มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


เวียนออก เวียนเข้า






เวียนออก เวียนเข้า
โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๔



กุศลให้ผลไปให้ทางเจริญหรือเรียกว่าการทำบุญ บุญคือเครื่องชำระล้างจิตใจให้หมดจดจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง ที่มีอยู่กับชีวิตเรามานาน เราจึงสมควรที่จะตั้งใจสลัดและสละความรู้สึกที่เกี่ยวข้องกับกิเลสออกไปบ้าง ด้วยการหนำพระรัตนตรัยมาเป็นที่พึ่งเพื่อจะทำให้ใจของเราอ่อนโยนควรแก่การงาน และจากคำสวดมนต์ที่กล่าวว่า

มะหาการุณิโก นาโถ............หิตายะ สัพพะปาณินัง
ปูเรตวา ปาระมี สัพพา..........ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง
เอเตนะ สัจจะวัจเชนะ..........โหนตุ ชะยะมังคะลัง

คำแปล พระพุทธเจ้า ผู้เป็นที่พึ่งของโลก ทรงมีพระกรุณาใหญ่ ทรงบำเพ็ญพระบารมีทุกประการ เพื่อเกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณอันสูงสุดแล้ว ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่านเถิด

ในบทนี้เป็นการประกาศว่า พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งจริงๆ เมื่อพระพุทธองค์ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ทรงมีความกรุณาอย่างยิ่งยวดเพื่อจะเผยแผ่ธรรมที่พระองค์ทรงตรัสรู้ ณ พระแท่นวัชรอาสน์ ก่อนที่พระองค์จะตรัสรู้นั้นทรงบำเพ็ญพระบารมี ๓๐ ทัศ (บารมีชั้นต่ำ ชั้นกลาง ชั้นสูงอย่างละ ๑๐ คูณ ๓ = ๓๐ จึงเรียกว่าบารมี ๓๐ ทัศ) พระองค์ทรงสละทุกๆอย่างในแต่ละชาติเพื่อจะสร้างบารมีธรรมให้เห็นแจ้งโลก เพื่อหาทางดับทุกข์ให้กับพระองค์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย

เมื่อพระองค์ทรงตรัสรู้แล้วก็พิจารณาว่า บัดนี้ไม่มีใครอีกแล้วที่จะเป็นเพื่อนท่านได้เลย เพราะท่านรู้สูงสุดแล้วเหมือนครูใหญ่จะเป็นเพื่อนกับเด็กนักเรียนมันก็เป็นได้แค่ชั่วคราว รู้ไม่เท่ากัน ฉะนั้น การรู้ไม่เท่ากันคุยอะไรก็ไม่สอดคล้องกัน เห็นอะไรก็ไม่เห็นเหมือนกัน ทำอะไรก็ทำไม่เหมือนกัน ฉะนั้น ไม่ได้เรียกว่ากัลยาณมิตร กัลยาณมิตรต้องเห็นเหมือนกัน รู้เหมือนกัน ทำเหมือนกัน ชักชวนไปในทางเดียวกันได้

พระองค์ก็ไม่เห็นใครเลยในโลกนี้ที่จะเป็นเพื่อนกับพระองค์ได้ พระองค์ทรงรู้ว่า ธรรมเท่านั้นที่เป็นเพื่อนแท้สำหรับชีวิต พระองค์จึงมีพระธรรมที่พึ่งที่อาศัย และพระองค์ก็บอกพวกเราให้มีพระธรรมเป็นที่พึ่งที่อาศัย หลังจากที่ทรงตรัสรู้และพิจารณาตรงนั้นแล้วพระองค์ก็ลุกขึ้นจากพระแท่นและได้เสวยวิมุตติสุขอยู่ ๗ สัปดาห์ แต่ละสัปดาห์ก็มีประวัติทั้งสิ้น หลังจากเสวยวิมุตติสุข ๗ สัปดาห์แล้ว พระองค์ก็เสด็จจากตรงนั้นเพื่อจะโปรดสัตว์ ก็ดูว่าใครบ้างที่จะมีจริตอัชฌาสัย พระองค์ก็จะไปโปรดพระปัจจวัคคีย์ เมื่อไปโปรดแล้วพระโกณฑัญญะก็บรรลุธรรม


โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝากดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [23 มิ.ย. 2554 , 16:09:37 น.] ( IP = 125.27.164.78 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


มีเรื่องเล่าว่า เมื่อพระองค์จะไปโปรดพระโกณฑัญญะ พระโกณฑัญญะก็ทูลถามว่าพระองค์ตรัสรู้อะไร? กับชีวิตบ้าง? พระองค์ก็ตรัสว่า "อจิรํ วตยํ กาโย ปฐวี อธิเสสฺสติ ฉุฑฺโฑ อเปตวิญฺญาโณ นิรตฺถํว กิลิงฺครํ"

