| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
มิจฉาทิฏฐิ (๒)
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
๑. ผู้ที่มีความเห็นเป็นนัตถิกทิฏฐินี้ ย่อมจะมีความรู้สึกอันเป็นอุจเฉททิฏฐิ เป็นมูลฐานของจิตใจ คือคิดว่าตายแล้วก็สูญไปเลย ไม่มีอะไรเหลือที่จะเกิดอีกได้ เพราะบาลีสามัญผลสูตรแห่งศีลขันธวรรคแสดงถึงนัตถิกทิฏฐิ ผู้มีความเห็นผิดชนิดนี้ว่า
นตฺถิ ทินนํ เห็นว่าการทำบุญนั้นไม่ได้รับผลแต่อย่างใด เช่น พูดว่า "บาปบุญมองไม่เห็นตัว"
นตฺถิ ยิฏฺฐํ เห็นว่าการบูชาต่างๆ นั้น ไม่ได้รับผลแต่อย่างใด
นตฺถิ หุตํ เห็นว่าการเชื้อเชิญต้อนรับต่างๆ ไม่ได้รับผลประการใด
นตฺถิ สุกต ทุกฺกตานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโก เห็นว่าการทำดี การทำชั่ว ไม่ได้รับผลอย่างใดเลย ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม
นตฺถิ อยํ โลโก เห็นว่าภพนี้ไม่มี คือผู้ที่กำลังปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้ ที่เราเรียกันว่า ภพนี้ย่อมไม่มี ไม่มีการเกิดอีกต่อไป
นตฺถิ ปโร โลโก เห็นว่าภพหน้าไม่มี คือภพอันจะเป็นที่เกิดแห่งภพที่ปรากฏในปัจจุบันนี้ย่อมไม่มี เพราะเมื่อตายแล้วก็ไม่มีการเกิดอีก
นตฺถิ มาตา เห็นว่าการทำดีทำชั่วต่อมารดา ย่อมไม่ได้รับผลแต่อย่างใด
นตฺถิ ปิตา เห็นว่าการทำดีทำชั่วต่อบิดา ย่อมไม่ได้รับผลแต่อย่างใด
นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา เห็นว่าสัตว์ประเภทที่เกิดเติบโตขึ้นทีเดียว คือสัตว์นรก เปรต อสุรกาย เทวดา พรหม เป็นต้น ไม่มี
นตฺถิ โลเก สมณพฺรหฺมณา สมคฺคตา สมฺมาปฏิปนฺนา เย อิมญฺจ โลโก ปรญฺจ โลกํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺติ เห็นว่าสมณพราหมณ์เหล่าใดมีการรู้แจ้งโลกนี้โลกหน้าด้วยตนเอง แล้วสามารถชี้แจงแนะนำให้เข้าใจได้ สมณพราหมณ์ที่ถึงพร้อมด้วยความสามัคคี และปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเหล่านั้นย่อมไม่มี
ในข้อนี้หมายความว่า ผู้ที่ทำสมาธิ ทำวิปัสสนา ได้ถึงฌาน ได้มรรคผลนั้นไม่มี และผู้ที่ถือเพศเป็นบรรพชิตปฏิบัติดีปฏิบัติชอบนั้นไม่มี ล้วนแต่เป็นการกล่าวหรือหลอกลวงเหลวไหลทั้งนั้น ซึ่งความจริงเป็นการกระทำเพื่อจะยังชีพเท่านั้นเอง โดย ศาลาธรรม [13 ก.ค. 2554 , 13:14:48 น.] ( IP = 125.25.123.21 : : )
สลักธรรม 2
ผู้ที่ยึดถือความเห็นผิดเป็นนัตถิกทิฏฐินี้ ท่านนักศึกษาก็จะเห็นได้ว่า เป็นผู้ปฏิเสธผลเช่นปฏิเสธผลของบุญของบาป ปฏิเสธผลของการทำสมถะและวิปัสสนาภาวนา ปฏิเสธผลที่ได้ทำบาปทำบุญ แล้วจะไปเกิดในนรก หรือเทวดา ว่าเกิดอีกไม่ได้ ดังนี้ก็คือ ได้ปฏิเสธกุศล อกุศล อันได้แก่บุญ บาป ทั้งหลายว่าไม่มีกำลัง ไม่มีความสามารถที่จะบันดาลผลขึ้นมานั่นเอง ด้วยเหตุนี้ พระมหาพุทธโฆสาจารย์จึงได้แสดงไว้ในสามัญผลสูตรอรรถกถาว่า "วิปากํ ปฏิพาหนฺเตนาปิ กมฺมํ ปฏิพาหิตํ โหติ" ซึ่งแปลความว่า เมื่อมีการปฏิเสธผลแล้ว ก็ได้ชื่อว่า ปฏิเสธกรรมอันเป็นเหตุให้เกิดผลนั้นด้วย
ท่านนักศึกษาทั้งหลาย ท่านเคยทราบบ้างหรือไม่ โดยไม่ต้องไปเลือกว่า เป็นใครนับถือลัทธิหรือศาสนาไหน หากแต่ว่าเป็นคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธนี่เอง บางท่านก็นับถือโดยมีทะเบียนสำมะโนครัวเท่านั้น ท่านไม่เคยเชื่อกรรมหรือผลของกรรม ท่านไม่เคยเชื่อว่าตายลงไปแล้วก็เกิดเป็นมนุษย์ หรือเป็นสัตว์นรกและเทวดาอีกได้ ทั้งท่านไม่เชื่อว่า การเจริญสมาธิและวิปัสสนานั้นจะบังเกิดผลดีอย่างไร ท่านไม่ยอมเชื่อพร้อมทั้งไม่ยอมที่จะศึกษาให้เข้าใจเสียด้วย
