มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


มิจฉาทิฏฐิ (๓)






โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร


มิจฉาทิฏฐิ (๓)

ผมได้แสดงถึงความเห็นผิดที่เรียกว่า มโนกรรมตัวที่ ๒ คือ อเหตุกทิฏฐิ ว่ามีความเห็นที่ไม่ถูกต้องอย่างไรบ้าง ผมได้ชี้ให้เห็นถึงผู้ที่มีความคิดเห็นปฏิเสธเหตุ มีความเชื่อว่า ความสุข ความทุกข์ ความมั่งมีหรือยากจน ตลอดถึงความเป็นไปของสัตว์ทั้งหลายนั้น ย่อมไม่มีเหตุในอดีตเข้ามาร่วมหรือเข้ามาสนับสนุน โดยเชื่อแต่เหตุผลตื้นๆ เผินๆ ที่เกิดขึ้นต่อหน้าจากการกระทำเฉพาะในปัจจุบัน

ตามที่พระพุทธโฆสาจารย์แสดงไว้ในสามัญญผลสูตรอรรถกถาว่า "นตฺถิ เหตูติ วทนฺโต อุภยํ ปติพาหติ" แปลความว่า ผู้ที่มีความเห็นว่า ความทุกข์ ความสุขของสัตว์ทั้งหลาย มิได้เกี่ยวเนื่องมาจากเหตุ นั่นก็คือ ปฏิเสธทั้งเหตุทั้งผลไปด้วย

สำหรับในวันนี้ ผมก็จะได้บรรยายถึงนิยตมิจฉาทิฏฐิตัวที่ ๓ คือ อกิริยทิฏฐิ ต่อไป ในพระบาลีสามัญผลสูตรแห่งศีลขันธวรรค ว่า "กโรโต การยโต ฉินฺทโต เฉทาปยโต ปจโต ปจาปยโต โสจยโต โสจาปยโต กิลมยโต กิลมาปยโต ผนฺทโต ผนฺทาปยโต ปาณมติปาตยโต อทินฺนํอาทิยโต สนฺธึฉินฺทโต นิลฺโลปํหรโต เอกคาริกํกโรโต ปริปนฺเถติฏฐโต ปรทรํคจฺฉโต มุสาภณโต กโรโตนกรียติปาปํ" ผู้ที่มีความเห็นผิดชนิดที่เรียกว่า อกิริยทิฏฐิ คือเห็นว่า การกระทำดี การกระทำชั่วของสัตว์ทั้งหลาย จะทำเองหรือใช้คนอื่นทำก็ตาม ไม่ได้ชื่อว่าเป็นบาปหรือเป็นบุญ

เช่น การทำร้ายโดยการตัดอวัยวะของผู้อื่น เช่นการเชือดเฉือนอวัยวะของผู้อื่น จะเป็นผู้กระทำเองหรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำก็ตาม ก็ไม่ได้ชื่อว่ากระทำบาป การยึดถือเอาวัตถุสิ่งของต่างๆ หรือทำให้ผู้อื่นได้รับความเศร้าโศกเสียใจ โดยจะทำเองหรือใช้ให้คนอื่นทำก็ตาม ไม่ชื่อว่าทำบาป

การลงโทษตนเองโดยทรมานให้อดอยากลำบากหรือยอมติดอยู่ในเรือนจำ หรือแนะนำสั่งสอนผู้อื่นที่เชื่อถือตนให้ได้รับความทุกข์ทรมานโดยสอนให้คนอื่นกระทำตาม ก็ไม่ได้ชื่อว่ากระทำบาป การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตด้วยตนเอง หรือใช้ให้ผู้อื่นฆ่า ก็ไม่ได้ชื่อว่าเป็นบาป การลักทรัพย์ด้วยตนเอง หรือใช้ผู้อื่น ก็ไม่ชื่อว่าเป็นขโมยหรือไม่ได้ชื่อว่าเป็นบาป

การกระทำต่างๆ ดังกล่าวไม่ว่าจะกระทำด้วยตนเองก็ดี หรือจะใช้ให้คนอื่นทำก็ดี เหล่านี้ก็ชื่อว่าไม่เป็นบาปทั้งนั้น

โดย ศาลาธรรม [14 ก.ค. 2554 , 13:00:25 น.] ( IP = 125.25.123.18 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


ความเห็นผิดชนิดอกิริยทิฏฐินี้ เป็นความเห็นที่ปฏิเสธกรรมอันเป็นตัวต้นเหตุ ดังนั้นจึงเท่ากับปฏิเสธผลของกรรมสำเร็จไปด้วย ดังที่พระพุทธโฆสาจารย์แสดงไว้ในสามัญญผลสูตรอรรถกถาว่า "กมฺมํ ปฏิพาหนฺเตนาปิ วิปาโก ปติหาหิโต โหติ" แปลว่า เมื่อปฏิเสธการทำบาป การทำบุญ อันเป็นตัวเหตุแล้ว ก็เหมือนกับการปฏิเสธผลของการทำบาปทำบุญนั้นด้วย

ความเห็นผิดในแง่มุมต่างๆ นั้นมีมากมาย ทั้งนี้ก็เพราะว่า เรื่องของชีวิตมีความกว้างขวางลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่ง ยากที่ผู้ใดที่มิได้ศึกษาเล่าเรียนให้ถึงแก่น หรือมิได้คบหาสมาคมกับสัปบุรุษแล้ว จะเข้าถึงความจริงได้ ยิ่งที่มีความรู้ ศึกษาเล่าเรียนมาในทางวิทยาศาสตร์ หรือวิชาสาขาอื่นๆ เช่น ชีววิทยา หรือจิตวิทยา เมื่อศึกษาวิชาการทางโลกอื่นๆ มามากแล้ว ก็จะมีเหตุผลเป็นของตนเอง ก็มักจะเห็นผิดในเรื่องของกรรมเป็นส่วนมาก ก็ย่อมจะปฏิเสธเหตุผลต่างๆ ในเรื่องของกรรม บางท่านก็โดยสิ้นเชิง แล้วไม่ยอมหันหน้าเข้ามาหาความจริงจากพระธรรมที่ว่าด้วยเรื่องของชีวิต เห็นเรื่องชีวิตในทางพระอภิธรรมเป็นเรื่องเพ้อฝันไป

