มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


มุสาวาท







โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร



มุสาวาท คืออะไร?

มุสาวาท แยกออกเป็น ๒ บท คือ มุสา + วาท

มุสา ได้แก่ สิ่งที่ไม่เป็นความจริง

วาท ได้แก่ คำพูด

เมื่อรวมกันเข้าแล้วก็ได้แก่ คำพูดที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง

ดังมี วจนัตถะแสดงว่า " มุสา วทนฺติ เอเตนาติ = มุสาวาโท" คนทั้งหลายย่อมกล่าวซึ่งวัตถุสิ่งของเรื่องราวที่ไม่จริง กล่าวให้เป็นจริง ด้วยเจตนาอันนั้น ฉะนั้น เจตนาที่เป็นเหตุแห่งการกล่าวไม่จริงนั้น ชื่อว่า มุสาวาท ได้แก่ วิสํวาทน เจตนา คือ เจตนาที่ทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิด

มุสาวาทนั้นในภาษาไทยเรามีคำใช้อยู่อีกหลายคำ เช่น พูดไม่จริง พูดเท็จ พูดปด พูดโกหก เป็นต้น ซึ่งก็มีความหมายตรงกันกับคำว่า มุสาวาท นั่นเอง

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [21 มิ.ย. 2554 , 11:22:54 น.] ( IP = 125.25.120.220 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1


ธรรมดาบุคคลทั้งหลายโดยทั่วไปมักจะพูดเท็จ หรือพูดมุสาด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีใครเลยที่ไม่เคยพูดมุสา หากแต่ว่า บางท่านพูดมุสามาก บางท่านพูดน้อย บางท่านพูดมุสาในเรื่องที่ไม่สลักสำคัญ บางท่านพูดมุสาในเรื่องที่สำคัญ และทางทีบางท่านอาจจะใช้มุสาเป็นอาชีพไปเสียเลยก็อาจเป็นได้

เมื่อมีเพื่อนฝูงถามว่าไปไหนมา เราก็มักจะตอบว่า "เปล่า" ทั้งๆ ที่เรากำลังจะไปธุระ เมื่อเขาถามว่า กินข้าวแล้วหรือยัง เราก็มักจะตอบว่ากินแล้ว ทั้งๆ ที่อาหารยังมิได้ตกถึงท้องมาหลายชั่วโมงแล้ว

คนบางคนฝึกหัดการพูดมุสาเสียจนเคยตัว วันหนึ่งๆ พูดเสียนับไม่ถ้วน ฉะนั้น ถ้าไม่ได้พูดมุสาเสียบ้างแล้วก็ไม่ค่อยจะสบาย หน้าตาหม่นหมองไม่แจ่มใส หรือเกิดท้องขึ้นขึ้นมาทีเดียว แต่ถ้าได้พูดมุสาเสียสักหน่อย จึงค่อยสบาย หน้าตาแจ่มใสเบิกบาน ไม่ป่วยไม่เจ็บอะไรเลย ทั้งนี้ก็เพราะได้เคยฝึกอบรมตนเองมาเสียจนชำนาญ

ผู้ที่ทำมาค้าขายบางคนที่เห็นแต่จะได้คิดที่จะเอากำไร หรือผู้ที่ข้องแวะอยู่กับวงของการพนัน หรือผู้ที่ทำการงานตามสถานที่ต่างๆ มีตามช่อง ตามสำนักงานบางแห่ง ที่หากินด้วยการต้มมนุษย์ หรือผู้ทำงานตามโรงตามศาลบางท่าน ที่คอยติดต่อหารายได้จากผู้ที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจ บุคคลเหล่านี้เกือบจะพูดได้ว่า หากินกับเรื่องของการโป้ปดมดเท็จ พยายามหาหนทางด้วยวิธีการพูดเท็จต่างๆ เพื่อต้อนคนให้มาตกหลุมพรางที่ดักเอาไว้ ด้วยหวังประโยชน์ที่จะได้เช่น เงินทองเป็นต้น บุคคลเหล่านี้เกือบจะพูดได้ว่าทำมาหากินกับการพูดมุสา

บางคนก็ถือได้ว่าหากินกับการพูดมุสาเลยทีเดียว เพราะทำมาหากินอยู่กับการมุสาทุกๆ วัน เที่ยวได้หลอกหญิงสาวตามต่างจังหวัดที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ให้เข้ามาทำงานในกรุงแล้วก้เอาไปขาย หรือส่งให้เพื่อหากำไร คือเพื่อบำเรอความใคร่ของชาย ทำประหนึ่งว่าคนเป็นข้าวของ หรือไม่มีหัวใจ

บางคนที่ติดฝิ่นหรือเฮโรอีน ยอมรับจ้างเบิกพยานเท็จ โดยมิได้คำนึงถึงความเสียหายของใคร หรือใครจะเดือดร้อนสักเพียงไหน หากแต่เอาใจใส่เฉพาะส่วนที่ตนจะได้อันเป็นเงินทอง เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของตนเองให้สำเร็จลงไปเท่านั้น

