มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


อภิชฌา







โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร


อภิชฌา

อกุศลมโนกรรม อันหมายถึงการทำผิดทำบาปทางมโนคือทางใจ ๓ ได้แก่ อภิชฌา = เพ่งเล็งในทรัพย์สมบัติของผู้อื่น พยาปาทะ = ความพยาบาทปองร้ายผู้อื่น มิจฉาทิฏฐิ = ความคิดเห็นอันไม่ต้องกับความเป็นจริง

การกระทำอกุศลที่เรียกว่ามโนกรรม ได้แก่เจตนาคือการกระทำผิดที่มิได้เกิดขึ้นทางกายที่เรียกว่า กายวิญญัติรูปที่มีการฆ่าสัตว์ หรือลักทรัพย์เป็นต้นซึ่งเป็นการกระทำผิดทางกายเป็นส่วนมาก แล้วก็มิได้มีการแสดงออกทางวาจาที่เป็นบาป คือวจีวิญญัติรูป มีการพูดเท็จ พูดส่อเสียด เป็นต้น ซึ่งเป็นการกระทำผิดทางวาจาเป็นส่วนมาก

อกุศลมโนกรรมนั้น ก็เป็นการกระทำบาปเหมือนกัน แต่มิได้กระทำทางกายหรือทางวาจา เป็นเจตนาที่เกิดขึ้นทางมโนทวาร หรือเกิดขึ้นทางจิตใจ มีการนึดคิดต่างๆ

ผู้ที่ขาดการศึกษาขาดปัญญาพิจารณาความจริงของเรื่องชีวิต ได้ตกอยู่ในฐานะมีความเห็นผิดไปอย่างน่าเสียดาย เพราะความเห็นที่ผิดไปเหล่านั้นจะกลับมาฆ่าตัวเอง ความเห็นที่ผิดไปเหล่านั้นจะมาทำให้ทิศทางที่ควรจะเดินผิดไป และนอกจากนั้น ความเห็นผิดดังกล่าวจะทำให้ได้รับความทุกข์โทษภัยใหญ่หลวงก็ได้โดยไม่ยากอะไร

ในบางท่านก็มีความคิดเห็นเอาง่ายๆ ด้วยตนเองว่า บาปหรือบุญนั้นไม่เห็นมีตัวมีตนทำลงไปแล้ว ผลจะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ตายแล้วเกิดขึ้นมาใหม่ก็เป็นเรื่องล้าสมัย เป็นเรื่องเพ้อฝันกันไป เพราะใครเล่าจะมาพิสูจน์ได้ เมื่อมีความเห็นผิดดังกล่าวเหล่านี้เกิดขึ้นภายในจิตใจแล้วการกระทำทั้งหลายก็จะถูกความเห็นที่ไม่ถูกต้องนั้นเข้ามามีส่วนหนุนเนื่องบงการเอาได้

ประชาชนส่วนใหญ่ที่มิได้ศึกษาธรรมะให้เข้าใจ มักจะมีความสำคัญผิดแล้วคิดว่า ตัวเองนั้นประพฤติแต่ความดีมีศีลธรรม มิได้มีอกุศลเจือปนเลย

ดังนั้น บางคนจึงได้พูดว่า "ฉันไม่ได้ทำบาปอะไรเลย เพราะแต่ละวันที่ผ่านมา ฉันไม่ด้ฆ่าสัตว์ ไม่ได้ลักทรัพย์ ไม่ได้ผิดในกาม และไม่ได้ดื่มสุรายาเมาอะไรด้วย ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องไปวัดไปวา หรือไปศึกษาเล่าเรียนอะไรให้เสียเวลาก็ได้ รักษาตัวดีมีศีลธรรมอยู่แล้ว"

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 ก.ค. 2554 , 14:42:49 น.] ( IP = 125.25.125.190 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