หลายท่านทีเดียว ทั้งๆ ที่มีชื่อในสำมะโนครัวว่านับถือพระพุทธศาสนา แต่ไม่เคยได้ศึกษาเล่าเรียนพุทธศาสนาอย่างจริงๆ เลย ไม่เคยได้รับการอบรมในหลักธรรมะที่ละเอียดมาให้เพียงพอ ก็ไม่เคยเชื่อผลของการทำบาปทำบุญ ว่าบาปบุญที่ทำลงไปแล้วนั้น มีความสามารถที่จะสนองตอบแก่ผู้กระทำได้ ดังนั้น จึงได้ถกเถียงไปในแง่มุมต่างๆ พยายามที่จะเอาเหตุผลในวิชาการทางโลกเข้ามาหักล้าง เพื่อหวังจะได้ชนะแต่ประการเดียว ทั้งนี้ก็เพื่อให้ตรงต่ออุดมการณ์ของตนที่ได้ยึดถือเอาไว้แล้วแต่อดีต

ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงได้เห็นคนเป็นอันมากพูดล้อๆ กันว่า กำดีกว่าแบ เพราะแบแล้วไม่ได้อะไรเลย หรือพูดว่า กรรมมองไม่เห็นตัว กรรมไม่มีตัวไม่มีตนจะมาให้ผลได้อย่างไร หรือยกตัวอย่างว่า ถ้ากรรมทำให้เกิดผลได้จริงๆแล้ว เหตุไฉนจึงไม่ทำให้คนขี้โกง คนฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอยู่เสมอๆ คนที่ชอบจี้ชอบปล้น ให้ล่มจมหรือล้มตายลงไปต่อหน่าต่อตา ทำไมคนที่ทำผิดคิดร้ายถึงดังนี้ จึงร่ำรวยอยู่เย็นเป็นสุขขึ้นทุกวันๆ

บรรดาบุคคลเหล่านี้ อย่างมากก็จะเชื่อผลของกรรมชนิดที่ตื้นๆ เผินๆ ที่เป็นผลเกิดขึ้นต่อหน้าที่เห็นๆ อยู่เท่านั้น ทั้งเป็นการพูดๆ กันไปโดยที่ไม่มีน้ำหนักอะไร เช่นเป็นคนลักขโมยจึงได้ถูกจับไปติดตะราง เป็นคนขี้โกงจึงได้ประสบภัยพิบัติต่างๆ หรือคนไปยิงสัตว์ในป่าเสมอแล้วถูกปืนเข้าเป็นต้น นอกจากนั้นเขาจะยกเอาความบังเอิญขึ้นมา โดยอ้างว่าบังเอิญเป็นดังนั้น บังเอิญเป็นดังนี้ แต่ตามหลักของพระพุทธศาสนาแล้ว ความบังเอิญไม่มี ความเป็นไปของสัตว์ทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นมาแต่เหตุทั้งนั้น

บางคนในสมัยนี้ ก็ยังกล้ากล่าวแสดงความเห็นผิดที่น่ากลัวอันตรายเหมือนกับคนในสมัยพุทธกาล คือพวกเดียรถีย์ เช่นพูดว่า เมื่อเราเอาดาบฟันผู้อื่นให้ตาย ดาบก็เป็นวัตถุ เป็นสสาร ร่างกายของคนก็เป็นวัตถุ เป็นสสารด้วยกัน ทำให้ผู้อื่นล้มตายลงแล้ววัตถุสสารจะเป็นบาปได้อย่างไร

ความเห็นรุนแรงที่น่ากลัวนี้เกิดขึ้นกับผู้ใด เขาจะทำบาปไม่ว่าจะร้ายแรงเพียงใดได้ทุกชนิด เขาจะต่อสู้เอาเปรียบเบียดเบียนอย่างไม่มีความปรานีใคร ขอแต่ให้เขาได้อะไรที่ต้องการให้สมกับปรารถนาเท่านั้น อย่างมากเขาก็จะกลัวว่า มีคนรู้คนเห็น หรือกลัวผิดกฎหมายบ้านเมือง ถ้าเขามีทางที่จะหลีกเลี่ยงจากคนรู้คนเห็นได้ ถ้าเขาเห็นว่าจะหลีกมือกฎหมายไปให้พ้นได้ เขาก็จะกระทำลงไปอย่างสุดเหวี่ยงทีเดียว ทั้งนี้ไม่ว่าบาปจะมากสักแค่ไหน

โดย ศาลาธรรม [14 ก.ค. 2554 , 13:01:01 น.] ( IP = 125.25.123.18 : : )


  สลักธรรม 2


ความเห็นผิดที่เรียกว่า นิยตมิจฉาทิฏฐิทั้ง ๓ คือ

๑. นัตถิกทิฏฐิ มีความเห็นผิดว่า คนตายแล้วก็สูญไปเกิดอีกไม่ได้ ความเห็นผิดนี้ฝังมั่นประจำใจ จึงมีความเชื่อว่า ผลอันเกิดขึ้นมาจากการกระทำที่แล้วๆ มาของตนให้ผลไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นบุญหรือเป็นบาปก็ตาม ด้วยเหตุนี้ การกราบไหว้บูชาไม่มีผลอย่างใด สัตว์นรก เปรต เทวดา ไม่มี ทำบุญทำบาปแล้วก็แล้วกันไป ไม่มีผลอะไรขึ้นมาได้ สุขหรือทุกข์เกิดขึ้นมาเพราะการกระทำในปัจจุบัน และบางทีก็บังเอิญเกิดขึ้นเอง เป็นผู้ปฏิเสธผลของกรรมต่างๆ

