มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ผรุสวาจา







โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร



ผรุสวาจา คืออะไร

ผรุสวาจา ได้แก่การกล่าววาจาหยาบคายต่อผู้อื่น ในการกล่าวคำหยาบคายนี้ท่านนักศึกษาก็จะได้ยินพูดกันอยู่เสมอๆ ในที่ทั่วๆ ไป โดยผู้กล่าวส่วนมากมิได้คำนึงถึงผลอันเกิดขึ้นกับตนทั้งในปัจจุบันและอนาคต ว่าจะมีโทษภัยประการใดบ้าง ทั้งนี้ก็เพราะไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนให้บังเกิดความเข้าใจในสภาวะ คือ ปรมัตถธรรมนั่นเอง การกล่าววาจาหยาบคาย คือ ผรุสวาจานั้น มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ผรุสวาจาแยกออกได้เป็น ๒ บท คือ ผรุส + วาจา

ผรุส แปลว่า อย่างหยาบ

วาจา แปลว่า คำพูด

เมื่อรวมกันเข้าแล้วก็แปลว่า คำพูดที่หยาบคาย ดังมีวจนัตถะว่า "ผรุสํ กโรตีติ = ผรุสา" คำพูดอันใดย่อมกระทำให้เป็นอย่างหยาบ ฉะนั้น คำพูดนั้นชื่อว่า ผรุสา อันได้แก่การด่าว่าด้วยประการต่างๆ ที่หยาบคาย การสาปแช่งให้เป็นไปในทางร้ายๆ

หรือวจนัตถะว่า "หทยํ ผรมานา อุสติ ทหตีติ = ผรุสา" คำพูดอันใด ย่อมกระทำความเดือดร้อนให้แผ่ไปในหัวใจ ฉะนั้น คำพูดนั้นจึงชื่อว่า ผรุสา

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [24 มิ.ย. 2554 , 09:28:53 น.] ( IP = 125.27.180.245 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


ท่านนักศึกษาก็อาจจะคัดค้านหรืออาจจะตั้งคำถามว่า การกล่าวคำหยาบคายที่ชื่อว่า ผรุสวาจานั้น จะกินความถึงแค่ไหน ด้วยเหตุว่า บางคนกล่าววาจาหยาบคายก็จริง แต่ก็มิได้ตั้งใจที่จะให้ใครต้องเดือดร้อนเลย มิหนำซ้ำบางทีก็มิได้ก่อความใดที่จะเป็นภัยหรือเป็นไปในทางร้าย เป็นการกล่าวเพราะเกิดขึ้นมาด้วยความชำนาญเคยพูดคำด่าคำอยู่เสมอ บางคนก็พูดหยาบคายเพื่อตลกคะนองสนุกสนานเท่านั้นเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ จะมีอกุศลเกิดขึ้นทีเดียวหรือ

สำหรับในเรื่องนี้ ก็จำเป็นที่จะต้องหันเข้ามาหาองค์แห่งผรุสวาจาเสียก่อน เมื่อได้องค์ได้หลักแล้ว การตัดสินใจก็จะไม่ยากเท่าใด องค์แห่งผรุสวาจามี ๓ คือ

๑. โกโป มีความโกรธ

๒. อุปกุฏฺโฐ มีผู้ถูกด่า

๓. อกฺโกสนา กล่าววาจาด่า

มีคาถาแสดงว่า ผรุสาย ตโย โกโป อุปกุฏฺโฐ อกฺโกสนา มมฺ มจฺเฉทกรา ตคฺฆ ผรุสา ผรุสา มตาฯ

แปลความว่า องค์แห่งผรุสวาจามี ๓ คือ มีความโกรธอย่างหนึ่ง มีผู้ถูกด่าอย่างหนึ่ง กล่าววาจาด่าออกไปอย่างหนึ่ง บัณฑิตพึงทราบเจตนาอย่างหยาบที่สามารถทำให้ผู้ฟังเจ็บใจ เหมือนหนึ่งฝีที่กำลังกลัดหนอง ถูกกระทบกระทั่งให้แตกเท่านั้น ชื่อว่า ผรุสวาจา

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [24 มิ.ย. 2554 , 09:29:42 น.] ( IP = 125.27.180.245 : : )


  สลักธรรม 2


ตามหลักฐานที่ผมได้แสดงมานี้ ก็เพียงพอที่จะตัดสินได้ว่า การใช้ถ้อยคำหยาบคายที่มิได้เจตนาให้ใครต้องเดือดร้อน หรือเป็นไปเพื่อความสนุกสนานในหมู่เพื่อนฝูงเท่านั้น แม้ว่าการกล่าวคำหยาบจะไม่ดี ไม่เป็นการสมควร แต่ก็หาได้ชื่อว่าเป็นผรุสวาจาไม่

