มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


วิจิกิจฉา ๘ ประการ







อธิบายเรื่อง วิจิกิจฉา ๘ ประการ

โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร



โมหมูลจิตที่สัมปยุตด้วยวิจิกิจฉา หรือโมหมูลจิตที่ประกอบด้วยความสงสัยนั้นมีอยู่ ๘ ประการ คือ ความสงสัยในคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สงสัยในขันธ์อายตนะ ธาตุ ปฏิจจสมุปบาท และในสิกขา

๑. พุทฺเธ กงฺขติ

คือ มีความสงสัยในองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า จะไม่มีตัวตนจริงๆ นับถือกันโดยยึดมั่นด้วยอุปาทานต่อๆ กันมาเป็นผู้ตรัสรู้ว่าเป็นผู้วิเศษยิ่งกว่าใครๆ แท้จริงคัมภีร์ในพระพุทธศาสนาก็คงจะเป็นพวกนักปราชญ์ราชบัณฑิต คิดเขียนขึ้นต่อๆ กันมาเท่านั้นเอง ถ้าเป็นเช่นนี้เราจะไปกราบไหว้บูชาพระอิฐพระปูนทำไม

ศาสนาทุกศาสนามีขึ้นมาก็เพื่อให้คนอยู่ร่วมกันได้ดีขึ้น เบียดเบียนกันน้อยลง เพราะกลัวบาปกลัวจะไปตกนรก เป็นการสมมุติให้เป็นตัวเป็นตนขึ้นมาให้คนนับถือ กราบไหว้บูชาเอาไว้เป็นที่พึ่งทางใจ หลอกให้คนทั้งหลายโง่ในเรื่องนี้เสียจะได้ปกครองง่ายๆ ความจริงศาสนาก็ดีเพียงแค่สอนให้คนมีศีลธรรมจรรยาเท่านั้น

เวลานี้โลกมีความเจริญมากขึ้นแล้วสิ่งที่ประดิษฐ์ต่างๆ ก็เกิดขึ้นมากมาย มนุษย์ก็จะบริโภคผลิตผลเหล่านี้สะดวกสบาย ความต้องการศาสนาก็จะมีน้อยลงๆ แล้วศาสนาก็จะมาหลอกคนที่ศึกษาเล่าเรียนมามากในสาขาวิชาการต่างๆ มีความรู้ดี มีเหตุผลหนักแน่นมั่นคงไม่ได้อีกต่อไปแล้ว มีความสงสัยแกมดูหมิ่นเกิดขึ้นโดยที่ยังมิได้ศึกษาพระพุทธศาสนาในขั้นละเอียดเลยแม้แต่น้อย

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [8 มิ.ย. 2554 , 10:49:58 น.] ( IP = 125.27.176.7 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


ความคิดอ่าน ความสงสัยดังได้แสดงมาเป็นวิจิกิจฉาในโมหมูลจิตทั้งสิ้น หรือสงสัยในพระพุทธคุณซึ่งมีอยู่ ๙ ประการ คือ

๑. พระพุทธเจ้านั้นเป็นผู้ไกลจากกิเลส ในพระคุณบทว่า "อรหํ"

๒. เป็นผู้ตรัสรู้ธรรมเองโดยชอบ ในพระคุณบทว่า "สมฺมาสมฺพุทฺโธ"

๓. เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยความรู้และการปฏิบัติอย่างประเสริฐ ในพระคุณบทว่า "วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน"

๔. เป็นผู้เสด็จไปด้วยดีแล้ว ในพระคุณบทว่า "สุคโต"

๕. เป็นผู้รู้แจ้งโลกทั้ง ๓ คือ สัตวโลก โอกาสโลก สังขารโลก ในพระคุณบทว่า"โลกวิทู"

๖. เป็นผู้ฝึกบุรุษที่ควรฝึกได้อย่างยอดเยี่ยม ในพระคุณบทว่า "อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ"

๗. เป็นศาสดาของมนุษย์ เทวดา พรหมทั้งหลาย ในพระคุณบทว่า " สตฺถา เทวมนุสฺสานํ"

๘. เป็นผู้รู้แจ้งอริยสัจโดยถูกถ้วน และสามารถยังสัตว์ทั้งหลายให้รู้ตาม ในพระคุณบทว่า " พุทฺโธ"

๙. เป็นผู้มีบุญญาธิการอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง ในพระคุณบทว่า "ภควา"