อจิรํ วตยํ กาโย.................กายนี้ไม่นานหนอ

ปฐวี อธิเสสฺสติ.................จักนอนทับถมแผ่นดิน

ฉุฑฺโฑ อเปตวิญฺญาโณ.....ปราศจากวิญญาณถูกเขาทอดทิ้งแล้ว

นิรตฺถํว กิลิงฺครํ................ไม่ต่างอะไรกับท่อนไม้ที่ไร้สาระฉะนั้นแล

แล้วบทนี้ท่านก็เคยนำมาใช้กับท่านพระติสสะเถระจนบรรลุธรรมเหมือนกัน ..นี่แหละ กายนี้ไม่นานหนอ จักนอนทับถมแผ่นดิน ปราศจากวิญญาณถูกเขาทอดทิ้งแล้ว ไม่ต่างอะไรกับท่อนไม้ที่ไร้สาระฉะนั้นแล.. นี่คือคำตรัสของพระพุทธเจ้า เมื่อพระองค์ตรัสเช่นนี้พระองค์ก็ทรงอธิบายเรื่องราวของชีวิตที่พระองค์รู้โดยอาศัยพระอภิธรรมที่ทรงพิจารณาในสัปดาห์ที่ ๔ ที่ประทับ ณ รัตนฆรเจดีย์

พระองค์ทรงพิจารณาพระอภิธรรมและใช้พระอภิธรรมนี้อธิบายในบางส่วน โดยอธิบายเรื่องการเกิดขึ้นมา ว่า การเกิดเป็นทุกข์ ในขณะที่อธิบายเรื่องการเกิด พระองค์ก็อาศัยการตายเป็นปัจจัยมาอธิบายเรื่องการเกิดว่า คนเราเกิดมาโดยเอาการตายในอดีตชาติมาเป็นที่ตั้ง แล้วก็ยกการเกิดเป็นที่ตั้งมาอธิบายว่าต้องไปตาย ฉะนั้น ก็ไม่ต่างไปจากการเวียนว่ายตายเกิด .. เกิด แก่ ตาย เรียกว่า “วัฏฏะ” นี่แหละชีวิต ที่ทุกๆ ท่านก็ทราบอยู่

โดย น้องกิ๊ฟดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [23 มิ.ย. 2554 , 16:10:24 น.] ( IP = 125.27.164.78 : : )


  สลักธรรม 2


พูดถึงเรื่องการเกิด โดยอาศัยเอาความตายในอดีตชาติเป็นเหตุปัจจัยมากล่าวเรื่องการเกิด เพราะว่าชีวิตของคนเรานี้ ตั้งแต่เกิดมาจนตายนี่ เราทำกรรมสารพัด แต่สรุปแล้วก็มี ๒ กรรมคือ กรรมดี และ กรรมชั่ว กรรมดีก็ให้การเกิดตั้งแต่ปวัตติปฏิสนธิกาลดี กรรมดีก็ส่งผลให้ปวัตติหลังการเกิดดี กรรมชั่วก็ทำให้ปฏิสนธิเกิดไม่ดี และกรรมชั่วให้อดีตก็ทำให้ภายหลังการเกิดนั้นก็ไม่ดี

ฉะนั้น การเกิดนี้ จึงเป็นที่ตั้งรับของวิบาก หรือผลของกรรมดี และกรรมชั่ว ที่มีมาจากอดีต และการเกิดนี้เอง ก็ยังเป็นที่ตั้งของการกระทำกรรมใหม่ ซึ่งเราก็จะต้องทำกรรมตรงนี้ ไปจนถึงวันตาย และตายก็เป็นปัจจัย ส่งผลให้เกิด ฉะนั้น จึงเรียกว่า การเวียนว่ายตายเกิด

ก็ขอประกาศให้ทราบเลยว่าในสัปดาห์หน้าจะเป็นการเริ่มต้นการสอนครั้งใหม่ในเริ่มปริจเฉทที่ ๑ จิตตสังคหวิภาค เรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตโดยเฉพาะเรื่องจิตใจ เพราะจิตเป็นประธาน ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยจิต คนเราความสุขก็อยู่ที่จิต ความทุกข์ก็อยู่ที่จิต ใครจะทำให้เรายังไงก็ไม่ได้ ถ้าเผื่อเราไม่ยินยอม เราไม่ยินยอมรับสุขนั้นใจเราก็เป็นทุกข์ เราไม่ยินยอมรับทุกข์นั้น ใจเราก็เป็นสุข

สำหรับการอธิบายเรื่องจิตว่าจิตนั้นเป็นอย่างไร เป็นธรรมชาติอย่างไร มีลักษณะอย่างไร และเราก็จะได้เข้าใจตัวเอง เริ่มต้นอาทิตย์หน้าแล้วในวันเสาร์ อาจารย์เพ็ญภัทร์ หรืออาจารย์เล็ก เริ่มปริจเฉทที่ ๑ ในวันเสาร์ แต่ถ้าเผื่อใครไม่สะดวกในวันเสาร์ อีกห้องหนึ่งก็วนกลับมาแล้วถึงปริจเฉทที่ ๑ สะดวกในวันอาทิตย์ ก็เชิญเรียนได้โดยมีอาจารย์ธัญนันทน์ หรือพี่ดา เป็นผู้สอน ฉะนั้น ก็มีทั้งวันเสาร์และวันอาทิตย์ให้ท่านเลือกเรียน และขอประกาศว่าในวันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ ซึ่งเป็นวันเลือกตั้ง มูลนิธิหยุดทำการเพื่อให้ทุกคนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

