มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ไม่เห็น ไม่ดูเสียได้ เป็นดีที่สุด







ไม่เห็น ไม่ดูเสียได้ เป็นดีที่สุด



ความดีเป็นสิ่งที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงชี้แนะพร้อมทั้งตักเตือนให้เราพุทธศาสนิกชนทั้งหลายได้มุ่งทำความดี เพราะความดีนั้นเป็นประโยชน์ต่อชีวิต ขึ้นชื่อว่าชีวิตแล้วถ้าปราศจากความดี ชีวิตก็เป็นโมฆะบุคคล และปัจจัยที่จะทำให้เราเจริญรอยตามพระพุทธองค์ได้ไปสู่จุดหมายคือความดี หรือแม้กระทั่งไปสู่ความสิ้นสุดแห่งทุกข์ได้ก็คือองค์ประกอบ ๕ ประการ

องค์ประกอบประการที่ ๑ คือ ความศรัทธา คือ ความเชื่อ ความเชื่อในที่นี้ไม่ได้เชื่ออะไรเปะปะไปในเรื่องราวต่าง ๆ แต่เชื่อในพระปัญญาธิคุณที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ที่เรียกว่าคำสั่งสอน ฉะนั้น เราต้องมีความศรัทธาในพระปัญญาธิคุณ

องค์ประกอบประการที่ ๒ คือ ความเพียร ต้องมีความเพียรที่จะศึกษาและปฏิบัติตามด้วยใจมั่นคง ซึ่งมีความศรัทธาเป็นองค์ประกอบในความเพียรนั้น คือ ศรัทธาที่ประกอบไปด้วยความเพียร

องค์ประกอบประการที่ ๓ คือ สติ คือการระลึกอยู่ในธรรมตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ที่ประกอบไปด้วยความเพียรและศรัทธา ฉะนั้น ความระลึกอยู่ในธรรมนั้น ก็คือ อะไรคือความดี เราก็ต้องระลึกว่าสิ่งที่เราทำนั้นมันเป็นความดีไหม? ตรงตามหลักคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไหม? อะไรเป็นความชั่ว เราต้องระลึกอยู่เสมอว่าตรงนี้เป็นกรรมนะ อันนี้วิบากนะ มีสติระลึกอยู่ในคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งองค์ประกอบนั้นก็ต้องประกอบไปด้วยความเพียรและความศรัทธา สติอันนี้ก็จะเกิดขึ้น

องค์ประกอบประการที่ ๔ คือ สมาธิ คือความตั่งมั่นอยู่ในอารมณ์กุศลต่าง ๆ ที่สัมปยุตด้วยศรัทธา ความเพียร และสติ ฉะนั้น สมาธิที่เราพูดถึงตรงนี้ก็คือความตั้งมั่นที่จะทำความดี เพียรอยู่ในความดี และระลึกอยู่ในความดีนั้น

องค์ประกอบประการที่ ๕ คือ ปัญญา คือรู้ตามธรรมที่เป็นความจริงพร้อมด้วยเหตุผล ตามคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝากดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 มิ.ย. 2554 , 13:41:49 น.] ( IP = 125.25.122.64 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1





วันนี้ได้สวดโอวาทปาฏิโมกข์อันเป็นหัวใจของวินัยคือ ข้อวิรัติหรือข้อห้ามที่ผู้ใดไม่ควรละเมิด

สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง กุสะลัสสูปะสัมปะทา สะจิตตะปะริโยทะปะนัง เอตัง พุทธานะ สาสะนัง. คือการไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม การทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว พระพุทธองค์บอกว่า คำสั่งสอน ๓ ประการนี้เป็นคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และท่านก็ยังสอนต่ออีกว่า

ขันตี ปะระมัง ตะโป ตีติกขา, นิพพานัง ปะระมัง วะทันติ พุทธา, นะ หิ ปัพพะชิดต ปะรูปะฆาตี, สะมะโณโหติ ปะรัง วิเหฐะยันโต, หมายความว่า ขันติ คือ ความอดกลั้น เป็นธรรมเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง ผู้รู้ทั้งหลาย กล่าวว่าพระนิพพานเป็นธรรมอันประเสริฐ ผู้กำจัดศัตรูอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็น บรรพชิตเลย และผู้ที่ทำศัตรูให้ลำบากอยู่ ไม่ได้ชื่อว่าเป็น สรณะเลย และมีสั่งห้ามต่อไปอีกว่า

อะนูปะวาโท อะนูปะฆาโต ปาฏิโมกเข จะ สังวะโร มัตตัญญุตา จะ ภัตตัสมิง ปันตัญจะ สะยะนาสะนัง อะธิจิตเต จะ อาโยโค เอตัง พุทธานะ สาสะนัง ฯ การไม่พูดร้าย การไม่ทำร้าย ไม่กล่าวร้าย และให้เกิดความสำรวมในปาฏิโมกข์ เป็นธรรมของผู้ไม่ประมาทในการบริโภค การนั่ง การเดิน การยืน การนอนในที่สงัด หมั่นประกอบความเพียรอย่างนี้ ธรรมทั้ง ๖ ประการจะทำให้จิตเจริญยิ่งขึ้น และเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ไม่ว่าจะมีพระพุทธเจ้ากี่พระองค์ ที่มีมาที่เราศึกษามา ๒๘ พระองค์

