มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


มิจฉาทิฏฐิ (๑)







โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร


มิจฉาทิฏฐิ (๑)

ผมได้อธิบายถึงอกุศลกรรมบถในมโทวารตัวที่ ๑ และตัวที่ ๒ คือ อภิชฌา และพยาปาทะ ว่าได้แก่ความยินดีติดใจในอารมณ์ และความโกรธ ความเสียใจ เป็นต้น

อภิชฌานั้นได้แก่ความติด ความทะยานอยากในอารมณ์ต่างๆ ถ้าลงได้ติดใจในอารมณ์แล้วก็ย่อมจะก่อให้เกิดความดิ้นรนที่จะให้ได้มาให้สมอยากอันเป็นทุกข์ และมีโอกาสไปสู่อบายภูมิโดยไม่ยากเย็นเลย

นอกจากนั้นยังได้แสดงถึงพยาปาทะว่า ถ้าหากผู้ใดบังเกิดความโกรธ ความเคียดแค้นขึ้นมาแล้ว ก็มีความผูกโกรธเอาไว้ในใจ ครุ่นคิดโกรธแค้น คิดตอบแทน อาฆาตหรือคิดร้ายต่อผู้ที่มาทำให้ตนไม่พอใจไม่รู้แล้วรู้รอด ย่อมจะได้ชื่อว่า เป็นผู้ที่จะได้รับผลร้ายจากการผูกใจโกรธแค้น จัดเป็นพยาบาทมโนทุจริตที่มีกำลังมาก

ในวันนี้ ผมจะได้บรรยายถึงมโนทุจริตอันเป็นตัวที่ ๓ ที่เรียกว่า มิจฉาทิฏฐิ คือความคิดเห็นที่ผิดออกไปจากความจริง ใครๆ ก็ทราบดีว่า การทำบุญ ให้ทาน รักษาศีล และการเจริญภาวนานั้นเป็นมหากุศล ต่างก็พากันส่งเสริมสนับสนุนให้บังเกิดมีในตนและญาติมิตรของตนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะมหากุศลทั้งหลาย ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์มากมาย ก่อให้เกิดความสุขสบาย ตลอดจนความเยือกเย็นใจ จะได้ผลทั้งในชาตินี้ ชาติหน้า และชาติต่อๆ ไปด้วย

อย่างไรก็ดี แม้มหากุศลทั้งหลายดังได้กล่าวมาแล้ว จะให้ผลอันเป็นประโยชน์แก่ผู้กระทำมากก็จริง แต่มหากุศลนั้นก็ยังมีระดับชั้น เพราะยังมีมหากุศลที่สำคัญมากที่สุดอยู่อีกอย่างหนึ่งที่บุคคลส่วนมากมองข้ามไปเสีย นั่นก็คือ มหากุศลที่เกิดร่วมกับ "ปัญญา" อันจะเกิดขึ้นมาทำลายความเห็นผิดของตนเองให้หมดไป

แต่ทำไมเล่า หรือด้วยเหตุผลอะไรจึงได้จัดว่า ความเห็นอันถูกต้องนั้นมีความสำคัญมากที่สุด ผู้ที่มิได้มีปัญญาบารมีติดตัวไป หรือผู้ที่มิได้มีความสนใจในเรื่องของชีวิต ไม่ทราบเรื่องจิต เรื่องวิญญาณ ไม่ทราบว่าคนตายแล้วจะเกิดอีกได้หรือไม่ ไม่ทราบว่าชีวิตนี้มีความเป็นมาและจะเป็นไปอย่างไร ไม่ทราบว่าผลของกรรมที่ได้ทำเอาไว้แล้วนั้นจะตามมาสนองผู้กระทำได้จริงหรือเปล่า

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 ก.ค. 2554 , 13:44:11 น.] ( IP = 125.27.176.32 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