ขอย้อนกลับมาที่เรื่องการเวียนว่ายตายเกิด ทรงเอาเรื่องเกิดมาอธิบาย ฉะนั้น ชีวิตการเกิดมาก็คือ ชีวิตของเรามี เวียน....ว่าย......ตาย.... เกิด แก่ เจ็บ หลวงพ่อแสวงท่านเคยบอกว่า เวียนมี ๒ เวียน คือ เวียนขวา กับ เวียนซ้าย

โดยปกติวันสำคัญทางพุทธศาสนาเราไปเวียนเทียนกัน เช่น วันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา วันอาสาฬหบูชา วันอัฐมีบูชา ซึ่งจะมีใช้เวียนปะทักษิณก็จะใช้เวียนขวา ฉะนั้น การเวียนขวา เป็นการเวียนออก เรื่องประเพณีการเวียนเทียน เราก็ต้องเวียนให้ถูกด้วย ถ้าเผื่อหันหน้าไปทางพระประธานก็เวียนขวาของพระประธาน เวียนออก ออกจากอะไร? ออกจากวัฏฏะ แต่ไม่ใช่เวียนเทียนแล้วจะออกจากวัฏฏะได้ แต่ให้ระลึกถึงเช่น สวดอิติปิโสภควาไป ๑ รอบ สวากขาโต และสุปฏิปันโน

โดย น้องกิ๊ฟดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [23 มิ.ย. 2554 , 16:10:56 น.] ( IP = 125.27.164.78 : : )


  สลักธรรม 3



(วันนี้ก็ขอบอกว่า การสวดมนต์อย่าสวดตามความสันทัด เมื่อมีหนังสือแล้วก็ให้มองดู เราก็จะเห็นว่า ท่านไม่ได้เขียนว่า “สวะ” เพราะสวะนั้นลอยไปตามน้ำ แต่ท่านเขียนว่า สวากขาโต ออกเสียงว่า “สะหวาก” และก็คำว่า สุคะโต โลกะวิทูร ไม่ใช่ สุขะโต แต่ต้อง “สุคะโต” แปลว่า พระสุคตเจ้า ฉะนั้น เวลาเราสวดเราต้องออกเสียงให้ถูกด้วย)

การเวียนออกจากวัฏฏะเป็นการอธิษฐานว่า วันนี้เป็นวันสำคัญเราขอเดินตามพระพุทธเจ้า เช่น เรากล่าวคำว่า พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ขอถึงซึ่งพระพุทธ ขอถึงพระธรรม ขอถึงซึ่งพระสงฆ์ ข้าพเจ้าจะ ปฏิบัติตามด้วยการพยายามเวียนออกจึงขอตั้งเจตนาที่จะก้าวเดินตามปะทักษิณใช้ชีวิตนี้วนเวียนอยู่กับพระรัตนตรัยนั่นเอง วนเวียนอยู่กับพระรัตนตรัยไม่ออกนอกลู่นอกทาง

การเวียนเทียนก็เวียนอย่างนี้ ๓ รอบติดต่อกันเลย ไม่ใช่กำลังเวียนแล้วออกไปกินแล้ว แล้วก็กลับมาเวียนต่อ อย่างนี้ออกนอกลู่นอกทาง การเวียนเทียนก็เป็นเหมือนสัญลักษณ์ว่าเราจะเวียนวนอยู่อย่างนี้ ใช้ชีวิตอยู่ใกล้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะไม่ออกนอกลู่นอกทาง

ส่วนการเวียนเข้าก็คืองานศพ ก่อนที่จะเอาศพขึ้นเมรุ เขาก็จะมีการเวียนเหมือนกัน เขาเรียกว่าเวียนเข้าสู่วัฏฏะ เพราะว่าอะไร? เพราะว่าถ้ายังไม่เป็นพระอรหันต์ก็ตายแล้วเกิดทันที ศพแต่ละศพก็เป็นสัญลักษณ์ ที่หนีไม่พ้นความตายแล้วก็เกิดคือเวียนอยู่ในสังสารวัฏฏ์ เวียนว่ายอย่างที่หลวงพ่อแสวงท่านแยกว่า เวียนวนอยู่ในสังสารวัฏฏ์ ว่ายอยู่ในอ่าวทิฏโฐฆะ อ่าวก็คือแม่น้ำ เราเวียนวนอยู่ในแม่น้ำตัณหา ไม่เคยขึ้นฝั่งได้เลย

ลองถามตนเอง เราเคยขึ้นฝั่งพ้นไหม? เราเคยหลุดออกจากตัณหาได้ไหม? เรามีแต่ความยินดีติดใจ ไม่เรื่องนั้นก็เรื่องนี้ ไม่เรื่องนี้ก็เรื่องโน้น และถ้าไม่มีเรื่องอื่นให้ติดใจแล้วก็ติดใจอยู่ในอัตภาพของตนเองๆ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ฉะนั้น มันก็ว่ายอยู่ในแม่น้ำตัณหา

ตาย ภาษีบาลีเรียกว่า จุติ แปลว่า ตาย หนีไม่พ้น จะมีชีวิตอย่างไร? ก็แล้วแต่ จะมีชีวิตอยู่อย่างไรก็แล้วก็จะต้องเจอความตาย เกิดเรียกว่าปฏิสนธิ ก็คือตายแล้วก็ต้องเกิด ฉะนั้น ณ วันนี้ที่เรานั่งอยู่ตรงนี้เรากำลังเข้าสู่...ความแก่ แก่แล้วมันก็ต้องเจ็บ

โดย น้องกิ๊ฟดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [23 มิ.ย. 2554 , 16:11:24 น.] ( IP = 125.27.164.78 : : )


  สลักธรรม 4


ถามว่า อะไรเป็นปฏิปักษ์ต่อความแก่?

