มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สุราเมรัย










โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร



สุราเมรัย

ผมได้แสดงถึงอกุศลกรรมบถทั้ง ๑๐ ไป ๓ ประการ คือ ปาณาติบาต อทินนาทาน และกาเมสุมิจฉาจาร ที่เรียกกันว่ากายกรรม ๓ จบลงแล้วโดยสังเขป พอให้ท่านนักศึกษาได้เห็นเป็นหนทางให้เกิดความรู้และการปฏิบัติต่อไป

ถ้าผมจะหยุดลงเสียเพียงเท่านี้ ไม่แสดงถึงเรื่องสุราเมรัย ก็จะเป็นการขาดตกบกพร่องไปมากทีเดียว เพราะในอกุศลกรรมบถทั้ง ๑๐ นั้น มิได้มีเรื่องของการดื่มสุราเมรัย แต่ในศีล ๕ ที่บรรดาสัปบุรุษทั้งหลายรับกันอยู่นั้น มีคำว่าสุราเมรัยอยู่ข้อหนึ่งและใครๆ ก็ทราบว่า สุราเมรัยนั้นผู้ดื่มย่อมจะบังเกิดอกุศล เมื่อเกิดอกุศลดังนี้แล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องจัดหรือสงเคราะห์ลงในอกุศลกรรมบถในข้อใดข้อหนึ่ง ตลอดจนเหตุผลและเรื่องราวของสุราเมรัยก็ควรจะต้องทำความเข้าใจด้วย

นอกจากเหตุผลดังที่ผมได้กล่าวมา ก็จะต้องเอาหลักการตลอดจนเหตุผลต่างๆ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงเอาไว้ออกมาวางให้เห็นเป็นหลักฐาน เพื่อท่านนักศึกษาจะได้พิจารณาด้วย เพราะบุคคลส่วนใหญ่ในสมัยนี้มักจะโต้เถียงว่า การดื่มสุราเมรัยนั้นเป็นของดีของประเสริฐ ดื่มแล้วจะมีพลานามัย ดื่มแล้วจะมีจิตใจสดใส และเมื่อพากันดื่มโดยทั่วๆ ไป

เช่นในสังคมต่างๆ กิจการทั้งหลายก็จะบรรลุความสำเร็จลงได้ แล้วถือกันว่าการไม่ดื่มสุราเมรัยนั้น เป็นการไม่เอาสังคม ไม่เอาเพื่อนฝูง เมื่อเป็นดังนี้ ก็จะหาความเจริญในทางโลกไม่ได้ นับวันแต่กิจการงานจะงซึ่งความเสื่อมทรามถอยหลัง ด้วยเหตุดังกล่าว เราจึงเห็นในที่ประชุม ที่ๆ มีการเลี้ยงอาหารกันถ้าขาดสุราเมรัยเสียแล้ว ที่ประชุมนั้นก็จะได้รับคำตำหนิติเตียนต่างๆ การกินเลี้ยงกันครั้งนี้ แม้จะมีสิ่งอื่นหรืออย่างอื่นพร้อมบริบูรณ์ ก็ถือว่าได้รับความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อศึกษาเรื่องกาเมสุมิจฉาจาร จึงทอดทิ้งเรื่องการดื่มสุราเมรัยเสียมิได้ เพราะการดื่มสุราเมรัยนั้น อนุโลมลงไปในข้อ ๓ คือ กาเมสุมิจฉาจาร ซึ่งท่านนักศึกษาจะต้องทราบถึงประเภท องค์ ตลอดจนถึงผลที่เกิดขึ้นจากสุราเมรัยนั้น

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 มิ.ย. 2554 , 09:59:52 น.] ( IP = 125.25.120.8 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1


ประเภทของสุรา สุรํ ชเนตีติ = สุรา สิ่งใดที่ทำให้ผู้นั้นใจกล้า ฉะนั้นสิ่งนั้นชื่อว่าสุรา สุรามี ๕ ประเภทด้วยกัน คือ