ผมเชื่อว่าท่านนักศึกษาคงจะได้พบปะมาบ้างไม่มากก็น้อย การได้ชื่อว่า นับถือพุทธศาสนาของท่านก็เป็นไปอย่างสังเวชสลดใจ เป็นการน่าเสียดายที่ท่านเกิดขึ้นมาพบพระพุทธศาสนาแล้วกลับไม่มีความสนใจศึกษาให้เกิดความรู้ในหลักการสำคัญ ตลอดจนเหตุผลของพุทธศาสนาเสียบ้างเลย
ท่านทั้งหลายเหล่านี้ แน่นอนว่าบางท่านก็ประพฤติดีปฏิบัติชอบ คิดช่วยเหลือเจือจานผู้อื่น มีความเมตตากรุณาประจำใจ ทำบุญให้ทานอยู่เสมอ แต่พื้นฐานของจิตใจนั้นประกอบไปด้วยความคิดเห็นอันไม่ถูกต้อง เป็นนัตถิกทิฏฐิ กุศลจิตของท่านจึงมีกำลังมากไม่ได้ ด้วยมิได้ปูรากฐานอะไรเอาไว้ ทำไปเพราะเห็นว่าเป็นความดี ทำลงไปเพราะเกิดความเมตตากรุณาอันเป็นไปตามธรรมดาสามัญ
เพราะกุศลจิตทั้งหลายจะเกิดขึ้นหรือจะเป็นไปก็ด้วยความเห็นใจ หรือทำตามธรรมเนียม หรือทำไปด้วยเพราะเป็นอาชีพ และด้วยเหตุที่อยู่ในสังคมจึงควรกระทำ เช่นนายจ้างช่วยเหลือลูกจ้างก็เพราะความจำเป็น หรือเพราะหน้าที่ หรือเพราะปรารถนาจะให้ลูกจ้างคิดถึงคุณตน จะได้ช่วยเหลือตนในวันข้างหน้า หรือเพราะมีความสงสาร แต่ไม่เคยคิดเลยว่า การกระทำของตนนั้นเป็นกุศลผลบุญที่จะนำผลมาให้ได้ในอนาคต
แน่นอนจริงๆ หรือที่ผู้ที่มีจิตใจประกอบไปด้วยนัตถิกทิฏฐิ แล้วจะประพฤติดีปฏิบัติชอบเสมอไป ไม่เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่เคยประพฤติผิดในกาม หรืไม่เคยเบียดเบียนผู้ใด แม้ในความคิดก็ไม่ได้คิดทำร้ายใครบ้างหรือ บุคคลทั้งหลายเกิดขึ้นมาชาติหนึ่งจะประพฤติดีปฏิบัติชอบดุจผ้าขาวที่มิได้เปรอะเปื้อนสิ่งใดนั้นก็ย่อมจะเป็นไปไม่ได้นัก ด้วยเหตุนี้บุคคลผู้ซึ่งมีความเห็นผิดเป็นนัตถิกทิฏฐิปฏิเสะผลดังที่ได้ยกตัวอย่างขึ้นมานี้ ก็ย่อมจะมีจิตใจแข็งกร้าว ถ้าการกระทำบาปเกิดขึ้นแล้ว ก็เป็นบาปที่จะให้ผลมิใช่เล็กน้อยเลย
ดังนั้นถ้ากุศลผลบุญที่ได้กระทำมาบ้าง ไม่มีกำลังความสามารถ หรือมีกำลังแรงไม่เพียงพอ คือได้กระทำกุศลมาไม่ถึงขนาดแล้ว ความเห็นผิดๆ ชนิดนัตถิกทิฏฐิที่ฝังมั่นประจำใจเหล่านั้นก็จะมีกำลังรุนแรงเพียงพอ หรือบังเกิดความสามารถที่จะทำให้ผู้นั้นได้รับผลในปฏิสนธิกาลอันจะนำไปเกิดในทุคติภูมิได้ และกำลังของอกุศลดังกล่าวนี้ เราเรียกว่า มโนทุจริต โดย ศาลาธรรม [13 ก.ค. 2554 , 13:15:15 น.] ( IP = 125.25.123.21 : : )
สลักธรรม 3
๒. อเหตุกทิฏฐิ ต่อไปนี้ผมจะขออธิบายถึงมิจฉาทิฏฐิตัวที่ ๒ คือ อเหตุกทิฏฐิต่อไป แต่ก่อนที่ผมจะได้อธิบาย ผมขอคัดพระบาลีที่แสดงไว้ในสามัญผลสูตรแห่งศีลขันธวรรคออกมาให้ท่านได้ทราบเสียก่อน คือ นตฺถิ เหตุ นตฺถิ ปจฺจโย สตฺตานํ สํกิเลสาย อเหตู อปฺปจฺจยา สตฺตา สํกิลิสฺสนฺติ นตฺถิ เหตุ นตฺถิ ปจฺจโย สตฺตานํ วิสุทฺธิยา อเหตู อปฺปจฺจยา สตฺตา วิสุชฺฌนฺติฯ
แปลความว่า ชนกเหตุคือเหตุที่ให้เกิด และอุปถัมกเหตุคือเหตุที่ช่วยอุปถัมภ์ให้สัตว์ทั้งหลายมีความเศร้าหมอง ลำบากกาย ลำบากใจนั้นไม่มี สัตว์ทั้งหลายที่กำลังเศร้าหมองและลำบากอยู่นั้น ก็ไม่มีชนกเหตุและอุปถัมภกเหตุแต่อย่างใด ชนกเหตุคือเหตุที่ให้เกิด และอุปถัมภกเหตุคือเหตุที่ช่วยอุปถัมภ์ให้สัตว์ทั้งหลายมีความบริสุทธิ์พ้นจากความลำบากกายลำบากใจนั้น ไม่มี สัตว์ทั้งหลายที่กำลังมีความบริสุทธิ์ พ้นจากความลำบากายลำบากใจนั้น ก็ไม่เกี่ยวกับชนกเหตุและอุปถัมภกเหตุแต่อย่างใด
ธรรมดาสรรพสิ่งทั้งหลายในโลก จะต้องมีเหตุเป็นแดนเกิดทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นพื้นดิน แม่น้ำ ภูเขาก็ตาม แต่สิ่งใดที่ปราศจากชีวิต หรือสิ่งใดที่ไม่มีวิญญาณครองแล้วก็ย่อมจะมีความสลับซับซ้อนของเหตุนั้นน้อยกว่าสิ่งที่มีชีวิต หรือสิ่งที่มีวิญญาณครอง