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [21 มิ.ย. 2554 , 11:24:10 น.] ( IP = 125.25.120.220 : : )


  สลักธรรม 2


เด็กเล็กๆ ย่อมจะไม่เดียงสาอะไร เมื่อเห็นงูพิษก็พยายามไขว่คว้าจะจับมาเล่นให้ได้ หรือเห็นไฟที่ตะเกียงน้ำมันก็หาหนทางเข้าใกล้ จะได้เล่นให้เพลิดเพลินใจ โดยหาได้ทราบไม่ว่า จะมีอันตรายร้ายแรงแก่ตนอย่างไร เพราะเด็กยังเล็กนัก เด็กยังอ่อนต่อความคิดอ่านนั่นเอง

ทั้งนี้ก็เหมือน กับคนชอบพูดมุสา ด้วยไม่เคยได้คิดพิจารณาให้ลึกซึ้ง ไม่เคยได้ศึกษาเล่าเรียนเรื่องของชีวิตให้เข้าใจ จึงหาได้ทราบไม่ว่าการพูดมุสาที่ตนชอบแสดงออกไปด้วยเห็นว่าเป็นความดีที่พึงพอใจ หรือก่อประโยชน์ให้แก่ตนนั้น เห็นว่ามิได้มีโทษภัยอย่างใดแก่ตนเลย แท้จริงกลับตรงกันข้าม ด้วยเจตนาอันเกิดจากการพูดมุสา ย่อมจะถูกประทับฝังมั่นลงไว้ในจิตใจอยู่ทุกๆ ครั้งที่กล่าวมุสาออกไป มิได้สูญหายไปไหน แล้วผลที่ได้เก็บเอาไว้เหล่านั้น ก็จะได้กลับคืนมาสนองตอบแก่ตนเองให้ได้รับโทษภัย ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

ในชาติหน้าๆ ก็จะได้รับผลแห่งการพูดเท็จต่อไป อีกทั้งจะเป็นคนชอบพูดเท็จเพราะเหตุแห่งการฝึกฝนอบรมมาด้วย ลงได้ฝึกฝนการพูดเท็จมาเสียเคยตัวแล้ว แม้จะมีความเสียหายจากการพูดเท็จให้ได้เห็นอยู่บ้าง ก็อดพูดเท็จไม่ได้ ด้วยมีความสันทัดจัดเจนอยู่ในใจ ถึงอย่างไรก็ยังยินดีกระทำลงไป ด้วยเหตุที่ไม่มีความเข้าใจถึงอันตรายที่จะได้รับ ว่าจะมากน้อยสักแค่ไหน

วิสํวาทน เจตนา ได้แก่เจตนาที่ทำให้ผู้อื่นบังเกิดความเข้าใจผิด ซึ่งประกอบกับโลภชวนะ คือความโลภ มีความยินดีติดใจในอารมณ์ต่างๆ ประกอบกับโทสะชวนะ คือความโกรธ ความเสียใจ ความทุกข์ร้อน ความไม่พอใจ คือพูดเท็จออกไป หรืออาจจะแสดงออกทางกาย ก็เป็นพูดเท็จได้เหมือนกัน

การพูดเท็จที่เกิดขึ้นพร้อมกับโลภชวนะก็คือ การพูดเท็จเล่น ด้วยเห็นเป็นการสนุก เช่นเจตนาจะหลอกให้คนอื่นเขาหลงเชื่อในเรื่องต่างๆ เพื่นตนจะได้ประโยชน์ หรือการพูดเท็จด้วยหวังจะให้ได้มาซึ่งแห้วแหวนเงินทอง จึงได้เจรจาตลบตะแลง หลอกต้มให้คนอื่นเขาหลงเชื่อ แล้วจะได้รับผลตามที่ตนต้องการ

ส่วนการพูดเท็จพร้อมกับโทสชวนะนั้นก็คือ การพูดเท็จออกไปเพื่อหวังให้ตนรอดและปลอดภัยเพราะกลัว หรือเพราะความตกใจ พูดเท็จออกไปเพราะความเสียใจ หรือความทุกข์ร้อนไม่สบายที่ตนกำลังได้รับ และการพูดเท็จอาจเกิดขึ้นมาได้เพราะความโกรธ ความไม่พอใจ

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [21 มิ.ย. 2554 , 11:24:29 น.] ( IP = 125.25.120.220 : : )


  สลักธรรม 3


เจตนาที่เกิดขึ้นแล้วเป็นมุสาวาทนั้น บางครั้งถึงแม้ว่าจะเป็นส่วนน้อยก็อาจเกิดขึ้นมาได้เหมือนกัน คือมิได้เกิดขึ้นทางถ้อยคำที่พูดออกไป หากแต่เกิดขึ้นทางร่างกาย หรือการพูดเท็จนั้นแสดงออกมาทางร่างกายก็ได้ แล้วก็ได้ชื่อว่าเป็นการพูดเท็จ หรือผิดในศีลข้อมุสาเหมือนกัน