๑. ปิฏฐสุรา สุราที่ทำด้วยแป้งข้าวเจ้า

๒. ปูปสุรา สุราที่ทำด้วยขนม เช่น แห้งข้าวหมาก

๓. โอทนสุรา สุราที่ทำด้วยข้าวสุก

๔. กิณฺณปกฺขิตฺตสุรา สุราที่ทำด้วยแห้งเชื้อสุรา

๕. สมฺภารสํยุตฺตสุรา สุราที่ทำด้วยผลไม้ เช่น องุ่น

ประเภทของเมรัย เมทํ ชเนตีติ = เมรยํ สิ่งใดย่อมทำให้มึนเมา ฉะนั้น สิ่งนั้นชื่อว่าเมรัย เมรัยมีอยู่ ๕ ประเภทด้วยกัน คือ

๑. ปุปฺผาสว เมรัยที่เอาดอกไม้ต่างๆ มาหมักไว้

๒. ผลาสว เมรัยที่เอาผลไม้ต่างๆ มาหมักไว้

๓. มธวาสว เมรัยที่เอาผลองุ่นมาหมักไว้

๔. คุฬาสว เมรัยที่เอาน้ำอ้อย น้อตาล มาหมักไว้

๕. สมฺภารสํยุตฺตาสว เมรัยที่เอามะขามป้อม สมอ มาหมักไว้

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 มิ.ย. 2554 , 10:01:04 น.] ( IP = 125.25.120.8 : : )


  สลักธรรม 2


การดื่มสุราและเมรัยนั้น ย่อมกระทำให้ผู้ดื่มเกิดอาการมึนเมาขาดสติไม่มากก็น้อย ฉะนั้น การดื่มสุราและเมรัย จึงได้เรียกว่า "มัชชะ"

นอกจากนี้ผู้เสพยาเสพติดอย่างอื่นก็เรียกว่า "มัชชะ" ได้เหมือนกัน เพราะเป็นตัวการทำให้มึนเมาขาดสติได้ นั่นคือ ฝิ่น กัญชา เป็นต้น ดังที่ได้แสดงไว้ในขุททกปาทอรรถกถาปและมหาวรรคสังยุตตอรรกถาว่า

"มชฺชนฺติ ตเทว อุภยํ ยํ วาปนขฺยมฺปิ สุราววินิมตฺตํ มทฺทนิยํ" ชื่อมัชชะก็ได้แก่สุราเมรัยนั่นเอง หรืออีกนัยหนึ่งว่า สิ่งใดที่นอกจากสุราและเมรัย ซึ่งสามารถทำให้ผู้เสพมึนซึมได้ สิ่งนั้นชื่อว่า มัชชะ

องค์ของการดื่มสุรามี ๔ อย่าง คือ

๑. สุราเมรยภาโว สิ่งที่เป็นสุราและเมรัย

๒. ปิวิตุกามตา มีความประสงค์จะดื่ม

๓. ปิวนํ ทำการดื่ม

๔. มทฺทนํ มีอาการมึนเมา

การดื่มสุรานั้น มีองค์มีหลักอยู่ ๔ ข้อ แต่ละข้อก็พอทำความเข้าใจได้ไม่ยากนัก แต่ในข้อ ๔ ที่ว่ามีอาการมึนเมานั้น มักจะมีผู้ติดสุราแก้ว่าตนมิได้มึนเมา โดยหาทางเสมือนพูดเลี่ยงกฎหมาย แล้วมักจะถือเอาความมึนเมาจนถึงนอนอยู่ข้างถนน หรือไม่ก็ต้องถึงกับเดินเซไปเซมาเป็นเครื่องอ้างว่า ถ้าเมาก็คงจะต้องทำเช่นนั้น