นักปราชญ์ทั้งหลายที่ค้นคว้าถึงสาเหตุในสรรพสิ่งที่ไม่มีชีวิต หรือไม่มีวิญญาณครอง หรือค้นคว้าหาสาเหตุจากปรากฏการณ์ของธรรมชาติกันมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ ต่อๆ กันมาจนถึงยุคปัจจุบัน ปัญหาเร้นลับที่แอบแฝงซ่อนเร้นอยู่อย่างลึกซึ้งก็ได้ถูกคลี่คลายออกมาเป็นอันมาก จนทำให้เราหายจากความงมงายไร้เหตุผล ทำให้เราหายจากความเข้าใจผิด คิดว่าธรรมชาตินั้นช่างเจ้าเล่ห์เจ้ามายา หรือหลงผิดโดยคิดว่าธรรมชาติต่างๆ ที่ปรากฏต่อสายตานั้น เป็นฝีมือของเทพยเจ้าดลบันดาล
อย่างไรก็ตาม แม้ถึงว่าธรรมชาติทั้งหลายจะถูกตีจนแตก หรือขบจนทะลุลงได้ก็ดี ก็มีเป็นส่วนที่เล็กน้อยเหลือเกิน เมื่อก้าวเข้าไปดูส่วนที่ยังเหลือ ส่วนที่ยังย่อยให้ละเอียดไม่ได้นั้นยังมีอีกเหลือหลาย ที่ยังรอคอยท่านผู้มีความรู้ คือท่านนักปราชญ์ราชบัณฑิตให้เข้ามาค้นคว้าหาความจริง
ธรรมชาติที่ปราศจากชีวิตทั้งหลายได้เก็บงำความเร้นลับของตัวเองไว้มากมาย ก็นับว่าน้อยกว่าความเร้นลับในเรื่องของชีวิต ด้วยเหตุนี้ จึงมีบุคคลเป็นอันมากพูดกันอยู่เสมอว่า เราเพิ่งจะก้าวเท้าเข้ามาในเรื่องของชีวิตไม่ได้กี่ก้าวเท่านั้นเอง โดย ศาลาธรรม [13 ก.ค. 2554 , 13:15:44 น.] ( IP = 125.25.123.21 : : )
สลักธรรม 4
ผมจะขอยกตัวอย่างขึ้นมาให้เห็นเล็กๆ น้อยๆ ส่วนหนึ่ง จากจำนวนใหญ่โตมหาศาล ที่เราทั้งหลายส่วนมากยังเข้าใจผิดกันอยู่ เพื่อเป็นแนวทางให้ท่านได้คิดพิจารณาบ้างตามสมควร
เมื่อขโมยคนหนึ่งสมมุติว่า ชื่อ นาย ก. ได้ถูกจับ แล้วก็ถูกนำตัวมายังโรงศาล ศาลได้ลงโทษจำคุกขโมยผู้นี้เอาไว้ ๓ ปี ตลอดเวลาทั้ง ๓ ปีเหล่านี้ต้องได้รับความลำบากมาก กินอยู่หลับนอนตามความต้องการของตนเองไม่ได้ ต้องถูกจำกัดเขต ตัดเสรีภาพลงไปมาก สังคมก็ถูกตัดเกือบว่าจะสิ้นเชิง ต้องพลัดพรากจากบ้านเรือน บุตร ภรรยาอันเป็นที่รักของตนมา ต้องเศร้าโศกเสียใจอยู่ทุกวันคืนมิได้สร่างซา
เมื่อมีผู้ใดผู้หนึ่งมาตั้งคำถามว่า นาย ก. เข้าไปอยู่ในคุกในตะรางเพราะเหตุใด ในเรื่องนี้ ใครๆก็จะพากันตอบว่า การที่นาย ก. เข้าไปอยู่ในคุกในตะรางนั้น เพราะเหตุที่นาย ก.เป็นขโมย
การตอบดังนี้ก็เป็นการแสดงว่า ขโมยเป็นเหตุ และการติดคุกนั้นเป็นผล แต่ถ้าสมมุติว่ามีผู้ใดตั้งคำถามขึ้นมาอีกว่า ขโมยเป็นเหตุ การติดคุกเป็นผลแน่หรือ ถ้าขโมยเป็นเหตุ ติดคุกเป็นผลจริงๆ แล้ว ขโมย ๑๐ ครั้งก็ต้องติดคุก ๑๐ ครั้งเหมือนกัน เพราะทำเหตุขโมยแล้ว ติดคุกก็เป็นผลจากการขโมยอีกทีหนึ่ง แต่มีหรือไม่ ขโมยตั้ง ๑๐ ครั้งแต่ไม่เคยติดคุกเลยแม้แต่สักครั้งเดียว ซึ่งในเรื่องนี้ก็จะต้องมีอย่างแน่นอน มีขโมยคนหนึ่งที่ฉกชิงสิ่งของของผู้โดยสารในรถไฟเป็นประจำจนร่ำรวยขึ้นมามากมายจนสามารถสร้างตึกได้ตั้งหลายหลัง มีภรรยาได้ตั้งหลายคน (ถูกจับได้เมื่อขโมยมาหลายปี)
เมื่อขโมย ๑๐ ครั้ง ก็มิได้ติดคุกทั้ง ๑๐ ครั้ง ดังนี้แล้วเราจะว่าขโมยเป็นเหตุติดคุกเป็นผลกระไรได้ เราจะว่าเหตุอันนั้นทำให้ได้รับผลอันนี้จะได้หรือ และไม่มีบ้างเลยทีเดียวหรือที่บุคคลหนึ่งที่ไม่ได้กระทำผิดอะไรเลยแม้แต่สักนิด แต่ก็มีสาเหตุมีกรณีต่างๆ แวดล้อมอยู่พรักพร้อมจนเป็นเหตุให้ศาลตัดสินจำคุก ๓ ปี ในข้อหาว่าเป็นขโมย
แน่นอน ผู้ที่มีความผิดจริงๆ รอดตัวพันมือกฎหมายไปได้ก็จะต้องมี และผู้ที่ไม่มีความผิดเลยอาจจะต้องติดคุกบ้างก็มีเหมือนกัน แต่ก็มีเป็นส่วนน้อย ถึงแม้จะมีเป็นส่วนน้อยก็ตาม เมื่อมีผลคือติดคุกขึ้นมาแล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องสาวเข้าไปหาถึงสาเหตุให้ได้ว่า การติดคุกนี้สืบเนื่องมาจากสาเหตุอะไร เมื่อเหตุกับผลมิได้ตรงกันเช่นนี้ จะอธิบายอย่างไร?