๒. อเหตุกทิฏฐิ เป็นผู้มีความเห็นผิดชนิดปฏิเสธเหตุ เห็นว่าสัตว์ทั้งหลายจะสบายหรือลำบากก็ตาม จะร่ำรวยหรือยากจนก็ตาม จะเจ็บป่วยมากหรือน้อยก็ตาม หาได้มีชนกเหตุ คือเหตุที่ทำให้เกิดขึ้น และอุปถัมภกเหตุ คือเหตุที่ทำให้ความเป็นไปของชีวิตยังคงอยู่ ไม่เชื่อเหตุในอดีตว่าจะมาส่งผลได้

๓. อกิริยทิฏฐิ มีความเป็นผิดชนิดปฏิเสธผลว่า จะทำดีหรือทำชั่ว บุญหรือบาปก็ตาม ไม่เป็นเหตุที่จะให้เกิดผลขึ้นมาได้ ไม่เชื่อเหตุที่จะทำให้เกิดผล ทั้งไม่เชื่อผลที่ได้รับว่ามาแต่เหตุประการใด แต่มีความเชื่อว่า ความเป็นไปของสัตว์ทั้งหลาย สักแต่ว่ากระทำลงไปเท่านั้น

ความเห็นอันไม่ถูกต้องทั้ง ๓ อันนี้ ถ้าเป็นไปในชนิดที่มีกำลังเหนียวแน่นมีความคิดเห็น คือเชื่อในทางผิดๆ นี้หนักแน่นมั่นคงแล้ว ก็นับว่าเป็นภัยร้ายแรงแก่ชีวิตของผู้นั้นอย่างน่าประหวั่นพรั่นพรึงมากทีเดียว ยิ่งเป็นผู้ที่ยึดความเห็นนี้อย่างหนักแน่นมั่นคงแล้ว ยังเอาไปแสดงไปเผยแพร่ต่อๆ ไปยังบุคคลเป็นอันมาก โดยพยายามหาหนทางที่จะให้คนทั้งหลายเหล่านั้นมีความคิดเห็นโน้มเอียงไปในความเห็นผิดของตนด้วยแล้ว หนทางเดินของชีวิตในอนาคต คือชาติหน้าจะมืดมนจะปราศจากความแจ่มใส จะได้รับความทุกข์ร้อนอย่างแสนสาหัส เพราะจะไม่สามารถหลุดพ้นจากอบายภูมิได้เลย

โดย ศาลาธรรม [14 ก.ค. 2554 , 13:01:17 น.] ( IP = 125.25.123.18 : : )


  สลักธรรม 3


ในครั้งพุทธกาล คณาจารย์ใหญ่เดียรถีย์ ผู้ตั้งตัวเป็นผู้รู้ดีสั่งสอนบรรดาศิษย์ของตนไปในหนทางที่ไม่ถูกต้อง แล้วได้รับอันตรายเมื่อชีวิตหาไม่แล้วอย่างแสนสาหัส คณาจารย์เดียรถีย์เหล่านี้ มีความเห็นผิดชนิดนิยตมิจฉาทิฏฐิ ที่มาในสุตตันตปิฎก เล่ม ๑ ทีฆนิกาย ศีลขันธวรรค ผสามัญญผลสูตร)

ท่านที่ ๑ คือ อาจารย์อชิตเกสกัมพล สั่งสอนศิษย์ของตนว่า การให้ทาน การเคารพกราบไหว้ การบูชา และการเซ่นสรวง โลกนี้ โลกหน้า ตลอดจนถึงผลกรรมว่าไม่เป็นจริง ถือว่าผลทั้งหลายเกิดขึ้นมามากมายกับคนทั่วไปนั้นเกิดขึ้นเอง ด้วยความคิดสติปัญญาของตนเอง สัตว์ทำปัญญาให้แจ้งโลกนี้โลกหน้า ก็ด้วยปัญญาอันยิ่งของตน บุคคลก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ คนก็คือการประชุมของธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม เมื่อตายแล้วก็กลายเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม ไปหมด

การให้ทาน การเคารพกราบไหว้ การบูชา การเซ่นสรวง โลกนี้โลกหน้าเป็นเรื่องของคนเขลาบัญญัติเอาไว้ ความกล่าวเหล่านั้นล้วนแต่ไม่เป็นผล ล้วนแต่เป็นคำเท็จทั้งสิ้น อาจารย์อชิตเกสกัมพลผู้นี้ ถ้าว่าตามความคิดเห็นของท่านก็เป็นความคิดเห็นผิดชนิดนัตถิกทิฏฐิ คือ เชื่อว่าจะทำอะไรๆ ลงไปก็ตาม ผลจากการกระทำนั้นจะไม่เกิดขึ้น

ท่านที่ ๒ คือ อาจารย์มักขลิโคศาล สั่งสอนศิษย์ของตนว่า ความเป็นไปของสัตว์ทั้งหลายเกิดขึ้นแล้วก็เป็นไปเองตามธรรมดาสามัญ เช่น ความเศร้าหมองของสัตว์ก็มิได้มีเหตุปัจจัยมาสนับสนุน ทั้งไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยอะไรเพื่อเข้าถึงความบริสุทธิ์นั้นด้วย แล้วก็เปรียบว่า เหมือนกลุ่มด้ายที่บุคคลขว้างออกไปย่อมค่อยๆ คลี่ออกๆ แล้วก็หมดม้วนเอง ความเห็นผิดของท่านอาจารย์มักขลิโคศาลนี้ เป็นความเห็นผิดชนิดอเหตุกทิฏฐิ ผู้มีความเห็นว่า ความเป็นไปในชีวิตของสัตว์ทั้งหลายนั้น ไม่ได้มีเหตุเป็นแดนเกิดแต่ประการใด