แต่เราก็จะพบอยู่เสมอว่า คนที่ดื่มสุราเดินเซไปเซมาไม่ตรงทางร้องประกาศให้ญาติมิตรทราบว่า "ตนไม่เมา" หรือถ้าใครขืนไปพูดว่าเมา เขาก็จะเกิดความโกรธขึ้นมาทันที ด้วยเหตุที่มีข้อแก้ตัวว่าไม่เมา ดังนี้ประการหนึ่ง และผู้ที่เมาน้อย ไม่สามารถที่จะตรวจสอบดูความเมาสำหรับผู้ที่ได้ดื่มมาไม่มากได้อีกประการหนึ่ง เจ้าหน้าที่ของรัฐในบางประเทศจึงได้ตรวจสอบเอาโดยขีดเส้นตรงแล้วก็ให้เดินไปตามเส้นตรงนั้น หรือใช้เครื่องมือที่ละเอียดทดสอบเอาเลย เพราะจะได้ตัดปัญหาการถกเถียง ซึ่งผู้ถกเถียงโดยมากเหล่านั้นมักจะเป็นผู้ขับขี่รถยนต์

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 มิ.ย. 2554 , 10:01:29 น.] ( IP = 125.25.120.8 : : )


  สลักธรรม 3


การดื่มสุรามี ๔ ประเภท คือ

๑. การดื่มสุราที่ผสมอยู่ในยาหรืออาหาร

๒. การดื่มสุราแท้ๆ แต่ผู้ดื่มคิดว่าจะดื่มให้เป็นยา

๓. การดื่มสุราเพราะมีความชอบใจ

๔. การดื่มสุราเพื่อบำรุงน้ำใจ เช่นให้ใจกล้าจะได้ทำทุจริต

ในข้อ ๑ และข้อ ๒ การดื่มสุราเพื่อหวังจะให้เป็นยาหรือเพื่อช่วยบำรุงร่างกายนั้นมีโทษน้อย เพราะเจตนาเพื่อจะรักษาตัวให้สุขภาพสมบูรณ์ ทั้งผู้ดื่มก็มักจะดื่มแต่เพียงเล็กน้อย โทษก็ยิ่งจะลดน้อยลงไปอีก เรื่องนี้สำคัญอยู่ตรงเจตนา

ถ้าการดื่มสุราเล็กน้อยเพื่อให้เป็นยาจริงๆ มิได้มีความปรารถนาที่จะดื่มแม้แต่เพียงเล็กน้อย ทั้งมิได้มีอาการมึนเมาปรากฏแตาประการใดด้วย ก็ไม่มีโทษ แต่อย่างไรก็ดี ถ้ามีเจตนายินดีในการดื่มสุราแอบแฝงอยู่สักนิดหน่อยแล้ว ถ้าเป็นฆราวาสที่รักษาศีล ๕ หรือศีล ๘ ศีลก็ขาด ถ้าเป็นสามเณรรักษาศีล ๑๐ ศีลก็ขาด ถ้าเป็นพระภิกษุก็เป็นอาบัติปาจิตตีย์ ด้วยเหตุดังนี้เอง ผู้รักษาศีลทั้งหลายจะแก้ตัวอย่างไร เช่นพูดว่า "กินยาต่างหาก" หรือ "กินให้มันช่วยย่อยอาหาร" ถ้ามีความยินดีในการดื่มยาที่ปนสุรานั้นแล้ว ก็จะเป็นคำพูดที่จะทำให้ศีลหายขาดไปหาได้ไม่

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 มิ.ย. 2554 , 10:01:50 น.] ( IP = 125.25.120.8 : : )


  สลักธรรม 4


ในข้อที่ ๓ การดื่มสุราเพราะชอบใจก็จะเป็นโทษหนักยิ่งขึ้น เพราะมีความจงใจที่จะดื่มเพื่อให้บังเกิดความมึนเมาขึ้นมา มีความปรารถนาที่จะให้สติของตนขาดไปโดยปริยายทำให้ความสำนึกรู้ตัว หรือความรู้สึกผิดชอบชั่วดีลดลง ยิ่งเป็นผู้ที่ไม่ยับยั้งแล้วดื่มอย่างที่เรียกว่า "หัวราน้ำ" ก็ย่อมจะเกิดอกุศลยิ่งขึ้น

และถ้าได้ดื่มเช่นนี้เป็นนิจด้วยแล้วก็น่าหวาดเกรงอันตรายอย่างเหลือเกิน แต่ก็แน่ละ ผู้ไร้การศึกษาในปัญหาอันลึกซึ้งของชีวิตเหล่านี้ก็ย่อมจะติดตามเข้าไปให้ถึงความจริงไม่ได้อยู่เองเป็นธรรมดา

