มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สัมผัปปลาปะ








โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร


สัมผัปปลาปะ

สัมผัปปลาปะนี้แยกออกได้เป็น ๒ บท คือ สมฺผ + ปลาป

สมฺผ แปลว่า การทำลายประโยชน์และความสุข

ปลาป แปลว่า การกล่าว

เมื่อรวมกันเข้าแล้ว สมฺผปฺปลาป ก็แปลว่า การกล่าววาจาที่ทำลายประโยชน์และความสุข

มีวจนัตถะดังนี้ " สํหิตสุขํ ผลติ วินาเสตีติ = สมฺผํ" วาจาอันใดย่อมทำลายประโยชน์และความสุขต่างๆ เสีย ฉะนั้น วาจานั้นชื่อว่า สัมผะ หรือ "สมฺผํ ปลปนฺติ เอเตนาติ = สมฺผปฺปลาโป" การกล่าววาจาที่ทำลายประโยชน์ และความสุขต่างๆ เสียด้วยเจตนานั้น ฉะนั้น เจตนาที่เป็นเหตุนั้นชื่อว่า สัมผัปปลาปะ

คำว่า สัมผัปปลาปะนั้น บางท่านก็แปลว่า การพูดเพ้อเจ้อ หมายถึงพูดเรื่องราวที่เหลวไหลไร้สาระ ไม่มีแก่นสาร หรือพูดจาตลกขบขันต่างๆ เล่าเรื่องหนังเรื่องละครที่มิได้มีคติสอนใจ ผู้ฟังอาจจะเพลิดเพลินไปกับเรื่องไม่มีสาระแก่นสารนี้เพียงชั่วระยะหนึ่ง ทำให้ประโยชน์ทั้งหลายที่ควรจะได้ต้องเสียไป

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 มิ.ย. 2554 , 16:23:12 น.] ( IP = 125.25.124.80 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1


ตามธรรมดาปุถุชนผู้ยังหนาไปด้วยกิเลสทั้งหลาย ก็ย่อมจะต้องมีความปรารถนาที่จะรื่นเริงสนุกสนานบ้างเพื่อจะได้ผ่อนคลายความตึงเครียด ทำให้จิตใจแจ่มใสคลายลงไปซึ่งความทุกข์ร้อน ดังนั้น จึงต่างก็พยายามแสวงหาหนทางที่จะทำให้จิตของตนได้รับอารมณ์ต่างๆ จากเรื่องที่เขียนหรือคำพูดที่พูดเล่นสนุกๆ อยู่เสมอเป็นประจำ

บางท่านเมื่อไม่ได้รับอารมณ์ที่สนุกสนานรื่นเริงใจ ก็บังเกิดความว้าเหว่หงอยเหงาแฝงไว้ซึ่งความเศร้า จึงได้พยายามแสวงหาหนทางแก้ความว้าเหว่หงอยเหงาจองตนด้วยคำพูดหรืออ่านจากหนังสือที่ตลกคะนองต่างๆ

ถ้าหากว่า ความเป็นไปทั้งหลายดังกล่าวมา เป็นไปชั่วครั้งชั่วคราวก็ไม่สู้กระไรนัก แต่ผู้ที่มิได้ทราบถึงทุกข์โทษภัยของการพูดเพ้อเจ้อที่จะเกิดขึ้นได้ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต จึงได้มีความหลงใหลติดอกติดใจใฝ่แต่หาอารมณ์ตามที่ตนมีความสันทัดจัดเจนหันหลังให้กับความจริงในเรื่องของชีวิตที่ควรจะได้ศึกษาหาความรู้ จะได้มีปัญญาชี้หนทางเดินไปในทางที่ดีที่จะพ้นไปจากทุกข์ พ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิดต่อไป