คนโดยมากพากันคิดว่า ทำเพียงเท่านี้ก็ดีอยู่แล้ว ความจริงก็ดีจริงๆเหมือนกันแต่ทว่าดีน้อย ไม่ใช่ดีมาก และไม่ใช่ดีมากที่สุด เพราะดีมากที่สุดนั้นจะต้องศึกษาเล่าเรียนธรรมะ โดยจะฟังวิทยุ จะอ่านหนังสือที่เกี่ยวด้วยเรื่องของชีวิต และมาเรียนจริงๆ ที่เปิดบรรยายกันอยู่ในเวลานี้ก็หลายแห่ง เพื่อให้เกิดปัญญาในปัญหาต่างๆ ของชีวิต ควรจะต้องเริ่มต้นสร้างปัญญา แล้วก็จะไม่ได้ชื่อว่าตั้งอยู่ในความประมาท ชีวิตจึงได้ถูกชักพาไปสู่แดนอันเกษม ในที่สุดก็จะพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดต่อไป

บรรดาทุกข์ใหญ่น้อยทั้งหลายก็จะเข้ามากล้ำกรายไม่ได้ ถ้ามีปัญญาติดตัวไปแล้ว เมื่อไปเกิดอยู่ในสารทิศใด ได้รับความทุกข์ยากลำบากอย่างไร ไม่ช้าไม่นาน อำนาจของปัญญาที่ได้มีติดตัวมาจะได้ช่วยชักพาให้ออกไปยังทิศทางที่ถูกต้อง แต่ถ้ามิได้ศึกษาเล่าเรียนให้เกิดปัญญาอันถูกต้องแล้ว การเดินทางไกลของชีวิตก็จะเอากำหนดแน่ไม่ได้ ไม่ทราบว่าอีกสักเมื่อใดจึงจะพ้นไปจากวัฏฏะอันน่าหวาดกลัวนี้เสียได้

บุคคลทั้งหลายมีความเข้าใจว่า บาปจะเกิดขึ้นมาได้นั้น จะต้องเกิดจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ผิดในกาม และเสพสุรายาเมาแต่เพียงเท่านั้น จึงคิดได้ว่า ตัวเองก็มีความประพฤติดีมีศีลธรรม บาปต่างๆ ดังกล่าวก็มิได้คิดที่จะประพฤติเลย จึงไม่จำเป็นต้องทำอย่างใดอีก

ความเข้าใจดังกล่าวนี้ ยังไม่ตรงข้อเท็จจริงของสภาวธรรม จึงไม่มีกำไรแก่ชีวิต เป็นการเข้าใจผิดไปอย่างน่าเสียดาย เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายย่อมจะมีความมักได้เห็นแก่ตัวที่เรียกกันว่า เป็นสัญชาติญาณติดตัวมา คิดที่จะได้ในสิ่งสารพัดทั้งปวง จนเป็นเหตุการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มีได้ไม่มาก เพราะอยากที่จะเอาดีเอาเด่นให้ล้ำเลิศยิ่งกว่าใครๆ ทั้งหลาย จึงทำกระทำการใดๆ ลงไปเพื่อการนั้น ทั้งนี้เกิดขึ้นมาจากความคิดเห็นที่ยังขาดความเข้าใจในเรื่องของชีวิตนั่นเอง

ตั้งแต่ตื่นนอนขึ้นมาในเวลาเช้า ไปจนถึงหลับนอนลงในเวลากลางคืน โลภะ โทสะ โมหะ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ประดังกันเข้ามาปะปนอยู่ในจิตเสียนับจำนวนไม่ได้ แต่อโลภะ อโทสะ และอโมหะ ความไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลงนั้น ยากหนักหนาที่จะเข้ามาแฝงอยู่ประจำใจ

เปรียบเหมือนเรือที่ไหลไตามสายน้ำในลำธาร น้ำมันจะไหลพาให้เรือล่องลงไปอยู่วันยันค่ำ เรือจะไม่มีโอกาสแล่นทวนขึ้นไปเหนือน้ำได้เองเลยเป็นอันขาด เว้นไว้แต่เราจะออกแรงพาย ถ้าออกแรงน้อย เรือก็จะแล่นขึ้นไปเหนือน้ำได้น้อย ถ้าออกแรงมากเรือจะแล่นขึ้นไปเหนือน้ำได้มาก ถ้าไม่ออกแรงเลย คืออยู่เฉยๆ เรือก็จะกลับไหลลงไปเป็นอัตโนมัติ