เมื่อมีคนมาถามว่า "เห็นนายแดงเดินผ่านมาทางนี้ไหม" เราก็พยักหน้าทั้งๆ ที่มิได้เห็น ด้วยความปรารถนาอย่างใดอย่างหนึ่งจึงได้แสดงการพูดมุสาออกไปทางร่างกาย หรือเมื่อเพื่อนคนหนึ่งถามว่า "มีเงินบ้างไหม" เราก็สั่นหน้า แต่ความจริงนั้นมี ด้วยเกรงเพื่อนจะขอยืมจึงสั่นหน้าแสดงออกไปทางกายเพื่อเป็นการปฏิเสธ นอกจากมุสาวาทที่แสดงออกทางหน้าตาแล้ว อาจแสดงออกทางกิริยาอาการ เช่น ทำท่าหรือโบกมือ ก็เป็นการพูดมุสาได้

รูปที่ปรากฏเกิดขึ้นทางวาจา คือใช้ปากพูดออกไปเป็นถ้อยคำให้เข้าใจกันนั้น ในปรมัตถธรรมเรียกว่า วจีวิญญัติรูป และรูปที่ปรากฏเกิดขึ้นทางร่างกาย ใช้ร่างกายเป็นการแสดงออกเพื่อให้เข้าใจกันนั้น ในปรมัตถธรรมเรียกว่า กายวิญญัติรูป

วจีวิญญัติรูป คือการพูดจาก็ดี กายวิญญัติรูป คือการแสดงออกซึ่งอาการของร่างกายก็ดี ทั้งสองรูปนี้ย่อมเกิดจากอำนาจของเจตนา อำนาจของจิตใจ รูปเหล่านี้จึงเกิดขึ้นมาได้ หมายความว่าถ้ามิได้มีเจตนา คือถ้ามิได้มีจิตสั่งให้กระทำแล้ว รูปเหล่านี้ซึ่งได้แก่วจีวิญญัติรูป และกายวิญญัติรูป จะเกิดขึ้นมาเองเฉยๆ จะได้หรือ ไม่มีเหตุผล ไม่มีหนทางที่มันจะเกิดขึ้นมาเองได้อย่างไร

เมื่ออำนาจของเจตนาเกิดขึ้นมาแล้วว่าจะพูดเท็จ คือ มุสาวาท จึงได้แสดงรูปเหล่านั้นออกไปตามเจตนาที่ได้ตั้งเอาไว้ ถ้าศึกษาเรื่องนี้ให้ละเอียดแล้ว ก็จะเห็นได้ว่าจิตได้สั่งให้อ้าปากพูด ทำให้ปากเป็นรูปต่างๆ ไปตามที่ต้องการว่าจะให้เสียงออกไปอย่างไร จิตได้สั่งให้ลิ้นกระดิกไปในรูปแบบต่างๆ มากมาย เพื่อให้เสียงออกมาตามที่ต้องการ แม้ได้สั่งให้ลิ้นกระดิกไปในรูปแบบต่างๆ มากมาย เพื่อให้เสียงออกมาตามที่ต้องการ แม้ร่างกายที่เคลื่อนไหวไปทุกๆ กระเบียดนิ้วในท่าทางต่างๆ นั้น ก็หนีไปจากจิตสั่งไม่ได้

รูปที่แสดงออกทางวาจา กับรูปที่แสดงออกทางกายเหล่านั้น ก็ล้วนแต่กลั่นกรองออกมาจากจิตใจ เมื่อจิตใจเกิดขึ้นก็จะขาดเจตนาเสียมิได้ ด้วยเหตุดังนี้ การแสดงออกทางวาจาหรือการแสดงออกทางกายที่ประกอบไปด้วยเจตนา ที่จะให้เป็นการกล่าวเท็จ จึงหนีไปจากอกุศลกรรมบถไม่ได้ จึงเป็นอกุศลวจีกรรม แม้แต่จะใช้อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายโดยที่มิได้พูดหรือมิได้ใช้อวัยวะเกี่ยวกับวาจาเลย ก้หนีไปไม่พ้นจากมุสาวาท หากแต่เกิดขึ้นเป็นส่วนน้อยเท่านั้น (มุสาวาทเกิดทางวาจาเป็นส่วนมาก)

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [21 มิ.ย. 2554 , 11:25:23 น.] ( IP = 125.25.120.220 : : )


  สลักธรรม 4


ในเรื่องปาณาติบาต หรืออทินนาทาน ตามที่ผมได้แสดงไปแล้วก็มีองค์ของกรรมบถเพื่อจะเป็นเครื่องตัดสินว่า อกุศลที่เกิดขึ้นมานั้จจะมากหรือน้อยประการใด มุสาวาทก็มีองค์ที่จะตัดสินว่า ผู้กล่าววาจานั้นจะเป็นมุสาวาทหรือไม่เหมือนกัน องค์ประกอบของมุสาวาทนั้นมี ๔ ประการ