เมื่อพิจารณาดูให้ดีถึงคำว่าสัมผัปปลาปะแล้ว ก็จะเห็นได้ว่า การพูดเพ้อเจ้อไม่ได้เรื่องราวที่เป็นสาระแก่นสารนี้ มีอำนาจของโมหะ คือความไม่รู้ ไม่เข้าใจในเรื่องของชีวิตแอบแฝงอยู่ ในปรากฏการณ์ต่างๆ ของอารมณ์ที่เกิดขึ้นทางทวารทั้ง ๖ ทำให้บังเกิดความหลงใหลไปในสายทางที่ไม่เป็นประโยชน์จริงๆ คืออำนาจของโมหะอันได้แก่ความหลงใหลหนุนหลังให้แสดงออกซึ่งการพูดหรือการแสดงเพ้อเจ้อนั้นไปในเรื่องราวที่เหลวไหล

ด้วยเหตุดังกล่าว สัมผัปปลาปะคือการพูดเพ้อเจ้อนี้จึงได้จัดลงไปในอกุศลเจตนาโดยมีองค์ ๒ คือ

๑. นิรตฺถกาปุรกฺขาโร ตั้งใจกล่าววาจาที่ไม่มีประโยชน์

๒. กถนํ กล่าววาจาที่ไม่เป็นประโยชน์นั้นขึ้น

เมื่อได้กล่าววาจาเพ้อเจ้อออกไปในเรื่องที่ไร้สาระแล้ว ถ้าผู้ฟังอยู่มีความเชื่อถือหลงใหลตามไปด้วย ผู้พูดเพ้อเจ้อก็จะได้ชื่อว่า กระทำสำเร็จลงเป็นอกุศลกรรมบถ แต่ถ้าหากว่าผู้ฟังๆเล่นสนุกๆ มิได้หลงใหลตามไปด้วย ผู้พูดก็มีอกุศลเพียงสัมผัปปลาปะพูดเพ้อเจ้อเท่านั้น ไม่ล่วงกรรมบถ และเมื่อไม่ล่วงกรรมบถแล้ว ก็ไม่มีกำลังนำไปสู่การปฏิสนธิ

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 มิ.ย. 2554 , 16:23:49 น.] ( IP = 125.25.124.80 : : )


  สลักธรรม 2


ความจริงผู้พูดทั้งหลายส่วนมากก็มีความตั้งใจที่จะให้ใครๆ ติดอกติดใจ แล้วหลงใหลเชื่อในคำพูดของตน การหลงใหลติดใจเชื่อในคำพูดแล้ว ทำให้เกิดความเข้าใจผิดแล้วเกิดความเสียหาย หรือเสียประโยชน์ของตนไป จึงได้จัดว่าเป็นสัมผัปปลาปะ และเป็นอกุศลกรรมบถ มีโทษมาก

อย่างไรก็ดี แม้ว่าเรื่องที่พูดนั้นจะไม่เป็นความจริง ถ้าผู้พูดมีความปรารถนายกขึ้นมาเพื่อประกอบการอธิบายในการสอน ในการแสดง เพื่อจะให้ผู้ฟังเข้าใจได้ง่ายๆ คำพูดเหล่านั้นก็ไม่จัดว่าเป็นสัมผัปปลาปะ และโดยทำนองคล้ายๆ กันนี้เอง ถ้าเรื่องที่กล่าวนั้นเป็นเรื่องจริง ผู้พูดก็พูดไปตามความจริงเหล่านั้น แต่ผู้ฟังมิได้รับประโยชน์อะไรเลย ดังนี้ คำกล่าวเหล่านั้นก็ไม่จัดว่าเป็นสัมผัปปลาปะ

อาจจะมีผู้สงสัยแล้วตั้งคำถามว่า ผู้พูดเรื่องที่ไม่เป็นความจริงนั้น เป็นการมุสาคือพูดเท็จต่างหาก เหตุใดจึงได้ถือว่าเป็นสัมผัปปลาปะไปเสียเล่า ความสงสัยดังนี้ก็นับว่าเป็นความสงสัยที่มีคุณประโยชน์ เพราะการพูดเท็จ คือพูดเรื่องไม่จริงแล้วจะปรับเข้ามาสัมผัปปลาปะ พูดเพ้อเจ้อได้อย่างไร