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 ก.ค. 2554 , 14:45:41 น.] ( IP = 125.25.125.190 : : )


  สลักธรรม 2


อำนาจของอนุสัยกิเลส ตัวการที่ทำให้จิตใจต้องตกลงไปอยู่ในความเร่าร้อน คือกามราคานุสัย มีความอยากได้ในสิ่งสารพัดทั้งปวง มานานุสัย มีความอยากใหญ่ปรารถนาให้คนทั้งหลายยกย่องสรรเสริญ ทิฏฐานุสัย ความเห็นผิดไปจากความจริงต่างๆ และ อวิชชานุสัย ความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นตามอารมณ์ในทวารทั้ง ๖ เป็นต้นเหล่านี้

จะได้ชักพาชีวิตให้เดินไปตามทิศทางที่อนุสัยกิเลส หรือที่เรียกกันว่า สัญชาตญาณ ที่ติดตามตัวมาทุกๆ ชาติ เพื่อให้เดินไปตามทิศทางของมันเหมือนสายน้ำไหล เราผู้ซึ่งเป็นเรือน้อยก็จะล่องลอยตามมันไป ถ้าเราไม่ออกแรงพายแล้ว ถึงอย่างไรมันก็จะแล่นทวนน้ำขึ้นไปไม่ได้ แล้วแน่นอนที่จะต้องไหลเข้าไปสู่แดนทุรกันดาร

สัญชาตญาตนั้นมีอยู่ด้วยกันทุกคน สัญชาตญาณนั้นทำให้คนคิดถึงแต่ตนเองเป็นใหญ่ และสัญชาตญาณนั้น ทำอะไรก็หวังที่จะได้อะไรกลับคืนมา แต่เพราะมนุษย์มีความฉลาดรู้จักการอบรม รู้จักการกล่อมเกลาสัญชาตญาณของตนเองอยู่บ้าง จึงมิได้เอาแต่จะได้ไปเสียทั้งหมดตลอดเวลา และนี่เองทำให้มนุษย์มีความแตกต่างกับสัตว์เดรัจฉาน

ความเห็นแก่ตัวที่จะชักพาเราไปดังกล่าวมาแล้วนั้น จะสะดุดหยุดลงได้เป็นครั้งเป็นคราวเมื่อจิตเกิดขึ้นมาแล้วทำลายความเห็นแก่ตัวนั้นลง โดยการทำบุญให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา เช่น บังเกิดความสงสารจึงได้คิดบริจาคทาน หรือเพราะปรารถนาจะให้จิตมีความสงบ จึงได้อดทนนั่งทำสมาธิ เป็นต้น ซึ่งจะเกิดขึ้นมาในวันหนึ่งๆ ได้ยากหรือได้น้อยอย่างเหลือเกิน ความโลภ ความโกรธ ความหลง เกิดขึ้นมาจนนับจำนวนไม่ไหว แต่ความไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง เกิดขึ้นมานับจำนวนได้ง่ายๆ

อย่างไรก็ดี บุญกุศลนั้นแม้ว่า จะเกิดได้ยากหรือเกิดได้น้อยก็จริง แต่ก็มีกำลังมากเพราะออกกำลังต้องมีความสามารถหักหาญทำลายความเห็นแก่ตัวลงได้แม้ชั่วขณะหนึ่งก็ตาม ซึ่งเป็นเหมือนการออกแรงพายเรือให้แล่นทวนขึ้นไปเหนือน้ำ อันเป็นการทวนกระแสของจิตซึ่งเป็นการทำได้ยาก แต่เมื่อกระทำลงไปได้แล้วชื่อว่ามีกำลังมาก เพราะแม้ว่าเราจะบริจาคให้ขอทานสัก ๑ บาท เราก็จะต้องทำลายความเห็นแก่ตัวต้องเสียสละ แล้วจึงจะทำลายความตระหนี่หวงแหนได้เป็นผลสำเร็จ