องค์แห่งมุสาวาท ๔ ประการ คือ

๑. อตฺถวตฺถุ สิ่งของหรือเรื่องราวที่ไม่เป็นจริง

๒. วิสํวาทนจิตฺตตา มีความคิดที่จะมุสา

๓. ปโยโค พยายามมุสาด้วยวาจาหรือกาย

๔. ตทตฺถ วิชานนํ ผู้อื่นมีความเชื่อตามเนื้อความที่มุสานั้น

อย่างไรก็ดี นอกจากองค์ทั้ง ๔ ข้อที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น ในการพูดมุสาก็ยังแบ่งออกไปอีกเพื่อจะได้ทราบว่าอกุศลนั้นมีกำลังมากหรือน้อยประการใด จะเป็นการก้าวล่วงกรรมบถหรือไม่ คือ

๑. ความสำเร็จที่เกิดขึ้นนั้น จัดว่าเป็นมุสาวาท แต่ยังไม่ล่วงกรรมบถ

๒. ความสำเร็จที่เกิดขึ้นนั้น จัดว่าเป็นมุสาวาท แต่ล่วงกรรมบถด้วย

อีกประการหนึ่งที่ท่านนักศึกษาจะต้องจดจำเอาไว้ให้ได้ก็คือ การกล่าวมุสาวาทนั้นครบองค์ทั้ง ๔ แล้ว แต่มิได้ทำให้เกิดความเสียหายแต่ประการใดให้แก่ผู้ที่หลงเชื่อนั้น แม้จะได้ชื่อว่าเป็นมุสาวาทก็จริง แต่ไม่จัดว่าล่วงในอกุศลกรรมบถมุสาวาท คือมีกำลังน้อย ไม่สามารถนำให้ไปเกิดในอบายภูมิ มีสัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉานได้ แต่ถ้าการกล่าวมุสานั้น บังเกิดความเสียหายขึ้นมากับผู้ใด ก็จะได้ชื่อว่าเป็นอกุศลที่ล่วงกรรมบถ ก็จะมีกำลังอกนาจของอกุศลกรรมบถ จนสามารถนำไปสู่การปฏิสนธิในอบายภูมิได้

อีกประการหนึ่งที่ท่านนักศึกษาจะต้องจดจำเอาไว้ก็คือ การกล่าวมุสานั้น เมื่อครบองค์ทั้ง ๔ แล้ว ยิ่งเป็นการกล่าวมุสาที่ให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ที่ได้หลงเชื่อนั้นด้วยแล้ว และยิ่งไปกว่านั้น ถ้าการกล่าวมุสาเป็นไปอย่างกว้างขวาง คือสาธารณะแก่บุคคลทั่วไป มุสาวาทนี้ย่อมเป็นการก้าวล่วงกรรมบถที่มีกำลังมากที่สุด สามารถนำให้ไปเกิดในอบายภูมิ คือ สัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉานได้อย่างง่ายดาย

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [21 มิ.ย. 2554 , 11:26:21 น.] ( IP = 125.25.120.220 : : )


  สลักธรรม 5



ปโยคะ คือ ความพยายามในการมุสานี้มี ๔ ประการ คือ

๑. สาหัตติกะ พยายามด้วยตนเอง

๒. อาณัตติกะ ใช้ให้คนอื่นมุสา

๓. นิสสัคคิยะ เขียนจดหมายหรือโฆษณา แล้วทิ้งไปให้คนอื่นเข้าใจผิด

๔. ถาวระ เขียนคำประกาศ จารึก หรือลงหนังสือพิมพ์

ในปโยคะทั้ง ๔ นี้ สาหัตติกะ การพยายามด้วยตนเอง เกิดขึ้นเป็นส่วนมาก ส่วนการใช้ให้คนอื่นหรือเขียนจดหมาย เขียนคำประกาศนั้นมีเป็นส่วนน้อย แต่อย่างไรก็ดี ในอัฏฐสาลินีอรรถกถานั้นแสดงว่า เป็นปโยคะคือความเพียรที่จะกล่าวมุสาวาททั้งหมด ๔ ข้อ

สาหัตติกปโยคะนั้นเป็นการกล่าวมุสาวาทด้วยตนเอง เช่นกล่าววาจาอันเป็นเท็จออกไปด้วยหวังจะให้คนอื่นเชื่อถือ โดยใช้ถ้อยคำเป็นส่วนใหญ่ หรือแสดงกิริยาอาการ เช่น สั่นศีรษะ พยักหน้า หรือโบกมือ ก็เป็นการกล่าวมุสาวาทเหมือนกัน แต่เป็นส่วนน้อย