สำหรับในข้อที่ ๔ เป็นการดื่มสุราที่มีความปรารถนาจะย้อมน้ำใจเพื่อให้เข้มแข็งหรือให้ใจกล้า จะได้กระทำทุจริตได้โดยสะดวก ดังเช่นจะดักทำร้ายผู้อื่น จะปล้นจะจี้หรือเป็นเจ้าให่นายโต เป็นผู้ถืออำนาจอยู่ในมือจึงข่มขู่ทำร้ายร่างกาย ทรมานผู้ต้องหาหรือศัตรูคู่อาฆาตด้วยวิธีการที่ทารุณ หรือฆ่าให้ตายไปเสียเลย ด้วยอำนาจของความมึนเมานั้นๆ

การดื่มสุราเพื่อย้อมน้ำใจเช่นนี้ มีเจตนามีการดื่มสุราที่จัดเป็นปุพพเจตนา คือ เป็นเจตนาที่เกิดขึ้นมาก่อนเป็นอดีตมาหนุนหลัง มีสภาพความจริงเป็นการกระตุ้นเตือนให้เกิดการกระทำทุจริตที่เป็นมุญจเจตนา คือการกระทำในปัจจุบันให้เกิดขึ้น อกุศลที่เกิดขึ้นดังนี้มีกำลังมากเหลือเกิน ผู้ดื่มผู้ใช้อำนาจ ต่างก็พากันหัวเราะร่าเริงคิดว่าเป็นผู้มีอำนาจเหนือกว่า ได้โอกาสแก้แค้นเพราะได้เปรียบผู้อื่น ได้สนุกสนานกับการกระทำของตน แต่หาได้รู้ไม่ว่าตนได้กำลังร่างแผนผังที่น่าหวาดเสียวที่ตนกำลังจะเดินทางไปในอนาคตอันไม่สู้ไกลเท่าใดนัก เพื่อจะได้เอาไว้เป็นที่พักอาศัย

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 มิ.ย. 2554 , 10:02:11 น.] ( IP = 125.25.120.8 : : )


  สลักธรรม 5


การเสพสุราเมรัยอนุโลมเข้าในกาเมสุมิจฉาจาร และอกุศลกรรมบถได้อย่างไร และมีโทษอย่างไรบ้าง

การดื่มสุราเมรัยนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติให้เป็นข้อหนึ่งในจำนวนศีล ๕ ข้อ แล้วได้ทรงแสดงโทษอย่างหนักของการดื่มสุราเอาไว้ในอังคุตตรพระบาลีว่า

" สุราเมรยปานํ ภิกฺขเว อาเสวิตํ พหุลีกตํ นิรยสํวตฺตนิกํ ติรจฺฉานโยนิสํวตฺตนิกํ เปตฺติวิสยสํวตฺตนิกํ โย จ สพฺพลหุโก สุราเมรยปานสฺส วิปาโก โส มนุสฺสภูตสฺส อุมฺมตฺตกสํวตฺตนิโน โหติฯ"

แปลความว่า "ดูกรภิกษุทั้งหลาย การดื่มสุราและน้ำเมาต่างๆ นี้ เมื่อดื่มเสมอๆ ดื่มมากเข้า ดื่มหลายๆ ครั้งเข้า ย่อมสามารถนำไปสู่ นิรยภูมิ ติรัจฉาน เปตติภูมิ โทษของการดื่มสุราเมรัยอย่างเบาที่สุดนั้น เมื่อมีโอกาสได้เกิดเป็นมนุษย์ด้วยกุศลกรรมอื่นๆ ผู้นั้นก็ย่อมเป็นคนสติไม่สมบูรณ์"

แต่อย่างไรก็ดี โทษของการดื่มสุราเมรัยย่อมได้รับผลสนองตอบดังนี้แล้ว เหตุไฉนเล่า ทำไมจึงมิได้จัดการดื่มสุราเมรัยนี้เข้าไว้ให้อยู่ในอกุศลกรรมบถ ๑๐ (แต่มีในศีล ๕)