ตอบ หลวงพ่อแสวงบอกว่า ปฏิปักษ์ของความแก่คือ ความหนุ่มสาว

ความแก่ หมายถึง ความแก่คร่ำคร่าของสังขาร เป็นข้าศึกตรงกันข้ามกับความหนุ่มสาว เพราะเป็นการทำลายความหนุ่มสาวให้พินาศไป คนที่มีอายุตั้งแต่วัยต้น คือ ตั้งแต่ ๑ ขวบไปจนถึง ๒๕ ขวบ ท่านว่าธาตุดินและธาตุน้ำเป็นประธาน หมายเอาดินคืออาการ ๓๒ แจกออกเป็นธาตุดิน ๒๐ มีผมเป็นต้น มีมันสมองเป็นที่สุด ธาตุน้ำ ๑๒ มีน้ำดีเป็นต้น มีน้ำปัสสาวะเป็นที่สุด เพราะคนในวัยต้นนี้กินได้ นอนก็หลับ เรียกว่าได้มากกว่าเสียไป เหมือนกับหารายได้วันละ ๒๐ บาท แต่เสียไปเพียง ๑๐ บาท เหตุนี้เองจึงทำให้รูปร่างกายเจริญขึ้น แต่พอร่างกายย่างเข้าสู่วัยเสื่อมคือ ๕๐ หรือ ๖๐ ปีไปแล้ว ธาตุลมกับธาตุไฟก็เป็นประธานเพราะกินก็ไม่ค่อยจะได้ นอนก็ไม่ค่อยจะหลับ เรียกว่าหาได้วันละ ๒๐ บาท แต่ต้องเสียไปวันละ ๓๐ บาทอย่างนี้ รูปร่างกายจึงต้องเหี่ยวแห้ง ทรุดโทรมลงเป็นธรรมดา บางคนก็แก่เกินวัยท่านว่าคนที่แก่เกินวัยนั้น ก็มีเหตุมาจาก

ก. งานหนักเกินไป ข. ใช้สมองมากเกินไป ค. เจ็บไข้บ่อยเกินไป

จะอย่างไรก็ตามพระท่านสอนไว้ว่า ควรจะพิจารณาเป็นนิตย์ว่าเราจะต้องมีความแก่เป็นของธรรมดา จะไม่สามารถล่วงพ้นจากความแก่ไปได้ ทั้งนี้ก็เพื่อต้องการที่จะบรรเทาความมัวเมาในความเป็นหนุ่ม เป็นสาวนั่นเอง จะได้รีบประกอบคุณงามความดีให้มากๆ สมกับที่ได้ชาติเกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา

มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิสอนเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด วันนี้ห้องนี้สอนปริจเฉทที่ ๕ เป็นเรื่องเกี่ยวกับเรื่องกรรม กรรมก็คือตัวทำให้เกิด ยังมีกรรมอยู่ก็ยังมีเกิดอยู่ ที่เกิดอยู่ก็เพราะยังมีกรรม ฉะนั้น คนทั่วไปเกิดมาใช้กรรม แต่เราต้องวงเล็บ เกิดมาใช้กรรม (วิบาก) ไม่ใช่ใช้กรรม มันใช้ไม่หมด ทุกวันนี้เกิดมาใช้กรรม-เก่า ก็คือ ไม่ว่าเราจะเห็นจะได้ยินจะมีเสื้อผ้าอาภรณ์ ๒ ตัว ๑๐ ตัวหรือ ๑๐๐ ตัว วิบากทั้งสิ้นเลย

เราจะสุขอย่างไร? ใครจะสุขอย่างไร หรือใครจะรวยอย่างไร? เป็นของเก่าที่เขาทำมา เช่น เขาทำทานมามาก ก็เป็นที่ตั้งแห่งโภคทรัพย์ทั้งปวง เป็นที่มาของโภคทรัพย์ทั้งปวง เราเห็นคนนี้เป็นคนที่ถูกคนรักมาก ทานให้ผล ย่อมมีมิตรมาก เป็นที่รักของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย เป็นผลของทานทั้งสิ้นเลย แล้วกลับมาดูตัวเอง โอ้ย! ..เราพยายาม ๆ แต่ทำไมคนไม่รักเรา เราต้องคิดแล้ว มันมีเหตุผล คราวนี้ทานอย่างหนึ่งส่งผลเป็นที่รักของคนทั้งปวง นี่เป็นเหตุอดีตนะ ต้องมีเหตุใหม่ด้วย ถ้าเผื่อมีแต่ทานแต่ปัจจุบันนั้นหยิ่งยะโส แล้วก็ไม่ทำอะไรเลย ไม่ช่วยเหลือใครเลย ไม่อ่อนน้อมถ่อมตนก็ไม่ได้