อาณัตติกปโยคะ ได้แก่ การใช้ให้ผู้อื่นมุสา ซึ่งก็อาจจะกระทำไปทางวาจาและทางกายได้เหมือนกัน เช่น สั่งคนให้พูดอย่างนั้นอย่างนี้ หรือเขียนหนังสือ หรือบันทึกเสียงให้ไว้

ส่วนนิสสัคคิยปโยคะ และถาวรปโยคะนั้น ก็เป็นการกระทำทางวาจาหรือทางกายได้ทั้งสองอย่าง

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [21 มิ.ย. 2554 , 11:26:42 น.] ( IP = 125.25.120.220 : : )


  สลักธรรม 6


มุสาวาทที่เป็นศีลวิบัติ และมุสาวาทที่สำเร็จอกุศลกรรมบถ

ผู้ใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นคฤหัสถ์ ไม่ว่าจะเป็นบรรพชิต เมื่อมีจิตคิดจะมุสาแล้วก็ได้แสดงหรือมีความพยายามมุสาด้วยวาจาก็ดี หรือด้วยกายก็ดี สำเร็จลงแล้ว ศีลที่รับไว้ก็วิบัติ

ความสำคัญในเรื่ององค์ทั้ง ๔ นี้ ก็ขึ้นอยู่ในข้อที่ ๔ ที่กล่าวว่า ตทตฺถ วิชานนํ คือมีผู้อื่นหลงเชื่อตามที่ได้มุสานั้นแล้ว ผู้ฟังหลงเชื่อว่าเป็นจริง ถ้าผู้ฟังไม่เชื่อ เช่น คิดเห็นว่าเป็นการพูดเล่นสนุกๆ เป็นต้น แล้วจะจัดว่าเป็นการล่วงกรรมบถหาได้ไม่

มุสาวาทที่ล่วงกรรมบถนั้นแบ่งออกเป็น ๒ อย่าง คือ

๑. อกุศลมุสาวาท ชนิดที่มีกำลังนำไปสู่การปฏิสนธิในอบายภูมิ

๒. อกุศลมุสาวาท ชนิดที่ไม่มีกำลังนำไปสู่การปฏิสนธิในอบายภูมิ

อกุศลกรรมที่มีกำลังนำให้ปฏิสนธิเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉานนั้น จำเป็นต้องมีกำลังมาก หาไม่แล้วกำลังในการส่งก็ไม่อาจจะนำให้เกิดได้ ด้วยเหตุนี้อกุศลกรรมมุสาวาทนี้ จึงต้องก่อให้เกิดผู้หลงเชื่อ แล้วผู้หลงเชื่อนั้นบังเกิดความเสียหายขึ้นมา ส่วนวิธีที่ละเอียดพิสดารว่านำไปเกิดอย่างไรนั้น ก็จะได้จากการศึกษาในขั้นต่อๆ ไป

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [21 มิ.ย. 2554 , 11:27:06 น.] ( IP = 125.25.120.220 : : )


  สลักธรรม 7


ผลที่เกิดขึ้นจากผู้ที่ชอบพูดมุสาวาท

การพูดมุสาหรือการพูดเท็จนั้น พูดกันอยู่โดยทั่วไป ใครๆ ก็พูดกัน ไม่ว่าคนชั้นไหน แต่ใครๆ ที่ว่านั้นมีน้อยเหลือเกินที่ทราบเป็นอย่างดีถึงโทษของการพูดเท็จ มักจะเข้าใจดีแต่เฉพาะผลที่ผิดๆ ที่มีกำลังไม่มากอันเกิดขึ้นในปัจจุบันชาตินี้เท่านั้น ว่าการพูดเท็จนั้นจะทำให้ได้รับคำตำหนิติเตียน ถูกดูหมิ่นถิ่นแคลน ไม่เป็นที่เชื่อถือไว้วางใจแก่คนอื่น จะทำให้การสังคมหรือการงานอาชีพเสียหาย ฉะนั้น ถ้าคิดว่าไม่มีใครรู้ใครเห็นแล้วก็กล้าที่จะกระทำ

ผลที่เกิดขึ้นจากการพูดเท็จนั้น จะเกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ได้น้อยเหลือเกิน เพราะทิฏฐธรรมเวทนียกรรมนั้นให้ผลเพียงชวนะดวงที่ ๑ ดวงเดียว จึงมีกำลังน้อย ฉะนั้น บางทีจึงไม่ปรากฏผลขึ้นมาในชาตินี้จนสามารถเห็นได้ชัดเจนจนเป็นเหตุให้ผู้ที่มิได้ศึกษาเล่าเรียน มิได้ใช้ความคิดพิจารณาอย่างลึกซึ้งเข้าใจผิดแล้วคิดว่า การพูดมุสานั้น พูดแล้วก็แล้วกันไป บางทีก็อาจคิดว่าผลที่เกิดขึ้นมาจากการพูดเท็จนั้นดี มีผลประโยชน์ไม่มากก็น้อย ทำให้พ้นผิดไปได้ทำให้อุปสรรคที่ขัดข้องหมดไป ทำให้งานอาชีพก้าวหน้า ทำให้ความต้องการของตนสมความปรารถนา เหล่านี้เป็นต้น