หัวใจของวินัยธรรม ก็คือ โอวาทปาติโมกข์ และเช่นเดียวกันไม่ว่าจะมีการตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณกี่ครั้ง แม้จะมีในอนาคตกาลอันไกลโพ้นคือพระศรีอริยเมตไตรยที่จะอุบัติขึ้นมาในโลกหล้านั้น ก็จะต้องวางหลักวินัยธรรมเช่นนี้ คือ โอวาทปาฏิโมกข์ และพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ก็จะแจ้งในอริยะสัจจธรรมทั้ง ๔ ประการว่าด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

โดย น้องกิ๊ฟดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 มิ.ย. 2554 , 13:43:47 น.] ( IP = 125.25.122.64 : : )


  สลักธรรม 2





โอวาทปาฏิโมกข์ทั้งหมดเป็นวินัยธรรม เป็นข้อห้ามที่ไม่ให้ใครละเมิด โดยเฉพาะบรรพชิตหรือนักบวช จะต้องอยู่ในโอวาทปาฏิโมกข์ ฉะนั้น เราไม่ใช่นักบวช แต่เราหวังความเจริญ เรากลัวความทุกข์ เพราะว่าความทุกข์ไม่ว่าจะเป็นบรรพชิต ไพร่ฟ้าประชาชน คนนับถือศาสนาใดก็แล้วแต่ ไม่ต้องการความทุกข์ด้วยกันทั้งสิ้น แต่ความทุกข์เหล่านั้นมีอยู่ตลอดเวลา พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ชาติ ปิ ทุกขา การเกิดเป็นทุกข์ ฉะนั้น เมื่อเราเป็นฆราวาส และก็เป็นนักบวชที่นั่งอยู่ตรงนี้ก็คือการย่นโอวาทปาฏิโมกข์ เพื่อให้เกิดความสำรวม ท่านกล่าวว่า

อทัสสนะ สะนัง ไม่เห็น ไม่ดูเสียได้ เป็นดีที่สุด

ทัสนะ คือ การเห็น แต่การเห็นของเรา มันเห็นเรื่อยเปื่อย เห็นไป บ่นเพ้อ รำพันไป ตัดอาลัยไม่ขาด ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงให้ว่า อทัสสนะ สะนัง การไม่เห็น ไม่ดูเสียได้เป็นดีที่สุดก็ตรงกับหลักวินัยธรรมตามโอวาท สาวรการถือศีลของเราคือศีล ๕ หรือศีลอุโบสถคือศีล ๘ ที่มีมากกว่าศีล ๕ อีก ๓ ข้อ คือ

วิกาละโภชะนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนะมาลาคันธะวิเลปะนะธาระณะ มัณฑะนะวิภูสะนัฏฐานา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

อีก ๓ ข้อที่เพิ่มมานี้ก็เป็นเพียงแต่การขอสมาทาน สิขาบท เว้นจากการฟ้อนรำขับร้อง ประโคมดนตรี ดูการละเล่น อันเป็นข้าศึกแห่งกุศลและตั้งใจที่จะลดละเว้นจากของหอมทั้งหลาย แต่ถ้าเป็นของโอวาทปาฏิโมกข์นั้นห้ามหมดเลย คือให้มีความสังวรระวัง ในโอวาทปาฏิโมกข์จึงห้ามทำอะไรเลย เพราะพระภิกษุมีหน้าที่ทำชีวิตตรงต่อมรรค ผล นิพพาน อย่างเดียวเท่านั้นจริงๆ เพราะปวารณาตนเองออกมาจากเรือนแล้ว ไม่มีตระกูล ไม่มีโคตร แต่มาอาศัยโคตรของพระพุทธเจ้า เพื่อจะได้โอนโคตรปุถุชนไปสู่อริยะชน

พระภิกษุสงฆ์นั้นมีกิจอย่างเดียวคือ ศึกษาเล่าเรียนแล้วทำพระนิพพานให้แจ้ง เมื่อแยกออกมาแล้วนั่นก็คือทำหน้าที่คันถธุระกับวิปัสสนาธุระ นี่คือหลักจริงๆ ซึ่งพระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ แต่คราวนี้เราเป็นฆราวาสต้องทำมาหากิน เราต้องมีครอบครัว ต้องดูแลบิดามารดา ดูแลบุตร สามี ภรรยา ก็ต้องทำมาหาเลี้ยงชีวิต

โดย น้องกิ๊ฟดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 มิ.ย. 2554 , 13:44:22 น.] ( IP = 125.25.122.64 : : )


  สลักธรรม 3





ในการเลี้ยงชีวิตการมีครอบครัวนั้นเป็นทุกข์ เพราะลำพังตัวเราเอง ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณนี้ก็ดูแลยากอยู่แล้ว เราเปลี่ยนอิริยาบถมากี่ครั้ง เรารับประทานมากี่มื้อ อย่างวันนี้เรากระพริบตากันกี่ครั้งก็จำไม่ได้แล้ว นับไม่ถ้วน เราทำมากี่วัน กี่อาทิตย์ กี่เดือน กี่ปีแล้ว จนกระทั่งถึงวันนี้ แล้วเราก็ยังมีชีวิตอยู่ต่อเราก็ต้องแก้ไข เพราะชีวิตนั้นทนได้ยาก เป็นความทุกข์เพราะว่าต้องดูแลมาก

ที่บอกว่าต้องดูแลมากเพราะว่า กินเข้าไปเรื่อยๆ ก็พร่องเป็นนิตย์ เราใส่อาหารเข้าไปปุ๊บ เตโชธาตุเผา ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ ...หิวอีกแล้ว เราต้องกินกลางวัน พอกลางวันทานเสร็จ เย็นทานอีกแล้ว หรือมีระหว่างมื้ออีก เช้าตื่นขึ้นมาก็ทานอีก …ซ้ำซาก

ชีวิตของเรานี้พร่องอยู่เป็นนิตย์ ... เราก็จะเห็นได้ว่า มันเป็นความทุกข์ ในความทุกข์เราก็จะหลีกเลี่ยงในสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ยาก ฉะนั้น จึงให้เราหัดก็คือ ไม่เห็น ไม่ดูเสียได้เป็นดีที่สุด เพราะการเห็นไม่ดีเพราะมันสร้างความพอใจกับไม่พอใจให้ เช่น เห็นของงามๆ พระพุทธรูป ปลื้มใจ สุขใจ คนก็ชอบอยากได้ไปไว้ที่บ้าน บางคนไปดูตามแผงพระ พระรุ่นใหม่มีการโฆษณา สารพัด เราก็อยากได้ อันความอยากเมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว มันก็ผลักดันให้เกิดการแสวงหา เมื่อได้มาสมความปรารถนา ก็เกิดความพอใจ หยุดแล้ว มันก็อยากได้ต่อไป แต่ถ้าอยากได้แล้วไม่สมความปรารถนา ก็เสียใจ การเห็นอะไรหรือดูอะไร มันทำให้เกิดโลภ โกรธ หลง ได้

ทุกวันนี้เรื่องราวที่มีก็เพราะการเห็น อย่างข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์หรือข่าวบันเทิงที่จะเห็นได้จากละครเรื่อง ดอกส้มสีทอง ที่มีข่าวสารพัดเพราะมีการเข้าไปดู แล้วไปดูใคร ไปดูเรยา เมื่อไปดูแล้ว คนชอบก็มี คนไม่ชอบก็มี ฉะนั้น ไม่ดูได้เป็นดีที่สุด เพราะเราชอบจะเกิดความโลภพอใจหรือเกิดความหลง พระท่านถึงบอกว่า ห้ามดูการละเล่น เพราะการละเล่นนี่ มันไม่ได้เป็นสาระ เพราะทุกอย่างเขาแต่งขึ้นมา เป็นละคร มีผู้กำกับบท มีผู้เขียนบทแล้วก็เอามา แลกกับเงินในกระเป๋า เพราะเราต้องเสียค่าไฟ

คือเราไม่รู้ตัวว่าเราเสียเปรียบ ผู้บริโภคเป็นผู้เสียเปรียบตลอดเวลา เราไม่เคยรู้เลยว่า การดูทีวีนี่เสียตังค์ ใครเคยคิดได้มั่ง ก็จะเห็นได้ว่าเราไม่เคยได้นึก แต่ถ้าเรามาเป็นผู้ชี้แนะนิดหน่อย เออ! ใช่ เราเสียค่าไฟ เราเสียเวลา กรกว่าละครจะจบ และในเวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่งนี่ถามว่า เราเต็มไปด้วยอะไร เต็มไปด้วยโมหะ อวิชชา เพราะความหลง เช่น หลงว่าเรยา มีจริงๆ ทั้งๆ ที่เรยาคือตัวละครที่เขียนขึ้นมาเท่านั้นเอง จริงๆ แล้ว คุณชมพู่เขาก็ไม่ใช่เรยา แต่เราดูแล้วคล้อยไปเคลิ้มไป แล้วเราก็ชอบ แล้วเราก็สะใจ แต่เวลาเรยาด่าแม่ เราก็ว่า ยายนี่แย่มาก ร้ายกาจจริงๆ แล้วเราก็วิพากษ์วิจารณ์ จนข่าวสนั่นหวั่นไหว สะเทือนไปในวงการบันเทิง และไปถึงกระทรวงวัฒนธรรม

โดย น้องกิ๊ฟดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 มิ.ย. 2554 , 13:45:05 น.] ( IP = 125.25.122.64 : : )


  สลักธรรม 4





ฉะนั้น สิ่งที่เราเห็นนี่แหละมันเป็นตัวดึงให้เราเกิดอภิชฌาและก็โทมนัส เกิดความพอใจและไม่พอใจ ซึ่งบอกว่ายากจริงๆ จึงขอแนะนำว่า อะทัสสนะ อนาละโป สติอุปฐาก เปตัพพัง พภา

อะทัสสะนัง .. การไม่เห็นไม่ดูเสียได้เป็นดีที่สุด อนาละโป เมื่อมีกิจ จำเป็นต้องเห็น ต้องดูเกิดขึ้นก็อย่าได้พูด เพราะเผื่อว่าเราดูหนัง ดูดอกส้มสีทอง หรือดูอะไรก็แล้วแต่ก็ต้องมีการคุยกัน และบางคนใจร้อนด้วยพอหนังเริ่มฉายแล้วไปซื้อหนังสือเรื่องสั้น อ่านให้มันจบก่อน อ่านเรื่องย่อ เพื่อให้เข้าใจ บอกว่าไม่อยากดู...แต่อยากรู้ แต่ใจร้อนด่วนได้ ...วงจรของเราเป็นอย่างนี้จริงๆ

อนาละโป ... เมื่อมีกิจจำเป็นต้องดูเกิดขึ้นมาก็อย่าได้พูด เพราะพูดมาก ผิดมาก ไม่พูดเลยไม่ผิดเลย คนเราพูดมากผิดมาก ถ้าเรียนพระอภิธรรมจะรู้เลยว่า ทุกคำผิดหมดเลยเพราะผิดจากสภาพความเป็นจริง ที่ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ ไม่มีหญิง ไม่มีชาย

พูดมาก ผิดมาก ไม่พูดเลย ไม่ผิดเลย เมื่อจำเป็นต้องพูด สติอุปฐาก เปตะ พัง พภา คือ เมื่อมีกิจจำเป็นต้องพูด ก็จงตั้งสติให้มั่นแล้วจึงพูด และพยายามพูดให้น้อยที่สุด เมื่อจำเป็นต้องพูด จะต้องมีสติ ระลึกอยู่ในศรัทธาที่ตอนเช้าระลึกอยู่ว่า ระลึกอยู่ มีความศรัทธาในคำสั่งของพระพุทธเจ้า เพราะเรื่องราวจะไม่มีที่สิ้นสุดถ้าไม่หยุดที่ตน..ตัวเราเองนี่แหละ เราจะไปแก้ไขใคร

ทุกวันนี้คนเราพยายามเปลี่ยนโลกภายนอก แต่ไม่ยอมเปลี่ยนโลกของตัวเอง พยายามแก้ไขภายนอก ไม่พยายามแก้ไขภายในชีวิตจึงวุ่นวายสับสน ฉะนั้น จึงนำ ๓ หลักนี้มาให้ท่าน เรื่องบางเรื่องเราไม่รู้ไม่เห็น ก็อย่าอยากรู้อยากเห็น คือไม่รู้ไม่เห็นบ้าง เราอยู่ตรงนี้ในห้องนี้ หรืออยู่ห้องข้างบน หรือเราอยู่ในออฟฟิศ หรือเราอยู่ตรงเรือนกรรมฐานก็อย่าไปอยากรู้ว่าห้องนี้เขาทำอะไร ห้องโน้นเขาทำอะไร ให้รู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ดีที่สุด เพราะว่าบางคนอาจจะถูกใจเรา บางคนอาจจะไม่ถูกใจเราก็ได้ เขาอาจจะพูดถูกใจเราหรืออาจจะพูดไม่ถูกใจเราก็ได้ ถ้าเรามีชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่นก็เป็นทุกข์ยิ่งนัก การไม่เห็นไม่ดูเสียได้ ไม่รู้ไม่เห็นเป็นดีที่สุด

ถ้าจำเป็นจะต้องรู้จะต้องเห็นเกิดขึ้นมา ก็อย่าได้พูด อาจจะไม่ชอบ เขาก็คือเขา เราก็คือเรา เราจะสุข เราจะทุกข์ เขาจะสุข เขาจะทุกข์ เขาจะทำยังไง ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างได้ พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง และเมื่อมีกิจจำเป็นต้องพูดต้องมีสติ

โดย น้องกิ๊ฟดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 มิ.ย. 2554 , 13:45:41 น.] ( IP = 125.25.122.64 : : )


  สลักธรรม 5





การศึกษาพระอภิธรรม แบ่งเป็น ๙ ปริจเฉท ต้องอาศัยการฟังบ่อยๆ และทำความเข้าใจ เพราะ ๙ ปริจเฉทนี้ สอนเรื่องตัวเองเท่านั้นเอง สอนเรื่องตัวเอง แบ่งออกเป็นเรื่องจิต เจตสิก รูป จิต มี ๘๙ ดวง ซึ่งมีอกุศลจิต ๑๒ มหากุศลจิต ๘ มหัคตจิต ๙ อเหตุกจิต ๑๘ และวิบากกิริยาเราจะศึกษากัน

การศึกษาเรื่องจิตก็เพื่อจะให้เข้าใจตัวเราเองว่า จิตชนิดไหน เรียกว่าอะไร ประกอบไปด้วยอะไร แล้วมีผลอย่างไร ส่วนเจตสิกมี ๕๒ ดวง คือ ธรรมชาติที่ ประกอบกับจิต เกิดพร้อมกับจิต มีวัตถุที่ตั้งที่อาศัยเดียวกับจิต ดับไปพร้อมกับจิต และเจตสิกก็มีทั้งกุศล เป็นกุศลและฝ่ายอกุศล และเป็นกลางๆ รูป มี ๒๘ คือเรียนเรื่องตัวเองทั้งสิ้น เพราะว่าไม่มีคนไม่มีสัตว์

ทำไมเราถึงต้องเรียน เพราะเราไม่รู้ว่าชีวิตนั้นคืออะไร ชีวิตนั้นเกิดมาได้อย่างไร เจริญเติบโตอยู่อย่างนี้ได้เพราะอะไร แล้วสิ่งที่มาปรากฏขึ้นกับชีวิตคืออะไร? เมื่อเราตายแล้วจะไปไหน? คือเรียนเรื่องชีวิตเราเพียงคนเดียว เป็นการตีแผ่ชีวิตคนนั้นออกมาคือสภาพจิต เช่น ขณะที่แต่ละคน ถ้าเกิดมีความไม่พอใจขึ้นมา เราก็นึกว่าเราไม่พอใจ แต่สภาพจริงๆ นั้น คือสภาพจิตที่เป็นโทสะซึ่งมีอยู่ ๒ ดวง

ทำไมถึงต้องมี ๒ ดวง? ไม่พอใจโดยมีสิ่งหรือผู้อื่นมาชักชวน..เป็นสสังขาริก กับไม่พอใจเองเป็นอสังขาริก หรือถ้าเกิดความพอใจขึ้นมา เราจะได้รู้ว่าสิ่งที่พอใจนี่ ไม่ใช่คน เป็นสภาพจิตดวงหนึ่งเกิดขึ้นมา เช่น โสมนสฺสสหคตํ ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ จิตที่เกิดขึ้นประกอบไปด้วยความยินดีประกอบไปด้วยความเห็นผิด ไม่มีใครชักชวน จิตนี้เกิดขึ้นมา มีเจตสิกประกอบ ๑๙ ดวง เรื่องนี้เหล่านี้พอเรียนเข้าใจแล้ว เราจะได้รู้ว่า จริงๆ แล้ว จิตเป็นนามธรรม เจตสิกก็เป็นนามธรรม รูปก็คือสภาวของรูปธรรม ฉะนั้น ในโลกนี้ สรุปรวมแล้ว มีแต่รูปและนาม เท่านั้น

การศึกษาพระอภิธรรมเป็นการปรับทิฏฐิให้ตรง ส่วนการปฏิบัตินั้นเป็นการแก้ทิฏฐิให้หมดไป ปรับความเห็นให้ตรงต่อที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ เราไหว้พระพุทธเจ้า ขอนอบน้อมผู้มีพระภาคเจ้า เรากล่าวคำเหล่านี้มาตั้งแต่เล็กแล้ว เช่น

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงตรัสรู้ดี ตรัสรู้ชอบด้วย พระองค์เอง ทรงพระปัญญาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ เป็นที่พึ่งอันเอกของโลก ข้าพเจ้าขอนอบน้อม ถวายอภิวาท พระบรมศาสดาพระองค์นั้น ข้าพเจ้าขอเป็นทาสพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นายอื่นของข้าพเจ้าไม่มี ...เราประกาศ แต่เราไม่ทำ เราจึงต้องปรับทิฏฐิให้ตรงต่อสิ่งที่เราบูชาเคารพที่สุด คือพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ ไม่ได้เรียนให้เก่ง เมื่อปรับทิฏฐิให้ตรงกับที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เราก็นำความเข้าใจนี้มาแก้ไขทิฏฐิตนเอง ที่เคยเห็นผิด จำผิด เข้าใจผิด ให้ตรงต่อทางที่พระองค์ทรงชี้ คือ ชี้ทางบรรเทาทุกข์ และชี้สุขเกษมศานติ์ ชี้ทางพระนฤพาน อันพ้นโศกวิโยคภัย ...เราต้องมาแก้ไขทิฏฐิเราให้ตรงต่อทางที่พระพุทธองค์ชี้นั่นเอง

โดย น้องกิ๊ฟดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 มิ.ย. 2554 , 13:46:31 น.] ( IP = 125.25.122.64 : : )


  สลักธรรม 6





ในการศึกษาเล่าเรียนนั้น จิตจะมีมากมายเท่าไหร่ก็แล้วแต่ รูปจะมีมากมายเท่าไหร่ก็แล้วแต่ ขอให้เข้าใจ ว่าสภาพไม่เหมือนกัน บาปก็ไม่ใช่บุญ บุญก็ไม่ใช่บาป และในบาปในบุญเองก็มีบุญนานาประเภท เรียนให้รู้ว่า ธรรมชาติของจิตเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อเราเข้าใจก็ได้ปรับทิฏฐิ ว่า มีจิตโลภเกิดขึ้น เรารู้ที่ตัวเอง โลภะเกิดขึ้น

โลภะมีสภาวะ คือ ความต้องการ ปรารถนาในอารมณ์ โลภะเป็นอกุศล โลภะให้ผลตายแล้วไปเป็นเปรต

โทสะมีลักษณะอย่างไร ให้ผลอย่างไร ตายแล้วเป็นอย่างไร ...ตายแล้วลงนรก

โมหะ เป็นอย่างไร โมหะเป็นความมืดบอด ทำให้คนเวียนว่ายตายเกิด เสร็จแล้วทำให้มีที่หมายเป็นเดรัจฉานภูมิ เป็นต้น

เมื่อเราเข้าใจทุกอย่างแล้ว เราก็มาแก้ไขทิฏฐิให้ตรง การเป็นคนเป็นสัตว์นั้นไม่มี มีแต่สภาพธรรมของจิต เจตสิก และรูป คือ มีนามและรูปเท่านั้น อยากให้รู้ว่าเป็นนามและรูป ตรงต่อการตรัสรู้ จากนั้นเราก็มาแก้ไขในขณะได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รู้รส ได้สัมผัส โดยท่านก็มีหลักการให้เรานี้นำทิฏฐิที่มีรูปนามมาแก้ที่เป็นเราออกไป ในวัฏจักรชีวิตของเรานี้มีแต่ความทุกข์ ถามว่าทุกข์เพราะอะไร? ทุกข์เพราะยึด

ธรรมชาติทั้งหลายนั้นมีลักษณะเฉพาะ เหมือนเราพูดว่าเราเห็นเสือตัวหนึ่ง เราจะรู้ลวดลายของเสือหรือลักษณะของเสือเลย เราจึงบอกว่าเป็นเสือได้ ทำไมเราไม่เรียกแมวเป็นเสือ เพราะมันมีลักษณะเฉพาะๆ และมีอยู่ตลอดกาล เฉพาะๆ ของชีวิตนั้น ลักษณะเฉพาะของธรรมชาติก็คือไตรลักษณ์ ลักษณะ ๓ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

โดย น้องกิ๊ฟดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 มิ.ย. 2554 , 13:47:25 น.] ( IP = 125.25.122.64 : : )


  สลักธรรม 7





อนิจจัง ได้แก่ ความไม่เที่ยง

ทุกขัง คือ ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ หนีไปไม่พ้น

อนัตตา คือ สภาพธรรม ที่ไม่ตกอยู่ภายใต้การบังคับบัญชา

นี่คือลวดลาย ของนามรูป นามรูปคือชีวิต ลวดลายของรูปนาม คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา รูปนามนี่เองคือชีวิตที่ตกอยู่ภายใต้ลวดลายของไตรลักษณ์ ก็คือ อนิจจัง คือ ความไม่เที่ยง ทุกขัง คือ ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ อนัตตา คือ ไม่สามารถบังคับบัญชาได้

ตั้งคำถามว่า ชีวิต ทุกข์ เพราะอะไร ทุกข์เพราะอนิจจังและอนัตตา อนิจจังคือความไม่เที่ยง จึงทำให้ทุกข์ เพราะบังคับบัญชาไม่ได้จึงทำให้ทุกข์ ยกตัวอย่างง่ายๆ คนเรานี่เรารักกันใหม่ๆ รักทั้งนั้น และก็เร่งเวลาให้ถึงวันวิวาห์ แล้วลองไปถามสามีภรรยาดูซิ ถ้าเผื่อย้อนเวลาได้จะแต่งงานกันไหม? คนเรานี่พลัดพรากจากของที่ตนเองรักเป็นทุกข์ยิ่งนัก ก็มีจากเป็นกับจากตาย แล้วมีใครบ้างไม่ตาย ตรงนั้นเรารู้สึกว่า เผื่อเราไม่ต้องมีของรักเลย สบายใจ

ฉะนั้น เป็นทุกข์เพราะว่าไม่เที่ยง คำว่า ทุกขัง คือ ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ เราห้ามเราไม่ให้แก่ได้ไหม? ไม่ได้ อนิจจัง คือ ความไม่เที่ยง ต้องเปลี่ยนแปลงผันผวนไป อากาศเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว ไม่เที่ยง และบังคับบัญชาไม่ได้นั่นแหละเป็นทุกข์

โดย น้องกิ๊ฟดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 มิ.ย. 2554 , 13:47:46 น.] ( IP = 125.25.122.64 : : )


  สลักธรรม 8





ทำไมสามอย่างนี้เราไม่รู้? เพราะเราไม่รู้ว่าสภาพธรรมทั้งหลายคือ จิต เจตสิก รูป มีสภาพเกิดดับ ที่เราเรียนกันว่ามีอุปาทะ ฐีติ ภังคะ ในขณะที่เห็นอยู่ ได้ยินอยู่ พอใจ และไม่พอใจ ธรรมชาติที่ประกอบกับจิตก็เหมือนกัน ขณะเรียนก็รู้ ขณะไม่เรียนก็ไม่รู้ รูปธรรมเหมือนกัน ความไม่เท่าทัน ความจริงของนามรูปนี้ มันเป็นความมืดมนของชีวิต ที่ทำให้เราหลงระเริงไป กับละคร

ละครดีใจ เราหัวร่อ ละครทุกข์ใจ เราร้องไห้ โดยเฉพาะละครชีวิตของเรา เมื่อเราได้เห็นได้ยินได้กลิ่นได้รู้รส ได้สัมผัส สิ่งที่ดีๆ เราก็มีความสุข พร้อมที่จะหัวร่อ เบิกบาน แต่ยามที่วิบากเราไม่ดีมา ได้ยินเสียงไม่ดี และจะต้องมีการกระทำทุกอย่าง แก้ไขทุกอย่างนี่ เราก็เป็นทุกข์

ชีวิตเราก็คือโรงละครโรงใหญ่ที่เราตามไม่ทัน การศึกษาทำให้เรามองภาพการเป็นไปของชีวิต และอาศัยสติสัมปชัญญะ ไล่ตามดูแลชีวิต ให้ทัน ที่เราไม่เห็นความจริงที่ปิดบังเหล่านี้ อะไรที่ไม่เที่ยง สมมุติว่าคนรักกันใหม่ๆ หรือที่สนิทกัน เจอหน้ากันแล้วเราพอใจ นี่เธออย่ามารักฉันนะ ฉันไม่เที่ยงกับเธอ ฉันไม่รักเธอนานหรอก เราจะแต่งงานกับเขาไหม?

จากที่เราเรียนแล้วว่า จิตเป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นเพื่อรู้อารมณ์ ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป ลักษณะของจิตของรูปก็เป็นอย่างนี้ คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ส่วนเจตสิกนั้นเกิดขึ้นกับจิต เมื่อจิตบาปเกิดขึ้นมีเจตสิกประกอบ ๑๙ ดวง เกิดขึ้นพร้อมกับจิต ตั้งอยู่พร้อมกับจิต และก็ดับไปพร้อมกับจิต นี่คือการเรียนที่เข้าไปรู้ทัน แต่ที่รายังหลงฟั่นเฟือนตามอาการต่างๆ ว่ายังมีอยู่ ยังตั้งอยู่ ยังดำรงอยู่ และยังยืนให้พิสูจน์ได้อยู่ ก็เพราะความไม่เท่าทัน

อะไรที่เป็นธรรมที่ปิดบังอนิจจังคือความไม่เที่ยง ได้แก่สันตติ แปลว่า การสืบต่อกันตลอด เช่น ไฟ ที่ยังติดอยู่ มันไม่ได้ติดอยู่ มันมีความเกิดดับๆ มีประจุไฟฟ้าเกิดดับต่อเนื่อง (เสียงปากกากระทบกับกระดาน) ทุกคนได้ยินตลอดนะ เพราะมีการเคาะตลอด (เสียงปากกากระทบกับกระดานอย่างช้าๆ) ก็เหมือนกันสภาพที่กำลังทำให้ดู มีการเกิดขึ้นสืบต่อกันตลอดอย่างเร็วมาก จึงให้เรานี้ ไม่เห็นอนิจจัง คือ ความไม่เที่ยง ไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านั้น เป็นอนิจจัง หลงเป็นนิจจัง ว่าเที่ยง หลงว่าเที่ยง อารมณ์เที่ยง รูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ เหล่านั้นเที่ยง

แล้วเมื่อเราหลงว่าเที่ยงก็ปรุงแต่งสารพัดในขณะนั้น โมหะเข้าอยู่แล้ว ก็เลยเกิดความยินดี แม้แต่กระทั่งเสียงที่ไม่ค่อยดีเราก็นึกว่าเขาว่าเราตลอดเวลา แล้วก็เกิดโทมนัส เราไม่ทัน จึงหลงว่าเป็นนิจจัง แท้ที่จริงธรรมชาติทั้งหลาย เป็นอนิจจัง เมื่อเราไม่เห็นอนิจจัง ไม่ประจักษ์ลวดลายของตัวเอง มันก็ทำให้เรามีพฤติกรรมที่หลงไป คล้อยไปกับอารมณ์นั้น ฟั่นเฟือนไปตามอาการ

โดย น้องกิ๊ฟดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 มิ.ย. 2554 , 13:48:38 น.] ( IP = 125.25.122.64 : : )


  สลักธรรม 9





ทุกขัง คือ ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ หนีไปไม่พ้น ทำไมเราไม่ค่อยเห็นทุกข์กัน แล้วเราไม่รู้จักทุกข์ ส่วนมากคนร้อยทั้งร้อย ทุกข์ก็คือ ไม่มีเงิน เป็นโรค เจ็บ แต่ความอารมณ์ดีขณะนั่งรวยอยู่อย่างมีความสุข สุขเพราะสมความปรารถนา เรียกว่า สุขเวทนา เป็นความสุขที่เกิดขึ้น จากอารมณ์ที่เราสมปรารถนา

ทุกขัง สิ่งที่ปิดบังนั้นก็คือ อิริยาบถปิดบังทุกขัง อิริยาบถใหญ่ คือ เดิน ยืน นั่ง นอน อิริยาบถย่อยก็คือ เหยียดคู้ก้มเงยต่างๆ เรามีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายเราตลอดเวลา เรานั่งขยับมาตั้งเท่าไหร่แล้วต้องขยับมาตั้งกี่ครั้งแล้ว แท้ที่จริงแล้วชีวิตของเรานี้ไม่ว่าอิริยาบถไหน มีความทุกข์ แต่เพราะเรามีการเปลี่ยนแปลงอิริยาบถ โดยที่ไม่กำหนดรู้ว่าเป็นทุกข์ และมีอิริยาบถใหม่ก็ไม่รู้ว่าเป็นทุกข์ แล้วเราก็ใช้อิริยาบถไปเรื่อยๆ ตามความคล่องแคล่ว ความพอใจ ตามตัณหา จึงไม่เห็นทุกข์

มาดูว่าเราเดินมาเท่าไหร่ แล้วเราเปลี่ยนอิริยาบถเท่าไหร่ เดินซ้ำๆ ซากๆ ยืนซ้ำๆ ซากๆ อิริยาบถแค่นี้ เดิน ยืน นั่ง นอน จะอายุร้อยปี ก็มีแค่นี้ จะอยู่ค้ำฟ้าก็มีอิริยาบถแค่นี้ เดิน ยืน นั่ง นอน แล้วทำไมต้อง เดิน ยืน นั่ง นอน เพราะในเดินก็เมื่อย ในยืนก็เมื่อย นั่งก็เมื่อย นอนก็เมื่อย เป็นทุกข์ มันทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ต้องเปลี่ยนอิริยาบถ และบางครั้งอิริยาบถย่อยขยับสักนิดหนึ่งก็รู้สึกสบาย แล้วเราขยับมาเท่าไหร่ มันทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้จริงๆ แต่เพราะเราไม่กำหนดว่าทำเพราะอะไร

ที่เราเปลี่ยนอิริยาบถเพราะอะไร เพราะทุกข์นั้นมันเบียดเบียนเราแล้ว มันมาให้เรารู้แล้ว เราจึงจำเป็นต้องขยับ พอขยับไป เราก็กำหนดรู้ในอาการที่ขยับมา มันก็เหมือนกับปรอท เหมือนเราเป็นไข้ เป็นไข้อยู่ตลอดเวลา แต่พอเอาปรอทเข้า ค่อยๆ พุ่ง ค่อยๆ จนถึงองศาที่มันร้อนมาก แล้วเราก็อยู่ไม่ได้ ...ต้องแก้ไข ฉะนั้น มันเป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลา แต่เพราะอิริยาบถน้อยใหญ่ปิดบังเอาไว้

อนัตตา คือ สภาพธรรม จิต เจตสิก รูปที่แหละที่ตกอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของใคร เกิดขึ้นตามเหตุ เมื่อยังมีเหตุอยู่ ผลยังปรากฏอยู่ เมื่อหมดเหตุ ผลก็ดับไปด้วย ไม่ได้ตกอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของใคร เหตุในที่นี้ก็คือเหตุในอดีตชาติ เหตุในปัจจุบันชาติ ผสมผสานกันทำให้ชีวิต ดูเหมือนจะมีอะไรมากมาย แท้ที่จริงได้ธรรมทั้งหลายมาจากเหตุทั้งสิ้น วิบากต่างๆ เป็นต้น เราพยายามให้ลูกให้หลานเก่ง เหมือนนักศึกษาในห้องเหมือนกัน ทำไมเราจำไม่หมด เพราะเหตุมันไม่พอ เหตุอดีตไม่ได้สร้างมา แม้ปัจจุบันเหตุสร้างเต็มที่แล้ว แต่ยังไม่พอที่กำลังจะให้ผล

เหมือนเราให้ปุ๋ย เราจะใส่ปุ๋ยตอนนี้ยังไงมะม่วงก็ไม่ออกลูกหรอก เพราะยังไม่ถึงเวลาของมัน เมื่อถึงเวลาแล้วแม้เราไม่ต้องไปทำอะไรมันก็ออกลูก แต่ถ้าเผื่อเราใส่ปุ๋ยมันก็ออกเร็วจะได้ผลที่ดีกว่า การประชุมกันของจิต เจตสิก รูป นี่แหละ แล้วทำให้เราถูปปิดบัง ... ฆนสัญญาเป็นตัวปิดบังการประชุมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน

เรานึกว่าเราคนเดียวนี่แหละ เรากำลังเดินอยู่ แท้ที่จริงการเดินแต่ละครั้งนี่ ต้องมีจิตคิดจะเดินเกิดขึ้นก่อน ถ้าจิตคิดจะเดินไม่มีการเดินก็ไม่เกิดขึ้น ต้องมีจิตตวาโยธาตุ จิตที่เป็นการสั่งงาน ทำให้เกิดการเดินขึ้น และเราก็หลงว่าเราเดินคนเดียว จิตสั่งให้เดิน เช่น ลุกเถอะ ลุก จึงลุกได้ เดิน ก้าว มันต้องมีจิตสั่งงานตลอดเวลา ถ้าเผื่อจิตสั่งเดินแล้วหยุด และไม่มีการสั่งต่อมันก็หยุดแค่นั้น เพราะมันมีจิตคิดจะเดินเกิดขึ้น สืบต่อกันไม่ขาดสาย มันจึงเดิน มีองค์ประกอบเยอะแยะแท้ที่จริงเป็นธรรมชาติของ จิต เจตสิก รูปที่มีเหตุทั้งสิ้นเมื่อหมดเหตุก็หมดไป

โดย น้องกิ๊ฟดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 มิ.ย. 2554 , 13:48:55 น.] ( IP = 125.25.122.64 : : )


  สลักธรรม 10





ฆนสัญญาคือการประชุมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน เป็นธรรมที่ปิดบังอนัตตา แท้ที่จริงเป็น เรานึกว่าเป็นอัตตา เป็นตัวตน เรานึกว่าเป็นสุข นึกว่าเที่ยง ตัวเรา มีความสุข มีความเที่ยง ใครจะอยากจากชีวิตบ้าง อยากได้ไว้ เราสามารถบังคับได้ เราเป็นอย่างนั้น เราเป็นอย่างนี้ เป็นตามใจเราได้

การที่เราใช้ชีวิตอย่างประมาท และปากกับใจไม่ตรงกัน เช่น ข้าพเจ้าขอนอบน้อมสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้รู้ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน หรือพุทธัง วันทามิ ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหนค่ะท่านเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ถึงได้ด้วย พระปัญญาธิคุณนั่นเอง พระพุทธเจ้าตรัสว่า เราตถาคตดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ธรรมวินัยเหล่านั้นจะเป็นศาสดาของเธอ

หรือธัมมัง วันทามิ ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระธรรม ใน ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้นย่นย่อก็คือ ใครทำใครได้ ใครพบ ใครพ้น ใครทำตามพระพุทธเจ้าก็ได้ปัญญา ปัญญาถึงที่สุดแห่งการพ้นทุกข์ ใครทำใครได้ ใครพบใครพ้น

การศึกษาพระอภิธรรมเพื่อให้เรานั้นเป็นผู้รู้ ตามพระองค์ ช่วยปรับทิฏฐิให้รู้จริง เป็นผู้ตื่นตอนแก้ตอนปรับเป็นผู้ตื่นออกมาว่า ไม่ใช่เราเป็นผู้ยืนนะ เป็นรูปยืน ไม่ใช่เราเห็นนะ เป็นนามเห็น และหลักฐานในการที่เป็นรูปเป็นนามก็มี เรียนแล้วจะเจอจริงๆ ว่าเป็นอย่างนี้จริงๆ และเมื่อเราดำเนินการตามคำสั่งสอน โดยอาศัยสติมา สัมปชาโน อาตาปี เราก็จะเป็นผู้เบิกบานในธรรมในที่สุด ก

ขอความสุขความสวัสดี ความมีสติ ความมีปัญญาจงเกิดแก่ทุกท่าน พร้อมความตั้งมั่นที่จะอาศัยศรัทธา และอาศัยความเชื่อ และอาศัยความศรัทธาที่ได้ฟังบ้างนี้ จงเป็นพลวปัจจัย เป็นบ่อเกิดแห่งกำลังสติ ที่จะระลึกรู้สึกตัวในผิดชอบชั่วดีระลึกรู้สึกว่าชีวิตตัวเองเดินมานานแล้ว อยู่มานานแล้ว และก็ทุกข์มานานแล้ว ให้ความระลึกรู้สึกตัวนี้ เป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้สร้างเหตุแห่งความสิ้นสุดทุกข์ถ้วนหน้ากันทุกท่านทุกคน อนุโมทนาค่ะ



ขออนุโมทนากับน้องฟูและน้องนวล ผู้ถอดเทป

โดย น้องกิ๊ฟดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 มิ.ย. 2554 , 13:49:35 น.] ( IP = 125.25.122.64 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org