ตามธรรมดาปุถุชนผู้ยังหนาไปด้วยกิเลสทั้งหลาย ก็ย่อมจะต้องมีความปรารถนาที่จะรื่นเริงสนุกสนานบ้างเพื่อจะได้ผ่อนคลายความตึงเครียด ทำให้จิตใจแจ่มใสคลายลงไปซึ่งความทุกข์ร้อน ดังนั้น จึงต่างก็พยายามแสวงหาหนทางที่จะทำให้จิตของตนได้รับอารมณ์ต่างๆ จากเรื่องที่เขียนหรือคำพูดที่พูดเล่นสนุกๆ อยู่เสมอเป็นประจำ
บางท่านเมื่อไม่ได้รับอารมณ์ที่สนุกสนานรื่นเริงใจ ก็บังเกิดความว้าเหว่หงอยเหงาแฝงไว้ซึ่งความเศร้า จึงได้พยายามแสวงหาหนทางแก้ความว้าเหว่หงอยเหงาจองตนด้วยคำพูดหรืออ่านจากหนังสือที่ตลกคะนองต่างๆ
ถ้าหากว่า ความเป็นไปทั้งหลายดังกล่าวมา เป็นไปชั่วครั้งชั่วคราวก็ไม่สู้กระไรนัก แต่ผู้ที่มิได้ทราบถึงทุกข์โทษภัยของการพูดเพ้อเจ้อที่จะเกิดขึ้นได้ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต จึงได้มีความหลงใหลติดอกติดใจใฝ่แต่หาอารมณ์ตามที่ตนมีความสันทัดจัดเจนหันหลังให้กับความจริงในเรื่องของชีวิตที่ควรจะได้ศึกษาหาความรู้ จะได้มีปัญญาชี้หนทางเดินไปในทางที่ดีที่จะพ้นไปจากทุกข์ พ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิดต่อไป
เมื่อพิจารณาดูให้ดีถึงคำว่าสัมผัปปลาปะแล้ว ก็จะเห็นได้ว่า การพูดเพ้อเจ้อไม่ได้เรื่องราวที่เป็นสาระแก่นสารนี้ มีอำนาจของโมหะ คือความไม่รู้ ไม่เข้าใจในเรื่องของชีวิตแอบแฝงอยู่ ในปรากฏการณ์ต่างๆ ของอารมณ์ที่เกิดขึ้นทางทวารทั้ง ๖ ทำให้บังเกิดความหลงใหลไปในสายทางที่ไม่เป็นประโยชน์จริงๆ คืออำนาจของโมหะอันได้แก่ความหลงใหลหนุนหลังให้แสดงออกซึ่งการพูดหรือการแสดงเพ้อเจ้อนั้นไปในเรื่องราวที่เหลวไหล
ด้วยเหตุดังกล่าว สัมผัปปลาปะคือการพูดเพ้อเจ้อนี้จึงได้จัดลงไปในอกุศลเจตนาโดยมีองค์ ๒ คือ
๑. นิรตฺถกาปุรกฺขาโร ตั้งใจกล่าววาจาที่ไม่มีประโยชน์
๒. กถนํ กล่าววาจาที่ไม่เป็นประโยชน์นั้นขึ้น
เมื่อได้กล่าววาจาเพ้อเจ้อออกไปในเรื่องที่ไร้สาระแล้ว ถ้าผู้ฟังอยู่มีความเชื่อถือหลงใหลตามไปด้วย ผู้พูดเพ้อเจ้อก็จะได้ชื่อว่า กระทำสำเร็จลงเป็นอกุศลกรรมบถ แต่ถ้าหากว่าผู้ฟังๆเล่นสนุกๆ มิได้หลงใหลตามไปด้วย ผู้พูดก็มีอกุศลเพียงสัมผัปปลาปะพูดเพ้อเจ้อเท่านั้น ไม่ล่วงกรรมบถ และเมื่อไม่ล่วงกรรมบถแล้ว ก็ไม่มีกำลังนำไปสู่การปฏิสนธิ