แท้จริง ผู้กล่าวคำมุสา หรือพูดเท็จนั้น ได้สั่งสมอกุศลกรรมเอาไว้แล้วทั้งสิ้น นอกจากชวนะดวงที่ ๑ ที่ให้ผลในชาตินี้แล้ว ยังมีชวนะที่จะให้ผลในชาติหน้า และในชาติต่อไปด้วย เหตุนี้เอง ผู้ที่มีความเข้าใจในสภาวธรรมอยู่บ้าง ก็ย่อมจะไม่กล้าพูดเท็จ เพราะกรรมอันนี้ให้ผลในชาตินี้ คือ อาจให้ผลเป็นปฏิสนธิ แล้วยังให้ผลในชาติต่อๆ ไปอีกด้วย

ดังนั้น มุสาวาทมิได้ปรากฏขึ้นมาชัดเจนในชาตินี้ หรือผลที่เกิดขึ้นในชาตินี้มองไม่ค่อยจะเห็น เพราะให้ผลน้อย แต่ในชาติหน้าและชาติต่อไปก็เป็นที่น่าหวาดกลัวมากทีเดียว เป็นการลงทุนที่ไม่ถูกหลัก เป็นการลงทุนที่ไม่ฉลาด เพราะมีแต่จะขาดทุนซ้ำขาดทุนมากเสียด้วย

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [21 มิ.ย. 2554 , 11:27:22 น.] ( IP = 125.25.120.220 : : )


  สลักธรรม 8


นอกจากการให้ผลอันก่อให้เกิดความทุกข์ยากลำบากแก่ชีวิตแล้ว ยังก่อให้เกิดขึ้นซึ่งความสันทัดจัดเจน เพราะได้กระทำอยู่เสมอ จึงพูดมุสาได้โดยง่ายดายทั้งในชาตินี้และชาติต่อๆ ไปด้วย เป็นการสร้างความเสียให้แก่จิตของตนโดยตรง เป็นการสร้างหนทางที่ไม่ราบรื่นเอาไว้ให้เดิน แม้ต่อๆ ไปในชาติข้างหน้าด้วย ซึ่งนับว่าเป็นภัยใหญ่หลวงที่ควรจะหลีกหนีเสียก่อนให้ห่างไกลทีเดียว

เมื่อได้กล่าวมุสาอยู่เสมอๆ จนเคยตัว ไม่ช้าไม่นานก็จะต้องกล่าวมุสาถึงขนาดที่เป็นทุจริตเป็นอกุศลกรรมบถครบองค์แล้ว ก่อให้เกิดขึ้นซึ่งความเสียหายแก่บุคคลทั้งหลายใหญ่โตได้ เมื่อถึงขั้นนี้แล้ว อกุศลก็จะมีกำลังนำให้ต้องเกิดในอบายภูมิ ได้รับความทุกข์ยากลำบากอย่างแสนสาหัสชั่วกาลนาน

เมื่อกำลังของอกุศลที่ส่งตัวมาให้เกิดอยู่ในอบายภูมิลดลงแล้ว อำนาจของกุศลที่เคยได้กระทำเอาไว้ อาจช่วยให้กลับมาให้เกิดในมนุษย์ หรือมิได้ไปเกิดในอบายภูมิ เพราะมีกุศลช่วยเอาไว้ได้เมื่อตอนใกล้จะถึงแก่ความตาย อกุศลทั้งหลายที่เกี่ยวกับมุสาวาทที่เคยได้กระทำมา ก็จะคอยหาโอกาสให้ผลตอนที่เป็นมนุษย์นี้จนได้ อกุศลมิได้หายสาปสูญไปไหน อันนี้เรียกว่าการให้ผลในปวัตติกาล

โดยมากผู้ถูกอกุศลชนิดนี้เข้ามาเบียดเบียน มักไม่ทราบว่ามาจากสาเหตุอันใดมักจะคิดไปว่า บังเอิญ หรือคนอื่นๆ เกลียดไม่พอใจตนจึงได้กลั่นแกล้ง เพราะว่าความกระทบกระเทือนใจอยู่เสมอๆ ในเรื่องที่พูดอะไร มักไม่ค่อยมีใครเชื่อถือ แสดงความคิดเห็นอะไรมักจะไม่มีใครรับฟัง ไม่ได้รับความไว้วางใจ พูดอะไรก็มักจะไม่มีน้ำหนัก มีคนไม่ชอบเสียเป็นส่วนมาก