ด้วยเหตุที่ปัญญามิได้ร่วมประกอบกับจิตที่เป็นกุศลเสียบ้างเช่นนี้ เมื่อทำบุญทำบาปมากแล้ว ผลที่เกิดขึ้นก็คือ ตายลงไปเมื่อใดก็จะไปรับผลอันเป็นความทุกข์หรือได้รับความสุขตามที่ได้กระทำเหตุเอาไว้ ตลอดเวลาแห่งการเวียนว่ายตายเกิด ต้องแก้ไขปัญหาให้แก่ชีวิตของตนเองไม่จบสิ้น วันแล้ววันเล่า ชาติแล้วชาติเล่า และในบางชาติตกอยู่ในความประมาท ความประมาทที่เกิดขึ้นมาเหล่านั้นอาจอุดหนุนให้กระทำบาปอันหนักเข้าอีก แล้วก็ต้องไปเกิดเป็นสัตว์นรกหรือสัตว์เดรัจฉานต้องทนทุกข์ทรมานแสนสาหัสวกเวียนกันไปอยู่เช่นนี้ จนนับชาติไม่ไหวว่าเท่าใด เกิดขึ้นมาแต่ละชาติก็หนีความทุกข์ความเร่าร้อนไปไม่รอด

ด้วยเหตุดังกล่าวนี้เอง ถ้าจิตของผู้ใดมีสติปัญญาติดตัวไป อำนาจของปัญญาบารมีที่ได้ติดตัวไปนี้เอง จะเป็นหางเสือให้เรือเดินไปสู่ทิศทางที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะไปตกนรก ไม่ว่าจะไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานเป็นเวลานานสักเท่าใด ถ้ามีปัญญาบารมีประจำตัวอยู่แล้ว ก็จะช่วยหันเหให้มาทิศที่จะหลุดรอดไปจากอันตราย หลุดรอดไปจากหายนะได้โดยเร็ว แล้วในที่สุดก็จะได้พ้นไปจากความทุกข์ พ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิด ไม่ต้องแก้ปัญหาให้แก่ชีวิตอีกต่อไป

ดังนั้น ปัญญาบารมีจึงได้นับว่าเป็นกุศลอันเยี่ยมยอดที่บัณฑิตทั้งหลายพากันยกย่องสรรเสริญ แต่อย่างไรก็ดี เมื่อจะศึกษาเรื่องของปัญญา เรื่องของความเห็นถูกต้องแล้ว ก็ควรที่จะทราบถึงความเห็นผิดว่าอย่างไรเสียด้วย ก็จะเข้าใจแจ่มแจ้งขึ้น

คำว่า มิจฉาทิฏฐิ เมื่อแยกออกแล้วก็จะได้ ๒ บท คือ มิจฉา แปลว่า ความวิปริต ทิฏฐิ แปลว่า ความเห็น เมื่อเอาทั้งสองคำมารวมกันแล้วก็ได้แก่ มิจฉาทิฏฐิ แปลว่า ความเห็นที่วิปริต หมายถึง ความเห็นที่ผิดไปจากความจริงของสภาวธรรม

ดังแสดงวจนัตถะว่า "มิจฺฉา ปสฺสตีติ = มิจฉาทิฏฐิ" ธรรมชาติใดย่อมมีความเห็นวิปริตอันผิดไปจากความจริง ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่า มิจฉาทิฏฐิ ได้แก่ ทิฏฐิเจตสิก

บัดนี้ ก็คงจะเกิดปัญหาขึ้นมาว่า ความเห็นที่วิปริต หรือผิดไปจากความจริงนั้น เห็นวิปริตหรือเห็นผิดไปจากความจริงในเรื่องอะไร และความจริงที่ว่านั้นเป็นความจริงของใคร ผู้ใดเป็นผู้มีความสามารถตัดสินว่าผิดหรือถูกให้เป็นที่ยอมรับนับถือโดยทั่วไปได้


โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 ก.ค. 2554 , 13:46:23 น.] ( IP = 125.27.176.32 : : )


  สลักธรรม 2


ความเห็นที่ว่าผิดไปจากความจริงนั้น อาจจะผิดไปจากความจริงได้ก็มีเป็นอันมาก เช่น เรื่องดินฟ้าอากาศ ขนบธรรมเนียมประเพณี เรื่องภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ตลอดไปจนถึงวิชาสมุทรศาสตร์ ดาราศาสตร์ จิตศาสตร์ และไสยศาสตร์ เป็นต้น วิชาไหนศาสตร์ใดใครเล่าที่ว่าตรงที่ใดผิดไปจากความจริง