ฉะนั้น เหตุอดีตกับเหตุปัจจุบันต้องมาร่วมกัน จึงเป็นที่รักของคนทั้งหลาย เป็นที่ตั้งของโภคทรัพย์ทั้งปวง ไม่ใช่ว่าทำทานมาแล้วนั่งเฉย ๆ มันต้องเปิดโอกาส เหมือนเราไปเปิดบริษัทปุ๊บ มีกิจการการงาน แล้วเรามีเหตุอดีตมา ทำมาค้าขึ้น รวย ทำอย่างไรก็รวย ถ้าเผื่อไม่ทำทานมาทำอย่างไรก็เจ๊ง ฉะนั้น มันต้องเกื้อหนุนกัน

โดย น้องกิ๊ฟดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [23 มิ.ย. 2554 , 16:11:53 น.] ( IP = 125.27.164.78 : : )


  สลักธรรม 5


นี่เป็นสิ่งที่เราต้องรู้ พอเรารู้อย่างนี้แล้ว เราเป็นผู้รู้แล้วเราเป็นผู้มีเหตุมีผล ว่ามันเป็นอย่างนี้ แล้วเราแก้ไขได้ไหม? แก้ไขอดีตได้ไหม? ไม่ได้ แต่เราทำปัจจุบันใหม่แล้ว ถ้าเผื่อเราทำมาค้าขายไม่ขึ้น ทำอะไรก็ไม่ดีหมดเลย อะไรๆ ก็พังหมด ....เราก็รู้เหตุอดีต แล้วเราทำปัจจุบันใหม่ มีความเพียร แล้วก็หมั่นทำทาน เพื่อไปในชาติหน้า

ก็ขอเอาภาพของหลวงพ่อเสือกลับมาให้ห้องนี้อีกครั้งหนึ่ง ขอให้ทุกคนเป็นชาวนา ชาวนาทำอะไรรู้ไหมคะ? ทำนา ฉะนั้น เอามือขวาหยิบงอบใส่... ถือกระติ๊บข้าวไปด้วย ไปในนา เอามือขวาหยิบข้าวเปลือกหอมมะลิพันธุ์ดีที่ได้รับพระราชทานมาด้วยหว่านไป หว่านไป หว่านไป

เที่ยงแล้ว หิวแล้ว กินข้าวที่ปลูกได้ไหม?...ไม่ได้ กินข้าวในกระติ๊บ ไป..ต่างคนต่างกิน ถ้าเผื่อเราทำข้าวเก่าคือข้าวยุ้งที่แล้ว เรากินข้าวใหม่ไม่ได้เลย ใช่ไหมคะ? เพราะเราเพิ่งหว่าน เพราะเรากินข้าวปีที่แล้ว ถ้าเผื่อปีที่แล้วหรือข้าวเก่าเราทำเปอร์เซนต์ไว้ไม่ดี ข้าวเปอร์เซนต์ไม่ดีที่เราหว่านไว้ไม่ใช่หอมมะลิ ในกระติ๊บเราจะเป็นหอมมะละได้ไหม? ไม่ได้ ฉะนั้น เราเคยทำไว้อย่างไร เรากินของเก่า เข้าใจไหมคะ แต่ของใหม่รอวันและเวลา แต่เราต้องใจเย็น ๆ เพราะอะไรให้ผลทันทีไม่มี กรุงโรมสร้างวันเดียวสำเร็จไหม? วันพระแก้วสร้างวันเดียวสำเร็จไหม? ไม่ มันจะต้องอาศัยความอุดมสมบูรณ์ของดิน มีปุ๋ย มีน้ำฝนตามฤดูกาล ข้าวถึงแตกรวงออกมา แล้วเราก็ไปอย่างนี้ทุกวัน

ชาตินี้เราก็เหมือนกินของเก่าทุกวัน แต่ที่จะได้กินในชาติหน้าเป็นของที่เรากำลังหว่านใหม่อยู่นี่ และเมื่อถึงตอนนั้นเราก็จะได้กินเหมือนกันแล้ว แต่ตอนนี้เราต้องใช้เวลารอเกี่ยวข้าว ฝัด ตำ หุง ดง สลัด วาง หยิบใส่กระติ๊บ ไปทำนา หว่านใหม่ กิน หิวแล้วเที่ยง ก็อร่อยเหมือนกัน ข้าวเหมือนกันเพราะมาจากข้าวเหตุเดียวกัน ฉะนั้น ถ้าเผื่อเราเข้าใจแบบนี้ เราจะไม่อุทธรณ์ฎีกา เราทำอะไรมาไว้ล่ะ เราเลือกไม่ได้แล้วเพราะของเก่าเพราะเราไม่รู้ แต่ของใหม่เรารู้ไหม? รู้ ว่าเราทำดีไป จึงย่อมต้องให้ผลดี ทำดีย่อมต้องได้ดี