ฉะนั้นเมื่อเข้าร่วมหมู่ร่วมพวกจึงมักจะไม่นานเท่าใด คนเขาก็เกลียดในนิสัย เห็นว่า หรือส่อว่าเป็นคนที่ไว้วางใจไม่ได้ในคำพูด ตัวเองจึงได้รับความทุกข์ ได้รับความเร่าร้อนใจ บางทีก็เร่าร้อนเสียจนแทบจะทนไม่ไหว ด้วยเข้ารวมหมู่รวมพวกกับใครแล้ว ก็มีเรื่องราวที่บางทีก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ ทั้งตนเองก็คิดไม่ออกว่า ได้กระทำความผิดอะไร แล้วก็เลยกล่าวหาว่าโลกนี้มิได้มีความยุติธรรมแก่ตนเลย ทั้งนี้ก็เพราะขาดปัญญาพิจารณาในปัญหาของชีวิตที่เกี่ยวกับอกุศลมุสาวาทอันซ่อนเร้นอยู่อย่างลึกซึ้ง แล้วการให้ผลก็สลับซับซ้อนเกินกว่าปัญญาของตน

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [21 มิ.ย. 2554 , 11:27:40 น.] ( IP = 125.25.120.220 : : )


  สลักธรรม 9



ถาม ตามที่ว่ามีผู้หลงเชื่อตามเรื่องราวที่ได้มุสานั้นแล้วได้รับความเสียหายก็เป็นอันว่าล่วงกรรมบถ แต่ถ้าผู้ฟังไม่เชื่อก็ไม่เป็นอันล่วงกรรมบถ ในเรื่องนี้ถ้ามีตัวอย่างประกอบด้วยก็จะดี เพราะบางทีหลงเชื่อเรื่องที่เท็จนั้นว่าเป็นจริงเป็นจังเหมือนกัน แต่ก็มิได้มีความเสียหายประการใด จะล่วงกรรมบถหรือไม่?

ตอบ ผมขอเล่าเรื่องให้ฟังสักเรื่องหนึ่ง ขอให้ท่านจงได้พิจารณา ก็จะตัดสินเอาได้ด้วยตนเอง

ในสมัยโบราณนานมาแล้ว มีสามีภรรยาที่ลำบากยากไร้อยู่คู่หนึ่ง ความยากจนขัดสนขนาดหนักจนถึงต้องอาศัยอยู่ในศาลาแห่งหนึ่งที่นอกประตูเมือง ภรรยาเริ่มตั้งครรภ์ขึ้นมาแล้วเกิดแพ้ท้องอยากจะกินของที่หาได้ยากมาก คือจะต้องเป็นอาหารที่พระราชาทรงเสวย ถ้าไม่ได้อาหารชนิดนี้มากินแล้ว นางก็จะต้องได้รับความเร่าร้อนใจขนาดหนักจนแทบว่าจะตายลงไปทีเดียว นางได้อ้อนวอนสามีว่า เพื่อเห็นแก่ชีวิตของนาง ขอให้สามีหาอาหารอย่างดีที่พระราชาทรวงเสวยมาให้ด้วย

ฝ่ายสามีก็มีความรักภรรยาอย่างท่วมท้นหัวใจ แล้วมีความสงสารภรรยาอย่างสุดแสนด้วย เกรงว่านางจะเสียใจจนตาย จึงได้ครุ่นคิดถึงอุบายที่จะนำอาหารของพระราชามาให้ได้ ถึงลำบากยากเย็นเพียงใดก็ไม่ได้คำนึงถึง

ต่อมาสามีใช้อุบายปลอมตนเป็นพระอุ้มบาตรเข้าไปในพระราชวัง เพื่อหวังจะรับบิณฑบาต โดยได้พยายามสำรวมกิริยามารยาทอย่างเต็มที่ ในขณะนี้ก็เป็นเวลาใกล้จะเพลพอดี ทั้งพระราชาก็กำลังเสวยพระกระยาหารอยู่ด้วย เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระปลอมองค์นี้กิริยามารยาทสำรวมดี จึงได้บังเกิดความเลื่อมใสศรัทธา แล้วเข้าพระทัยผิดไปว่า พระองค์นี้คงจะไม่ใช่พระธรรมดาสามัญ ดูท่าทางคงจะต้องมีคุณพิเศษอะไรในตนสักอย่างเป็นแน่ พระองค์จึงได้เอาอาหารที่จะทรงเสวยนั้นใส่บาตรให้แก่พระปลอมองค์นี้

เมื่อพระปลอมรับบาตรแล้วคล้อยหลังไป พระราชาจึงรับสั่งให้อำมาตย์ผู้หนึ่งซึ่งมีความใกล้ชิดสนิทกับพระองค์เป็นพิเศษ สะกดรอยตามดูพระองค์นี้ไป เพื่อให้ทราบแน่ว่าท่านมาจากทางทิศใด แล้วไปพักอยู่ที่ไหน มีคุณวิเศษอะไรบ้าง

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 มิ.ย. 2554 , 15:25:33 น.] ( IP = 125.27.180.249 : : )