นอกจากจะมีผู้ด่า และมีผู้ถูกด่าแล้ว ผู้ด่าก็จะต้องมีความโกรธรวมอยู่ด้วย ความไม่พอใจ ความประสงค์ร้าย เป็นตัวบงการแอบแฝงอยู่ภายใน ฉะนั้น องค์ธรรมของผรุสวาจาก็จะต้องได้แก่ เจตนาที่เกิดขึ้นพร้อมกับโทสมูลจิตนั่นเอง และเพราะอำนาจแห่งแห่งโทสมูลจิตนี้เอง เมื่อเกิดขึ้นมีกำลังมากแล้ว ก็มีความสามารถที่จะสรรหาถ้อยคำมาด่ากันอย่างเจ็บแสบเผ็ดร้อน

อาจจะมีบางท่านตั้งคำถามขึ้นว่า บิดามารดาดุด่าลูก แน่ละ ย่อมจะมีความโกรธเกิดขึ้นได้พร้อมกับการด่าว่านั้น ถ้าเช่นนี้มิกลายเป็นว่า บิดามารดาได้กล่าวผรุสวาจาไปหรือ และเมื่อได้ด่าว่าอยู่เสมอๆ แล้ว ในที่สุดก็คงจะไปตกนรกเพราะการด่าว่านั้น

เรื่องนี้ ในอัฏฐสาลินีอรรถกถา ได้แสดงว่า บิดามารดาที่ได้แช่งด่าลูก หรือแม้ครูอาจารย์ที่ด่าว่าศิษย์ของตน ก็มิได้มีเจตนาร้ายแต่ประการใด ด่าว่าลงไปก็ด้วยความหวังดีเท่านั้น แม้ว่าการด่าว่าเหล่านี้จะมีความโกรธหรือมีความไม่พอใจรวมอยู่ด้วยก็ตาม

ท่านอรรถกถาจารย์ได้ยกตัวอย่างขึ้นมาให้เห็นว่า มารดาห้ามบุตรชายไม่ให้ไปเที่ยวในป่า แต่บุตรชายหาได้เชื่อฟังได้ ขัดขืนไปจนได้ มารดาจึงได้แช่งว่า "ถ้าเจ้าไม่เชื่อขืนจะไป ก็ขอให้ควายป่าขวิดเสียให้ตายเถิด" ถ้อยคำของมารดาดังได้กล่าวมานี้ไม่จัดว่าเป็นผรุสวาจา

การที่มารดาแช่งบุตรชายว่า ให้ควายป่าขวิดเสียให้ตายนั้น เป็นการกล่าวออกไปเฉยๆ แต่ในใจหาได้คิดที่จะให้บุตรชายของตนตายไปจริงๆไม่ ถ้าบุตรชายเกิดตายไปจริงๆ ก็จะมีความเสียใจไม่น้อยเลย

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [24 มิ.ย. 2554 , 09:30:19 น.] ( IP = 125.27.180.245 : : )


  สลักธรรม 3


ผรุสวาจา แปลว่า การกล่าวคำหยาบคาย หรือด่าว่าเสียดสีต่างๆ แต่ในบางครั้งบางคราว แม้คำกล่าวนั้นจะไพเราะ คำกล่าวนั้นถ้าผู้ฟังฟังแล้วมิได้ติดตามดูเรื่องให้ตลอดก็อาจจะคิดว่า คงจะเป็นเรื่องที่ดีที่มีกุศล เพราะเป็นถ้อยคำที่อ่อนหวาน ทั้งหน้าตาก็ยิ้มแย้มแจ่มใส ความจริงอาจเป็นผรุสวาจาก็ได้ ตัวอย่างเช่น

ในสมัยโบราณ พระราชาประจำแคว้นหนึ่งของประเทศอินเดีย หลังจากชนะในการสงครามจับเชลยมาได้ ซักถามความเป็นไปภายในก็มิได้ตอบให้เป็นที่พอใจ พระองค์จึงได้ตรัสว่า " เมื่อเขาไม่ให้ความร่วมมือ ก็ส่งเขาไปยังที่ๆ เขามาเถิด" บรรดาทหารที่เป็นเพชรฆาตก็มีความเข้าใจ จึงจับเชลยคนนี้ไปหระหารชีวิตโดยผลักให้ตกลงไปในเหวลึกที่มีไม้ไผ่กลาวเสียจนแหลม แล้วปักเอาไว้ก้นเหวเป็นอันมาก ให้ทางแหลมโผล่ขึ้นมารองรับร่างกายของนักโทษ ร่างของนักโทษก็จะเสียบปลายไม้แหลมเหล่านั้น ดิ้นและร้องครวญครางอยู่