สำหรับปัญหาข้อนี้ ถ้าจะพิเคราะห์ดูให้ดีๆ แล้วก็จะเห็นได้ว่า จะเอาการดื่มสุราเมรัยไปไว้ในอกุศลกรรมบถไม่ได้แน่ เพราะการฆ่าสัตว์หรือลักทรัพย์เป็นต้น ซึ่งเป็นอกุศลกรรมบถนั้นล้วนเป็นการกระทำทุจริต ถ้าครบองค์ทุจริตแล้ว ก็มีกำลังเพียงพอที่จะส่งให้ปฏิสนธิได้ แต่การเสพสุราเมรัยนั้น หาได้ทำทุจริตทางกาย ทางวาจา และทางใจ แต่ประการใดไม่ เป็นการดื่มเพื่อความสนุกสนานเบิกบานใจ ความปรารถนามึนเมา

และในขณะที่กำลังมึนเมาอยู่นั้น มิได้กระทำการหรือมิได้เกิดการคิดร้ายทำลายใครโดยตรง หรือทำให้ผู้ใดผู้หนึ่งต้องได้รับความเสียหายเพราะเหตุแห่งการดื่มนั้น อันจะนำให้เข้าถึงความทุจริต(โดยอาศัยการมึนเมา)

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 มิ.ย. 2554 , 10:02:37 น.] ( IP = 125.25.120.8 : : )


  สลักธรรม 6


อย่างไรก็ตาม เมื่อการดื่มสุราเมรัยได้ตั้งต้นขึ้นมาแล้ว ก็ย่อมจะก่อให้เกิดความมึนเมา ความรู้สึกสำนึกตัวลดน้อยลง ความดีความชั่วมิค่อยได้คำนึงถึงความเป็นไปในตอนที่ดื่มแล้วนี้ผิดกับตอนที่เริ่มดื่มมากมาย แล้วก็มีโอกาสที่จะหันไปในทางทุจริตได้ไม่ยากเท่าใด เพราะเมื่อดื่มสุราเมรัยลงไปแล้ว ก็ย่อมจะทำให้ใจกล้า ประกอบกับความรู้จักบาปบุญคุณโทษลดน้อยลง จึงได้ทำบาปต่างๆ ได้โดยง่าย

ไม่ว่าจะเป็นการพูดเท็จ พูดส่อเสียด ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ หรือประพฤติผิดในกามก็ตาม ทั้งการกระทำดังกล่าวก็อาจเข้าเขตแดนที่เสียหายมาก หรือครบองค์กรรมบถ ไปจนถึงแสดงความโหดร้ายทารุณป่าเถื่อนได้อย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

ด้วยเหตุที่การดื่มสุราเมรัยนี้ มิได้เป็นการทำทุจริตทางกาย วาจา และใจ แต่ประการใด แต่การดื่มสุราเมรัยนั้น เป็นการแสดงความพอใจหรือยินดีติดใจในกามคุณอารมณ์ปรารถนาความสนุกสนานเบิกบานใจเป็นที่ตั้ง ด้วยความยินดีติดใจในอารมณ์เช่นเดียวกันกับผู้ประพฤติผิดในกาม

ดังนั้น ผู้ดื่มสุราเมรัยที่ยังมิได้กระทำทุจริต จึงได้ถูกสงเคราะห์เข้าไปในข้อกาเมสุมิจฉาจาร อันเป็นอกุศลกรรมบถ เพราะการดื่มสุราเมรัยนั้น จะมีความประพฤติผิดได้ง่าย ไม่รู้จักกลัวในการกระทำไม่ดีทั้งหลาย คือที่เคยอายก็ไม่อาย ที่เคยกลัวก็กลับกล้าหาญชาญชัย

ด้วยเหตุดังนี้เอง เราจึงได้เคยพบอยู่เสมอว่า ผู้เสพสุราแล้วย่อมจะไปฆ่าสัตว์ตัดชีวิตด้วยความทารุณโหดร้าย ทำการปล้นหรือจี้ก็กระทำอย่างรุนแรงด้วยขาดความเมตตาปรานี

