มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สัมผัปปลาปะ








โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร


สัมผัปปลาปะ

สัมผัปปลาปะนี้แยกออกได้เป็น ๒ บท คือ สมฺผ + ปลาป

สมฺผ แปลว่า การทำลายประโยชน์และความสุข

ปลาป แปลว่า การกล่าว

เมื่อรวมกันเข้าแล้ว สมฺผปฺปลาป ก็แปลว่า การกล่าววาจาที่ทำลายประโยชน์และความสุข

มีวจนัตถะดังนี้ " สํหิตสุขํ ผลติ วินาเสตีติ = สมฺผํ" วาจาอันใดย่อมทำลายประโยชน์และความสุขต่างๆ เสีย ฉะนั้น วาจานั้นชื่อว่า สัมผะ หรือ "สมฺผํ ปลปนฺติ เอเตนาติ = สมฺผปฺปลาโป" การกล่าววาจาที่ทำลายประโยชน์ และความสุขต่างๆ เสียด้วยเจตนานั้น ฉะนั้น เจตนาที่เป็นเหตุนั้นชื่อว่า สัมผัปปลาปะ

คำว่า สัมผัปปลาปะนั้น บางท่านก็แปลว่า การพูดเพ้อเจ้อ หมายถึงพูดเรื่องราวที่เหลวไหลไร้สาระ ไม่มีแก่นสาร หรือพูดจาตลกขบขันต่างๆ เล่าเรื่องหนังเรื่องละครที่มิได้มีคติสอนใจ ผู้ฟังอาจจะเพลิดเพลินไปกับเรื่องไม่มีสาระแก่นสารนี้เพียงชั่วระยะหนึ่ง ทำให้ประโยชน์ทั้งหลายที่ควรจะได้ต้องเสียไป

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 มิ.ย. 2554 , 16:23:12 น.] ( IP = 125.25.124.80 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 11


ธรรมดาของอกุศลกับกุศลนั้นย่อมจะต้องต่อสู้กันอยู่เสมอตลอดเวลา ช่วงชิงกันเป็นใหญ่อยู่ร่ำไปไม่สร่างซา แล้วในตอนใกล้จะตายของชายผู้นี้ เขาได้อารมณ์ที่ไม่ดีโดยระลึกถึงเรื่องราวสมัยครั้งยังหนุ่มๆ ชอบเสพสุรายาเมา ไร้เสียซึ่งสติปัญญาเป็นอาจิณ ในตอนนั้น อำนาจของกุศลหนหลังเมื่อตอนชราถึงจะมีกำลัง ก็ยังสู้อกุศลหนแรกไม่ไหวด้วยทำไว้โชกโชนกว่ากัน ทั้งชายผู้นี้วิบากในอดีตชาติก่อนไม่สู้ดี จึงขาดกัลยาณมิตร ขาดผู้อุปถัมภ์ค้ำจุนเสนอแนะให้อารมณ์เมื่อตอนใกล้ตาย

ยิ่งกว่านั้นเขาเองก็ยังเตรียมตัวสำหรับการเดินทางไกลยังไม่พร้อม จึงสู้ฤทธิ์ของสุรายาเมาไม่ได้ จึงอุบัติหรือเกิดขึ้นมาเป็นคนปัญญาไม่ว่องไว หรือจัดเข้าไว้ในพวกปัญญาอ่อน ได้แก่ปฏิสนธิด้วยจิตอุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก เมื่อดังนี้ วิชาการที่เขาได้อบรมมาในตอนปลายของชีวิตจึงเอาออกมาใช้ไม่ได้ แต่ก็มิได้สูญหายไปไหน ได้เก็บสั่งสมเอาไว้ภายในจิตใจ ซึ่งอาจจะเกิดผลขึ้นในชาติที่ ๒ หรือที่ ๓ และต่อๆไป

อย่าว่าแต่จะเกิดมาเป็นคนมีปัญญาอ่อนเท่านั้นเลย อาจจะเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานแล้วสัตว์เดรัจฉานเช่นแมวจับหนูกินอยู่เสมอๆ ตายลงไปจากแมวแล้วไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานอีกหลายชาติก็ได้ ตลอดเวลาที่เป็นสัตว์เดรัจฉานอยู่ ปัญญาก็จะเกิดขึ้นไม่ได้

ดังนี้เอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงสอนว่า "อย่าประมาท" แต่ผู้ที่มิได้ศึกษาในเรื่องของความประมาทในพระพุทธศาสนาให้ละเอียด จึงพากันคิดว่า ท่านสอนไม่ให้ประมาทนั้นหมายถึงว่า เดินให้ดีอย่าประมาทจะหกล้มลงไป จะทำการงานอะไรทำให้ดีอย่าประมาทระวังจะล่มจมย่อยยับไปก็ได้ เราเอาคำว่าประมาทมาใช้กับชีวิตประจำวันอันตื้นๆ เผินๆ เสียดังนี้ ก็เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง

ผมได้ตอบคำถามโดยยกตัวอย่างขึ้นมาเช่นนี้ก็เพื่อให้ท่านได้เห็นว่า ผู้ที่มีรูปร่างสวยงามนั้นเกิดจากอำนาจของศีลที่ได้ทำเอาไว้ก็จริง แต่บางชนิดศีลไม่ได้ทำเอาไว้ มิหนำซ้ำกลับสร้างแต่ความมักได้เป็นแก่ตัวอีกหลายชาติ แล้วอำนาจของกรรมนั้นๆ อาจมาให้ผลแล้วก็โดยทำนองนี้เอง บางคนหน้าตาช่างน่ากลัวเหลือเกิน แต่น้ำใจนั้นดีอย่างสุดแสนใครได้คบค้าสมาคมไม่เท่าใด ก็มีความรักใคร่ชอบพอน้ำใจ

ในการตอบคำถามนี้ ผมได้ยกเอาตัวอย่างเสมือนหนึ่งเป็นหลักการณ์เอามาวางพอให้ท่านเห็นได้ ถ้าว่าถึงความละเอียดแล้วก็ยังมีอีกหลายข้อ เช่นในเรื่องชวนะเป็นต้น ผู้ปฏิสนธินั้นอาศัยชวนะดวงที่ ๗ ของชาติที่แล้วและรับผลของกรรมในชาติที่ ๒ คือ ชวนะดวงที่ ๗ ของชาติที่แล้วเหมือนกัน ด้วยเหตุนี้ ถ้าอกุศลชวนะดวงที่ ๒ ถึงดวงที่ ๖ ที่ทำเอาไว้ในชาติก่อนๆ ในๆ เข้าไปมีกำลังมากแล้วมาทำการให้ผลก่อน อันเป็นไปในทางไม่ดี จิตของท่านผู้นี้ก็อาจจะโอนตามวิบากที่มาให้ผลนั้นก็ได้ และท่านอาจจะมีเหตุใดเหตุหนึ่ง ทั้งในอดีตชาติกับปัจจุบันมาเปลี่ยนแปลงให้เป็นไปก็ได้เหมือนกัน

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 มิ.ย. 2554 , 16:28:25 น.] ( IP = 125.25.124.80 : : )


  สลักธรรม 12


ถาม ผมได้ฟังอาจารย์พูดถึงเดรัจฉานกถาของพระภิกษุที่สนทนากันว่า มี ๓๒ ประการนั้น ผมอยากจะทราบว่ามีอะไรบ้าง ถ้ายกขึ้นมาแสดงอีกสัก ๒-๓ ตัวอย่างก็คงจะดี

อีกประการหนึ่ง ประชาชนทั้งหลาบย่อมจะสนทนาปราศรัย ย่อมจะแสดงออกซึ่งวาจาเพื่อให้เป็นเครื่องประโลมน้ำใจซึ่งกันและกัน ประชาชนเป็นไปเช่นนี้โดยทั่วไปเป็นธรรมดา จะพูดแต่เรื่องธรรมะ ก็เอามาทำมาหากินไม่ได้ จะพูดแต่เรื่องธรรมะใครจะไปทนไหว จะพูดแต่เรื่องธรรมะก็คงจะอดตาย ด้วยเหตุนี้เอง ในร้อยคนก็จะพูดติรัจฉานกถาเสีย ๙๙.๙๙ ซึ่งมากกว่านี้เสียอีก

ถ้าเช่นนี้คนเกือบทั้งโลกก็คงจะลงนรกกันหมด ต่อไปก็เห็นจะหาคนมาเกิดไม่ได้ ตายมบาลก็คงจะหัวเราะชอบใจ ด้วยมีอาชีพทำไม่ขาดสาย ธุรกิจการทรมานร่างกายและจิตใจที่จะรุ่งเรืองสดใส แสงไฟก็สาดไปทั่วเมืองนรก แต่มนุษย์และสวรรค์คงจะเงียบเหงาว้าเหว่วังเวงใจ ค่ำลงก็มีแต่ความมืดไม่สว่างไสวด้วยไม่มีใครเปิดไฟ ผมต้องขอประทานอภัยที่ถามไปตามประสาของคนไม่มีความเข้าใจในสภาวธรรม ผิดถูกประการใดก็ขอยกเอาไว้ให้แก่ความโง่ของผมเอง