ถ้อยคำที่ไพเราะอ่อนหวาน บางคำก็เสียดแทงจิตใจของฝ่ายหนึ่งให้เจ็บแสบเหมือนฝีที่กำลังกลัดหนองได้เหมือนกัน เช่นการพูดเยาะเย้ยถากถางหลังจากการต่อสู้แพ้ชนะกันแล้ว ฝ่ายชนะก็จะพูดเยาะเย้ยด้วยอำนาจของความถือตัวว่า "หวังว่าท่านคงจะท่องเที่ยวไปหาอาจารย์ผู้มีฝีมือมากกว่านี้" ฝ่ายแพ้ก็จะพูดออกไปด้วยความโกรธว่า "วันหนึ่งคงจะได้พบกันอีก หวังว่าท่านคงจะไม่ตายเสียก่อนนะ"

วัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งการด่าว่า การกล่าวที่เรียกกันว่าอักโกสวัตถุนั้นมีมากหมายด้วยกัน

อาจจะด่าในเรื่องเชื้อชาติหรือสกุลกันก็ได้ ทั้งจะเป็นสกุลต่ำหรือสกุลสูงก็ได้ด้วย เช่นด่าว่า ชาติไพร่ ชาติยาจกวนิพก หรือว่า แม่ผู้ดีแปดสาแหรก หรือพ่อมหาเศรษฐี

อาจจะด่า เรื่องเป็นโรคว่า เจ้าขี้เรื้อนกุดถัง หรือเจ้าตัวโรคสำส่อน

อาจจะด่า เรื่องรูปร่างว่า เจ้าคนแคระ หรือว่า ช่างสวยเก๋เหลือเกิน

อาจจะด่า คำสูงหรือคำต่ำๆ เช่น สันดานเลวทราม หรือด่าไปถึงพ่อแม่เลยก็ได้

อาจจะด่า เกี่ยวกับกิเลสก็ได้ เช่น คนอิจฉาริษยา คนตัณหาจัด หรือด่าว่าคุณน่ะถึงอาบัติปาราชิกแล้ว

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [24 มิ.ย. 2554 , 09:30:46 น.] ( IP = 125.27.180.245 : : )


  สลักธรรม 4



ในเรื่องของผรุสวาจามีปโยคะคือ ความพยายามให้เกิดขึ้นได้ ๒ อย่าง คือ

๑. กายปโยคะ การกล่าวคำหยาบที่แสดงออกทางกาย

๒. วจีปโยคะ การกล่าวคำหยาบทางวาจา

ผมได้เคยแสดงมาแล้วว่า กล่าวมุสา คือการพูดเท็จ กล่าวปิสุณวาจา คือการส่อเสียดยุยงนั้น เกิดขึ้นทางกายก็ได้ ดังนั้น จึงขอให้ท่านนักศึกษาทราบด้วยว่า การกล่าวคำผรุสวาจา คือการพูดคำหยาบคายนั้น ก็สามารถแสดงออกทางกายก็ได้เหมือนกัน เช่น แสดงกิริยาอาการทางกายให้ผู้อื่นรู้ความหมาย มีชี้หน้า ทำท่าทางที่เกิดจากความโกรธ เป็นต้น หรือเขียนหนังสือด่าว่าให้เจ็บใจ เหล่านี้

แม้ว่าจะเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นทางหน้าตา ท่าทางก็จริง ก็ได้ชื่อว่า ผรุสวาจากล่าวคำหยาบคายที่เป็นอกุศลกรรมบถ ส่วนการคำกล่าวหยาบคายที่เกิดขึ้นทางวาจานั้น ก็เป็นการชัดเจนอยู่แล้ว ผมก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายเพิ่มเติมอีก

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [24 มิ.ย. 2554 , 09:31:16 น.] ( IP = 125.27.180.245 : : )


  สลักธรรม 5


ผรุสวาจาจำแนกออกเป็นอัปปสาวัชชะ และมหาสาวัชชะ

การกล่าวคำหยาบคาย ด่าว่าผู้มีอุปการะคุณ หรือผู้ที่มีศีลธรรมประจำใจ เช่น บิดา มารดา ครู อาจารย์ ญาติผู้ใหญ่ ภิกษุสามเณร ผู้บำเพ็ญศีล ก็ย่อมจะเป็นอกุศลมีกำลังมาก เรียกมหาสาวัชชะ แต่ถ้าการด่าว่าหยาบคายต่อผู้ที่ไม่มีศีลธรรมก็ย่อมจะมีโทษน้อย เป็นอัปปสาวัชชะ