ด้วยเหตุดังกล่าวนี้เอง การทำกุศล แม้จะน้อยสักเท่าใดๆ แม้เพียงจิตคิดแต่เรื่องที่ดีเท่านั้นก็เรียกว่า "มหากุศล"

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 ก.ค. 2554 , 14:46:09 น.] ( IP = 125.25.125.190 : : )


  สลักธรรม 3


ตามที่ผมได้บรรยายมา ท่านทั้งหลายก็จะเห็นได้โดยระลึกถึงตัวเอง ว่าในวันหนึ่งๆนั้น บุญหรือบาปใครจะเกิดมากกว่ากันสักเท่าใด เราได้กระทำจิตของเราให้พ้นไปจากบาปอกุศล ทั้งน้อยและใหญ่มากหรือไม่ ในวันหนึ่งๆ นั้นเราหันหลังให้อกุศล มีความโลภ ความโกรธ ความหลงเข้ามาครอบงำจิตใจ แล้วหันหน้าเข้ามาหากุศล ยอมเสียสละ ทำลายความเป็นแก่ตัวลงได้สักกี่ครั้ง

ผมได้นำทางให้ท่านนักศึกษาให้เข้ามาในเหตุผลดังกล่าวแล้ว ท่านก็คงจะพิจารณาเห็นได้เองว่า อกุศลได้ครอบงำจิตของเรามากสักเท่าใด ยิ่งมิได้ศึกษาเล่าเรียนด้วยแล้ว ก็อาจจะเข้าใจผิดไปด้วยว่า ไม่ได้ฆ่าสัตว์ ไม่ได้ลักทรัพย์ ไม่ได้ผิดในกาม ไม่ได้เสพสุรายาเมาแล้ว จิตจะเป็นกุศลไปเสียก็ได้ อาจจะจัดเอาอกุศลเล็กๆน้อยๆ ที่เกิดขึ้นมาเป็นประจำวัน แล้วเหมาว่าเป็นกุศลไปเสีย

กุศลหรืออกุศลจะเกิดขึ้นมา โดยแสดงทางกายเรียกว่า กายวิญญัติ ประการหนึ่ง กุศลหรืออกุศลอาจจะเกิดขึ้นมาทางวาจา เรียกว่า วจีวิญญัติ อีกประการหนึ่ง แต่กุศลหรืออกุศลอาจจะเกิดขึ้นมาทางมโน ที่ไม่เรียกวิญญัติอีกประการหนึ่ง เฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายอกุศล เรียกว่า อกุศลมโนกรรม ๓ คืออกุศลที่เกิดขึ้นทางใจ ๓ ประการ ได้แก่ อภิชฌา พยาปาทะ และมิจฉาทิฏฐิ ต่อไปนี้ท่านก็จะได้ศึกษาอกุศลที่เกิดขึ้นทางใจทั้ง ๓ ประการนี้เป็นลำดับไป

อภิชฌา คืออะไร?

คำว่า อภิชฌา นั้นมาจากคำเหล่านี้ คือ อภิ แปลว่า เฉพาะหน้า เฌ แปลว่า คิดถึง

เมื่อได้รวมกันเข้าแล้ว ก็แปลว่า คิดถึงเฉพาะหน้า ในสภาวธรรมนั้นหมายถึง เพ่งเล็งในทรัพย์สมบัติของผู้อื่น ดังแสดงวจนัตถะว่า "ปรสมฺปตฺติ อภิมุขํ ฌายตีติ = อภิชฺฌา" "ธรรมชาติใดย่อมคิดถึงทรัพย์สมบัติของผู้อื่นอยู่เฉพาะหน้า ฉะนั้นธรรมชาตินั้นชื่อว่า อภิชฺฌา"

สำหรับการเพ่งเล็งในทรัพย์สมบัติของผู้อื่นนี้ เมื่อจัดองค์ธรรมแล้ว ก็ได้แก่ตัวโลภะ คือความยินดีติดใจอยากได้ในอารมณ์นั่นเอง