ท่านที่ ๓ คือ อาจารย์บูรณกัสสป ท่านอาจารย์ผู้นี้สั่งสอนศิษย์ของตนว่า กระทำเองหรือใช้ให้คนอื่นกระทำ ก่อให้เกิดความเศร้าโศกเสียใจต่อผู้อื่น หรือแม้การฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ปล้นหรือจี้ก็ตาม ไม่ถือว่าเป็นบาปกรรมอะไร เป็นความเป็นไประหว่างวัตถุกับวัตถุ แม้การบูชา การให้ทาน การบวงสรวง การรักษาศีล ย่อมไม่ทำให้ผลเกิดขึ้น ความเห็นผิดของท่านอาจารย์บูรณกัสสปนี้ เป็นความเห็นผิดชนิดอกิริยทิฏฐิ โดยมีความเห็นผิดว่า การกระทำต่างๆ ของสัตว์ทั้งหลาย กระทำลงไปแล้ว ไม่เป็นบุญ ไม่เป็นบาปแต่ประการใด

ความเห็นผิดของท่านอาจารย์ทั้ง ๓ นี้ เป็นความเห็นผิดของบุคคลชั้นอาจารย์ ซึ่งมีความเห็นยึดเหนี่ยวที่เหนียวแน่นเป็นพิเศษ ถ้าจะจัดเป็นอกุศลคันถธรรม ซึ่งหมายถึงการผูกมัด หรือผูกคล้องสัตว์เอาไว้ เพราะด้วยอาศัยความเห็นที่ผิดของตนเอง หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ เอาความคิดเห็นที่ตื้นๆ เผินๆ ที่ขาดเหตุผลที่ลึกซึ้งของตนเองที่ขาดการศึกษา ขาดการพิจารณาโดยแยบคายของตนเองมาผูกพันมัดรัดตนเองเอาไว้ให้ต้องตกลงไปสู่ความทุกข์ยากลำบากที่สุดที่จะพรรณนาได้

เพราะเป็นความเห็นผิดของบุคคลชั้นอาจารย์ที่มีความเห็นผิดชนิดเหนียวแน่น ดังนี้เรียกว่า อิทังสัจจาภินิเวสกายคันถะ ได้แก่ความยึดมั่นผิดๆ จริงจังเหนียวแน่นไม่ยอมปล่อย ถือว่าความเห็นของใครๆ ไม่ถูกต้องไปเสียหมด โดยไม่ได้อาศัยเหตุผลให้เพียงพอ จึงเป็นเหตุให้ถูกผูกมัดเอาไว้ให้เวียนว่ายอยู่ในกองทุกข์ เวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏฏ์เป็นเวลานานแสนนาน

โดย ศาลาธรรม [14 ก.ค. 2554 , 13:01:33 น.] ( IP = 125.25.123.18 : : )


  สลักธรรม 4


อาจารย์ผู้ตกอยู่ในฐานะมีความเห็นผิดทั้ง ๓ นี้ เป็นนิยตมิจฉาทิฏฐิ ย่อมจะเผยแพร่ความเห็นอันไม่ถูกต้องของตนออกสู่ประชาชน กระทำให้ประชาชนเป็นอันมากประพฤติปฏิบัติผิดๆ ไปจากทำนองคลองธรรม เช่นว่า บาป บุญ ให้ผลไม่ได้ เป็นต้น กำลังอำนาจของความเห็นผิดนี้มีกำลังมีความสามารถส่งผลให้ไปบังเกิดในนิรยภูมิ คือเป็นสัตว์นรกในลำดับแห่งจุติจิต โดยไม่มีระหว่างคั่น หมายความว่า ตายเมื่อใดก็ลงนรกทันทีเมื่อนั้น ไม่ต้องไปเกิดยังที่อื่นใดเสียก่อน ทั้งนี้ก็เพราะความเห็นผิดของท่านทั้ง ๓ นี้ ยึดมั่นเหนียวแน่นมาก ทั้งได้ขยายการงานที่ทำให้เกิดความเสียหายออกไปอย่างกว้างขวาง

แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะได้ทรงทรมานด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อจะได้เพิกถอนความเห็นผิดอันน่าเกรงอันตรายนั้นเสีย ก็ไม่บังเกิดผลสำเร็จ แต่อย่างไรก็ดี พวกลูกศิษย์ของท่านอาจารย์ทั้ง ๓ นี้ แม้จะได้ติดตามความคิดเห็นของอาจารย์ของตนไป ก้เป็นไปในระยะแรกๆ เท่านั้น กำลังของอกุศลกรรมจึงยังอ่อนอยู่ เหมือนต้นพืชที่ยังไม่เติบโต ยังไม่ได้แผ่กว้างออกไป ทั้งยังลงรากไม่ลึก จึงยังมิได้สำเร็จเป็นนิยตมิจฉาทิฏฐิที่แน่วแน่อย่างไร

เมื่อได้พิจารณาหรือใคร่ครวญเข้าถึงเหตุผลแล้ว กลับใจเสียได้ ความเห็นที่ไม่ถูกต้องเล่านั้นก็อาจค่อยๆ เสื่อมคลายลงไปได้ ซึ่งแตกต่างกับบุคคลชั้นอาจารย์ทั้งหลาย ถึงอย่างไรๆ ก็ยังยึดไว้ไม่ยอมให้คลายตัวลงไปเลย