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [8 มิ.ย. 2554 , 10:50:57 น.] ( IP = 125.27.176.7 : : )


  สลักธรรม 2


๒. ธมฺเม กงฺขติ

มีความสงสัยในพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสั่งสอนไว้นั้นว่าจะเป็นจริงไปได้หรือในธรรมเบื้องสูงคือสวากขาตธรรม อันได้แก่มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ เป็นต้น เพราะการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามธรรมดาสามัญก็พอมองเห็น แต่มรรค ๔ ผล ๔ คือโสดา สกิทาคา อนาคา อรหัตมรรคและผลนั้น เป็นการทำลายล้างกิเลสให้ออกไปจากจิตใจตั้งแต่ออกไปเล็กน้อยจนถึงออกไปหมดจดสิ้นเชิง จนบังเกิดผลแก่ผู้ปฏิบัตินั้นจะจริงหรือ จะเป็นไปได้อย่างไรกัน

ยิ่งนิพพานด้วยแล้วก็ไม่เห็นแสดงว่าเป็นอะไรสักอย่าง ก็ไม่เห็นใครอธิบายพร้อมทั้งยกตัวอย่างขึ้นมาให้ดูได้ ให้ใกล้ชิดจนหายสงสัยได้สักที มีก็แต่พูดจาแวดล้อมเทียบเคียงเอาเท่านั้นเอง ทั้งผู้พูดผู้แสดงก็มิได้ประกาศออกมาว่าตัวถึงนิพพานแล้ว เลยกลายเป็นความเพ้อฝันของบุคคลผู้หาปัญญาพิจารณามิได้ไปเสีย

นอกจากธรรมอันเป็นเบื้องสูงแล้ว ธรรมะดาดๆ ทั่วไปในพระไตรปิฎก ที่แสดงเป็นบุคคลาธิษฐานก็ไม่น่าเชื่อ ไม่น่าจะเป็นไปได้ จึงมีความสงสัยแกมไม่เชื่อเอาไว้ในใจเห็นว่าเป็นสิ่งพ้นวิสัย เช่นในการแสดงถึงเรื่องยักษ์ เรื่องมาร เรื่องพระยานาค เรื่องนรกสวรรค์ สัตว์นรก เปรต อสุรกาย เทวดา พรหม ที่ในพระไตรปิฎกแสดงไว้ เหมือนกับนิทานเล่าให้ฟังกันเล่น หรือเพื่อฟังให้เป็นคติสอนใจ หรือขู่เอาไว้ให้คนกลัวจะได้ไม่ทำบาป จะเป็นไปได้หรือ มีจริงได้อย่างไร

หรือสงสัยในพระธรรมคุณอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ว่าจะนำออกจากทุกข์ได้จริงหรือจะรู้เห็นกันได้อย่างไร ในบทที่ว่า พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว คือ "สวากฺขาโต"

เป็นธรรมอันบุคคลพึงเข้าไปเห็นเอง คือ "สนฺทิฏฺฐิโก"

เป็นธรรมอันไม่มีกาล คือ "อกาลิโก"

เป็นธรรมอันจะให้ผู้ใดพิสูจน์เห็นจริงได้ คือ "เอหิปสฺสิโก"

เป็นธรรมที่มีอยู่อันบุคคลพึงน้อมเข้ามาเอาใส่ใจได้ คือ "โอปนยิโก"

เป็นธรรมอันวิญญูชนทั้งหลายพึงรู้ได้เฉพาะตัว คือ "ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพวิญญูหิ"

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [8 มิ.ย. 2554 , 10:51:40 น.] ( IP = 125.27.176.7 : : )


  สลักธรรม 3



๓. สงฺเฆ กงฺขติ

สงสัยในพระสงฆ์ ในที่นี้หมายถึงอริยสงฆ์ ไม่ใช่สงฆ์ปุถุชน คือสงสัยว่า พระอริยสงฆ์สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ซึ่งได้ปฏิบัติดีแล้ว "สุปฎิปนฺโน" มีจริงหรือ

ผู้ปฏิบัติตรงแล้ว "อุชุปฎิปนฺโน" มีจริงหรือ

เป็นผู้มุ่งต่อพระนิพพานแล้ว "ญายปฎิปนฺโน" มีจริงหรือ

เป็นผู้ปฏิบัติชอบแล้ว "สามีจิปฎิปนฺโน" มีจริงหรือ

เป็นผู้ควรสักการะ "อาหุเนยฺโย" มีจริงหรือ

เป็นผู้ควรต้อนรับ "ปาหุเนยฺโย" มีจริงหรือ

เป็นผู้ควรทักษิณาทาน "ทกฺขิเณยฺโย" มีจริงหรือ

เป็นผู้ควรอัญชลีกรรม "อญฺชลีกรณีโย" มีจริงหรือ

เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า "อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส" มีจริงหรือ