โดย ศาลาธรรม [13 ก.ค. 2554 , 13:16:09 น.] ( IP = 125.25.123.21 : : )
สลักธรรม 5
การติดคุกนี้สืบเนื่องมาจากสาเหตุอะไร เมื่อเหตุกับผลมิได้ตรงกันเช่นนี้ จะอธิบายอย่างไร?
เมื่อพิจารณาโดยแยบคายแล้ว อาศัยสภาวธรรมเข้ามาตัดสิน ก็จะได้ความจริงว่า เหตุขโมยหาใช่จะทำให้เกิดผล คือติดคุกได้ไม่ เพราะว่าการขโมยนั้นเป็นความปรารถนาที่จะทำให้ทรัพย์สินของผู้อื่นหมดลง ผลที่ได้รับนั้นก็จะต้องยากจนอดอยาก หรือทรัพย์สมบัติต่างๆ ต้องพินาศเสียหายไป ด้วยเหตุนี้เอง จะว่าขโมยเป็นเหตุ ผลคือติดคุก จึงเป็นไปไม่ได้
เมื่อพิจารณาโดยแยบคายแล้ว ใช้สภาวธรรมเข้ามาตัดสิน ก็จะได้ความจริงว่า เหตุของการขโมยนั้น จะปรากฏผลขึ้นมาทันตาเห็นจริงๆ จังๆ ในชาตินี้เลย ก็ย่อมจะเป็นไปไม่ได้ เพราะเป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรม กรรมที่ให้ผลในชาตินี้นันมีกำลังอ่อนด้วยเป็นชวนะดวงที่ ๑ แล้วก็ไม่ใช่อนันตริยกรรมที่มีกำลังมากอะไรเลยด้วย ผลชนิดนี้ก็จะเป็นเพียงไม่สบายใจ หรือเห็นอะไรก็คอยจะตกใจ เหมือนคนร้ายที่ระแวงภัยคล้ายกับมีคนคอยตามหลังเป็นต้น ดังนั้นผลของกรรมในเรื่องขโมยในชาตินี้ จึงให้ผลเป็นติดคุกในชาตินี้ ก็ย่อมจะเป็นไปไม่ได้ แต่จะต้องเป็นผลของกรรมในอดีตชาติอย่างแน่นอน
เมื่อพิจารณาโดยแยบคายแล้วใช้สภาวธรรมเข้าตัดสิน ก็จะเห็นได้ว่าขโมยแล้วได้รับผลคือติดคุกนั้น เหตุกับผลยังมิได้ตรงกัน เพราะเหมือนปลูกทุเรียนแล้วบังเกิดผลเป็นมังคุด หรือปลูกต้นมะม่วงแต่ผลกับมาเป็นพุทรา ซึ่งย่อมจะเป็นไปไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ ผลที่ได้รับในชาตินี้ คือการติดคุกตาราง จึงมิได้มีเหตุคือการขโมยในชาตินี้ หากแต่เป็นการกระทำเหตุ คือทำให้ผู้อื่นเสียอิสรภาพในชาติอดีตที่แล้วมา เช่นการกักขังสัตว์ หรือกักขังผู้อื่นให้เสียอิสรภาพ เป็นต้น เมื่อมีความปรารถนาอย่างไร เมื่อมีเจตนากรรมอย่างไร ก็จะได้รับผลอย่างนั้นตามกำลังแรงของกรรม หรือของเจตนา เหตุกับผลจะต้องตรงกัน จึงจะถูกต้องตามความเป็นจริง
ด้วยเหตุผลอันละเอียดลึกซึ้งดังที่ผมได้แสดงมาย่อๆ นี้เอง เราจึงได้เห็นผู้ร้ายยังลอยนวลอยู่ได้ เห็นคนขี้โกงยังโกงอยู่ต่อไปโดยไม่มีอันตราย และบางทีเราก็เห็นคนที่มิได้มีความผิดอะไรเลย ได้รับทุกข์โทษภัยอย่างร้ายแรงก็ได้ ทั้งนี้ก็เพราะเราไม่ทราบอดีต กล่าวคือ ชาติที่แล้ว และในชาติในๆ เข้าไปนั่นเอง
ท่านนักศึกษาจะต้องทำความเข้าใจในเรื่องของเหตุ ว่าเหตุคืออะไร ในเรื่องนี้ถ้าเราจะไปถามใครๆ ว่า "เหตุ" นั้นคืออะไร ก็คงจะได้รับคำตอบที่ไม่สู้จะง่ายนัก จะต้องคิดจะต้องค้นถึงตัวอย่างต่างๆ บางทีก็อาจจะตอบไม่ได้เอาเลย ทั้งๆ ที่เคยใช้คำว่า "เหตุ" นี้มานมนาน แต่ในหลักธรรมะนั้นวางกำหนดกฎเกณฑ์เอาไว้แล้ว ซึ่งมาจากภาษาบาลีว่า หิโนติ ผลํ ปวตฺตตีติ = เหตุ แปลว่า เหตุคือธรรมชาติที่ทำให้เกิดผล เช่น เม็ดมะม่วงเป็นเหตุ ต้นมะม่วงเป็นผล ช่างไม้เป็นเหตุ บ้านเรือนเป็นผล เป็นต้น โดย ศาลาธรรม [13 ก.ค. 2554 , 13:16:30 น.] ( IP = 125.25.123.21 : : )
สลักธรรม 6
นอกจากเหตุแล้วยังมีคำว่าปัจจัยอีกคำหนึ่งที่เราใช้กันอยู่เสมอๆ แต่ความหมายจริงๆ เราไม่สู้จะเข้าใจกัน บางท่านใช้คำว่าปัจจัยมานาน ครั้นถามว่าปัจจัยคืออะไรก็อึกอักตอบให้ตรงความหมายไม่ได้ และทั้งๆ ที่ยังไม่มีความเข้าใจ บางทีก็ใช้คำว่าเหตุกับคำว่าปัจจัย ทั้งสองคำนี้ควบคู่กันไปเลย เช่น "เหตุปัจจัย"