โลภะมีอยู่ ๒ อย่าง คือ

๑. ธรรมิยโลภะ ความพอใจอยากได้โดยชอบธรรม
๒. อธรรมิยโลภะ ความพอใจอยากได้โดยไม่ชอบธรรม

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 ก.ค. 2554 , 14:46:34 น.] ( IP = 125.25.125.190 : : )


  สลักธรรม 4


ท่านทั้งหลาย เมื่อท่านได้ประสบพบเห็นสิ่งใดอันเป็นสิ่งที่ดีที่น่ารัก ท่านมีความพอใจหรือไม่ ความพากเพียรของท่านทั้งหลายที่กำลังพากเพียรอยู่ทุกเวลานาทีนั้น ก็ด้วยประสงค์ที่จะให้บังเกิดความพอใจมิใช่หรือ แม้ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า การฟันฝ่าอุปสรรคนานาประการ ตลอดจนเผชิญต่อความทุกข์ยากลบากมาอย่างโชกโชน ก็ด้วยปรารถนาจะให้เข้าถึงความพอใจมิใช่หรือ

แน่ละ! การเดินทางมาตั้งแต่ต้นมาจนถึงบัดนี้ เรามีจุดหมายอยู่ข้างหน้า นั่นก็คือความพอใจที่จะได้รับ หรือพูดตามหลักธรรมะก็คือประสงค์จะได้รับอารมณ์ที่ดี ได้เห็นรูปต่างๆ สวยสดงดงาม ได้ยินเสียงอันไพเราะ ได้กลิ่นที่หอมหวนทวนลม ได้ลิ้มรสที่อร่อย ได้สัมผัสที่นิ่มนวล และได้คิดนึกถึงเรื่องราวที่สนุกสนานเพลิดเพลินใจ

แต่ละคนก็มีจุดหมายปลายทางเหมือนๆกัน อันได้แก่อารมณ์ที่ตนชอบใจอยู่ดังนี้ แต่วิธีการที่จะให้เข้าถึงอารมณ์เช่นว่านั้นแตกต่างกันออกไป เมื่อแบ่งออกหยาบๆ ก็แบ่งออกได้เป็น ๒ ประการ คือ

๑. เมื่อมีความพอใจอยากจะได้ในสิ่งใด ก็พากเพียรพยายามเสาะแสวงหาหนทางที่จะให้ได้มาด้วยสุจริต เช่น ด้วยการขอ การแลกเปลี่ยน และการหาเงินทองมาซื้อเอาด้วยความซื่อตรง

๒. เมื่อมีความพอใจอยากจะได้สิ่งใด ก็พากเพียรพยายามที่จะให้ได้มา หรือเพ่งเล็งในสิ่งนั้นโดยไม่ชอบธรรม หาทางที่จะให้ได้มาโดยวิธีการต่างๆ โดยการทุจริต ไม่ขอ ไม่แลกเปลี่ยน ไม่ซื้อ หากแต่คิดหาทางขโมย คิดหาทางคดโกงคอรัปชั่น หรือคิดพลิกแพลงตลบตะแลงด้วยวิธีการต่างๆ ตลอดจนหาทางบีบคั้นเอาด้วยกำลัง

อำนาจของความพอใจอยากได้ในอารมณ์ที่ดีๆ เป็นตัวการอุดหนุนให้เกิดการกระทำที่จะให้ได้มาโดยชอบธรรม โดยความสุจริต ความพอใจติดใจชนิดนี้ เป็นธรรมิยโลภะ ไม่ใช่เป็นตัวอภิชฌา

แต่ความปรารถนาหรือเพ่งเล็งในทรัพย์สมบัติของผู้อื่นโดยมิชอบ โดยความทุจริต ความปรารถนานั้นชื่อว่า อธรรมมิยโลภะ คือตัวอภิชฌานั่นเอง

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 ก.ค. 2554 , 14:46:51 น.] ( IP = 125.25.125.190 : : )


  สลักธรรม 5



เมื่อมีความยินดีพอใจอยากจะได้ขึ้นมาเป็นอารมณ์แล้ว ก็จะก่อให้เกิดขึ้นซึ่งการกระทำที่จะให้ได้มา เมื่อการอบรมบ่มนิสัยได้เป็นไปดีเพียงพอสัญชาติญาณแห่งการเห็นแก่แต่การจะได้เข้าครอบงำ สันดานร้ายที่ยังมิได้ขัดเกลาให้เพียงพอ ก็จะโผล่ตัวของมันขึ้นมาขับไล่ความดีมีคุณธรรมทั้งหลายให้กระเจิงออกไป แล้วอภิชฌา คือการเพ่งเล็งในทรัพย์สมบัติของผู้อื่นโดยไม่เป็นธรรมก็จะเกิดขึ้น

การที่บุคคลทั้งหลายมีทรัพย์สมบัติขึ้นมาได้นั้น ก็จะต้องอาศัยการงานที่กระทำ บางคนก็เหน็ดเหนื่อยมาก อาบเหงื่อต่างน้ำสายตัวแทบขาด บางคนกว่าจะได้มาก็ฝ่าเข้าไปในความยากลำบาก ต้องอดมื้อกินมื้อมาเป็นเวลานาน บางคนก็ต้องผ่านเข้าไปยังแดนของอันตราย ยอมเสี่ยงต่อความตาย และมากคนทีเดียวที่ต้องเคี่ยวเข็ญบังคับใจเก็บออมทรัพย์สินเอาไว้ ไม่กล้าที่จะใช้จ่ายด้วยกลัวว่าจะยากจน อาศัยการกระทำ อาศัยปัญญา และอาศัยวิริยะอุตสาหะมิใช่เล็กน้อย จึงได้มีขึ้นมา

เมื่อพิจารณาดูแล้วก็น่าอัศจรรย์ใจ ไม่น่าที่จะเป็นไปได้ว่า จิตใจของมนุษย์ผู้ได้ชื่อว่ามีใจสูง ผู้ได้ชื่อว่ามีสัญชาติญาณอันถูกกล่อมเกลามาแล้วด้วยดี และผู้ซึ่งอวดอ้างยกตัวเองว่า ได้พัฒนาจิตใจของตนเองมาห่างไกลกันลิบลับจากสัตว์เดรัจฉาน ได้ถูกอภิชฌาเข้าครอบงำทำให้เห็นผิดเป็นชอบ เห็นแต่จะได้ในทรัพย์สมบัติของใครๆ ที่เป็นไปโดยมิชอบธรรม ไม่ได้เห็นอกเห็นใจใครว่าผู้ใดเขาจะเสียหาย ไม่ยอมรับรู้ว่าใครเขาจะต้องเศร้าเสียใจจนน้ำตานองหน้า มีจิตใจโหดร้ายทารุณราวกับสัตว์ป่า ก่อความทุกข์ร้อนเศร้าหมองให้ผู้อื่นและครอบครัวของเขา ตลอดจนบริวารอย่างแสนสาหัส

เอารัดเอาเปรียบหาหนทางที่จะคดโกงคอรัปชั่น บีบคั้น กดขี่ ขู่เข็ญ ขูดรีดเอาด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม หรือเบียดเบียน ลักขโมย ปล้น จี้ หรือย่ำยีเอาด้วยกำลัง ด้วยอำนาจ จนถึงกับย่ำลงไปบนธารน้ำตา หรือบนกองเลือด ก็กล้ากระทำได้ แม้จะเผาบ้านของผู้อื่นสักกี่หลังให้เป็นเถ้าถ่านไป หรือฆ่าฟันกันตายสักเท่าใดก็มิได้มีความสะทกสะท้านหวั่นเกรงอะไรเลย ช่างกล้าหาญชาญชัยจนสัตว์เดรัจฉานทั้งหลายต้องได้อายเพราะทำให้เหมือนไม่ได้

มันเป็นเรื่องที่น่าเกลียดน่ากลัว มันเป็นเรื่องที่น่าอับอายขายหน้า และมันเป็นเรื่องที่น่าหวดกลัวอย่างเหลือเกิน แม้แต่จะยังไม่ได้ลงมือกระทำการเหล่านั้นลงไปเลยสักนิด เพียงคิดที่จะกระทำอยู่แต่เพียงในใจเท่านั้น ด้วยเหตุดังกล่าวในปรมัตถทีปนีฎีกา ท่านจึงได้แสดงวจนัตถะของอภิชฌานี้เอาไว้ว่า

"อภิชฺฌายนฺติ อสฺสาทมตฺเต อฐตฺวา ปรภณฺฑสฺส อตฺตโน ปริณามานวเสน เอเตยาติ = อภิชฌา" "บุคคลทั้งหลาย ไม่ได้หยุดแต่เพียงความพอใจ ย่อมคิดเพ่งเล็งด้วยอาการที่จะทำให้ได้ทรัพย์สมบัติของผู้อื่นมาเป็นของตนด้วยธรรมนั้น ฉะนั้น ธรรมที่เป็นเหตุแห่งการคิดเช่นนั้น จึงชื่อว่า อภิชฌา"

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 ก.ค. 2554 , 14:47:08 น.] ( IP = 125.25.125.190 : : )


  สลักธรรม 6


อภิชฌา คือผู้ที่คิดการร้ายเพ่งเล็งในทรัพย์สมบัติของผู้อื่นโดยความทุจริตคิดมิชอบ ดังนี้ เป็นแต่เกิดความคิดขึ้นมาในใจ มิได้ลงมือกระทำลงไปทางกายหรือทางวาจาแต่ประการใด

แต่อำนาจของความเลวร้าย อำนาจของสันดานไม่ดีที่ติดตัวมา พร้อมทั้งอำนาจของความคิดที่จะกระทำความเลวทรามที่น่าละอาย น่าเกลียดน่ากลัวนั้นได้ด้วยตัดสินใจเด็ดขาดปราศจากความยับยั้งชั่งใจ ไม่มีความเมตตาปรานี ด้วอดทนต่อเงินทองข้าวของและอำนาจราชศักดิ์ที่อยากจะได้ที่คิดอยู่ในใจนั้นไม่ไหว

อำนาจของความคิดดังกล่าวจึงเรียกว่า อภิชฌา คือความเพ่งเล็งในทรัพย์สมบัติของผู้อื่นในทางที่มิชอบ เรียกว่า มโนทุจริต อันเป็นความผิดบาปที่เกิดขึ้นทางใจ

สัตว์ทั้งหลายมีสัญชาตญาณป่าเถื่อนที่เห็นแก่ตัว มุ่งหวังจะให้ตนเองรอดและปลอดภัยเท่านั้น มิได้คำนึงถึงความชั่วร้ายเลวทรามที่ตนได้ก่อขึ้น มิได้คิดเห็นอกเห็นใจใครว่าจะได้รับความเดือดร้อนสักเพียงไหน และต้องร้องไห้เสียใจจนน้ำตาเป็นสายเลือดเพราะการกระทำของตนอย่างไร หรือใครจะพินาศล่มจมล้มตายลงไปสักเท่าใดก็มิได้หวั่นไหว มุ่งหมายแต่จะให้ตนเข้าถึงความพอใจเป็นใหญ่ มีโอกาสครั้งใดก็จะต้องช่วงชิงเบียดเบียนกันอย่างหนักหน่วงรุนแรงเท่าที่จะทำได้

มนุษย์เป็นผู้ที่มิได้ไปโดยขวาง มนุษย์เป็นสัตว์ประเภทเดียวที่มีร่างกายตั้งได้ฉากกับโลก แต่สัตว์เดรัจฉานทั้งหลายมีร่างกายขนานไปตามโลก จะตั้งได้ฉากกับโลกนั้นไม่มีเลย แต่น่าอัศจรรย์เหลือเกินที่มนุษย์ผู้ซึ่งถือตัวว่า เป็นผู้ประเสริฐยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน เป็นผู้ที่มิได้ไปโดยขวาง และเป็นผู้ที่ประกาศตนเองว่าได้เดินทางมาห่างไกลจากสัตว์เดรัจฉานเสียลิบลับ ทั้งได้กล่อมเกลาสัญชาตญาณของตนเองมาเสียมากมาย อันสัตว์เดรัจฉานทำไม่ได้แม้แต่จะคิด

แต่กลับประพฤติผิดทำตนเลวร้าย กระทำการย่ำยีเบียดเบียนซึ่งกันและกันอย่างป่าเถื่อนไร้มนุษย์ธรรม อย่างหนักหน่วงรุนแรง มีฉ้อโกง ลักขโมย ปล้น ฆ่า ทำลายล้างกันจนถึงตาย ด้วยความหวังที่จะได้อารมณ์ที่ตนพอใจติดใจเป็นใหญ่ ด้วยความปรารถนาที่จะได้สิ่งที่ตนพอใจมาโดยมิชอบ ไม่ยอมขอ ไม่ยอมแลกเปลี่ยน ทั้งไม่ยอมซื้อ ด้วยอำนาจของความร้ายกาจในพฤติกรรมดังกล่าวมา แม้เพียงแต่คิดที่จะกระทำเท่านั้นก็ตาม ก็ได้ชื่อว่า เป็นอภิชฌา เป็นมโนทุจริตความผิดที่เกิดขึ้นทางใจ อันมีโทษหนัก

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 ก.ค. 2554 , 14:50:52 น.] ( IP = 125.25.125.190 : : )


  สลักธรรม 7


สำหรับองค์ของอภิชฌานั้นมีอยู่ ๒ คือ

๑. ปรภณฺฑํ ทรัพย์สมบัติเป็นของผู้อื่น

๒. อตฺตโนปริณามนํ มีจิตคิดให้เป็นของๆ ตน

ในข้อที่ ๑ ขององค์อภิชฌา คือ ปรภณฺฑํ นั้นว่าเป็นทรัพย์สมบัติของผู้อื่น มุ่งหมายเอาอวิญญาณกทรัพย์ คือทรัพย์ที่ไม่มีวิญญาณครอง กับสวิญญาณกทรัพย์ คือทรัพย์ที่มีวิญญาณครอง

ในเรื่องนี้ตามหลักธรรมะกับวิชากฎหมายนั้นแตกต่างกัน แม้ว่าจะใช้คำเหมือนกันก็จริง เพราะในหลักของวิชากฎหมายที่เรียกว่า สวิญญาณกทรัพย์ ทรัพย์ที่มีวิญญาณนั้นได้แก่ สัตว์เลี้ยงต่างๆ เช่น ช้าง ม้า โค กระบือ เป็นต้น

แต่ในหลักธรรมะนั้นคำว่า สวิญญาณกทรัพย์ นอกจากจะเป็นสัตว์เลี้ยงเช่น ช้าง ม้า โค กระบือ แล้ว ยังมีมนุษย์รวมอยู่ด้วย คือ ทาสี ทาสา หญิงที่มีสามี หญิงที่เป็นคู่หมั้น รวมอยู่เป็นสวิญญาณกทรัพย์ด้วย

ด้วยเหตุที่ถือเอาบุคคลเป็นทรัพย์ดังนี้เอง หญิง ๘ ประเภท เช่น มาตุรกฺขิตา หญิงที่มีมารดาปกครองอยู่ หรือธมฺมรกฺขิตา หญิงที่มีผู้ประพฤติธรรมเป็นผู้ปกครอง เช่น ชี เป็นต้น บุคคลเหล่านี้ถือว่าเป็นทรัพย์ ผู้ใดคิดนึกเพ่งเล็งที่จะได้มาโดยมิชอบ ก็จะได้ชื่อว่าเป็นอภิชฌาด้วย


โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 ก.ค. 2554 , 14:51:11 น.] ( IP = 125.25.125.190 : : )


  สลักธรรม 8


มาทำความเข้าใจในสิ่งที่พึงเข้าใจเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันความประมาทที่อาจเกิดขึ้นได้ค่ะ

ขอบพระคุณมากค่ะที่นำเรื่องดีๆควรแก่การเข้าใจมาฝากเป็นประจำ ....อนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 ก.ค. 2554 , 11:26:02 น.] ( IP = 124.121.172.123 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org