ในการตัดสินคดี เราจะต้องพิจารณาโดยเพ่งเล็งถึงเจตนาเป็นเรื่องใหญ่ ว่าจำเลยหรือผู้ต้องหามีความตั้งใจหรือมีเจตนาประการใด แล้วการตัดสินคดีก็จะเป็นไปอย่างรัดกุมเหมาะสมด้วยเหตุผล ด้วยเหตุนี้ การตัดสินสภาวธรรมก็จะต้องยึดเจตนาเป็นหลัก เพราะเจตนานั้นก็คือกรรมนั่นเอง

สัมผัปปลาปะ คือการพูดเพ้อเจ้อเหลวไหลไม่ได้เรื่องราว แล้วพูดในเรื่องที่ไม่เป็นจริงอะไรนั้น ผู้พูดมีความปรารถนาที่จะให้คนฟังหลงใหลเพลิดเพลินสนุกสนานเป็นหลักใหญ่ จึงจัดว่าเป็นมุสาวาท คือกล่าวเท็จไม่ได้

ผู้กล่าวมุสาวาท คือพูดเท็จนั้นมีความปรารถนาที่จะให้คนอื่นเชื่อเรื่องไม่จริงที่ตนพูดนั้น คือมีเจตนาจะให้คนเชื่อเรื่องเท็จ แล้วผู้ฟังก็ได้หลงเชื่อตามไปด้วยมีความแตกต่างกันที่ตรงเจตนาดังนี้

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 มิ.ย. 2554 , 16:24:19 น.] ( IP = 125.25.124.80 : : )


  สลักธรรม 3


เมื่อผมได้บรรยายเรื่องสัมผัปปลาปะ คือ การพูดเพ้อเจ้อแล้ว ผมก็คิดว่าน่าที่จะให้ท่านนักศึกษามีความเข้าใจกว้างขวางขึ้นจะได้เอาไว้เป็นแนวทางที่จะคิดพิจารณาในปัญหาชีวิตที่ละเอียดขึ้นต่อไป

คำว่า ติรจฺฉาน นั้นแปลว่า สัตว์เดรัจฉาน หมายถึงผู้ไปโดยขวาง คือขวางต่อหนทางที่จะไปสู่การพ้นทุกข์ ได้แก่การขวางต่อมรรคผลนิพพาน

สัตว์เดรัจฉานมีคติอยู่ ๓ ประการเท่านั้น คือรู้จักกิน รู้จักนอน และรู้จักเสพเมถุน ความดี ความชั่ว บุญหรือบาปได้เคยได้คิด

การที่มีคติทั้ง ๓ ประการนี้เพียงเท่านั้น จึงเป็นเครื่องสกัดกั้นหนทางเดินของตนที่ควรจะไปในทิศทางที่ดีที่สุดที่ควรจะไปได้ เพราะเป็นผู้ที่ไม่รู้จักความดี ไม่รู้จักความชั่ว ไม่รู้จักบุญ ไม่รู้จักบาป กระทำการใดๆ ลงไปก็อยู่ในข่ายของสัญชาติญาณ หรือกระทำไปตามอำนาจของสัญชาตญาณ โดยที่ไม่ได้รับการอบรมให้บังเกิดความรู้ ความคิด และมีสติปัญญาสามารถรู้ความจริงในเรื่องของชีวิต ถ้าเป็นคนก็อยู่ในพวกบุคคลปัญญาอ่อนมาก และบุคคลที่ติดสุราในขณะที่กำลังมึนเมาไร้สติ ไม่มีปัญญาที่จะคิดถึงความดีความชั่วอะไรเลย

สัตว์เดรัจฉานทั้งหลายมีคติ ๓ ประการ คือรู้จักกิน รู้จักนอน รู้จักเสพเมถุนเช่นนี้แล้ว จึงมิได้มีปัญญาทำจิตของตนให้เกิดขึ้นซึ่งญาณสัมปยุต เมื่อปัญญาในปัญหาชีวิตมิได้บังเกิดขึ้นเสียแล้ว หนทางเดินไปสู่มรรคผลนิพพานเพื่อความพ้นทุกข์ พ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิดจึงตั้งต้นขึ้นไม่ได้ จึงต้องเกิดแล้วเกิดอีก ทุกข์แล้วทุกข์อีก ต่อๆ ไปจนนับชาติที่เกิดขึ้นมาไม่ไหว