คำว่า "ปัจจัย" คืออะไร ปัจจัยนั้นคือเหตุหรือ ถ้าปัจจัยคือเหตุแล้ว เราจะใช้คำว่าปัจจัยซ้ำลงไปอีกทำไม ใช้แต่ "เหตุ" ตัวเดียวไม่ดีกว่าหรือ
คำว่าปัจจัยนั้นมิใช่เป็นตัวเหตุ คือเป็นตัวให้เกิดผลขึ้นมาโดยตรง หากแต่เป็นเพียงตัวสนับสนุนเหตุเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีผู้มาถามว่า มะม่วงต้นนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร เราก็จะต้องตอบว่า เกิดขึ้นมาจากเม็ดมะม่วง มันจะเกิดขึ้นมาจากอย่างอื่นหาได้ไม่ ดังนั้น เม็ดมะม่วงก็เป็นเหตุ ต้นมะม่วงก็เป็นผล
ถ้าจะถามต่อไปว่า เม็ดมะม่วงอย่างเดียวทำให้ต้นมะม่วงเกิดขึ้นมาได้หรือ ย่อมจะไม่ได้แน่นอน มันจะต้องอาศัยการรดน้ำ พรวนดิน การใส่ปุ๋ย ดินฟ้าอากาศที่เหมาะสม ด้วยเหตุนี้เอง การรดน้ำ พรวนดิน การใส่ปุ๋ย ดินฟ้าอากาศที่เหมาะสมก็เป็นตัวปัจจัย เพราะปัจจัยนั้นก็คือตัวการที่สนับสนุนเหตุ เพราะการรดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย และดินฟ้าอากาศที่เหมาะสมเหล่านี้มาช่วยสนับสนุนให้เป็นต้นมะม่วงขึ้นมาอีกทีหนึ่ง
สำหรับบ้านเรือนก็เหมือนกัน จะเป็นผลสำเร็จเด็ดขาดเป็นบ้านเรือนขึ้นมาได้ก็จะต้องอาศัยเหตุ คือช่างไม้ ช่างไม้จึงเป็นเหตุ บ้านเรือนจึงเป็นผล แต่ช่างไม้อย่างเดียวก็ไม่มีความสามารถที่จะดลบันดาลให้เป็นบ้านเรือนขึ้นมาได้ ดังนั้นจึงต้องอาศัยปัจจัยตัวสนับสนุนเหตุอีกทีหนึ่ง ปัจจัยอันเป็นตัวสนับสนุนช่างไม้ก็ได้แก่เครื่องมือของช่างไม้นั่นเอง ได้แก่ เลื่อย ค้อน กบ สิ่ว เป็นต้น
ตามที่ผมได้แสดงมานี้ เป็นการยกสิ่งของขึ้นมาเพื่อเปรียบเทียบให้ท่านนักศึกษาทำความเข้าใจในเรื่องของเหตุกับในเรื่องของปัจจัยได้ง่าย แต่ในสภาวธรรมนั้น หมายถึงเหตุที่จะให้เกิดโลภะ โทสะ โมหะ ความโลภ ความโกรธ ความหลง และอโลภะ อโทสะ อโมหะ คือความไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง
โดย ศาลาธรรม [13 ก.ค. 2554 , 13:16:52 น.] ( IP = 125.25.123.21 : : )
สลักธรรม 7
ในปรมัตถธรรมนั้น มีเรื่องของเหตุปัจจัยอย่างลึกซึ้งซึ่งปุถุชนผู้มากไปด้วยกิเลสหรือยังมีกิเลสอยู่ไม่อาจที่จะค้นคว้าเข้าไปให้ถึงได้ จึงต้องอาศัยสัพพัญญุตญาณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วต้องอาศัยทั้งทฤษฎี ทั้งการปฏิบัติจึงจะเข้าไปสู่เหตุและปัจจัยอันล้ำลึกนั้นๆ แล้วจะได้เรื่องราวของชีวิตอันน่าอัศจรรย์
สัตว์ทั้งหลายมีความลำบากกายลำบากใจ สัตว์ทั้งหลายมีความสุขมีความทุกข์เกิดขึ้นมาแล้ว ก็มองเห็นแต่เหตุเล็กๆ น้อยๆ ที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าอันเป็นเหตุปัจจุบันที่ตื้นๆ เผินๆ ไม่มีความสามารถเข้าถึงเหตุที่สำคัญและลึกซึ้งได้ มิหนำซ้ำยังเข้าใจเหตุกับผลไม่ตรงกันเสียอีก ดังนั้น จึงพากันพูดว่า ทำดีแล้วไม่ได้ดี ทำชั่วแต่กลับได้ดี เมื่อกระทำการฆ่าสัตว์ ลักทรพัย์ หรือกระทำผิดในกาม ตลอดจนเสพสุรายาเมาแล้ว เหตุเหล่านั้นไม่สามารถจะเกิดผลได้ เพราะผลก็ไม่ปรากฏขึ้นมาให้เห็นชัดเจนได้ทุกครั้งที่ได้กระทำอะไรลงไป
กรรมที่กระทำลงไปนั้นมีกำลังอำนาจมาก มีความสามารถมาก เมื่อได้กระทำลงไปแล้ว ก็ย่อมจะบังเกิดผลขึ้นมา แต่จะปรากฏผลขึ้นมาเร็วๆ ตามความคิดของใครไม่ได้ จะให้ผลเกิดขึ้นมาให้ทันตาเห็นของใครๆ จะได้อย่างไร ทั้งนี้ก็ต้องแล้วแต่กำลังของกรรมนั้นๆ ซึ่งจะต้องอาศัยเวลามากหรือน้อยตามสมควร เหมือนเราปลูกต้นมะม่วง ก็จะต้องคอยสัก ๕-๖ ปีจึงจะได้ผล ถ้าจะปลูกต้นสัก ก็จะต้องคอยสัก ๘๐ หรือ ๑๐๐ ปี จึงจะได้ไม้สักที่ดี แต่ถ้าปลูกถั่วงอกแล้ว เราก็คงจะได้ผลเร็วภายใน ๒-๓ วันเท่านั้น