เรื่องทั้งหลายดังกล่าวมา ก็แก้ไขเปลี่ยนแปลงกันมาเป็นร้อยๆปี จนถึงบัดนี้ก็ยังมิได้ยุติลงไปได้แม้แต่สักวิชาหนึ่ง ข้อถกเถียงก็ย่อมจะเกิดอยู่อีกมากมาย และบางทีก็อาจจะถกเถียงกันไปจนกว่าจะสิ้นชีวิต หรือจนกว่าโลกจะแตกก็ยังยุติลงไม่ได้

เพราะเราไม่อาจจะสรุปลงไปได้ว่า อะไรคือความจริง อะไรคือความเท็จ ความจริงและความเท็จดังกล่าวนั้น เป็นความจริงหรือความเท็จของใครกัน เป็นความจริงความเท็จของคนกลุ่มนี้หรือกลุ่มนั้น ของคนในประเทศนี้หรือในประเทศโน้น ของโลกนี้หรือของโลกอื่น

วิทยาการในโลกนั้นมีมากมายยิ่งนัก แต่ละสาขาวิชาก็ยังต้องศึกษาค้นคว้ากันต่อไปอีกนานเท่าใด ก็หาได้จบสิ้นลงไม่ เราจะเอาความจริงแท้จากวิชาการเหล่านั้นได้อย่างไร แล้วใครเล่าจะเป็นผู้ประกาศว่า นั่นคือความจริง นี่คือความจริง ให้เป็นที่ยอมรับนับถือจากสาธารณชนคนทั่วไป ทั้งในประเทศนี้และประเทศอื่น ทั้งในโลกนี้และโลกอื่น

มิจฉาทิฏฐินั้น มิจฉา แปลว่า วิปริตหรือผิดไป ส่วนทิฏฐิ แปลว่า ความเห็น รวมกันเข้าก็แปลว่า มีความเห็นวิปริต หรือมีความเห็นผิดและความเห็นที่ว่าผิดดังกล่าวนี้ ก็หาใช่เป็นความเห็นผิดในเรื่องของสภาวธรรม หรือเรื่องของชีวิต ซึ่งได้แก่รูปนาม หรือเรื่องของขันธ์ ๕ เท่านั้น

การที่จะค้นคว้าวิทยาการใดๆ ก็ตาม แม้แต่วิชาเดียวเพื่อให้เข้าถึงความถูกต้องสมบูรณ์จริงๆ นั้นก็ย่อมจะเป็นไปไม่ได้เสียแล้ว กาลเวลาที่ล่วงเลยไป ความจริงที่ค้นคว้าได้ใหม่ๆ อาจจะทำลายล้างความจริงที่ยึดมั่นกันมาแต่ก่อนให้สั่นคลอนหรือหลุดถอนออกไปเลยก็ได้ เช่นในอดีตเราเคยศึกษากันมาว่า วัตถุสสารทั้งหลายเมื่อแยกย่อยเล็กลงไปจนถึงเป็นปรมาณูแล้วก็ไม่สามารถที่จะแยกย่อยออกไปอีกได้ เดี๋ยวนี้ทฤษฎีใหม่ๆ มาทำลายล้างกฎเกณฑ์นี้เสียแล้ว เพราะปรมาณูนั้นเมื่อถูกยิงก็จะแตกออกเป็นประจุไฟฟ้าบวก ไฟฟ้าลบ และพลังงานได้

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 ก.ค. 2554 , 13:46:41 น.] ( IP = 125.27.176.32 : : )


  สลักธรรม 3


เราเคยเรียนกันมาแต่อดีตว่า สสารก็คือสสาร พลังงานก็คือพลังงาน แต่ทฤษฎีของไอสไตน์ก็มากลับความคิดเห็นเสียใหม่ อันเป็นที่ยอมรับนับถือกันในระหว่างนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายว่า สสารนั้นเป็นพลังงานได้ และพลังงานกลายกลับมาเป็นสสารอีกก็ได้

และเราเคยเรียนรู้มาแต่ก่อนว่า โลกของเรานี้แตกออกมาจากดวงอาทิตย์ เราเชื่อว่าเป็นความจริงแท้แน่นอนมานานนักหนานับเป็น ๑๐๐ ปี แต่เดี๋ยวนี้เรากลับได้เรียนรู้ใหม่จากนักดาราศาสตร์ว่า โลกทั้งหลายมาจากการรวมตัวของละอองปรมาณูที่ลอยละล่องอยู่ในอวกาศ

ด้วยเหตุนี้เอง ท่านนักศึกษาก็คงจะได้เห็นแล้วว่า วิทยาการทั้งหลายที่เราได้ศึกษามานั้น เราจะปักมั่นในความจริงเหล่านั้นได้แน่นอนลงไปทีเดียวมิได้ เพราะทฤษฎีใหม่ๆ อาจจะมากลับใจให้เรามีความเห็นตรงกันข้ามอย่างหน้ามือเป็นหลังมือกับอดีตก็เป็นได้

อย่างไรก็ดี ยังมีความจริงแท้แน่นอน ความจริงที่ถูกต้องสมบูรณ์ ความจริงที่ไม่มีวันกลับกลอกด้วยกาลเวลาหรือด้วยสถานที่ คือ ไม่ว่าเวลานี้ หรือเวลาจะล่วงเลยไปอีกกี่หมื่นกี่แสนล้านปี ไม่ว่าจะเป็นโลกนี้หรือเป็นโลกอื่น และไม่ว่าจะอยู่ภายใต้อาทิตย์ดวงนี้หรืออาทิตย์ดวงไหนๆ ทั้งสิ้น ความจริงมีอยู่อย่างไร มันก็จะยินความจริงอยู่อย่างนั้นโดยไม่มีวันเปลี่ยนแปลงเลยนั้นมีอยู่ ซึ่งเราเรียกว่า พระอภิธรรม หรือปรมัตถธรรมอันเป็นวิทยาการที่ว่าด้วยเรื่องของชีวิตอย่างลึกซึ้งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นพบ แล้วเผยแพร่ออกสู่ประชาชน

เรื่องอันเกี่ยวแก่ชีวิตที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนนั้น เป็นความจริงแท้แน่นอน เป็นความจริงอย่างสมบูรณ์ชั้นสุดยอด บรรดาผู้รู้ทั้งหลายในกาลข้างหน้า ไม่อาจจะมาทำลายล้างทฤษฎีที่พระองค์ได้วางเอาไว้เสียได้ และทฤษฎีเหล่านั้นเป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้น หรือเป็นไปตามธรรมดาสามัญ ไม่มีใครเสกสรรค์หรือดลบันดาลขึ้นมา

เรื่องอันเกี่ยวแก่ชีวิตที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนนั้น ไม่เหมือนกับวิทยาการในทางโลกที่ศึกษาค้นคว้าเท่าใด หรือจะเกิดอีกสักกี่ชาติ ก็ศึกษาค้นคว้าหาได้จบสิ้นลงไม่ แม้ในวิชาการแขนงหนึ่ง ไม่เหมือนกับเรื่องของชีวิตและหนทางพ้นทุกข์ที่เมื่อศึกษาปฏิบัติแล้วก็ถึงที่สุดได้ ผู้ใดศึกษาปฏิบัติไปสุดหนทางหรือหมดสิ้นลงได้ เหมือนพระอรหันต์ทั้งหลาย เมื่อสำเร็จมรรคผลใหม่ๆ ประกาศว่าได้มาถึงที่สุดของทุกข์แล้ว ไม่มีอะไรที่จะทำเพื่อความพ้นทุกข์ยังเหลืออยู่อีกต่อไป

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 ก.ค. 2554 , 13:47:48 น.] ( IP = 125.27.176.32 : : )


  สลักธรรม 4


เรื่องอันเกี่ยวแก่ชีวิตที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นพบนั้น นอกจากไม่ผันแปรเปลี่ยนแปลงได้แล้ว ยังคงทนต่อการพิสูจน์อีกด้วย เป็นความจริงที่พิสูจน์ได้เสมอ และมีผู้พิสูจน์กันอยู่ทั่วไป มีบุคคลผู้ซึ่งศึกษาวิทยาการสมัยใหม่มามากๆ หลายท่านเป็นห่วงว่าในอนาคตพุทธศาสนาคงจะโยกคลอนด้วยทนต่อความรู้อันทันสมัยมาสั่นไหวไม่ได้ แต่การณ์กลับตรงกันข้าม เพราะยิ่งมีความรู้มีความฉลาดในวิทยาการทางโลกทางวิทยาศาสตร์มากเท่าใด ก็ย่อมจะศึกษาพุทธศาสนาได้ง่านมากขึ้นเท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงได้ท้าทายให้ใครๆ ที่มีความรู้ความสามารถมากๆ มีเหตุผลดีๆ ให้เข้ามาพิสูจน์หาความจริง

เรื่องของมิจฉาทิฏฐิที่แปลว่า ความเห็นผิดแล้วผมได้อธิบายว่า เฉพาะเจาะจงในเรื่องของชีวิตเท่านั้น ไม่ใช่ความเห็นผิดในวิทยาการต่างๆ แต่ในเรื่องของชีวิตนั้น ก็ยังมีความกว้างขวางอยู่มากนัก ดังนั้น ก็คงจะมีผู้ตั้งคำถามต่อไปอีกว่า จะเอาความเห็นผิดในเรื่องของชีวิตตรงไหน เรื่องอะไร ดังนั้นผมจึงต้องขอแยกความเห็นผิดทั้งหมดลงไปเสียก่อนว่ามีอะไรบ้าง ว่าความเห็นผิดเหล่านั้นเป็นเรื่องอะไร แล้วความเห็นผิดอันไหนที่จัดว่าเป็นมโนทุจริตตามความมุ่งหมายของอกุศลกรรมบถมโนกรรมตัวที่ ๓ ที่เรียกว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ทั้งนี้ก็เพราะว่า มิจฉาทิฏฐิคือความเห็นผิดนั้นมีมากด้วยกัน และมโนทุจริตนั้นก็ไม่ใช่มิจฉาทิฏฐิทั้งหมด

ตามสภาวธรรมแยกความเห็นผิดเห็น ๒ ประการ คือ

๑. ทิฏฐิชนิดที่เป็นสามัญ
๒. ทิฏฐิชนิดพิเศษ


๑. ทิฏฐิชนิดที่เป็นสามัญนั้น ได้แก่สักกายทิฏฐิ ๒๐ คือ ความเห็นผิดที่เกิดขึ้น และเป็นไปกับบุคคลโดยทั่วไปอยู่เสมอๆ เป็นประจำ ด้วยความยึดมั่นขันธ์ ๕ ว่าเป็นตัวตน คือยึดถือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่เกิดขึ้นภายในตัว หรือภายนอกตัวว่าเป็นตัวตน คน สัตว์ ขาว ดำ หญิง ชาย บ้านเรือน เป็นต้น

ยกตัวอย่างเช่น รูปารมณ์ คือรูป อันได้แก่คลื่นของแสงมากระทบตา ช่วงคลื่นของแสงที่สะท้อนมาเหล่านั้น ย่อมจะกระทบกลับเห็นเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นหญิง เป็นชาย แต่ความจริงนั้น ช่วงคลื่นของแสงจะเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นหญิง เป็นชายไปไม่ได้ เรายึดโดยสร้างมโนภาพขึ้นผิดๆ (ทางมโนทวาร) ทั้งยึดขันธ์ ๕ ของตัวเอง (ร่างกายกับจิตใจ) ว่าเป็นตัวตน คน สัตว์ เป็นหญิง เป็นชาย เพราะคลื่นของแสงเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นหญิง เป็นชายไม่ได้ เราก็ยึดโดยสร้างมโนภาพขึ้นผิดๆ แท้ๆ ความรู้สึก "เห็น" นั้นเป็นจิต คือวิญญาณขันธ์ต่างหาก และวิญญาณก็มิได้เป็น"เรา"

หรือเมื่อเสียงมากระทบหู เราก็ยึดช่วงคลื่นแห่งความสั่นสะเทือนของอากาศนั้นว่า เป็นเสียงเพลง เป็นเสียงต่ำ เป็นเสียงด่า ชมเชย ทำให้เกิดโลภะ โทสะ โมหะ เพราะไปคิดเอาเอง สร้างมโนภาพขึ้นเอาเองว่าเป็นเช่นนั้น ความจริงเสียงเฉยๆ มิได้เป็นเพลง เสียงก็มีแต่สูงๆ ต่ำๆ ไม่ใช่เป็นคำด่า ทั้งไม่ใช่เป็นคำชมเชย หากแต่เป็นปรากฏการณ์ของธรรมชาติ คือความสั่นสะเทือนของอากาศที่มาจากภายนอกแท้ๆ ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ ไม่มีหญิง ไม่มีชาย ไม่มีคำด่า ไม่มีชม อะไรทั้งนั้น ผู้ได้ยินยึดขันธ์ ๕ ที่เกิดขึ้นอยู่ที่ตัวด้วยว่า ได้ยินนั้นเป็น "เราได้ยิน" อันก่อให้เกิดโลภะ โทสะ โมหะขึ้นมาได้

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 ก.ค. 2554 , 13:48:05 น.] ( IP = 125.27.176.32 : : )


  สลักธรรม 5


สำหรับขันธ์ทั้ง ๕ ก็คือ

๑. รูป ได้แก่ เสียงและประสาทหู

๒. เวทนา ได้แก่ เจตสิกตัวหนึ่งที่เกิดพร้อมกับจิตใจทำความรู้สึกว่าสุข ทุกข์ หรือไม่สุข ไม่ทุกข์

๓. สัญญา ได้แก่ เจตสิกตัวหนึ่งที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับจิตใจ ทำหน้าที่เก็บหรือจดจำอารมณ์

๔. สังขาร ได้แก่ เจตสิก ๕๐ ตัวที่เกิดพร้อมกับจิตใจ ปรุงแต่งให้เกิดโลภ โกรธ หลง หรือไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง

๕. วิญญาณ ได้แก่ จิตใจที่ทำหน้าที่รู้อารมณ์ต่างๆ

ในเรื่องนี้ ถ้าจะเปรียบก็เหมือนกับบ้านเรือน ความจริงบ้านเรือนนั้น มิได้มีจริงๆ มีแต่เสาสำหรับค้ำยัน มีแต่หลังคากันแดดกันฝน มีข้างฝาสำหรับปิดบังให้มิดชิด มีพื้นสำหรับอยู่อาศัย มีประตูหน้าต่างสำหรับเข้าออกและให้แสงเข้ามา ถ้ารื้อบ้านเรือนออกเมื่อใด บ้านเรือนที่ว่านั้นก็หายไป แต่เราเห็นครั้งใดเราก็เห็นว่าเป็นบ้าเรือนทุกๆ ครั้งไป ทั้งนี้ก็เพราะเรามัวไปหลงเอาอดีตที่เก็บไว้ในจิตใจมาสร้างมโนภาพขึ้น

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 ก.ค. 2554 , 13:48:31 น.] ( IP = 125.27.176.32 : : )


  สลักธรรม 6


ท่านทั้งหลาย ผมจะขอยกตัวอย่างขึ้นมาอีกสักตัวอย่างหนึ่ง เป็นตัวอย่างสุดท้ายคือ เมื่อร่างกายของคนสองคนกระทบถูกต้องกันเข้า แต่คนทั้งสองนี้เป็นคนละเพศ เป็นเพศหญิงกับเพศชาย หรือหญิงสาวกับชายหนุ่ม การกระทบถูกต้องกันนี้ ก็จะก่อให้เกิดความรู้สึกในทางเพศขึ้นมา เพราะรู้สึกตัวว่ากระทบถูกต้องหญิง หรือกระทบถูกต้องชายเข้า มิหนำซ้ำยังทราบว่า เป็นขาวหรือดำ สวยหรือไม่สวยเสียอีกด้วย

แท้จริงนั้นหญิงหรือชายถูกต้องไม่ได้เลยเป็นอันขาด ขาวหรือดำก็ถูกต้องไม่ได้ด้วย สวยหรือไม่สวยก็เกิดจากการถูกต้องไม่ได้เหมือนกัน การถูกต้องทางร่างกายนั้นจะเกิดความรู้สึกอันเป็นความจริงก็คือ เย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง เท่านั้น แต่ผู้ถูกกระทบเอาเรื่องที่คิดหาทางใจคือมโนทวารมาเป็นการกระทบทางกายไปเสีย ถ้าท่านไม่เชื่อ ก็ขอให้ทดลองดู เด็กเล็กๆ หรือสัตว์เดรัจฉานก็มีจิตใจเหมือนกัน แต่หาได้รู้สึกในทางเพศไม่ เมื่อได้ถูกต้องกับคนผู้ใหญ่ เป็นต้น

ปุถุชนทั้งหลายถูกปกคลุมอยู่ด้วยกิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะ อยู่ภายในใจ ย่อมจะเกิดความหลงใหลอยู่ในรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสทางกายที่เกิดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ย่อมจะพัวพันอยู่กับปรากฏการณ์ของธรรมชาติภายนอกตัว และธรรมชาติภายในตัวที่มากระทบหรือสัมผัสกันอยู่ตลอดเวลา เพราะถูกโมหะหรืออวิชชาเข้ามากางกั้นความจริงเหล่านั้นเสีย ด้วยความรวดเร็วของมันจึงทำให้บังเกิดความหลงผิดไป จึงได้ยึดเอาปรากฏการณ์ของธรรมชาติเหล่านั้น เอามาเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นสิ่งของต่างๆ

ทั้งๆ ที่รูปที่สะท้อนมากระทบตาเป็นแต่เพียงช่วงคลื่นของแสงแท้ๆ ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่หญิงหรือชายอะไรสักอย่าง และทั้งที่เสียงก็มีแต่เพียงเสียงสูงๆ ต่ำๆ อันเป็นช่วงคลื่น คือความถี่ของอากาศแท้ๆ มากระทบหู ไม่มีด่า ไม่มีชมทั้งนั้น แต่กลับไปเอาเสียงสูงๆ ต่ำๆ อันเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติเหล่านั้น มายึดว่าด่า ว่าชมเชย เป็นจริงเป็นจัง ทั้งๆ ที่มันก็เกิดขึ้นต่อๆ กันมากระทบหูแล้วก็หายไป สร้างเป็นมโนภาพว่าเป็นเสียงด่า แล้วก็เกิดความโกรธ ความไม่พอใจ สร้างเป็นมโนภาพว่าเป็นเสียงชมเชย แล้วก็ชอบใจอยากจะให้เกิดขึ้นมาบ่อยๆ

แม้ร่างกายที่ถูกกระทบกับเย็นร้อน อ่อนแข็งแท้ๆ ก็ว่าเป็นหญิงเป็นชาย ทั้งยึดมั่นเอาเป็นจริงเป็นจังด้วย ความเห็นผิดในธรรมชาติที่เข้ามากระทบกับจิตตามทวารต่างๆ ดังกล่าวมานี้ จะเกิดขึ้นเป็นไปอยู่เสมอ ห้ามไม่ได้ เราจะรู้สึกตัวว่าเป็นความเห็นผิดก็ชั่วครั้งชั่วคราว จะประมาณว่า อารมณ์เกิดขึ้นมาร้อยครั้ง แล้วจะรู้สึกตัวว่าเป็นความเห็นผิดชั่วครั้งชั่วคราว จะประมาณว่า อารมณ์เกิดขึ้นมาร้อยครั้ง แล้วจะรู้สึกสำนึกตัวว่ามีความเห็นผิดสักครั้งหนึ่งก็แสนยากยิ่ง

ความเห็นผิดดังกล่าวมานี้จึงเรียกว่า เป็นทิฏฐิสามัญ เพราะเกิดขึ้นเป็นธรรมดาสามัญกับบุคคลทั้งหลายทั่วไป แม้ชาวพุทธที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมีความเข้าใจ ก็จะหลีกหนีทิฏฐิชนิดสามัญนี้หาได้ไม่

โปรดติดตามตอนต่อไป



โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 ก.ค. 2554 , 13:48:58 น.] ( IP = 125.27.176.32 : : )


  สลักธรรม 7

ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 ก.ค. 2554 , 09:52:02 น.] ( IP = 124.121.174.112 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org