ตามที่ผมได้เล่ามาแล้ว เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในครั้งพุทธกาลที่บุคคลมีความคิดอ่านเป็นนิยตมิจฉาทิฏฐิ แต่ในสมัยไหนๆ ก็ย่อมจะมีความเห็นผิดชนิดนี้ได้เสมอๆ แม้ในสมัยนี้ซึ่งเป็นยุคของปรมาณู ยุคของอวกาศ ก็มีผู้มีความเห็นผิดนี้ไม่น้อยอยู่เหมือนกัน พื้นฐานการศึกษาในวิชาการทางโลกในสาขาวิชาแขนงต่างๆ ที่ได้ช่วยให้ผู้ศึกษาบังเกิดความรู้ความฉลาดมีเหตุผลมากขึ้นก็จริง แต่เป็นความรู้ความฉลาดมีเหตุผลในเรื่องที่นอกไปจากตัวเอง หาได้ช่วยให้เข้ามาใกล้ความจริงอันลึกซึ้งของเรื่องชีวิต คือตัวเองได้ไม่

ถ้าหากว่าผู้นั้นมิได้เอาความรู้ความฉลาด เอาเหตุผลต่างๆ ของตนเองเข้ามาค้นคว้าหาความจริงในปรมัตถสัจจธรรม เรื่องก็จะออกจากันห่างไกลไปลิบลับ ทั้งนี้ก็เพราะว่าเรื่องของชีวิตอันลึกซึ้ง เช่นเรื่องบุญหรือบาป ผลของกรรม เรื่องตายเรื่องเกิด ตลอดจนการไปเกิดเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย เทวดาเหล่านี้ ใช่วิสัยของปุถุชนผู้หนาไปด้วยกิเลสทั้งหลาย หรือนักปราชญ์ราชบัณฑิตชั้นใดจะค้นคว้าศึกษาเอาได้เองโดยมิได้อาศัยพระสัพพัญญูของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ผมก็ได้นำท่านนักศึกษาทั้งหลายเข้ามาสู่เรื่องเหลือเชื่อ เหลือกำลังปัญญาที่จะคิดพิจารณาให้เห็นจริงได้ว่า การไปเกิดเป็นเปรต หรือเป็นเทวดานั้น ไปเกิดอย่างไร เปรต อสุรกายและเทวดานั้น มีรูปร่างหน้าตาตลอดจนถึงความเป็นไปทั้งหมดว่า เป็นอย่างไรบ้าง เพราะในขณะนี้ก็มิใช่เป็นเวลาที่จะบรรยายถึงเรื่องดังกล่าว หากแต่แสดงถึงความเห็นผิดที่ผู้ปฏิเสธว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีนั้นชื่อว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นความเห็นอันไม่ถูกต้อง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงว่า มีเปรต อสุรกาย และเทวดานั้น พระองค์มิได้บอกว่ามี แล้วขอให้ใครเชื่อโดยมิได้มีเหตุผล หากแต่เปิดโอกาสให้ศึกษาเล่าเรียนจนบังเกิดความรู้ แล้วก็ตัดสินเอาด้วยตนเอง

โดย ศาลาธรรม [14 ก.ค. 2554 , 13:01:52 น.] ( IP = 125.25.123.18 : : )


  สลักธรรม 5


ผมได้แสดงมาแล้วถึงนิยตมิจฉาทิฏฐิประเภทที่ ๓ คืออกิริยทิฏฐิ อันเป็นบุคคลจำพวกหนึ่งที่ไม่เชื่อการทำบุญการทำบาป การทำดีหรือการทำชั่วว่าให้ผลต่อไปได้ เพราะการกระทำทั้งหลายก็สักแต่ว่ากระทำลงไปเท่านั้นเอง ผมได้อธิบายถึงผลอันเกิดขึ้นกับผู้ที่ไม่เชื่อผลของกรรมดังกล่าวว่า จะก่อทุกข์โทษภัยให้แก่ตนเองอย่างไร ทั้งในชาตินี้ ชาติหน้า และชาติต่อๆ ไป สำหรับในวันนี้ ผมก็จะได้ขอเสนอความเห็นผิดชนิดนิยตมิจฉาทิฏฐิในรายละเอียดเพิ่มเติมอีก

ธรรมดาของความมืดกับความสว่างนั้นเป็นของคู่กัน แต่ก็หาได้กลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไม่ หากแต่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน หรือเป็นธรรมที่ตรงกันข้าม เมื่อมีความสว่างเกิดขึ้น ความมืดก็จะหนีหน้าไปหมดสิ้น แต่ถ้าความมืดเข้ามา ความสว่างก็อยู่ต่อไปไม่ได้ ผลัดกันเกิดผลัดกันดับอยู่เช่นนี้

อันความคิดเห็นของคนเราก็เหมือนกัน ย่อมจะมีความคิดเห็นเป็นอันหนึ่งอันเดียวหรือสอดคล้องกันก็ได้ มีความคิดเห็นชนิดตรงกันข้าม เป็นฟ้ากับดินเลยก็มี เช่นความคิดเห็นว่า คนตายแล้วก็สูญ คนตายแล้วก็เกิดได้ หรือทำบุญทำบาปแล้วให้ผลในวันข้างหน้าไม่ได้ และทำบุญทำบาปลงไปแล้ว จะต้องให้ผลได้ในวันหนึ่งอย่างแน่นอน

ความเห็นผิดกับความเห็นถูก หรือความโง่กับความฉลาดนั้น ก็อยู่ร่วมกันไม่ได้เช่นเดียวกับความมืดความสว่างเหมือนกัน ความเห็นผิดกับความมีปัญญานั้นมีสภาพตรงกันข้าม แม้จะเห็นว่าเป็นคนเหมือนกัน มีหน้า ตา แขน ขา อย่างเดียวกัน มีรูปร่างงดงามสวยสง่าน่ารักหรือน่าเกรงขาม ก็ไม่ต่างกัน มีการศึกษามาดี มีความเฉลียวฉลาดสารพัดอย่างไรก็ตาม แต่ก็หาได้มีหลักประกันอันใดไม่ในความคิดอ่าน เพราะความคิดเห็นที่อยู่ภายในนั้น อาจไกลกันลิบลับจนนับจำนวนของความห่างไกลไม่ได้เลย