เรื่องของกรรมนั้นลึกซึ้งยิ่งนัก ผู้ที่มิได้ศึกษาเล่าเรียนให้บังเกิดความเข้าใจ ก็ย่อมจะบังเกิดความเข้าใจผิดไปได้ และมากคนทีเดียวที่พยายามจะแสดงให้เห็นว่า กรรมที่กระทำลงไปนั้น จะเป็นกรรมที่หนักหรือเบาประการใดก็ตาม ย่อมจะมาให้ผลไม่ได้เลย ซึ่งเป็นความเห็นที่น่าสงสาร
ทั้งนี้เพราะเขาใช้เหตุผลตื้นๆ เผินๆ ด้วยขาดการศึกษาเล่าเรียนในสภาวธรรม หรือขาดโยนิโสมนสิการ คือการทำใจไม่แยบคาย และไม่เคยได้พิจารณาให้ลึกซึ้ง ทั้งไม่ยอมที่จะศึกษาเล่าเรียนจริงจัง แล้วยังบังอาจหมิ่นประมาทผู้ที่มีความเห็นอันถูกต้องเสียด้วย เขาต้องการบทพิสูจน์โดยต้องการที่จะเห็นผลของกรรมนั้นให้เกิดขึ้นต่อหน่าต่อตา ซึ่งเป็นไปไม่ได้ แม้การงานทั้งหลายก็จะต้องอาศัยเวลาเหมือนกัน เช่นเด็กเล็กๆ ที่หัดอ่าน ก.ไก่ ข.ไข่ จะอ่านได้ จะจำได้ เห็น ก.ไก่ ข.ไข่ ที่ไหนก็อ่านได้ถูกต้องนั้นก็จะต้องอาศัยเวลานาน ต้องอ่านตั้ง ๑๐๐ เที่ยว ๑,๐๐๐ เที่ยว อ่านเที่ยวเดียวสองเที่ยวจะให้จำได้อย่างไร เพราะกำลังที่ให้จำได้นั้นยังไม่พอ
หรือท่านทั้งหลายที่ทำการงานต่างๆ ก็เหมือนกัน จะต้องอาศัยเวลามิใช่เล็กน้อยเลยจึงจะมีความสามารถ เช่นท่านที่จะมารับราชการได้ ก็จะต้องหัดอ่านหนังสือมาตั้งแต่เล็กๆ เป็นปีๆ ต้องอยู่ชั้นประถมหลายปี ต้องอยู่ชั้นมัธยมอีกหลายปี บางทีต้องเข้าโรงเรียนอาชีพหรือต้องฝึกหัดงานอีกหลายปี จึงจะได้เงินเดือน จะต้องสร้างเหตุให้มีกำลังมากขึ้นให้เพียงพอเสียก่อนแล้ว จึงจะได้ผลประโยชน์สมความมุ่งหมาย โดย ศาลาธรรม [13 ก.ค. 2554 , 13:17:40 น.] ( IP = 125.25.123.21 : : )
สลักธรรม 8
อย่างไรก็ดี ผลจากการศึกษาเล่าเรียนก็ได้ความรู้ความฉลาดมากขึ้นทีละน้อยๆ เป็นเครื่องตอบแทน เช่น อ่าน ก.ไก่ ข.ไข่ได้ สอบชั้นประถมได้ สอบชั้นมัธยมได้ และสอบอาชีพได้ แต่จะได้เงินเดือน หรือใครเขาจะจ่ายเงินเดือนให้ก็ต้องทำงานให้เขาได้ ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นได้ว่าต้องอาศัยเวลามิใช่เล็กน้อยเลย เพราะเราไม่อาจเป็นเสมียนได้ภายในวันสองวัน เราไม่อาจเป็นผู้จัดการบริษัทห้างร้านได้ภายใน ๒ ปี ด้วยมีกำลังยังไม่พอ
เพราะเหตุที่ผลของกรรมมิได้แสดงให้เกิดมาได้ในทันที และผู้ที่มิได้คิดพิจารณาให้ละเอียดรอบคอบนี่เอง จึงได้ประกาศว่า ผลของกรรมที่ได้กระทำลงไปแล้วนั้น ไม่อาจจะเกิดผลได้เลย แล้วบางคนยังได้มาตั้งคำถามผมว่า ถ้าผลของกรรมมีจริงๆ แล้ว เหตุใดพวกปล้น พวกฆ่าคน พวกขี้โกงคนทั้งเมือง กรรมชั่วร้ายทั้งหลายเหล่านั้น มันไปหลบหน้าซ่อนตัวอยู่เสียที่ไหน ทำไมมันจึงไม่บันดาลให้พวกปล้น พวกฆ่าคนตาย พวกขี้โกงเหล่านี้ล้มดิ้นลงชักตายไปต่อหน้า
ท่านทั้งหลายลองคิดดู คำถามเช่นว่านี้ มันจะเป็นไปได้หรือ เหตุผลตามสภาวธรรมจะให้มันผิดไปจากธรรมชาติได้อย่างไร เป็นคำถามของผู้ที่มิได้มีความเข้าใจในธรรมชาติของชีวิตเลย
ผู้ที่มีความเห็นผิดเป็นนัตถิกทิฏฐิ ปฏิเสธผลของกรรม ว่าการกระทำทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นดีหรือชั่ว บุญหรือบาปก็ตาม ย่อมจะให้ผลแก่ผู้กระทำไม่ได้ ทำอะไรลงไปแล้วก็เลิกแล้วกันไป ส่วนอเหตุกทิฏฐินั้น ปฏิเสธเหตุ มีความเห็นว่า ความเป็นไปของสัตว์ทั้งหลายมิได้อาศัยเหตุซึ่งเป็นบุญหรือเป็นบาปแต่อดีตประการใด สัตว์ทั้งหลายมีความลำบากกายลำบากใจ มีทุกข์หรือมีสุข ไม่ใช่เกิดขึ้นมาจากเหตุที่ทำให้เกิด หรือเหตุที่มาช่วยอุปถัมภ์ให้ทุกข์หรือสุขยังคงอยู่ ทั้งในอดีตเหตุและปัจจุบันร่วมกัน หากแต่ว่าความเป็นไปทั้งหลายเกิดขึ้นมาได้เพราะการบังเอิญเท่านั้นเอง