  สลักธรรม 10


ฝ่ายอำมาตย์ก็เกิดสะกดรอยตามพระปลอมนั้นไปโดยระวังมิให้รู้สึกตัว จนถึงศาลาอันเป็นที่พักอาศัย ได้เห็นชายผู้นี้เอาเครื่องปลอมแปลงออกจากร่างกาย แล้วก็เป็นคนธรรมดาๆ คนหนึ่ง ได้เห็นชายผู้นี้เอาอาหารที่ได้จากบิณฑบาตนั้นออกมาให้ภรรยาของตนกิน อำมาตย์ก็รู้แน่แก่ใจว่าบุคคลนี้หลอกลวงพระราชา แต่งกายปลอมเป็นพระ

อำมาตย์ผู้นี้เป็นผู้มีความคิดพิจารณา ไม่กล้าที่จะตัดสินใจอย่างวู่วาม โดยเอาความเท็จนี้ไปแจ้งแก่พระราชาให้ทรงทราบ ซึ่งแน่ละผลร้ายก็ย่อมจะตกอยู่แก่ชายผู้นี้ คงจะได้รับโทษถึงประหารชีวิตในความผิดที่ปลอมแปลงร่างกายไปหลอกพระราชา เมื่อสามีถูกประหารชีวิตเสียแล้วภรรยาผู้ตั้งครรภ์จะอยู่ไปได้อย่างไรเล่า สามีภรรยาคู่นี้ยากจนมากเหลือเกิน แม้บ้านของตนเองก็ไม่มีจะอยู่อาศัย

อำมาตย์ผู้มีปัญญากลับไปคิดพิจารณาถึงพระราชาด้วย ว่าพระราชาได้ทราบข่าวอันไม่เป็นมงคลจากพระปลอมเช่นนี้ พระราชาก็คงจะทรงพิโรธ จิตใจก็จะตกอยู่ในความเร่าร้อน ทำให้พระองค์ไม่สบายพระทัยมาก มิหนำซ้ำศรัทธาที่พระองค์มีอยู่อย่างแรงกล้าต่อพระปลอมก็จะถูกอกุศลเข้าหักล้างทำลายลงเสียในทันใด ประโยชน์ก็ไม่เห็นว่ามีใครจะได้ ด้วยความคิดที่ฉลาดและมากด้วยความเมตตากรุณา ที่จะรักษาประโยชน์เอาไว้ไม่ให้เสียหายทั้ง ๒ ฝ่าย อำมาตย์ผู้นี้จึงได้ทูลพระราชาว่า ข้าพเจ้าสะกดรอยตามพระองค์นั้นไปจนถึงนอกเมือง พระองค์นี้ก็หายวับไปกับตา ไม่เห็นมีพระเลย พระราชาทรงฟังดังนี้แล้ว ก็บังเกิดความปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ตรัสว่าแน่แล้วๆ พระองค์นี้คงจะเป็นพระอรหันต์ ด้วยเหตุที่ท่านเป็นพระอรหันต์ ดังนี้ทานของเราที่บริจาคไปแล้วก็จะต้องเป็นทานอันประเสริฐเป็นแน่

ตามตัวอย่างที่เป็นเรื่องราวนี้ ย่อมแสดงให้เห็นได้ว่า คำของอำมาตย์นั้นเป็นเท็จกล่าววาจาไม่ตรงกับความเป็นจริง อันเป็นเหตุให้พระราชาเข้าพระทัยผิดไป ก็ได้ชื่อว่ากล่าวมุสา เพราะเรื่องราวที่กล่าวนั้นไม่เป็นความจริง มีจิตคิดจะมุสา พยายามกล่าวมุสานั้น ผู้ฟังได้หลงเชื่อว่าเป็นจริงตามไป ครบองค์ทั้ง ๔ โดยบริบูรณ์สำเร็จเป็นมุสาวาท แต่อย่างไรก็ดี แม้มุสาวาทนั้นจะได้ครบทั้ง ๔ องค์ก็จริง แต่หาได้ทำความเสื่อมเสีย หรือก่อให้เกิดความเสียหายให้แก่ผู้ที่หลงเชื่อนั้นไม่ กลับจะเกิดประโยชน์ให้แก่ทั้งสองฝ่าย

ด้วยเหตุดังนี้ จึงตัดสินได้ว่า เป็นมุสาวาทจริง แต่ไม่ล่วงกรรมบถ และกำลังของกรรมอันเป็นส่วนน้อยที่จะได้รับเพราะการกล่าวเท็จนี้แล้ว ก็ไม่ควรลืมเสียว่า ความปรารถนาดีที่จะช่วยให้แต่ละบุคคลมีความสุข มีความโสมนัสในผลบุญที่ได้ทำของอำมาตย์นั้น ก็ย่อมจะมีกุศลเจือปนอยู่บ้างเป็นธรรมดา

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 มิ.ย. 2554 , 15:26:02 น.] ( IP = 125.27.180.249 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org