ฉะนั้น ที่ถามว่าทำดีได้ดีมีที่ไหน? ก็เพราะมันยังไม่ออกผล ที่เราได้รับอยู่นี้เป็นของเก่า ก็ต้องทำดีต่อไปเพราะยังไม่ดี มันปลายข้าวของเก่าที่เราทำไว้เอง เราจะไปโทษใคร ไม่มีใครทำอะไรใครได้เลย ไม่มีใครยิงใครตายได้เลย ฉะนั้น ลูกปืนเป็นเพียงปัจจัยที่ทำให้ตาย แต่เราตายเอง การตายมีเหตุ ๔ ชนิด ชีวิตของเราเปรียบเสมือนตะเกียงน้ำมัน ที่มีน้ำมันและมีไส้ตะเกียงจุดไฟติดไหม? ติด ไฟที่กำลังติดๆอยู่น้ำมันหมดไฟดับไหม?.... ไฟดับ น้ำมันอยู่ไส้หมดไฟดับไหม?.... ดับ น้ำมันก็หมด ไส้ก็หมด ..ดับไหม? ดับ น้ำมันก็อยู่ ไส้ก็อยู่ ไฟก็ติด มีลมพัดแรง ๆ มากระทบ ไฟดับไหม? ดับ

เห็นไหม? ไฟดับมี ๔ อย่าง น้ำมันเปรียบเสมือนกรรม ไส้เปรียบเสมือนไขอายุ หมดกรรม หมดน้ำมันตายไหม? ตาย หมดไขอายุ น้ำมันก็ยังอยู่ ตายไหม? ตายได้ น้ำมันก็หมด ไขอายุก็หมด ดับไหม? ดับ หนุ่มสาว แต่ถ้าเผื่อมีอุบัติเหตุประมาทด้วย และมีอดีตชาติเคยฆ่าสัตว์ไว้มาตัดรอน ตายไหม? ตาย ฉะนั้น ลูกปืนที่ยิงออกมามันจัดเป็นอุบัติภัย ที่มาตัดรอนก็คืออดีตเหตุที่มาตัดนั่นเอง เมื่อเราเรียนแล้วเหตุและผลจะทำให้เราอ่านอะไรออกสารพัด ไม่ตีโพยตีพายและมองเห็นอะไรเป็นละครไม่ใช่เรื่องจริง ข่าวก็เป็นละคร ไม่ใช่เรื่องจริง ไม่ใช่ความจริง เขาเขียนเล่า แต่ความจริงเราต้องเอาหลักกรรมเข้าไปตัดสิน หลักแห่งเหตุผลเข้าไปตัดสิน

โดย น้องกิ๊ฟดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [23 มิ.ย. 2554 , 16:12:26 น.] ( IP = 125.27.164.78 : : )


  สลักธรรม 6



คำถาม ทุกวันนี้ เราเป็นพลเมืองดี ไม่คดโกงใคร ถ้าเราวางเฉยเราจะยุยงให้อีกคนทำไม่ดีไหม? เช่น นั่งแท๊กซี่ ต้องทอน ๓ บาท หรือ ๕ บาท แต่แท๊กซี่บอกไม่มีเงินทอน ถือเป็นธรรมเนียมของแท๊กซี่ ถ้าเราจะเพิกเฉยเป็นการให้ท้ายแท๊กซี่แบบคดโกงแบบนี้เรื่อย ๆ ไหม?

ตอบ ถ้าเผื่อตอบตามหลักแล้วก็ต้องพิจารณาที่เรามากกว่า ถ้าเราไปใส่ใจ ๓ บาท ๕ บาท ตรงนี้ เราเป็นทุกข์ เขาอาจจะไม่มีเงินทอนจริงก็ได้ หรือเขาอาจจะแกล้งไม่มีก็ได้ แต่นั่นก็คือเขา เขาไม่มีจริงก็ช่วยไม่ได้เพราะเขาไม่มีจริง แต่ถ้าเผื่อเขาโกหก เขากำลังหว่านของใหม่ลงไป เขากำลังหว่านข้าวใหม่ไม่ดี เมื่อเขาหว่านข้าวใหม่ไม่ดี เขาก็ต้องได้กินไม่ดีแน่ๆ

แต่เราเป็นผู้ขึ้นรถ ถ้าเรามีจิตเมตตาก็ตั้งเจตนาเลยว่า วันนี้เราอยากทำทาน เราไม่รู้จะไปทำทานที่ไหน? วันนี้เรายังไม่ได้ทำทาน เศษสตางค์ที่ทอน ๗ บาท ๑๐ บาท ขออันนั้นมาทำทาน การตั้งเจตนาไว้อย่างนี้ เท่ากับเรากำลังหว่านของใหม่ที่ดี ฉะนั้น ไปแก้เขา แก้ไม่ได้ แก้ใจเราดีกว่า เขาก็คือเขา เราก็คือเรา

นี่คือเรื่องหนึ่งที่ว่าถ้าเผื่อเรียนธรรมะแล้วเอาหลักชาวนาไปใช้ ถ้าเผื่ออยู่ที่บ้าน ชีวิตเราใกล้ตายแล้ว เราจะทำอย่างไรก่อนตาย จากวันนี้ไปสู่ความตายเราควรจะใช้ชีวิตอย่างไร? ก็ต้องใช้ชีวิตแบบชาวนา คือรู้หมดเลยว่า หน้าที่คืออะไร? ทำหน้าที่ดีที่สุด ชาวนาต้องกิน แล้วชาวนาคนนี้ก็รู้ว่ากินของเก่า ไม่ว่าอะไรมากระทบปุ๊บ เอาตัวเองเป็นชาวนาที่ตั้ง สิ่งที่ได้รับไม่ว่าเขาพูดไม่ดี เขาคิดไม่ดี เขาว่าไม่ดี นึกว่าเป็นข่าวในกระติ๊บที่เราแบกมาเอง แต่ถ้าเผื่อเราไปต่อล้อต่อเถียง ก็เหมือนกับเอาข้าวไม่ดีพันธุ์เดียวกับในกระติ๊บไปหว่านใหม่