ในเรื่องนี้ท่านนักศึกษาก็คงได้เคยทราบกันมาบ้างว่า ในอดีตนั้น ผู้มีอำนาจจับเอาผู้ต้องหามาทรมานเพื่อจะให้รับสารภาพ หรือเอาไปฆ่าเสียเลย ในการกระทำที่เป็นการเหี้ยมโหดนั้นโดยมากก็จะต้องอาศัยสุราย้อมใจเสียให้กล้าหาญก่อน ดังนั้น สุราเมรัยจึงเป็นตัวการทำให้ทุจริตเกิดขึ้นได้ ดังที่ผมได้ยกตัวอย่างขึ้นมานี้

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 มิ.ย. 2554 , 10:03:04 น.] ( IP = 125.25.120.8 : : )


  สลักธรรม 7



เมื่อผู้เสพสุรายาเมาแล้วกระทำผิดในข้อใด ก็สงเคราะห์เข้าไปในอกุศลกรรมบถเป็นการสำเร็จไปอยู่ในตัว

เช่นดื่มสุราแล้วก็ไปยิงนกตกปลา ก็สงเคราะห์ลงในการทำปาณาติบาต

ดื่มสุราแล้วไปกระทำผิดในบุตรภรรยาของคนอื่น ก็สงเคราะห์ลงในการทำกาเมสุมิจฉาจาร

ดื่มสุราแล้วไปลักของๆ ผู้อื่นมาเป็นของตัว ก็ลงเคราะห์ลงในอทินนาทาน ดังนี้เป็นต้น

พระอานันทเถร จึงแสดงไว้ในมูลฎีกาว่า " ตสฺส สภาคตฺเตน มิจฺฉาจาเร, อุปการกตฺเตน ทสฺสุ ปิ กมฺมปเถสุ อนุปฺปเวโส โหติ"

แปลว่า "การดื่มสุรานี้ อนุโลมเข้ในกาเมสุมิจฉาจาร เพราะมีสภาพเหมือนกับกาเมสุมิจฉาจาร และอนุโลมเข้าในอกุศลกรรมบถ ๑๐ ด้วย เพราะเป็นการช่วยอุปการะให้อกุศลกรรมบถ ๑๐ สำเร็จ"

ในวิภาวนีฎีกา และปฏิสัมภิทามรรคฎีกา ก็ได้กล่าวเอาไว้ว่า "สุราปานํ ปิ เอตฺเถว สงฺคย์หตีติ วทนฺติ รสสงฺขาเตสุ กาเมสุ มิจฉาจาร ภาวโตฯ"

แปลว่า อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า การดื่มสุราก็สงเคราะห์เข้าในกาเมสุมิจฉาจาร เพราะมีการประพฤติผิดในกามคุณ คือ รสารมณ์"

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 มิ.ย. 2554 , 10:03:31 น.] ( IP = 125.25.120.8 : : )


  สลักธรรม 8


ความสำเร็จในกิจของดื่มสุราเมรัย ๒ ประการ คือ

๑. ปฏิสนฺธิชนนกิจฺ กิจที่ทำให้เกิดในนิรยภูมิ

๒. กมฺมชนนกิจ กิจที่ทำให้การกระทำทุจริตสำเร็จลง

เมื่อเปรียบเทียบกันทั้ง ๒ ข้อนี้แล้ว ท่านนักศึกษาก็จะมองเห็นได้ว่า กิจทั้ง ๒ นี้มีกำลังของการให้ผลแตกต่างกัน

เพราะปฏิสนธิชนนะกิจนั้น มีความมุ่งหมายถึงบุพพเจตนาอันเป็นเจตนาที่เกิดขึ้นมาก่อนการกระทำ หมายถึงว่า สุรายาเมาเหล่านั้นเป็นตัวการหนุนหรือกระตุ้นเตือนให้การกระทำทุจริตหรือทุราชีพเกิดขึ้น