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [8 มิ.ย. 2554 , 10:52:13 น.] ( IP = 125.27.176.7 : : )


  สลักธรรม 4


๔. สิกฺขาย กงฺขติ

ความสงสัยไม่เชื่อใจในสิกขา ๓ ซึ่งได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่พระผู้มีพระภาคตรัสสอนเอาไว้ ว่าจะมีผลานิสงส์ได้จริงอย่างไร การประพฤติปฏิบัติในสิกขาทั้ง ๓ นี้ จะช่วยนำให้บุคคลล่วงพ้นจากทุคติภูมิ คือ ที่จะต้องไปเกิดเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ได้รับความทุกข์ยากลำบากทรมาน เพียงแต่รักษาศีล เจริญสมาธิ ทำจิตใจให้บังเกิดปัญญา จะมีความสามารถปิดกั้นหนทางไปสู่ทุคติได้ทีเดียวหรือ

การศึกษาการปฏิบัติในสิกขาทั้ง ๓ นี้แล้ว จะเป็นทางนำให้ไปสู่ภูมิที่มีความเจริญตาเจริญใจในอนาคตชาติหน้าจริงอย่างใด อำนาจอะไรที่จะนำให้ไปเกิดเป็นเทวดาเป็นพรหมได้ นิพพานอยู่ที่ไหน มีจริงหรือเปล่า ผู้สงสัยตั้งข้อคำถามต่างๆ ด้วยความไม่แน่ใจ พร้อมทั้งมีความไม่เชื่อแอบแฝงอยู่ด้วย

ฉะนั้น จึงเห็นได้ว่า ในบางคราวผู้ตั้งคำถามมิได้มีความปรารถนาจะทราบสักเท่าใด หากแต่ต้องการจะเอาชนะ ต้องการจะให้ผู้ตอบจำนนต่อถ้อยคำมากกว่า เพื่อแสดงวาทะอันเปรื่องปราชญ์ และความสามารถของตน เมื่อค้นหาความจริงจากท่านผู้นี้ไม่ได้ ก็จะดั้นด้นค้นหาคนต่อไป และต่อไป แต่จะไม่ยอมหันหน้าเข้ามาศึกษาจริงๆเลย ผู้เอาแต่การซักถามเหล่านี้ผมเคยเจอมาหลายคนแล้ว ผมชวนให้มาเรียนก็ไม่ยอมมา ให้หนังสือไปอ่านก็เปิดดูนิดๆ หน่อยๆ แล้วก็วาง ชอบแต่ตั้งคำถามชอบแต่ซักไซร้ไล่เรียง และชอบแต่จะเป็นผู้ชนะ

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [8 มิ.ย. 2554 , 10:52:46 น.] ( IP = 125.27.176.7 : : )


  สลักธรรม 5


๕.ปุพฺพนฺเต กงฺขติ

มีความสงสัยในขันธ์ อายตนะ ธาตุ ที่เป็นอดีต คือมีความสงสัยว่า ในอดีต คือชาติก่อนๆ นั้น ตนเคยเกิดมาแล้วหรือไม่ เมื่อชาติก่อนนี้เรามีขันธ์ ๕ คือ มีรุป มีนาม ซึ่งได้แก่รูปที่ประชุมกันเป็นร่างกายของเรา เวทนา การเสวยอารมณ์ทุกข์สุขต่างๆ สัญญา คือการจดจำและเก็บการกระทำเอาไว้ทั้งสิ้น สังขาร ปรุงแต่งให้เป็นคนที่มีความโลภ ความโกรธ เป็นต้น วิญญาณ คือความรู้อารมณ์ต่างๆ มาหรือ เรามีอายตนะที่ตั้ง ที่ประชุม ที่ก่อให้เกิดอารมณ์ต่างๆหรือไม่

เช่นมีจักขายตนะ ได้แก่ จักขุปสาท คือประสาทตา อันเป็นอายตนะภายใน

รูปายตนะ ได้แก่ รูปารมณ์(สี) คือ คลื่นของแสงที่สะท้อนจากภาพมากระทบกับตา อันเป็นอายตนะภายนอก

