IP = 202.6.107.74 : : 172.16.249.156 )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org