อาจจะมีบางท่านเกิดความสงสัยขึ้นมาว่า เพราะเหตุใด การด่าว่า กล่าวคำหยาบคายเพียงเท่านั้น ไม่ถึงได้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอย่างไร มิได้ทำให้ทรัพย์สินของท่านผู้ใดให้ต้องเสียหายเลยแม้แต่น้อย แต่เหตุไฉนจึงได้เกิดอกุศลขึ้นมากมาย จนกลายเป็นมหาสาวัชชะ มีกำลังมากพอที่จะนำส่งให้ไปสู่การปฏิสนธิในอบายภูมิได้

ในเรื่องนี้จะต้องพิจารณาที่ตรงเจตนาอันถือว่า เป็นกรรมเสียก่อน ผู้ที่แสดงผรุสวาจา คือด่าทอคนอื่นให้เขาเจ็บใจ ได้อาย หรือเสียใจทุกข์ร้อนนั้น ผู้กล่าวย่อมจะมีจิตใจเต็มไปด้วยโทสะคุกรุ่นอยู่ภายใน

เพราะอำนาจแห่งโทสะ อาจจะเป็นความเสียใจ หรือความโกรธก็ได้ เป็นตัวบอกบทบงการอยู่ข้างหลัง เจตนาร้ายคิดทำลายผู้อื่นเกิดขึ้นเสียก่อนแล้ว ถ้อยคำทุกๆ ถ้อยคำ กิริยาอาการที่แสดงออกมาทุกๆ อย่างอันเต็มไปด้วยความแข็งกร้าวดุร้าย อันปรากฏขึ้นมาภายนอกให้ใครๆ ได้เห็น เช่นหน้าตาน่ากลัว ถ้อยคำเชือดเฉือนหัวใจ ย่อมเกิดขึ้นมาได้จากอำนาจหลายอย่าง แต่อย่างหนึ่งที่เป็นหัวหน้าหรือเป็นตัวการที่สำคัญนั้น ก็ได้แก่จิตใจ อำนาจจิตคิดเคียดแค้นดุร้ายอย่างไร ก็ย่อมจะบังคับรูปให้แสดงออกไปอย่างนั้น

ในการที่จิตบัญชาให้รูปเป็นไปดังนี้ ในทางธรรมะเรียกชื่อว่า "จิตตชรูป" จิตผลิตรูปต่างๆ เช่นทำให้น้ำเสียงโกรธแค้นดุร้าย ทำให้กิริยาอาการหยาบคายกระด้างดูไม่ได้ ท่านนักศึกษาคงจะไม่ปฏิเสธว่า ความเป็นไปทั้งหลายเหล่านี้เกิดขึ้นมาก็เพราะอำนาจของเจตนา หรือความปรารถนาที่ไม่ดีต่อผู้อื่นที่มีอยู่ภายในหนุนเนื่องติดต่อกันให้เกิดขึ้นมามิได้ขาดสายจนกว่าจะได้หยุดลง เจตนาร้ายอย่างไร รูปก็จะเกิดขึ้นมาอย่างนั้น

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [24 มิ.ย. 2554 , 09:31:42 น.] ( IP = 125.27.180.245 : : )


  สลักธรรม 6


อำนาจของกรรมคือเจตนาร้ายต่อผู้อื่นเหล่านี้ เมื่อแสดงออกมาแล้ว ก็มิได้สูญสิ้นหายไปไหน หากแต่เก็บเอาไว้ภายในจิตใจหมดทั้งสิ้น แม้รูปทั้งหลายที่แสดงออกมาทางกายและใจก็ถูกจิตเก็บเอาไว้ด้วยเช่นเดียวกัน

ผลของกรรมอันเป็นบาปที่เก็บเอาไว้ในจิตเหล่านี้ ในทางธรรมะเรียกว่า วิบาก วิบากคือผลของกรรม ก็ย่อมจะแสดงผลของมันขึ้นมาในโอกาสใดโอกาสหนึ่งในอน่าคตอย่างแน่นอน ชีวิตของผู้นั้นก็จะตกอยู่ในความทุกข์ยาก ลำบากโดยประการทั้งปวง ไม่วันใดก็วันหนึ่งโดยไม่ต้องสงสัย