ท่านสาธุชนทั้งหลาย ผู้ตกอยู่ในความประมาทได้ถูกฆ่าตายมาเสียมากมายก่ายกองแล้ว ผู้ที่ไม่มีความเข้าใจในเรื่องของชีวิตแล้วอวดดื้อถือดีคิดว่าตนมีปัญญามาก ไม่ยอมศึกษาชีวิตเสียให้เข้าใจ ได้ถูกชักนำไปในสารทิศต่างๆ เสียจนนับเวลาไม่ได้ ความโง่ความหลงในเรื่องชีวิตได้พาให้เวียนว่ายตายเกิดมาเสียนับชาติไม่ถ้วนแล้ว ได้ท่องเที่ยวไปยังแดนทุรกันดาร ต้องตกระกำลำบากอย่างแสนสาหัสมาเสียอย่างโชกโชนจนนับครั้งไม่ไหว บัดนี้ กุศลผลบุญหนุนส่งให้ได้มาลองลิ้มชิมปรมัตถธรรมแล้ว ถึงแม้จะยังเข้าใจไม่มาก ถึงแม้จะก่อความยุ่งยากที่จะทำให้ต้องคิดพิจารณา แต่ผลนั้นมหาศาลเกินความยากลำบากใดๆ
ใครๆ ก็รักชีวิตของตนเอง อยากให้พ้นไปจากความทุกข์ ถึงซึ่งความสุขอันสถาพรไปตลอดกาล บัดนี้ ผมได้ชี้หนทางนั้นให้แก่ท่านแล้ว ผมได้พยายามเสนอแนะหนทางอันแสนประเสริฐนี้ให้ท่านได้เห็นแล้ว และผมก็ได้ให้คำรับรองว่า เรื่องชีวิตจากรพะอภิธรรมปิฎกนั้นเป็นความจริงแท้แน่นอน รอคอยผู้มีความรู้มากๆ มีเหตุผลดีๆ ให้เข้ามาค้นคว้าศึกษาหาความจริงแท้แน่นอนจากคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อจะได้เข้าถึงประมัตถประโยชน์ต่อไป สำหรับในวันนี้เวลาแห่งการบรรยายก็พอสมควรแล้ว ผมจึงขอยุติแต่เพียงเท่านี้ ท่านผู้ใดจะซักถามปัญหาเพราะยังข้องใจสงสัยที่ผมได้บรรยายไปแล้ว ก็เชิญถามได้โดยไม่ต้องเกรงใจ
โดย ศาลาธรรม [13 ก.ค. 2554 , 13:18:23 น.] ( IP = 125.25.123.21 : : )
สลักธรรม 9
ถาม การทำบุญ ให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนานั้น ท่านเห็นว่าไม่สำคัญหรืออย่างไร ผมได้ยินท่านว่า ความเห็นอันถูกต้องนั้นสำคัญ
ตอบ การทำบุญ ให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนานั้น เป็นการกระทำที่ดีที่สำคัญทั้งนั้น แต่จะเอาดีมากที่สุด หรือสำคัญมากที่สุด ก็สู้ปัญญา หรือความเห็นอันถูกต้องไม่ได้ ทั้งนี้ก็เพราะว่า การทำบุญ ให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนานั้นเป็นกุศลจะให้ปลเป็นความสุขทั้งในชาตินี้และชาติหน้า เช่น จะมีกินมีใช้ มีที่อยู่อาศัยที่ดี มีจิตใจแจ่มใสเบิกบาน รูปร่างสวยงาม มีความเป็นอยู่เรียบร้อย แต่อย่างไรก็ดี แม้ความเป็นอยู่ของชีวิตจะดีอย่างไรก็ตาม แต่ไม่มีปัญญาเข้าประกอบร่วมด้วย ฉะนั้น กำลังอำนาจของกุศลจึงได้น้อยกว่า เพราะกำลังแรงของเจตนาต่างกัน
นอกจากนั้น การมีปัญญาเพราะได้ศึกษาเล่าเรียนเรื่องของชีวิตจากพระอภิธรรมปิฎกนั้นจะช่วยสกัดกั้นอกุศลที่จะเกิดขึ้นมาได้มากทีเดียว เพราะคนเรานั้น เมื่อได้ดีมีความสุขแล้วมักจะเหลิง เพลิดเพลินไปกับความสุขที่ตนได้รับ แล้วก็พยายามดิ้นรนแสวงหาให้ได้มากยิ่งขึ้นไปอีกทั้งเงินทอง ข้าวของ ที่ดิน เรือกสวนไร่นา ตลอดจนอำนาจวาสนา เพราะทนรบเร้าจากโลภะตัณหาไม่ไหว
ดังนั้นจึงมีหลักประกันน้อย จึงอาจประพฤติผิดศีลธรรม หรือบางทีก็อดทนต่อสิ่งที่มาเร้าไม่ไหว เพราะความอยากได้ อยากจะดี อยากจะเด่น หรือเพราะความเสียใจ โกรธแค้นพยาบาทอาฆาตจองเวร จึงได้กระทำทุจริตลงไป แล้วผลที่เกิดขึ้นก็คือทุกข์โทษภัยพร้อมทั้งการเวียนว่ายตายเกิด แต่ถ้ามีปัญญาร่วมด้วยแล้ว ก็จะได้อาศัยปัญญาเหล่านั้นเข้าสกัดกั้นหนทางเดินที่จะไปในทางขรุขระทุรกันดารเสียได้มากทีเดียว