ตอบ นับว่าเป็นคำถามที่ดีอีกคำถามหนึ่ง ผมขอขอบคุณ และขอให้ถามได้ทุกอย่างโดยไม่ต้องเกรงใจ ผู้ยืนอยู่หน้าชั้นทำการบรรยายพระอภิธรรมแล้ว ก็เป็นการไม่สมควรที่จะจำกัดขอบวงให้ผู้ถามจนเกินไป หรือไม่เปิดโอกาสให้ผู้ศึกษาได้แสดงความคิดเห็นบ้าง ก็จะไม่ทำให้การศึกษากว้างขวางออกไปเท่าที่ควร

คำพูดที่จัดเข้าในนิรตฺถกถา คือพูดจาหาสาระประโยชน์อะไรมิได้นั้นมีอยู่ ๓๒ หรือเรียกกันว่า ติรัจฉานกถา นั่นเอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงอยู่ในสามัญญผลสูตรแห่งศีลขันธวรรคพระบาลี ผมขอยกขึ้นมา ๑๒ ข้อพอได้เป็นตัวอย่างเท่านั้น คือ

๑. ราชกถํ พูดถึงเรื่องรางต่างๆ เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ ตลอดถึงพระญาติวงศ์
๒. โจรกถํ พูดถึงเรื่องพวกโจรต่างๆ
๓. มหามตฺถกถํ พูดถึงเรื่องอำมาตย์ราชมนตรี
๔. เสนากถํ พูดถึงเรื่องทหาร ตำรวจ
๕. ภยกถํ พูดถึงเรื่องภัยต่างๆ
๖. ยุทฺธกถํ พูดถึงเรื่องยุทธศาสตร์
๗. อนฺนกถํ พูดถึงเรื่องอาหารต่างๆ มีข้าวและกับเป็นต้น
๘. ปานกถํ พูดถึงเรื่องเครื่องดื่มต่างๆ
๙. วตฺถกถํ พูดถึงเรื่องเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มต่างๆ
๑๐. มาลากถํ พูดถึงเรื่องดอกไม้ต่างๆ
๑๑. คามกถํ พูดถึงเรื่องหมู่บ้านต่างๆ
๑๒. กุมารีกถํ พูดถึงเรื่องหญิงสาว

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 มิ.ย. 2554 , 16:28:52 น.] ( IP = 125.25.124.80 : : )


  สลักธรรม 13


ประเด็นคำถามอีกข้อหนึ่งนั้น เป็นการถามเรื่องการสนทนาปราศรัย ว่าจะมีใครบ้างหรือที่จะไม่กล่าวเดรัจฉานกถา แล้วจะมีได้อย่างไรกับผู้ที่จะกล่าวแต่ในเรื่องที่ไม่ไร้สาระแก่นสาร

ตามตัวอย่างที่ผมได้บรรยายถึงเรื่องพระโมคคัลลานะไประงับอธิกรณ์ของพระภิกษุที่สนทนากันด้วยเรื่อวเดรัจฉานกถานี้ ผมขออธิบายดังนี้

คำว่า "ภิกขุ" แปลว่า ผู้ขอ ตามความหมายนั้น หมายถึงผู้เห็นภัยในวัฏฏะ เห็นการเวียนว่ายตายเกิดนั้นเป็นทุกข์ แม้พระมหากษัตริย์ผู้ครองราชย์ แม้เศรษฐีมหาเศรษฐีตลอดจนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มียศถาบรรดาศักดิ์สูง ก็เห็นพากันเข้ามาบวชมากมายในครั้งพุทธกาล

ทั้งนี้ก็เพราะเขาทั้งหลายเหล่านั้นมีปัญญาเห็นว่า ชีวิตที่จะเดินทางไปตามลำพังนั้นเต็มไปด้วยขวากหนาม แม้ในชาตินี้จะได้ดีมีความสุขอย่างเต็มเปี่ยมอย่างไรก็ไม่จีรังยั่งยืนเพราะทนอยู่ไม่ได้ ในชาติต่อไปและต่อไปใครจะมารับประกันได้ว่า จะไม่ไปทุคติอันเป็นภูมิที่ต้องได้รับความทุกข์ความเดือดร้อนแสนสาหัส

เวลานี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้ากำลังมีพระชนม์อยู่ หนทางเดินก็คงจะผิดไปได้ยากมาก ต่างจึงหันหน้าเข้าหาพระธรรม ต่างจึงสลัดความยึดติดในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ทั้งหลายพากันออกบวช สาบานตัวเข้ามาด้วยหวังว่าจะทำมรรคผลนิพพานให้แจ้ง

เมื่อต่างก็สาบานตัวเข้ามาว่าจะทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์เช่นนี้แล้ว กลับสนทนาเดรัจฉานกถา กลับสนทนากันในเรื่องไร้สาระแก่นสาร ไม่ได้เป็นไปเพื่อผ่อนคลายกิเลสแม้แต่น้อย ถ้าเป็นไปเช่นนี้อยู่ตราบใด หนทางเดินไปก็จะไม่รู้จักจบสิ้น ทั้งผิดคำสาบานเสียด้วย ถ้าไม่ทำอะไรให้กิเลสเบาบางลงได้ก็สึกออกมาเสียไม่ดีกว่าหรือ ด้วยเหตุนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ตรัสสั่งให้พระโมคคัลลานะไประงับอธิกรณ์ให้พระภิกษุทั้งหลายได้กลับใจ