เช่นผู้หนึ่งเข้าใจว่าบาปบุญที่ทำไปแล้วให้ผลไม่ได้เลย แต่อีกคนหนึ่งมีความเลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เชื่อในกรรมและผลของกรรม เชื่อว่าตายลงไปแล้วย่อมจะปฏิสนธิ คือมีชีวิตขึ้นมาใหม่ได้ มีจิตศรัทธา มีวิริยะ มีสติ และมีสมาธิ ตลอดไปจนถึงมีปัญญาพิจารณาในเรื่องของชีวิตอย่างลึกซึ้ง

ในเรื่องนี้ ย่อมเป็นที่น่าอัศจรรย์ใจ ใครๆ ก็พากันอยากจะทราบว่า ด้วยเหตุผลเป็นไฉน ทำไมคนจึงได้มีความคิดเห็นแตกต่างกันมากมายดังนั้นได้ สัตว์ทั้งหลายผู้ซึ่งยังมีกิเลสอันได้แก่ตัวการที่ทำให้จิตเศร้าหมองเร่าร้อนแอบแฝงอยู่ภายในจิตใจนั้น ก็ย่อมจะกระทำการใดๆ ลงไปด้วยอำนาจของเจตนาที่เป็นบุญบ้างเป็นบาปบ้าง แล้วเจตนาที่เป็นบุญที่เป็นบาปนั้นไม่ได้สูญหายไปไหน ย่อมจะฝังประทับอยู่อย่างมั่นคงภายในจิตใจ แล้วก็พร้อมที่จะแสดงผลของตนขึ้นมาได้ และอยู่เสมอตลอดเวลา ถ้าสิ้นชีวิตลงเมื่อใด อำนาจของกิเลสที่ประทับอยู่ภายในจิตใจนั้น ก็จะผลักส่งให้เกิดการปฏิสนธิขึ้นมาในชาติใหม่ภพใหม่ต่อไป

โดย ศาลาธรรม [14 ก.ค. 2554 , 13:02:13 น.] ( IP = 125.25.123.18 : : )


  สลักธรรม 6


สัตว์ทั้งหลายที่ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ภายในสังสารวัฏนั้น ก็ย่อมจะได้ฝึกฝนการกระทำของตนในชาติต่างๆ มาหลายสิ่งหลายอย่าง บางอย่างก็ฝึกฝนเสียจนมีความสันทัดจัดเจน บางอย่างก็มีความชำนิชำนาญชนิดที่เรียกว่า ชำนาญเป็นพิเศษ บางอย่างก็มีความรู้ความชำนาญเล็กๆ น้อยๆ และในบางอย่างก็ไม่รู้และไม่มีความสนใจในเรื่องนั้นๆ เลย

ด้วยเหตุนี้เอง บางคนจึงมีความสนใจรักที่จะเป็นนายช่าง บางคนก็ถนัดในการที่จะเป็นนักประพันธ์ และบางคนก็มีความสันทัดจัดเจนในทางดนตรี บางคนก็มีความรักในการที่จะกระทำความชั่ว แต่ทว่าบางคนกลัวเกรงหรือหวาดเสียวในการกระทำชั่วมากเหลือเกิน บางคนเห็นแก่ตัวมากจนน่าตกใจ เพราะจะต้องเอาให้ได้ไม่ว่าใครเขาจะเดือดร้อนทุกข์ทรมานประการใดก็ตาม และบางคนเห็นแก่ตัวน้อย มีจิตคิดสงสาร มีเมตตากรุณาเผื่อแผ่ไปทั้งคนและสัตว์เดรัจฉาน จนไม่มีใครคิดว่าจะเป็นไปได้ เพราะคิดแต่จะช่วยให้คนอื่นอยู่รอดแล้วปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา บ่อยครั้งทีเดียวที่ช่วยเหลือผู้อื่นจนตนเองต้องลำบาก

ความเห็นผิดที่เรียกว่า นิยตมิจฉาทิฏฐินั้น ก็เกิดขึ้นมาได้จากการอบรมนั่นเองเป็นการอบรมความเห็นที่ผิดๆ นั้นมาตั้งแต่ชาติก่อนๆ แล้วก็รวมทั้งการกระทำในชาตินี้ลงไปด้วย เพราะไม่มีสัปบุรุษผู้รู้ทั้งหลายเข้ามาแนะนำชักจูงให้หันไปในทิศทางที่ถูกต้องหรือเพราะความรู้ ความฉลาด ความสามารถมากของตนเองด้วย ได้ศึกษาวิชาการในแขนงต่างๆ ในทางโลกมากมาย เป็นผู้มีความรู้มีเหตุผลในวิชาการต่างๆ มากเหลือเกินจนคิดว่าตนนั้นแสนจะวิเศษ

ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้มีความเห็นผิดไปว่า เรื่องของกรรม เรื่องบาป เรื่องบุญ เรื่องตาย เรื่องเกิดนั้น เป็นเรื่องประโลมโลกของคนโบราณ เป็นเรื่องเพ้อฝันของคนสมัยก่อน เป็นเรื่องลมๆ แล้งๆ สำหรับนักวิชาการเช่นเขา และเขาจะไม่ยอมศึกษาไม่ยอมแตะต้องธรรมะที่มีผู้เฝ้ายุให้เขาเข้ามาค้นคว้าหาความจริง ด้วยเชื่อแต่ความรู้ของตนเองมาแต่ต้นเป็นหลัก ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า เพราะผลแห่งการอบรมผิดๆ มาแต่ในชาติอดีต และเพราะความรู้ ความฉลาด ความสามารถมากของตนในปัจจุบันนี่เองที่เป็นกำแพงเข้ามาสกัดกั้นแสงสว่างของชีวิตที่ควรจะได้รับเสียสิ้น