นอกจากนั้น การทำบุญ ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ที่ไม่ประกอบด้วยปัญญานั้น จะทำให้เกิดที่ดีมีความสุขทางโลกๆ อย่างไรก็ตาม ก็ยังเป็นบันไดเบื้องต้นที่จะนำไปสู่พระนิพพาน และอาจจะเถลไถลเสียในระหว่างทางได้โดยง่าย เพราะขาดปัญญาพิจารณาปัญหาของชีวิตที่ลึกซึ้ง แต่ปัญญาอันได้แก่ความเห็นที่ถูกต้องนั้น หาใช่เป็นบันไดเบื้องต้นที่จะไปสู่พระนิพพานไม่ หากแต่เป็นบันไดขั้นสุดท้ายใกล้ชิดกับพระนิพพานมากที่สุด การเวียนว่ายตายเกิด ความทุกข์ระทมขมขื่นที่ชีวิตจะได้รับนั้น จะได้พ้นไปได้โดยง่ายและรวดเร็ว แล้วเสียเวลาน้อยกว่ากันมากอย่างเทียบกันไม่ได้ สำหรับในเรื่องปัญญานั้น ผมขอให้ท่านอ่านจากหนังสือชื่อ"ปัญญา" ของอภิธรรมมูลนิธิ ส่วนรายละเอียดที่มากขึ้นกว่านี้ ท่านจะได้ศึกษาในโอกาสต่อๆ ไป ในเรื่องมหากุศลญาณสัมปยุตต์ โดย ศาลาธรรม [13 ก.ค. 2554 , 13:18:38 น.] ( IP = 125.25.123.21 : : )
สลักธรรม 10
ถาม เมื่อยังไม่ได้เรียนธรรมะนั้น จะทำอะไรก็ทำได้ตามสบาย จะเดินไปทางไหนก็ไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะเหยียบสัตว์ตาย จะเข้าห้องน้ำก็ไม่ต้องคิดอะไร ผมเชื่อว่าบาปคงจะไม่เกิด เพราะไม่ได้ตั้งใจจะทำให้สัตว์ตาย แต่บัดนี้ ได้ศึกษาเล่าเรียนธรรมะเข้าแล้ว ก็ให้เกิดความยุ่งยากลำบากขึ้น เพราะเดินในที่บางแห่งกลัวว่าจะไปเหยียบเอาสัตว์ตัวเล็กๆ เข้า แม้เข้าห้องน้ำพบมดหลายตัว ก็ต้องลำบากไล่มันกว่าจะออกไปได้เพราะบางทีมันก็ดื้อ เมื่อความลำบากยุ่งยากใจเกิดขึ้นเช่นนี้ ไม่เป็นอกุศลดอกหรือ ถ้าเช่นนั้นไม่เรียนธรรมะเสียเลยจะไม่ดีหรือ?
ตอบ ผมก็เห็นจริงตามที่ท่านได้ถามมา ในเรื่องความลำบากจะต้องเกิดขึ้นบ้างเมื่อได้เรียนธรรมะไปแล้ว เพราะจะต้องมีความสังวรณ์ระวังผิดกว่าเมื่อตอนไม่ได้เรียน
ความจริงที่เห็นได้ง่ายๆ จากการที่ไม่เข้าใจสภาวธรรมก็คือ เดินไปไหนไม่ต้องมีความระวังว่าจะไปเหยียบสัตว์ตาย เข้าห้องน้ำบางทีก็ไม่ได้สังเกตว่ามีมดอยู่บ้างหรือเปล่า เสร็จธุระแล้วก็ออกมา ดังนั้น บาปที่เกิดจากการไปเหยียบสัตว์หรือจากการเดินการเข้าห้องน้ำก็ไม่มี เพราะไม่ทราบด้วยซ้ำว่าจะมีสัตว์อะไรบ้างหรือเปล่า เจตนาจะฆ่าสัตว์จึงมิได้เกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ท่านนักศึกษาพิจารณาดูให้ดีก็จะเห็นว่า เราไม่ได้เกิดบาปก็จริง แต่เราก็ไม่เกิดบุญด้วยเหมือนกัน
ส่วนผู้ที่เรียนธรรมะต้องได้รับความลำบากใจขึ้นบ้าง แต่ก็ได้บุญอยู่เสมอ ส่วนอกุศลนั้น ถ้าจะนับก็เป็นอกุศลจิต แต่เป็นอกุศลเล็กน้อย และเล็กน้อยมาก เพราะว่าอกุศลนี้เป็นปัจจัยให้เกิดกุศล
กุศลผลบุญบางชนิด ถ้าบาปไม่เกิดเสียก่อนแล้ว บุญที่ว่านั้นก็จะเกิดขึ้นมาไม่ได้ เพราะบุญชนิดนี้ต้องอาศัยบาปเป็นปัจจัย คืออาศัยบาปมาเป็นตัวสนับสนุนให้บุญเกิด ด้วยเหตุนี้เอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้สอนให้กระทำให้มากให้กระทำอยู่เสมอ ผู้หลักผู้ใหญ่ก็สอนกันอยู่ทั่วไป นั่นก็คือความกรุณา
ความกรุณาคืออะไร? ความกรุณาก็ได้แก่ความสงสารสัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยากหรือลำบากต่างๆ แล้วมีจิตคิดช่วยเหลือให้พ้นไปจากความทุกข์ยากลำบากนั้น แต่ความกรุณาจะเกิดขึ้นมาได้ก็ด้วยอาศัยหลัก ๓ ประการ คือ
๑. ต้องมีสัตว์อยู่เฉพาะหน้า
๒. สัตว์นั้นต้องมีความทุกข์
๓. บาปหรืออกุศลจะต้องเกิดขึ้นมาก่อนโดย ศาลาธรรม [13 ก.ค. 2554 , 13:19:04 น.] ( IP = 125.25.123.21 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |