ด้วยเหตุที่ปัญญามิได้ร่วมประกอบกับจิตที่เป็นกุศลเสียบ้างเช่นนี้ เมื่อทำบุญทำบาปมากแล้ว ผลที่เกิดขึ้นก็คือ ตายลงไปเมื่อใดก็จะไปรับผลอันเป็นความทุกข์หรือได้รับความสุขตามที่ได้กระทำเหตุเอาไว้ ตลอดเวลาแห่งการเวียนว่ายตายเกิด ต้องแก้ไขปัญหาให้แก่ชีวิตของตนเองไม่จบสิ้น วันแล้ววันเล่า ชาติแล้วชาติเล่า และในบางชาติตกอยู่ในความประมาท ความประมาทที่เกิดขึ้นมาเหล่านั้นอาจอุดหนุนให้กระทำบาปอันหนักเข้าอีก แล้วก็ต้องไปเกิดเป็นสัตว์นรกหรือสัตว์เดรัจฉานต้องทนทุกข์ทรมานแสนสาหัสวกเวียนกันไปอยู่เช่นนี้ จนนับชาติไม่ไหวว่าเท่าใด เกิดขึ้นมาแต่ละชาติก็หนีความทุกข์ความเร่าร้อนไปไม่รอด
ด้วยเหตุดังกล่าวนี้เอง ถ้าจิตของผู้ใดมีสติปัญญาติดตัวไป อำนาจของปัญญาบารมีที่ได้ติดตัวไปนี้เอง จะเป็นหางเสือให้เรือเดินไปสู่ทิศทางที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะไปตกนรก ไม่ว่าจะไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานเป็นเวลานานสักเท่าใด ถ้ามีปัญญาบารมีประจำตัวอยู่แล้ว ก็จะช่วยหันเหให้มาทิศที่จะหลุดรอดไปจากอันตราย หลุดรอดไปจากหายนะได้โดยเร็ว แล้วในที่สุดก็จะได้พ้นไปจากความทุกข์ พ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิด ไม่ต้องแก้ปัญหาให้แก่ชีวิตอีกต่อไป
ดังนั้น ปัญญาบารมีจึงได้นับว่าเป็นกุศลอันเยี่ยมยอดที่บัณฑิตทั้งหลายพากันยกย่องสรรเสริญ แต่อย่างไรก็ดี เมื่อจะศึกษาเรื่องของปัญญา เรื่องของความเห็นถูกต้องแล้ว ก็ควรที่จะทราบถึงความเห็นผิดว่าอย่างไรเสียด้วย ก็จะเข้าใจแจ่มแจ้งขึ้น
คำว่า มิจฉาทิฏฐิ เมื่อแยกออกแล้วก็จะได้ ๒ บท คือ มิจฉา แปลว่า ความวิปริต ทิฏฐิ แปลว่า ความเห็น เมื่อเอาทั้งสองคำมารวมกันแล้วก็ได้แก่ มิจฉาทิฏฐิ แปลว่า ความเห็นที่วิปริต หมายถึง ความเห็นที่ผิดไปจากความจริงของสภาวธรรม
ดังแสดงวจนัตถะว่า "มิจฺฉา ปสฺสตีติ = มิจฉาทิฏฐิ" ธรรมชาติใดย่อมมีความเห็นวิปริตอันผิดไปจากความจริง ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่า มิจฉาทิฏฐิ ได้แก่ ทิฏฐิเจตสิก
บัดนี้ ก็คงจะเกิดปัญหาขึ้นมาว่า ความเห็นที่วิปริต หรือผิดไปจากความจริงนั้น เห็นวิปริตหรือเห็นผิดไปจากความจริงในเรื่องอะไร และความจริงที่ว่านั้นเป็นความจริงของใคร ผู้ใดเป็นผู้มีความสามารถตัดสินว่าผิดหรือถูกให้เป็นที่ยอมรับนับถือโดยทั่วไปได้