อภัยให้โอกาสเขา เขาไม่ได้พูดให้เราโกรธ เราโกรธเอง บาปบุญเป็นเรื่องส่วนตัว ดีชั่วเป็นเรื่องส่วนรวม เราจะปิดใครอย่างไร? ได้ร้อยแปด ไม่มีใครเห็นเรา เราทำกรรมเหมือนเราเข้าห้องน้ำคนเดียว จะถ่ายเหลว ถ่ายแข็ง ถ่ายสีอะไรไม่มีใครเห็น ฉะนั้น การทำกรรมเหมือนการเข้าห้องน้ำคนเดียว ไม่มีใครเห็น แต่เรารู้ไหม? ว่าวันนี้อุจจาระแข็ง วันนี้ท้องเสียไหม? รู้ ฉะนั้น เรารู้กันอยู่แก่ใจ เรารู้เต็มอก ปิดใครได้ ไม่มีใครรู้ แต่กรรมนั้นตามล่าเราคนเดียว เพราะเราเป็นเจ้าของกรรมนั้น ผลของกรรมนั้นก็เป็นสิ่งที่เราต้องแตกออกมาเป็นสิ่งที่เราต้องกิน ต้องรับใช้ไป

แต่ดีชั่วเป็นเรื่องส่วนรวม ในส่วนรวมก็ควรจะมีน้ำใจ ควรจะมีอภัย ควรจะเห็นใจกัน ควรจะช่วยเหลือกัน ฉะนั้น ในการฝึกอบรมนี้จะต้องใช้หลักธรรมาภิบาล มาอภิบาลชีวิตทั้งตัวเองและผู้อื่น หลักธรรมาภิบาลก็คือหลักปุริสธรรม คือ รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน รู้จักประมาณ รู้จักกาล รู้จักชุมชน และรู้จักเลือกคบคน รู้จักเหตุว่าเหตุนี้ทำแล้วผลจะเป็นอย่างไร? เหมือนข้าวพันธุ์นี้มันดีหรือไม่ดี รู้จักผลว่าข้าวพันธุ์ไม่ดีมันก็มาจากข้าวเปลือกที่ไม่ดี

โดย น้องกิ๊ฟดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [23 มิ.ย. 2554 , 16:12:57 น.] ( IP = 125.27.164.78 : : )


  สลักธรรม 7


รู้จักเหตุรู้จักผล และถ้าเผื่ออีกอย่างหนึ่ง แท็กซี่ผู้นั้นเขาวิบากดี เขาอยู่ดีๆ เขาก็ได้รับ เราก็ดีใจกับเขาที่เขาได้ดี เราสุขใจ ถ้าเผื่อเราจะเป็นคนรอบคอบไม่อยากจะให้ใครเอารัดเอาเปรียบ เราจะต้องมีเศษสตางค์ในกระเป๋าไปเยอะ ๆ ถึงเวลาก็หยิบเหรียญบาทในกระเป๋าให้เขาได้เป๊ะ แต่เราเองก็ไม่รอบคอบ ใช่ไหม? เพราะไม่ได้เตรียมเหรียญไป แต่ถ้าคิดจะรอบคอบแบบนั้น สู้มารอบคอบกับสติปัญญาดีกว่า อย่าไปรอบคอบ ๓ บาท เพราะเหมือนกับการเวียนเข้า ๓ รอบเมรุ

ฉะนั้น นี่ไง เราจึงต้องมีความหนักแน่นในจิตใจว่าเราทำไปเพื่ออะไร รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน ตอนนี้เอาแค่นี้ว่า ณ วันนี้ใครไม่ใกล้ตายบ้างแล้วยกมือขึ้น ใกล้แล้ว...เพราะความตายมีอยู่ ๒ วัน ไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้ตาย ถ้าเผื่อวันนี้ไม่ตาย ก็เป็นวันพรุ่งนี้ข้างหน้า ใกล้แล้วล่ะ สูงอายุกันทั้งนั้น เราใกล้ตายแล้ว เรารู้จักตนเองว่า เราร้องไห้กันมากี่ครั้ง เราดีใจ เราอยากได้สารพัดมาเท่าไรแล้ว เราผ่านมาหมดแล้วนะ ละครบทเศร้าเราก็มีมาแล้ว ละครบทรักเราก็มีหมดแล้ว ละครร่าเริงเราก็เป็นหมดแล้ว เป็นหมดทุกอย่างแล้ว เหลืออีกอย่างเดียวเท่านั้นที่เรายังไปไม่ถึงคือ เมรุ