มนายตนะ ได้แก่ จิตทั้งหมด

อายตนะเหล่านี้เข้าร่วมประชุมหรือจรดพร้อมกันแล้ว ก่อให้เกิดจักขุวิญญาณคือ "เห็น"ขึ้นมาได้ ในอดีตชาติก่อนมีหรือเปล่า ถ้ามี... มีได้อย่างไร นอกจากทางตาแล้วก็ยังสงสัยไปถึงอายตนะที่เหลือคือ ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจด้วย

ความสงสัยเรื่องธาตุก็คือ ธรรมชาติหรือปรากฏการณ์ของธรรมชาติเท่านั้นมิใช่หรือ ไม่มีตัวตน คน สัตว์ อะไรสักอย่าง อาศัยปรากฏการณ์ของธรรมชาติเหล่านี้ ก่อให้เกิดความรู้สึกนึกคิดขึ้นมาได้ คือ

จักขุธาตุ ซึ่งได้แก่ ประสาทตา รูปธาตุ ซึ่งได้แก่ สีต่างๆ จักขุวิญญาณธาตุ ได้แก่ การเห็น (หรือ จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ ธัมมธาตุ มโนธาตุ มโนวิญญาณธาตุ )

รวมทั้ง ๓ ประการนี้ประชุมกันจึงก่อให้เกิดการ "เห็น" หาคนสัตว์ และสิ่งของใดๆ ไม่พบเลย เพราะจักขธาตุก็ไม่ใช่คน รูปธาตุซึ่งได้แก่คลื่นแสงก็ไม่ใช่คน จักขุวิญญาณธาตุคือการเห็นก็หาใช่คนไม่

อีกนัยหนึ่ง ธาตุนั้นมีอยู่ ๑๘ ได้แก่ ทวาร ๖ อารมณ์ ๖ วิญญาณ ๖ ความรู้ต่างๆ เกิดขึ้นมาได้จาก ทวาร +อารมณ์ +วิญญาณ เหล่านี้มีในชาติก่อนหรือไม่ ถ้ามีจะมีได้อย่างไร เป็นการสงสัยในอดีต

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [8 มิ.ย. 2554 , 10:53:19 น.] ( IP = 125.27.176.7 : : )


  สลักธรรม 6



๖.อปรนฺเต กงฺขติ

สงสัยในขันธ์ อายตนะ ธาตุ คือตัวตนของเรา หรือที่ประชุมกลุ่มก้อนเป็นตัวเรานี้ว่า จะต้องมีขึ้นอีก หรือจะเกิดขึ้นมาใหม่ในภพหน้าได้หรือไม่ ถ้ามีจะมีได้อย่างไร เป็นการสงสัยในอนาคต

๗.ปุพฺพนฺตาปรนฺเต กงฺขติ

สงสัยว่า ขันธ์ อายตนะ ธาตุ อันได้แก่สภาพตัวตนคนสัตว์ที่ประชุมกลุ่มก้อนนี้ ในอดีตเคยเป็นเคยเกิดมาแล้ว ในอนาคตจะเป็นจะไปเกิดอีกได้หรือไม่ คือสงสัยทั้งในชาติก่อนและชาติหน้า

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [8 มิ.ย. 2554 , 10:53:49 น.] ( IP = 125.27.176.7 : : )


  สลักธรรม 7


๘. ปฏิจฺจสมุปฺปาเท กงฺขติ

ชีวิตร่างกายของสัตว์ทั้งหลายรวมกันเข้าทั้งหมด ก็เรียกชื่อกันไปต่างๆ มากมาย แต่เมื่อแยกออกย่อๆ ก็มีอยู่ ๒ เท่านั้น คือมีรูป กับมีนาม

ทั้งรูปและทั้งนามก็มิใช่ว่าจะเกิดขึ้นมาเอง หรือเป็นการดลบันดาลของใคร หากแต่อาศัยเหตุเป็นแดนเกิดทั้งสิ้น ชีวิตร่างกายที่ประชุมกลุ่มก้อนนี้ ก็จะต้องอายเหตุปัจจัยของที่ประชุมกลุ่มก้อนในอดีต และกลุ่มก้อนที่ประชุมกันขึ้นมาเป็นผลในอนาคต ก็จะต้องอาศัยเหตุปัจจัยในปัจจุบันเกี่ยวโยงกันเป็นลูกโซ่ ไม่ขาดสาย เป็นปัจจยาการดังนี้ คือนัยแห่งปฏิจจสมุปบาท ท่านทั้งหลายจะได้ศึกษาโดยละเอียดต่อไปข้างหน้า ซึ่งจะได้เหตุผลข้อเท็จจริงของชาติอดีตและชาติอนาคตโดยละเอียดพิสดาร

บุคคลผู้สงสัยในปฏิจจสมุปบาท ก็จะสงสัยเหตุปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องกันนี้จากชาติอดีตและไปถึงชาติอนาคตว่าจะเป็นไปได้อย่างไร จะมีสิ่งใดบ้างไม่ได้หรือที่เกิดขึ้นมาโดยไม่ต้องอาศัยเหตุปัจจัย เช่นไม่เกี่ยวกับชาติก่อนเลยสักนิด พ่อแม่สมสู่อยู่ด้วยกันต่างหากเด็กจึงเกิดขึ้นมา อาศัยเหตุตื้นๆ เผินๆ เพียงเท่านี้ บางทีบางคนก็มีความเชื่อเสียแล้ว

และความสงสัยเกิดขึ้นโดยมิได้เแก้ความสงสัย คือศึกษาเล่าเรียนเสียให้ดีของบุคคลเหล่านี้ วิจิกิจฉาความสงสัยก็จะติดตามตัวไป จนถึงแก่ความตายไปด้วยกัน แล้วก็ไปตั้งต้นสงสัยกันในชาติหน้าต่อไปอีก

ผมขอให้ท่านนักศึกษาจำไว้ด้วยว่า วิจิกิจฉาสัมปยุตจิต ได้แก่ วิจิกิจฉาที่ประกอบกับโมหมูลจิตนั้น คือความสงสัยที่แฝงความไม่เชื่อในทั้ง ๘ ประการนี้เอง ส่วนความสงสัยในประการอื่นที่นอกจากทั้ง ๘ ประการนี้ หาใช่วิจิกิจฉาในโมหมูลจิตไม่

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [8 มิ.ย. 2554 , 10:54:17 น.] ( IP = 125.27.176.7 : : )


  สลักธรรม 8


ถาม คำว่า ธมฺเม กงฺขติ ได้แก่ความสงสัยในพระธรรม และเฉพาะอย่างยิ่งคำที่ว่าไม่มี"กาล" นั้นหมายถึงอย่างไร?

ตอบ คำว่า ธมฺเม กงฺขติ นั้น ถ้าว่าตามหลักของสภาวธรรมแล้ว ก็ได้แก่โลกุตตรกุศลอันได้แก่มัคคจิต อันเป็นเหตุที่เกิดขึ้นมาประหารกิเลสให้เป็นสมุจเฉทนั้น เมื่อเกิดขึ้นมาขณะหนึ่งเท่านั้น ก็ดับลงไป และจิตดวงต่อไปจะต้องเป็นผลจิตที่เรียกว่า วิบาก ก็จะเกิดขึ้นติดต่อกันโดยทันที เรียกว่าอนันตรปัจจัย คือจะสืบต่อติดกันไปโดยไม่มีจิตใดมาคั่นกลางเลยเป็นอันขาด

ความสืบต่อของมัคคจิตกับผลจิตนี้ ย่อมแสดงว่า เหตุคือมรรคเกิดขึ้นแล้ว ผลคือวิบากจะเกิดขึ้นติดต่อกันไปโดยทันที หมายถึงการให้ผลของโลกุตตรกุศลนี้ ๆม่ต้องคอยเวลาว่าจะเป็นชาตินี้ ชาติหน้า ไม่ต้องคอยเวลาว่าจะเป็นวันนี้วันหน้า หรือวินาทีนี้วินาทีหน้า หากแต่ผลนั้นเกิดขึ้นติดต่อกันในวิถีเดียวกัน ผลกรรมจะไม่มีกาลหรือเวลาที่จะต้องคอยเลย

อย่างไรก็ดี ก็มีผู้เอาไปใช้ในการให้ผลของโลกียกุศลกรรม คือการทำบุญ ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ว่าจะให้ผลเป็นอกาลิโกไม่มีกาลเหมือนกัน เรื่องนี้เป็นไปโดยอนุโลมเท่านั้น

แต่ถ้าจะว่าไปแล้วก็ไม่ตรงต่อความจริงนัก เพราะว่า โลกียกุศลกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นมา บางอย่างไม่อาจให้ผลในชาตินี้เลยก็ได้ ไปให้ผลเอาชาติหน้า ปีหน้า หรือวันหน้าก็ได้ ทั้งนี้แม้จะถือว่า ชวนะดวงที่ ๑ จะให้ผลในปัจจุบันชาติ คือชาตินี้ก็จริง แต่ก็อาจจะยังไม่ให้ผล กลายเป็นอโหสิกรรมไปเสียก็ได้ เช่นทำกุศลกรรมแล้วก็เลยตายไปเป็นต้น

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [8 มิ.ย. 2554 , 10:54:45 น.] ( IP = 125.27.176.7 : : )


  สลักธรรม 9


ถาม โมหมูลจิตนั้น อาจารย์ว่าเป็นการนำให้ไปสู่การปฏิสนธิเป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่โมหมูลจิตนั้นมีถึง ๒ ดวง คือสัมปยุตกับวิจิกิจฉา และสัมปยุตกับอุทธัจจะ ได้แก่ความสงสัยไม่เชื่อในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และความฟุ้งซ่านในอารมณ์ต่างๆ ทั้งสองอย่างนี้แตกต่างกันมากเหลือเกิน จะนำไปสู่ความเป็นสัตว์เดรัจฉานทั้งสองดวงหรือ?

ตอบ คำถามข้อนี้นับว่าดีจริงๆ เพราะว่า ผมเองก็ลืมที่จะอธิบาย ในการไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานด้วยอำนาจของโมหะ สมควรจะเน้นให้เป็นการเด่นชัดลงไปเลยว่า โมหมูลจิตทั้ง ๒ นี้ นำไปสู่การเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานได้ทั้ง ๒ ดวงหรือหาไม่

ผมขอตอบให้ท่านนักศึกษาได้โปรดจำไว้ด้วยว่า จิตใดก็ตามที่จะนำไปสู่การปฏิสนธินั้น จะต้องมีกำลังเพียงพอ ถ้ากำลังไม่เพียงพอแล้ว ก็จะให้ผลเมื่อปฏิสนธิ คือเกิดขึ้นมาเสียก่อนแล้วจึงให้ผลได้ในภายหลัง เรียกว่าให้ผลในปวัตติกาล (ให้ผลหลังจากเกิดแล้ว)

ในจำนวนจิตอกุศลทั้ง ๑๐ มีโลภมูลจิต ๘ โทสมูลจิต ๒ นั้น ถ้าทำลงไปครบองค์แล้วก็มีกำลังความสามารถส่งสัตว์ให้ไปเกิดได้ทั้ง ๑๐ ดวง แต่โมหมูลจิต ๒ ดวงนั้นต้องเว้นอุทธัจจะเสียดวงหนึ่งที่ให้ผลในปฏิสนธิกาลไม่ได้

ที่ว่าให้ผลในปฏิสนธิกาลไม่ได้นั้น ก็เพราะว่า อุทธัจจะซึ่งได้แก่ความฟุ้งซ่านนั้นมีกำลังอ่อน กำลังส่งจึงไม่พอ อกุศลจิตทั้ง ๑๒ ดวง ต้องเว้นเสียดวงหนึ่งคงเหลือนำไปเกิดได้เพียง ๑๑ ดวงเท่านั้น

ถ้าท่านถามว่า ทำไมจึงมีกำลังอ่อน ผมก็จะตอบว่า เพราะจิตจับอารมณ์ไม่มั่นจึงมีกำลังอ่อน เวลานอนไม่หลับเกิดความฟุ้งซ่านมากๆ ก็จะเห็นได้ว่า จับอารมณ์ไม่มั่นอย่างไร เพราะจนดึกดื่นแล้วก็ยังลืมตาโพลงอยู่บนที่นอน ด้วยจิตวุ่นวายจับอารมณ์อะไรก็ได้ไม่มั่นคง ดังนั้น จึงมีอารมณ์ชัดเจนว่าเรื่องราวจริงๆ อย่างไรไม่ค่อยได้


โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [8 มิ.ย. 2554 , 10:55:12 น.] ( IP = 125.27.176.7 : : )


  สลักธรรม 10


ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะคุณศาลาธรรมที่นำคำสอนของท่านอจ.บุญมี มาให้ได้อ่านค่ะ

จะติดตามต่อไปเรื่อยๆค่ะ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [8 มิ.ย. 2554 , 16:46:34 น.] ( IP = 124.121.171.52 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org