แน่นอนทีเดียว บุญและบาปย่อมเกิดขึ้นมาได้มากมายจนนับไม่หวาดไหวในชั่วของชีวิตหนึ่ง อำนาจของกุศลผลบุญก็ย่อมจะบันดาลให้ความสุขความเจริญเกิดขึ้นมา ถ้ากำลังของบาปมีมากขึ้นก็ย่อมจะมาหักล้างทำลายบุญที่ควรได้รับนั้นให้ลดน้อยถอยลงไปหรือสะดุดหยุดลงเลย แล้วมีความทุกข์ความเดือดร้อนทับถมเข้ามาแทยที่ต่อไป

และถ้าช่วงจังหวะเหมาะสม เพราะจิตสร้างสมกำลังอำนาจของโทสะเอาไว้มาก ด้วยเหตุที่ใช้ผรุสวาจาอยู่เสมอๆ หรือการดุการว่าผู้มีอุปการะคุณ หรือผู้ที่ทรงศีลอยู่บ่อยๆ ก็จะสามารถเป็นชนกกรรมนำให้ไปสู่การปฏิสนธิในอบายภูมิ ได้รับความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัสได้

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [24 มิ.ย. 2554 , 09:32:08 น.] ( IP = 125.27.180.245 : : )


  สลักธรรม 7


การกล่าววาจาหยาบคายด้วยความประสงค์ร้ายดังนี้ จะติดตามตัวไปในชาติข้างหน้า ทำให้หาความสุขได้ยาก จะได้ยินแต่เสียงที่ไม่เป็นมงคลอยู่เสมอ ไปนั่งนองอยู่ที่ไหน ไปพักผ่อนหรือต้องการหาความสงบสักเพียงใด ความปรารถนานี้ก็จะสมประสงค์ได้แสนยากยิ่ง

แล้วตัวเองก็มิได้ศึกษาเรื่องของชีวิตให้มีความเข้าใจ จึงได้คิดไปตามประสาผิดๆ ของตนว่า คนนั้น คนนี้ สิ่งนั้นบ้าง สิ่งนี้บ้าง มาเป็นมารผลาญความสุขความสงบของตน จึงได้คิดโกรธแค้น หรือเสียใจในความเป็นไปที่ตนเองได้รับ โดยหาได้ทราบไม่ว่าเหตุการณ์เป็นไปดังกล่าว ตัวเองเป็นผู้ก่อให้เกิดขึ้นมาเป็นส่วนใหญ่

นอกจากนั้น ความชำนิชำนาญที่ได้ใช้อำนาจโทสะอยู่เสมอตลอดมาก็ย่อมจะก่อให้เกิดความคล่องแคล่วว่องไวยิ่งขึ้น เกิดไปชาติข้างหน้า ก็จะต้องมีจิตเศร้าหมองไม่ผ่องใส ชอบคิดแต่ในแง่ร้าย ชอบคิดแต่ในเรื่องทุกข์โทษภัยให้แก่ตนเอง กระทบกับอะไรเข้าแม้สักเล็กน้อย ก็ครุ่นคิดเสียยกใหญ่เป็นวรรคเป็นเวร ใครๆ เขาก็นอนหลับกันไปหมดแล้ว ตัวเองยังคงเก็บเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านั้นมาสร้างภาพเสียให้ใหญ่โตจนหลับได้ยากเย็น บางทีก็ถึงกับมีความน้อยเนื้อต่ำใจ จนถึงไม่อยากจะมีชีวิตอยู่เป็นผู้เป็นคนต่อไป

ตามที่ผมได้บรรยายมาโดยย่อนี้ ท่านนักศึกษาก็คงจะเห็นแล้วว่า ผรุสวาจานั้นเมื่อดูเผินๆ ก็เสมือนหนึ่งว่า เป็นเรื่องเล็กๆ น้อย ๆ หรือเป็นอกุศลนิดหน่อยเท่านั้นเอง แท้จริงแล้ว เป็นเรื่องที่น่าหวาดกลัวเพียงใด บุคคลทั้งหลายผู้ซึ่งไม่มีความเข้าใจจึงกล้าเข้าไปเล่นอยู่ใกล้ๆ กับปากเหวลึกที่มีอันตราย แล้วก็มิได้มีความหวั่นไหวอะไรเลย


โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [24 มิ.ย. 2554 , 09:32:34 น.] ( IP = 125.27.180.245 : : )


  สลักธรรม 8


ขอบพระคุณมากค่ะสำหรับความรู้ที่ควรทราบและเข้าใจที่นำมาฝากค่ะ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 มิ.ย. 2554 , 17:53:20 น.] ( IP = 124.122.20.200 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org