แต่ท่านนักศึกษาก็ทราบอยู่แล้วว่า คนดื่มสุรายาเมานั้น มิได้กระตุ้นเตือนให้กระทำทุจริต หรือทุราชีพเสมอไปทุกๆ ครั้งหรือทุกๆ วัน แม้ว่าจะมีเหตุแห่งความมึนเมาคอยกระตุ้นเตือนหรือชักชวนอยู่ก็ตาม ถ้าเป็นเช่นนี้บุพพเจตนาที่เกิดขึ้นมานั้น ก็ไม่มีความสามารถที่จะเป็นตัวการนำไปเกิดในนิรยภูมิ คือความเป็นสัตว์นรกได้

ผู้ดื่มสุราเมรัยแล้ว กระทำไปตามอำนาจของการกระตุ้นเตือนใจให้กระทำทุจริตโดยบุพพเจตนาแล้ว บุพพเจตนาดังกล่าวก็เกิดอิทธิพลนำให้เกิดในนิรยภูมิ คือ ในนรกได้

ถ้าปฏิสนธิชนนะกิจการเกิดใหม่ได้สำเร็จลงเมื่อใด ก็จัดว่าได้ล่วงอกุศลกรรมบถแล้วเมื่อนั้น ถ้าปฏิสนธิชนนะกิจยังไม่สำเร็จ การดื่มสุราเมรัยก็จะจัดว่าล่วงกรรมบถยังไม่ได้

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 มิ.ย. 2554 , 10:03:48 น.] ( IP = 125.25.120.8 : : )


  สลักธรรม 9



ท่านนักศึกษาก็จะเห็นได้ว่า เป็นการไม่แน่นอน ดังหลักฐานปฏิสัมภิทามรรคอรรถกถาและฎีกาได้แสดงเอาไว้ว่า

กุสลากุสลา ปิ จ ปฏิสนฺธิชนกาเยว กมฺมปถาติ วุตฺตา, จุตฺตาวเสสา ปฏิสนฺธิ ชนเน อเนภนฺตินตฺตา กมฺมปาถาติ น วุตตา ฯ (อรรถกถา)

วุตฺตาวเสสาติ สุราปานาทโย ตพฺพิรมฺมณาทโย จ ฯ (ฎีกา)

แปลความว่า กุศลคือกายสุจริตเป็นต้น และอกุศลมีกายทุจริตเป็นต้น ที่ให้ปฏิสนธิเกิดขึ้นเท่านั้น พึงกล่าวได้ว่าเป็นกุศลและอกุศลกรรมบถ

กุศลคือการเว้นจากการดื่มสุราเป็นต้น และอกุศลคือ การดื่มสุราเป็นต้น ที่เหลือเหล่านั้น ไม่ได้กล่าวว่าเป็นกุศลและอกุศลกรรมบถ เพราะกรรมเหล่านี้เป็นกรรมที่ไม่แน่นอนในการส่งผลปฏิสนธิ

คำว่า วุตฺตาวเสสา นั้น ได้แก่ การดื่มสุรา สูบฝิ่น เล่นการพนัน หลงใหลเพลิดเพลินอยู่กับการดูแลและเล่นมหรสพต่างๆ เป็นต้น และการเว้นก็ได้แก่เว้นจากที่ได้กล่าวมาแล้วนั่นเอง

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 มิ.ย. 2554 , 10:04:05 น.] ( IP = 125.25.120.8 : : )


  สลักธรรม 10


อันการดื่มสุราเมรัยนั้น เมื่อดื่มไปหลายๆ ครั้งแล้วก็มีความปรารถนาที่จะดื่มเรื่อยๆ ไป ดังมีพุทธภาษิตที่แสดงเอาไว้ในอังคุตตรพระบาลีว่า