ทุกวันนี้เรากำลังจะเดินขึ้นเมรุ กำลังไปอยู่บนเมรุแล้ว กำลังเข้าคิวกัน ผู้มีอายุมากกว่าก็ต้องขึ้นเมรุก่อน หรือคนที่อายุน้อยกว่าก็อาจจะตัดหน้าขึ้นเมรุก่อนก็ได้ เพราะอย่าประมาทเวรกรรมว่าทำน้อย พวกมีอายุมากอาจเดินไม่ไหวเพราะยังมีกรรมหล่อเลี้ยง แต่พวกอายุน้อยมีกรรมตัดรอนแซงขึ้นไปก่อน ฉะนั้น ใครจะถึงเมรุก่อนก็ยังไม่แน่ เรานึกว่าเรายังหนุ่มยังสาว ไม่แน่ บางทีอาจจะแซงคนแก่ไปตายเลยก็ได้ เพราะเราบางคนชอบพาสชั้น

จิตของเรานั้นด่วนได้ทั้งสิ้น "ด่วนได้ ฉิบหายช่างมัน" เพราะเราสร้างเหตุน้อยหวังผลมากนี่ก็เป็นการด่วนได้ ไปไหว้หลวงพ่อโสธร ก็ขอเลขท้าย ๓ ตัวตรง ๆ ไปวัดไร่ขิงก็ขอ ๒ ตัวทั้งข้างล่างข้างบน แล้วใส่ต่าเซียมซีเท่าไร? ค่าเซียมซีบางทีเรายังไม่ให้เลย คือยืนอ่านตรงนั้นเลยไม่ต้องจ่าย เห็นบ่อยเลยนะ เช่น พอได้เบอร์ ๘ อ่านแล้วไม่ดีก็ ไม่เอาแล้ว คอรัปชั่นแม้กระทั่งค่าเซียมซีแล้วขอเลขท้าย

สังคมทุกวันนี้มันเป็นกันอย่างนี้ เราเองที่อยู่มาจนผ่านร้อนผ่านหนาวแล้ว เราควรจะรู้จักตนเองว่า บัดนี้เราเตรียมตัวตายได้แล้ว เตรียมให้ดีด้วยการฝึกสติ ฝึกปัญญา ฝึกระลึกรู้ในวิบาก ฝึกระลึกรู้ในกรรม ฝึกทำจิตให้สงบ และฝึกทางหาการจบวัฏฏะสงสารก็คือ วิปัสสนา

โดย น้องกิ๊ฟดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [23 มิ.ย. 2554 , 16:13:31 น.] ( IP = 125.27.164.78 : : )


  สลักธรรม 8


ฝึกได้แล้ว รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน รู้จักการ การนี้เราควรทำอะไร เช่น วันวิสาขบูชาเป็นวันที่ไหว้พระ แต่เราไปฉลอง เราควรรู้จักกาลเวลา ทำอะไรให้ถูกกาลเทศะ รู้จักประมาณ ประมาณในการโภชนา ประมาณในการอยู่ในการกิน ในการใช้ รู้จักประชุมชนว่าประชุมชนนี้เราคบแล้วเป็นยังไง หรือเราคุยด้วยเสาวนาด้วย เราจะเป็นอย่างไร ถ้าเผื่อเราร้อนให้เราถอย ถ้าเผื่อเราเย็นให้เราอยู่ มีร้อนกับเย็น... อยู่ที่เรา ไม่มีใครไปกับเราได้หรอก ไปคนเดียว ร้อนเราถอยซะ เย็นเรายืนอยู่ แล้วสิ่งที่เย็นแน่ๆ ก็คือ อยู่กับพระธรรม และรู้จักเลือกคบคน คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล

ทุกวันนี้คนก็ต้องบ่นว่า โอ้โห คนนั้นเป็นพาลหมดเลย จิตใจพาลจังเลย แต่หลวงพ่อท่านบอกว่า ให้แปล คำว่า “พาล” แปลว่า คนที่มีอารมณ์ขุ่นมัวเป็นปกติวิสัย จะโทษใครก็คือเรานั่นเอง

เริ่มต้นเสาร์หน้าแล้ว เริ่มต้นปริจเฉทที่ ๑ และสำหรับวันอาทิตย์ มีทั้งปริจเฉทที่ ๑ และปริจเฉทที่ ๒ แต่วันเสาร์ก็จะพยายามปลีกตัวเองออกมาจากงานบ้าง ก็จะมาแนะแนวการหรือคุยเสวนาธรรมในเรื่องการปฏิบัติ ถ้าเผื่อใครไม่เข้าใจอาจารย์ก็จะอยู่ทุกวันเสาร์แล้ว

ขอความสุขความเจริญ ความมีสติความมีปัญญา ขอไวพริบปฏิภาณ ขอความชำนาญในกุศล ขอผลที่เป็นเหตุในอดีตนั้นจงเกื้อหนุนเป็นพลวปัจจัย เป็นกำลังทั้งดันชีวิตท่าน เป็นกำลังทั้งดุนชีวิตท่าน ให้ถึงซึ่งวิมุตติรสได้โดยไว คือพระนิพพาน สวัสดีค่ะ



ขออนุโมทนากับน้องฟูและน้องนวล ผู้ถอดเทป

โดย น้องกิ๊ฟดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [23 มิ.ย. 2554 , 16:14:05 น.] ( IP = 125.27.164.78 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org