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 มิ.ย. 2554 , 16:29:23 น.] ( IP = 125.25.124.80 : : )


  สลักธรรม 14


พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนพระภิษุทั้งหลายว่า เมื่อพบกันเข้าแล้วควรจะสนทนากันในเรื่องที่มีสาระ มีประโยชน์แก่หนทางที่จะเดินเพื่อให้พ้นจากวัฏฏะ ถ้าไม่มีอะไรจะพูดก็จงนิ่งเฉยเสีย การที่พระองค์สั่งสอนพระภิกษุเช่นนี้ก็ด้วยหวังจะมิให้สนทนากันในเรื่องเดรัจฉานกถา ซึ่งถ้าเป็นไปเรื่อยๆ ก็จะเกิดการกำเริบเสิบสานหนักยิ่งขึ้น จนอาจสามารถมาสกัดกั้นหนทางที่ภิกษุทั้งหลายจะเดินไปสู่ความพ้นทุกข์ และอย่างมากอาจนำไปสู่ทุคติได้ด้วย

อย่างไรก็ดี พระองค์ไม่เคยส่งใครไปห้ามปรามประชาชนทั้งหลายว่า ขออย่าให้ประชาชนทั้งหลายได้แสดงเดรัจฉานกถาเลย พระองค์ทรงสอนให้มีความเข้าใจได้เหตุได้ผล เมื่อสอนไปแล้วผู้ใดไม่ทำตามก็เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ เพราะพระพุทธศาสนานั้นไม่มีการบันดาล

ถ้าบุคคลใดใช้เดรัจฉานกถาพร่ำเพรื่อไม่เป็นแต่ละมื้อละคราว บุคคลใดไม่เห็นภัยในวัฏฏะ ปรารถนาแต่จะหาความสุขต่างๆ จากทางโลกอย่างสุดเหวี่ยง แล้วได้กระทำไปตามอารมณ์ที่ปรารถนา แต่ใครเล่าจะไม่มีอกุศลจิตเกิดขึ้นเสียบ้าง ในวันหนึ่งๆ จะมีแต่กุศลจิตเกิดขึ้นทั้งวันได้อย่างไร เมื่อเช่นนี้ผู้ที่ชอบเดรัจฉานกถาอย่างเป็นล่ำเป็นสันก็ย่อมมีช่องโอกาส หรือมีประตูที่เปิดอยู่อย่างกว้างขวางที่จะเดินออกไปสู่ทุคติภูมิ

จริงทีเดียว มนุษย์ทั้งหลาย ถึงจะชั่วช้าสามานย์อย่างไร ถึงจะเป็นโจรผู้ร้ายฉกรรจ์สักเพียงไหน เมื่อได้เห็นผู้ใดผู้หนึ่งอดอยากหิวโหยจะเป็นจะตายอยู่ต่อหน้า ก็ไม่อาจจะอดกลั้นความสงสารเอาไว้ได้ ก็ไม่อาจที่จะละเลยไม่ช่วยเหลือเสียได้ เรื่องนี้เป็นการชี้ให้เห็นว่า ลงชื่อว่าเป็นมนุษย์แล้ว ถึงจะเดรัจฉานกถามากมายสักเท่าใด ก็หาใช่ว่าจะไม่มีกุศลจิตขึ้นเสียบ้างเลย ดังนั้นที่พูดว่า เมื่อเดรัจฉานกถากันมากๆ แล้ว คนจะไปลงนรกเสียหมดนั้นจึงเป็นเรื่องที่คิดขึ้นมาเอาเอง แต่เป็นไปไม่ได้

ยังไงๆ เราก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีเพื่อนร่วมใจ ยังไงๆ เราก็ไม่ต้องกลัวว่าจะหาคู่ไม่ได้ แต่ถึงอย่างไรผมก็ขอแถมท้ายด้วยพระดำรัสของพระพุทธองค์ว่า สัตว์ทั้งหลาย ผู้ไปสุคตินั้นเหมือนเขาโค(มี ๒ เขา) แต่ผู้ไปทุคตินั้นเหมือนขนของโค(ซึ่งมีมากกว่าเขาโคหลายเท่า)



โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 มิ.ย. 2554 , 16:29:52 น.] ( IP = 125.25.124.80 : : )


  สลักธรรม 15


ได้รับความรู้มากมายเลยค่ะ
ขอบคุณมากนะคะ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 มิ.ย. 2554 , 17:47:11 น.] ( IP = 124.122.20.200 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org