คำว่า วิชา นั้นแปลว่า ความรู้ ดังนั้นเมื่อเอามารวมเข้ากับคำว่า ติรัจฉาน เป็น ติรัจฉานวิชา ก็แปลว่า วิชาความรู้ที่เป็นไปเพื่อจะกิน เพื่อจะนอน เพื่อจะเสพเมถุน ไม่ได้เป็นหนทางเดินไปสู่ความพ้นทุกข์ พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด

ดังนั้นการศึกษาวิทยาการใดที่เป็นไปเพื่อคติดังกล่าว โดยที่มิได้เกิดปัญญาในปัญหาของชีวิต จึงได้ชื่อว่าเป็น เดรัจฉานวิชา ทั้งนี้ไม่เลือกว่าจะเป็นการศึกษาในวิทยาการประเภทใด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภายในโลกหรือนอกโลก และไม่ว่าจะเป็นเรื่องหยาบๆ หรือเรื่องละเอียดลึกซึ้ง ต้องศึกษากันนานนับสิบๆ ปีก็ตาม

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 มิ.ย. 2554 , 16:24:48 น.] ( IP = 125.25.124.80 : : )


  สลักธรรม 4


คำว่า เดรัจฉานวิชานั้น ก็ได้แก่วิชาของเดรัจฉาน คือ ความรู้ที่เป็นไปโดยขวางต่อมรรคผลนิพพาน ฉะนั้นคำว่า เดรัจฉานกถา ก็ได้แก่การพูดจาที่ไม่มีประโยชน์หาสาระมิได้

ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ในสามัญญผลสูตรแห่งศีลขันธวรรคพระบาลี คือคำพูดที่จัดเข้าใน นิรตฺถกถา อันหมายถึงคำพูดที่ไม่มีสาระ มิได้เป็นเครื่องนำทางให้เกิดปัญญาในปัญหาของชีวิต ทั้งเป็นตัวช่วยให้กิเลสเพิ่มพูนขึ้นด้วย คำพูดต่างๆ เหล่านี้ ชื่อว่า ติรัจฉานกถา นั่นเอง มีอยู่ ๓๒ ประเภทด้วยกัน ตัวอย่างเช่น

โลกกฺขายิกํ พูดเรื่องโลก และผู้สร้างโลก

สมุทฺทกฺขยิกํ พูดเรื่องมหาสมุทร และผู้สร้างมหาสมุทร

นานตฺตกถํ พูดเรื่องราวร้อยแปด เป็นต้น

คำพูดที่ไม่มีสาระประโยชน์นั้น มักจะปรากฏในพวกแสดงในมหรสพต่างๆ เช่น หนัง หรือละคร และนักประพันธ์ที่แสดงหรือประพันธ์ขึ้นโดยที่มิได้แฝงคติธรรมสั่งสอนให้คนประพฤติดีมีศีลธรรม มีความเข้าใจในเรื่องชีวิต หรือนำทางชีวิตของบุคคลให้เห็นหนทางเดินที่ถูกต้อง หากแต่มีเจตนาที่จะให้คนหลงใหลเพลิดเพลินใจเป็นที่ตั้ง

บุคคลจำพวกนี้ตามพุทธภาษิตในสฬายตนสังยุตตพระบาลี แสดงว่า ถ้าประพฤติเป็นไปอยู่เสมอแล้ว เมื่อล่วงลับจากโลกนี้ย่อมไปบังเกิดในทุคติภูมิ ผมจะขอเล่าเรื่องให้ท่านฟังสักเรื่องหนึ่ง

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 มิ.ย. 2554 , 16:25:14 น.] ( IP = 125.25.124.80 : : )


  สลักธรรม 5


สมัยหนึ่งในครั้งพุทธกาล เมื่อพระภิกษุทั้งหลายได้กลับมาจากการบิณฑบาตและเมื่อฉันอาหารกันเรียบร้อยแล้ว ก็มิได้มีธุระอะไรจะทำ จึงได้เปิดการสนทนากันขึ้นเป็นกลุ่มๆ ในธรรมสภา เรื่องที่สนทนากันนั้นก็มิได้เป็นไปเพื่อความรู้ เพื่อผ่อนคลายกิเลส หรือจะเป็นไปในเรื่องของความพ้นทุกข์ หากแต่ได้สนทนาปราศรัยกันแต่ในเดรัจฉานกถาอันหาสาระมิได้ทั้งนั้น เช่นสนทนากันว่า

ลูกชายของบ้านนี้จะแต่งงานกันกับลูกสาวของบ้านโน้นในวันพรุ่งนี้

ครอบครัวภายในบ้านนั้นไม่ค่อยจะสามัคคีกัน

บ้านนี้ถวายอาหารบิณฑบาตล้วนแต่ประณีต

พูดเรื่องถนนหนทางต่างๆ

พูดเรื่องอำมาตย์ราชมนตรี และเรื่องการโจรกรรมต่างๆ

พูดเรื่องกลิ่นของดอกไม้ต่างๆ ตลอดไปจนอาหารและเครื่องดื่ม

เมื่อการสนทนาของพระภิกษุทั้งหลายได้ตั้งต้นขึ้นมาแล้ว การพูดจาก็ขยายออกไปในเรื่องราวต่างๆ มากมายซึ่งล้วนแต่ไม่มีสาระ แต่ละท่านก็มีความเพลิดเพลินสนุกสนานไปกับเรื่องไม่มีสาระเหล่านั้นกันอย่างเต็มที่

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 มิ.ย. 2554 , 16:25:43 น.] ( IP = 125.25.124.80 : : )


  สลักธรรม 6


พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ภายในกุฎี ได้เล็งพระญาณดูก็ทราบว่า พระภิกษุทั้งหลายต่างสนทนากันด้วยเรื่องอะไร พระองค์จึงได้เรียกพระโมคคัลลานะเข้ามาหา แล้วตรัสว่า บรรดาพระภิกษุทั้งหลายบนธรรมสภานั้น กำลังกล่าวเดรัจฉานกถา คือ เรื่องราวที่ไม่มีสาระกันอยู่ ขอให้พระโมคคัลลานะไประงับเสีย

พระโมคคัลลานะจึงไป ณ ธรรมสภานั้นแล้ว จึงได้เอาเท้าข้างหนึ่งเหยียบลงไปบนธรรมสภา แล้วแสดงอำนาจที่เรียกว่า อภิญญาจิต ซึ่งเป็นอำนาจพิเศษสำหรับผู้ที่ได้ฌานแล้วฝึกฝนอำนาจนี้ขึ้น อำนาจของอภิญญาจิตกระทำให้ธรรมสภาสั่นสะเทือนขึ้นมา

บรรดาพระภิกษุทั้งหลายที่ต่างก็กำลังเพลิดเพลินกับการสนทนาเดรัจฉานกถากันอยู่ ต่างก็พากันมองหาว่า อะไรทำให้ธรรมสภานั้นสั่นสะเทือนขึ้นมาได้ เมื่อหันไปมองเห็นพระโมคคัลลานะยืนอยู่ ก็พากันทราบว่า พระโมคคัลลานะมาแสดงให้ทราบ เพื่อให้ระงับการสนทนาในเดรัจฉานกถานั้น พระภิกษุทั้งหลายก็มีความละอายใจพากันเลิกสนทนาในเรื่องที่ไร้สาระเหล่านั้นเสีย

ส่วนพระโมคคัลลานะ เมื่อเห็นพระภิกษุทั้งหลายมองมายังตนโดยทั่วกันแล้ว ก็กลับไปมิได้ว่ากล่าวหรือมีคำสั่งประการใด เพราะทราบดีว่า พระภิกษุทั้งหลายต้องมีความเข้าใจแล้วคงจะหยุดการสนทนาอันเป็นเดรัจฉานกถากันต่อไป

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงอบรมสั่งสอนแก่สาวกทั้งหลายอยู่เสมอว่า "ทฺวินนํ โว ภิกฺขเว สนฺนิปติตานํ ทวยํ กรณียํ ธมฺมีวากถา ตณฺหิภาโววาฯ" แปลว่า "ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย เมื่อได้มีการพบกันระหว่าง ๒ องค์แล้ว การงานที่ควรประพฤตินั้นมี ๒ อย่าง คือกล่าวถ้อยคำที่เกี่ยวกับธรรมะ หรือมิฉะนั้นก็นิ่งเฉยเสีย"

คำว่า ภิกขุ นั้นแปลว่า ผู้ขอ ถ้าว่าโดยความหมายแล้วก็หมายถึง ผู้ที่เห็นภัยในวัฏฏะ คือเห็นว่าการเวียนว่ายตายเกิดนั้นเป็นทุกข์ แล้วก็หาหนทางที่จะให้พ้นไปเสียจากการเวียนว่ายตายเกิดนั้น

ด้วยเหตุนี้ ภิกษุทั้งหลายก็จำเป็นที่จะต้องสนทนาปราศรัยกันแต่ในเรื่องของภัยอันตนเองพากเพียรพยายามแสวงหาอยู่ การแสดงออกซึ่งเดรัจฉานกถานั้นพร่ำเพรื่อ ก็จะเสียเวลา เสียประโยชน์อันควรจะได้รับ และถ้าเป็นไปอยู่อย่างสม่ำเสมอเพลิดเพลินไปกับเดรัจฉานกถามิได้ยอมปล่อยแล้ว เดรัจฉานกถาก็จะเป็นมารมาสกัดกั้นหนทางที่จะไปสู่มรรคผลนิพพานของตน แล้วอาจจะพาตนเองไปสู่ความตกต่ำ หรืออาจนำให้ปฏิสนธิในทุคติภูมิได้

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 มิ.ย. 2554 , 16:26:02 น.] ( IP = 125.25.124.80 : : )


  สลักธรรม 7



สัมผัปปลาปะนี้ขอให้ท่านนักศึกษาจำไว้ด้วยว่า มีปโยคะ ๒ คือ วจีปโยคะ ได้แก่การกล่าวออกมาเป็นถ้อยคำ เช่นการพูดจาต่างๆ และ กายปโยคะ ได้แก่การแสดงออกมาทางกาย เช่นขีดเขียนขึ้นอันเป็นบทประพันธ์เป็นต้น

สัมผัปปลาปะนั้นแบ่งออกเป็นอัปปสาวัชชะ และมหาสาวัชชะ

ผู้พูดสัมผัปปลาปะอยู่เสมอๆ เพราะมีอัธยาศัยพอใจในอารมณ์ที่ไร้สาระนั้น อันทำให้ผู้อื่นเสียหายและไร้ประโยชน์ ก็ย่อมจะจัดว่า เป็นมหาสาวัชชะ มีกำลังมาก แต่ถ้าพูดชั่วครั้งชั่วคราว ก็เป็นอัปปสาวัชชะมีโทษน้อย

ผมก็ได้บรรยายอกุศลวจีกรรม ๔ มีมุสาวาท ปิสุณวาจา ผรุสวาจา และสัมผัปปลาปะไปแล้ว เป็นการแสดงออกของอกุศลทางถ้อยคำ ๔ ประการ แต่อย่างไรก็ดีอกุศลทั้ง ๔ ประการนี้เป็นไปในทางวาจาเป็นส่วนมากเท่านั้น อาจจะเกิดขึ้นได้ทางกาย แต่เรียกว่า วจีกรรม ซึ่งเป็นส่วนน้อยก็ได้ เช่นการสั่นหน้าปฏิเสธ เป็นการแสดงออกทางกายก็จริง แต่ในใจนั้นปรารถนาที่จะพูดเท็จ จึงได้ชื่อว่าเป็นวจีกรรม เป็นต้น

วจีกรรมนี้ เป็นการแสดงอาการของปากอันเป็นเหตุให้เกิดเสียงอันเป็นความหมายออกมา ที่เรียกกันว่า วาจา

วาจามีอยู่ ๔ อย่าง คือ

๑. สัททวาจา ได้แก่ เสียงที่พูด

๒. วิรตีวาจา ได้แก่ การเว้นจากวจีทุจริต

๓. เจตนาวาจา ได้แก่ เจตนาที่ทำให้วจีวิญญัติรูปเกิด

๔. โจปนวาจา ได้แก่ กิริยาอาการพิเศษที่เป็นไปอยู่ในคำพูด ซึ่งสามารถทำให้ผู้ฟังรู้ตามความประสงค์ของตนได้

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 มิ.ย. 2554 , 16:26:36 น.] ( IP = 125.25.124.80 : : )


  สลักธรรม 8


ในวาจาทั้ง ๔ ประการนี้ โจปนวาจา ได้ชื่อว่าเป็นวจีวิญญัติรูป วจีวิญญัติรูปนี้ จิตเป็นตัวการให้เกิดรูปหรือเป็นประตู เราเรียกว่า วจีกรรม ๔ คือ มุสาวาท ปิสุณวาจา ผรุสวาจา และสัมผัปปลาปะ หรืออกุศลวจีกรรม ๔ อันเป็นเหตุให้สำเร็จเป็นกรรมขึ้น

เสียงที่เกิดขึ้นนั้นมีสมุฏฐาน ๒ คือ สมุฏฐานหนึ่งนั้นอาศัยอุตุเป็นแดนเกิด เพราะความร้อนทำให้รูปเปลี่ยนแปลงไป สมุฏฐานที่ ๒ อาศัยกำลังอำนาจของจิตเป็นแดนเกิด (อุตุก็ร่วมด้วย เพราะจิตใจเฉยๆ อย่างเดียวทำเสียงไม่ได้) เพราะอาศัยจิตเป็นสมุฏฐานนั่นเอง จึงก่อให้เกิดเสียงสูงเสียงต่ำตามที่ผู้พูดต้องการจะพูดว่ากระไร และเพราะอาศัยอำนาจของจิตหรืออกุศลจิต วจีกรรมนั่นเองที่ทำให้ออกเสียงเป็นเสียงต่างๆ อันเป็นเหตุให้ผู้อื่นรู้ถึงความหมายนั้นได้

เสียงที่แสดงออกให้รู้ความหมายได้นี้ ในทางธรรมะเรียกว่า วจีวิญญัติรูป คือรูปของความหมายที่แสดงออกทางวาจา

วจีวิญญัติรูป ๔ ประการนั้นเป็นประตูสำหรับให้เกิดอกุศลกรรมบถ และอกุศลกรรมบถเหล่านี้เองเป็นตัวอุดหนุนหรือเป็นประตูนำผู้ประพฤติปฏิบัติทุจริตไปสู่ทุคติได้ แล้วก็ได้นำไปอยู่เสมอตลอดมา ผู้ที่มิได้ศึกษาเล่าเรียนให้เข้าใจดีก็ไม่ได้คิดว่าจะมีผลร้ายแรงถึงเช่นนี้

วจีวิญญัติรูปได้ชื่อว่า เป็นวจีทวาร ดังแสดงวจนัตถะ ว่า "วาจาเอว ทฺวารํ = วจีทฺวารํ" วจีวิญญัติรูปนั่นแหละเป็นทวาร จึงชื่อว่า วจีทวาร

การแสดงออกทางวจีทวาร (ส่วนมาก) ชื่อว่า วจีกรรม ดังวจนัตถะแสดงว่า "วจีทฺวาเร เยภุยฺเยน ปวตฺตํ กมฺมนฺติ = วจีกมฺมํ" กรรมที่เกิดในวจีทวาร (ส่วนมาก) ฉะนั้น จึงชื่อว่า วจีกรรม

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 มิ.ย. 2554 , 16:27:06 น.] ( IP = 125.25.124.80 : : )


  สลักธรรม 9



ถาม ผมได้ฟังเรื่องอกุศลกรรมบถมาแล้วตั้งแต่ต้น ก็พอจะเข้าใจ แต่ผมก็อดสงสัยไม่ได้ในเรื่องเกี่ยวกับเรื่องศีลที่อาจารย์ได้แสดงมาแล้วนั่นแหละ ในเรื่องดังกล่าว ผมก็ได้เฝ้าคิดตอบปัญหานี้มานานแล้ว ผลก็ยังไม่เป็นที่พอใจ ได้ถามใครต่อใครมาหลายคนก็ยังอธิบายให้กระจ่างแจ้งไม่ได้

ตามธรรมดาบุคคลที่รักษาศีลมาตลอดเวลาอันยาวนาน จิตใจของเขาก็ย่อมจะสงบระงับ ความเร่าร้อนทั้งหลายก็ผ่อนคลายลงมาก ดังนั้น จิตก็ย่อมจะแสดงออกซึ่งกายวิญญัติรูป วจีวิญญัติรูปที่มีความนิ่มนวล เหมาะสม กุศลอันเกิดจากการเว้นจากทุจริตคิดมิชอบก็ย่อมจะเพิ่มพูนยิ่งขึ้น

ดังนั้น เมื่อบุคคลนี้ได้ตายลง แล้วอำนาจของศีลกุศลเป็นตัวชนกกรรมนำให้ปฏิสนธิเป็นมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ เขาจะต้องเป็นมนุษย์ที่มีรูปร่างงดงาม ไม่ขี้ริ้วชี้เหร่ ใครเห็นใครก็ชอบใจ เช่นนี้ใช่หรือไม่?

ตอบ ถ้าว่าตามสภาวธรรมก็เป็นการถูกต้องแล้ว

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 มิ.ย. 2554 , 16:27:28 น.] ( IP = 125.25.124.80 : : )


  สลักธรรม 10


ถาม ผมได้เคยเห็นคนบางคน รุปร่างดีมีเสน่ห์ จัดว่าเป็นคนสวยมากทีเดียว แต่ใครเห็นใครรักอยู่ไม่ได้นาน ด้วยทนรักอยู่นานนักไม่ไหว เพราะว่าจิตใจนั้นช่างร้ายเหลือ ทั้งเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจเอารัดเอาเปรียบทุกอย่าง มิได้มีความเมตตาปรานีผู้ใด

ส่วนเรื่องการรักษาศีลนั้นเล่า อย่าได้พูดถึงเลย เพราะแม้แต่ศีล ๕ ก็ยังไม่กระดิกหู เหตุใดสภาวธรรมจึงได้หันกลับเป็นตรงกันข้ามเช่นนี้ เคยรักษาศีลมาแล้ว พูดได้ว่าหยกๆเมื่อชาติที่แล้วนี่เอง จึงได้เกิดมามีรูปร่างสวยงาม แต่ทว่าเหตุไฉน จึงได้กลับขาวกลายเป็นดำไป ทำไมจิตใจจึงได้เลวทรามปราศจากศีลเสียทีเดียวเช่นนี้ได้

ตอบ นับว่าคำถามนี้เป็นคำถามที่ดีมีประโยชน์มาก เรื่องราวที่ยกเป็นตัวอย่างถามมาก็รัดกุมเหมาะสมทุกอย่าง และเรื่องราวดังกล่าวนี้ก็มีผู้สงสัยและถกเถียงกันเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่นักธรรมะเสมอ

ท่านนักศึกษายกตัวอย่างขึ้นมาแล้วถาม ทำให้เข้าใจคำถามง่ายเข้า ดังนั้นผมจึงขอยกตัวอย่างขึ้นมาแล้วเอาเป็นคำตอบก็คงจะช่วยทำให้เข้าใจดีขึ้นเหมือนกัน ผมขอให้ท่านได้คิดพิจารณาตามไปด้วย

ชายผู้หนึ่งชอบทำบุญให้ทานอยู่เสมอ ชอบช่วยเหลือเจือจานผู้อื่นอยู่เป็นประจำ แต่ในชีวิตบางตอนเฉพาะอย่างยิ่งตอนต้นๆ คือ เมื่อหนุ่มๆ อยู่นั้นชอบดื่มสุราเมามายอยู่เป็นอาจิณ บัดนี้ อายุเข้าวัยปลาย คือปัจฉิมวัย จึงได้เข้าวัดเข้าวารักษาศีล ทั้งยังได้ทำการศึกษาเล่าเรียนจนกระทั่งมีความรู้มีความเข้าใจในเรื่องของชีวิตจัดว่าค่อนข้างดี ครั้นอายุได้ ๗๐ ปีจึงถึงแก่ความตาย

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 มิ.ย. 2554 , 16:27:56 น.] ( IP = 125.25.124.80 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org