ความเห็นที่ไม่ถูกต้อง ที่เรียกว่ามิจฉาทิฏฐิ หรือแม้ความเห็นที่ถูกต้องอันเรียกว่าสัมมาทิฏฐิหรือปัญญานั้น เกิดขึ้นมาได้จากหลายเหตุด้วยกัน แต่เหตุที่สำคัญที่สุดนั้นก็คือ การสั่งสมอบรมมาทั้งในอดีต คือชาติก่อนๆ และในชาติปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ดี ความเห็นผิดชนิดที่เหนียวแน่นที่เรียกว่านิยตมิจฉาทิฏฐินั้น จะเป็นเพราะการสั่งสมอบรมมาแต่ในชาตินี้และชาติก่อนเพียงชาติเดียวเท่านั้นก็หาไม่ หากแต่ได้มีความเห็นผิดชนิดนี้มาหลายชาติแล้ว จึงได้มีความคิดเห็นผิดชนิดที่เหนียวแน่น และน่ากลัวเช่นนี้ขึ้นมาได้

แม้ในครั้งพุทธกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยังนิ่งเฉยเสียไม่ตอบคำถามของบุคคลบางคนจนผู้นั้นหลีกหนีไปเอง แล้วพระองค์ได้เล่าให้ฟังในภายหลังว่า บุคคลนี้ในสมัยอดีตชาติได้เคยมีความเห็นชนิดที่เหนียวแน่นนี้มาแล้วมากชาติทีเดียว แม้พระองค์จะสอนอย่างไรก็ยากที่จะเปลี่ยนใจได้ เพราะเขาเพ่งเล็งแต่จะใช้สำนวนโวหารข่มขู่หักล้าง เขามุ่งแต่ที่จะเอาความรู้ต่างๆ เข้ามาทับถม เพื่อที่เขาจะเอาความชนะหรือเพื่อให้คู่สนทนาอับจน ทั้งนี้ก็เพราะว่าเขามีความคิดเห็นผิดชนิดเหนียวแน่นอยู่ภายในจิตใจไม่สามารถที่จะคลายได้ เขาได้เอาความเห็นผิดนี้เข้ามาเป็นเครื่องปิดบังขวางกั้นมิให้เกิดปัญญาขึ้นแก่ตนเอง เสมือนเมฆหมอกอันหนาทึบมาบังดวงจันทร์เสีย

สำหรับท่านที่เป็นสัมมาทิฏฐิ คือมีความเห็นอันถูกต้องนั้นก็เช่นเดียวกัน ก็เพราะได้เคยอบรมบ่มนิสัยมาแล้วมากมายในอดีต ได้รับอุปการะหรือได้รับปัจจัยสนับสนุนมามิใช่เล็กน้อย จึงได้บังเกิดศรัทธา มีความเชื่อมั่นในเหตุผลที่ถูกต้องในเรื่องของชีวิต บังเกิดวิริยะพากเพียรศึกษาและพิจารณาอย่างลึกซึ้ง บังเกิดสติมิให้จิตไหลไปในทางอกุศล พร้อมทั้งตั้งอยู่ในสมาธิมีความสงบเยือกเย็น และบังเกิดปัญญาจากการศึกษาเล่าเรียน จากการคิดพิจารณา ตลอดจนการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

โดย ศาลาธรรม [14 ก.ค. 2554 , 13:02:28 น.] ( IP = 125.25.123.18 : : )


  สลักธรรม 7


ในบรรดาอกุศลทั้งหลาย ย่อมไม่มีอกุศลอะไรที่จะนับว่าดีได้เลย เพราะธรรมดาของอกุศลนั้นๆ เป็นธรรมฝ่ายต่ำย่อมนำไปสู่ทุกข์โทษภัยเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงทุกข์โทษภัยใหญ่หลวง อกุศลต่างๆ ถ้าปรียบเหมือนน้ำก็มีแต่จะไหลลงสู่เบื้องต่ำฝ่ายเดียว ไม่มีกำลังในตัวของมันเองที่จะไหลขึ้นไปสู่ที่สูงๆได้

แม้อกุศลจะเป็นธรรมฝ่ายต่ำ เป็นธรรมที่จะนำไปสู่ททุกข์โทษภัยได้ก็จริง แต่เมื่อเปรียบบรรดาอกุศลทั้งหลาย มีการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เป็นต้น กับความคิดเห็นผิดชนิดที่เหนียวแน่นไม่คลอดแคลนเป็นนิยตมิจฉาทิฏฐิ ไม่ชื่อบุญ ไม่เชื่อบาป ไม่เชื่อผลของกรรมว่าจะให้ผลได้ ไม่เชื่อว่าทำดีแล้วจะได้ดี ทำชั่วแล้วจะได้รับผลร้าย ไม่เชื่อการตายการเกิดแล้ว อกุศลที่เรียกว่า นิยตมิจฉาทิฏฐินั้นก็จะให้ผลเสียหาย ชีวิตจะได้รับทุกข์โทษภัยร้ายแรงยิ่งเสียกว่าอกุศลอื่นๆ ดังกล่าวมาแล้วมากมาย

ทั้งนี้ก็เพราะว่า ความยึดมั่นผิดๆ ชนิดเหนียวแน่นนี้จะเกิดขึ้นมาตามอารมณ์ต่างๆ อยู่เสมอ เข้ามาสนับสนุนคือเป็นอำนาจหนุนหลังทั้งโดยตรงและโดยปริยายให้อารมณ์ทั้งหลายเกิดขึ้นมา แล้วมิจฉาทิฏฐินี้ก็จะค่อยๆ เจริญยิ่งๆ ขึ้น อารมณืต่างๆ จะได้รับการต้อนรัลจากมิจฉาสังกัปปะ คือการยกขึ้นสู่อารมณ์ที่ผิดๆ บ่อยๆ มิจฉาวายามะความเพียรต่างๆ ก็ผิดๆ อยู่ตลอดไปอยู่เสมอ มิจฉาสมาธิ แม้สมาธิที่เกิดขึ้นตามอารมณ์นั้นๆ เป็นขณะๆ ติดต่อกันไป เช่นความตั้งใจก็ไม่ถูกต้อง ทั้งความไม่ถูกต้องนี้เกิดขึ้นติดต่อกันไปในกาลอันยืดยาว