ติณฺณํ ภิกฺขเว ปฏิเสวนาย นตฺถิ ติตฺติ, กตเมสํ ติณฺโณ? โสปฺปสฺส ภิกฺขเว ปฏิเสวนาย นตฺถิ ติตฺติ, สุราเมรยปานสฺส ภิกฺขเว ปฏิเสวนาย นตฺถิ ติตฺติ, เมถุนธมฺมสมาปตฺติยา ภิกฺขเว ปฏิเสวนาย นตฺถิ ติตฺติ, อิเมสํ ภิกฺขเว ติณฺณํ ปฏิเสวนาย นตฺติ ติตฺตีติฯฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย การเสพที่ไม่มีการอิ่มนั้นมี ๓ อย่าง ๓ อย่างนั้นคืออะไร? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความไม่อิ่มในการนอนอย่างหนึ่ง ความไม่อิ่มในการดื่มสุราเมรัยอย่างหนึ่ง ความไม่อิ่มในการเสพเมถุนธรรมอย่างหนึ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความไม่อิ่มในการเสพ ๓ อย่างนั้นมีดังกล่าวมานี้

ถ้าท่านนักศึกษาจะพิจารณาดูถึงการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงบัญญัติสิกขาบทอันได้แก่พระภิกษุสงฆ์ พระองค์ก็มิได้ทรงตั้งขึ้นเอาเองตามชอบใจ มักจะมีผู้ประพฤติปฏิบัติผิดพลาดเกิดขึ้นมาเสียก่อน ในการดื่มสุราเมรัยนี้ก็เหมือนกัน ได้มีผู้ปฏิบัติเกิดความเสียหายขึ้นมาแล้ว คือดังนี้

ในครั้งพุทธกาล มีพระองค์หนึ่งชื่อพระสาคตะเถระ เป็นพระปุถุชน แต่เป็นผู้ได้อภิญญาจากการปฏิบัติได้ฌานชั้นสูงแล้วมีความสามารถเป็นพิเศษ อันเป็นอิทธิฤทธิ์อันหนึ่งเก่งกล้าสามารถมาก

วันหนึ่งประชาชนชาวโกสัมพีได้ทราบข่าวว่า พระสาคตะเถระได้มีชัยชนะต่อพระยานาคในการประลองฤทธิ์กัน ประชาชนทั้งหลายที่ได้ทราบข่าวก็พากันเลื่อมใส มีความยินดีกันเป็นอันมาก ดังนั้น เมื่อพระสาคตะเถระมาบิณฑบาต จึงได้พากันนำอาหารมาถวาย และในบุคคลผู้ถวายเหล่านั้นได้นำเอาสุรามาถวายด้วย

เมื่อพระสาคตะเถระได้ดื่มสุรานั้นแล้ว ก็บังเกิดความมึนเมา กลับจากบิณฑบาตแล้ว จะเดินมาให้ถึงประตูเมืองก็ไม่ได้ ล้มลงนอนอยู่ที่หน้าประตูเมืองนั่นเอง ฌานอภิญญาหรือฤทธิ์อำนาจทั้งหลายที่เคยได้อุตส่าห์บำเพ็ยเพียรมาด้วยความยากลำบากในเวลาอันยาวนานก็เสื่อมลงหมดสิ้น

ในขณะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จกลับจากบิณฑบาตพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์พอดี พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นพระสาคตเถระก็รับสั่งให้พระภิกษุทั้งหลายช่วยกันพยุงพาไปจนถึงวัด แล้วก็ให้นำตัวมาเบื้องหน้าของพระองค์ ให้จับตัวพระสาคตะเถระให้นอนหันศีรษะไปในทางที่พระองค์ประทับ

แต่พระสาคตะเถระกำลังขาดสติไม่รู้สึกผิดชอบอะไรเลยก็หมุนตัวกลับเอาเท้าไปทางพระพุทธองค์ ซึ่งเป็นการแสดงออกซึ่งการขาดคารวะโดยตรง แม้จะมิได้มีความตั้งใจโดยตรงก็ตาม ด้วยเหตุดังกล่าวนี้เอง พระองค์จึงได้บัญญัติสิกขาบทขึ้นห้ามมิให้ภิกษุดื่มสุราเมรัย ถ้าดื่มก็ต้องเป็นอาบัติปาจิตตีย์

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 มิ.ย. 2554 , 10:04:22 น.] ( IP = 125.25.120.8 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org