สลักธรรม 1
วันนี้ได้สวดโอวาทปาฏิโมกข์อันเป็นหัวใจของวินัยคือ ข้อวิรัติหรือข้อห้ามที่ผู้ใดไม่ควรละเมิด
สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง กุสะลัสสูปะสัมปะทา สะจิตตะปะริโยทะปะนัง เอตัง พุทธานะ สาสะนัง. คือการไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม การทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว พระพุทธองค์บอกว่า คำสั่งสอน ๓ ประการนี้เป็นคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และท่านก็ยังสอนต่ออีกว่า
ขันตี ปะระมัง ตะโป ตีติกขา, นิพพานัง ปะระมัง วะทันติ พุทธา, นะ หิ ปัพพะชิดต ปะรูปะฆาตี, สะมะโณโหติ ปะรัง วิเหฐะยันโต, หมายความว่า ขันติ คือ ความอดกลั้น เป็นธรรมเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง ผู้รู้ทั้งหลาย กล่าวว่าพระนิพพานเป็นธรรมอันประเสริฐ ผู้กำจัดศัตรูอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็น บรรพชิตเลย และผู้ที่ทำศัตรูให้ลำบากอยู่ ไม่ได้ชื่อว่าเป็น สรณะเลย และมีสั่งห้ามต่อไปอีกว่า
อะนูปะวาโท อะนูปะฆาโต ปาฏิโมกเข จะ สังวะโร มัตตัญญุตา จะ ภัตตัสมิง ปันตัญจะ สะยะนาสะนัง อะธิจิตเต จะ อาโยโค เอตัง พุทธานะ สาสะนัง ฯ การไม่พูดร้าย การไม่ทำร้าย ไม่กล่าวร้าย และให้เกิดความสำรวมในปาฏิโมกข์ เป็นธรรมของผู้ไม่ประมาทในการบริโภค การนั่ง การเดิน การยืน การนอนในที่สงัด หมั่นประกอบความเพียรอย่างนี้ ธรรมทั้ง ๖ ประการจะทำให้จิตเจริญยิ่งขึ้น และเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ไม่ว่าจะมีพระพุทธเจ้ากี่พระองค์ ที่มีมาที่เราศึกษามา ๒๘ พระองค์
หัวใจของวินัยธรรม ก็คือ โอวาทปาติโมกข์ และเช่นเดียวกันไม่ว่าจะมีการตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณกี่ครั้ง แม้จะมีในอนาคตกาลอันไกลโพ้นคือพระศรีอริยเมตไตรยที่จะอุบัติขึ้นมาในโลกหล้านั้น ก็จะต้องวางหลักวินัยธรรมเช่นนี้ คือ โอวาทปาฏิโมกข์ และพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ก็จะแจ้งในอริยะสัจจธรรมทั้ง ๔ ประการว่าด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
|