แม้จะทำกุศลหรืออกุศลจิตจะเกิดขึ้นมาบ้าง ก็จะมีกำลังอ่อนได้ผลน้อยเพราะความเหนียวแน่นในความเห็นผิดนั้นเข้ามาขวางกั้น ทำให้กำลังแรงของเจตนาที่จะเป็นบุญกุศลนั้นลดน้อยลงไป แม้กุศลที่จะเกิดขึ้นมาก็มักจะเกิดเพราะเหตุใดเหตุหนึ่งมาหนุนหลัง เช่น การทำบุญ การให้ทาน หรือการรักษาศีล จะเกิดขึ้นก็เพราะด้วยหวังประโยชน์ต่างๆเพื่อสนับสนุนอาชีพของตน เช่น เป็นนายอำเภอ ก็กระทำกุศลลงไปให้ใครๆ เขามีความเข้าใจว่าเป็นคนใจบุญ เพื่อจะได้มีเพื่อนฝูงมาก และเพื่อจะได้รื่นเริงเบิกบานใจ เช่นการทำบุญร่วมกับมีมหาสพ หรือดื่มสุรายาเมากันใหญ่ เหล่านี้เป็นต้น

นอกจากที่ผมได้กล่าวมาแล้ว ความเห็นผิดชนิดนิยตมิจฉาทิฏฐินี้ยังจะมาสกัดกั้นทางที่จะไปสู่ความพ้นทุกข์ หนทางอันเอกในโลกที่มีอย่หนทางเดียวเท่านั้น คือพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไปเสียด้วย ความเห็นผิดชนิดนี้ ไม่มีหวังที่จะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจนเกิดญาณปัญญาขึ้นมาได้

ปัญญาของผู้นั้นจะไม่มีหนทางที่จะเข้าไปสู่กระแสธารแห่งความเป็นอริยบุคคลได้เลยแม้แต่น้อย จะต้องเวียนว่ายตายเกิด ได้รับทุกข์โทษภัยต่อไปอีกจนนับชาติไม่ได้ จนกว่าสิ่งแวดล้อมและการอบรมใหม่ๆ ที่ถูกต้องจะเข้าถึงจิตใจแล้วหันหลังให้กับมิจฉาทิฏฐินั้นๆ ได้ อาจจะเป็นสิบเป็นร้อยหรือเป็นพันชาติก็ได้

โดย ศาลาธรรม [14 ก.ค. 2554 , 13:02:44 น.] ( IP = 125.25.123.18 : : )


  สลักธรรม 8


ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า นิยตมิจฉาทิฏฐินี้เป็นโทษที่ร้ายแรงที่สุด สมดังพระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงไว้ในอังคุตรพระบาลีว่า " ปรมานิ ภิกฺขเว วชฺชานิ " ซึ่งแปลความว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเห็นผิดชนิดนิยตมิจฉาทิฏฐินี้ มีโทษอันยิ่งใหญ่ที่สุด

บรรดาลัทธิหรือศาสนาต่างๆ ส่วนใหญ่ย่อมสนับสนุนให้คนกระทำความดี แล้วสอนให้เห็นโทษของความชั่วว่าจะทำให้ได้รับโทษอย่างไร ด้วยเหตุดังนี้ ใครๆ จะนับถือศาสนาอะไรๆ ก็ยังดี ใครๆ จะยึดพระผู้เป็นเจ้าหรือพระพรหมก็ยังไม่เป็นไร ด้วยยังได้มีที่พึ่งพาอาศัยของใจ ไม่ให้หันเหล่องลอยไปตามสายน้ำในลำธารไหลลงสู่เบื้องต่ำถ่ายเดียว

สำหรับผู้ที่ไม่เชื่อในเรื่องศาสนา ไม่มีศาสนาที่จะนับถือ หรือไม่เคยนับถือศาสนาไหนเลย หรือไม่มีความเข้าใจว่า ศาสนาไหนจะถูกต้องเลยแม้แต่ศาสนาเดียว คิดว่าศาสนาเป็นยาเสพติดที่มีแต่อันตราย คิดแต่ว่าศาสนาเป็นเครื่องมือสำหรับกอบโกยผลประโยชน์ของบุคคลบางคน หรือคิดแต่ว่า ศาสนาทำให้โลกไม่เจริญ นำความล้าหลังมาให้ประชาชาติ

และคิดว่าศาสนาเป็นตัวทุกข์โทษภัยที่จะนำมาให้แก่ประชาชน(ตำหนิติเตียนในหลักการ ไม่ว่าเฉพาะบุคคลบางคนที่หลงงมงาย) พร้อมทั้งมีความเห็นผิดชนิดมิจฉาทิฏฐิเข้าด้วยแล้ว โทษอันนั้นก็จะร้ายแรงหรือแรงกล้าอย่างสุดที่จะพรรณนาทีเดียว เพราะนิรยภูมิอันเป็นที่สิงสถิตชีวิตของสัตว์จำพวกโอปปาติกะ มีกายอันละเอียดแล้วได้รับทุกข์ทรมานอยู่ชั่วกาลนานนั้น จะกลายเป็นบ้านเรือนที่อยู่อันถาวรสำหรับจะอยู่อาศัยของเขา

ผมได้กล่าวมาแล้วว่า แม้จะทำบาป ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ หรือประพฤติผิดในกาม จะนำทุกข์โทษภัยมาให้ก็จริง แต่เมื่อเปรียบกับนิยตมิจฉาทิฏฐิแล้ว นิยตมิจฉาทิฏฐิให้ผลร้ายแรงกว่า ยืนยาวกว่า ทำความเสียหายให้กว้างขวางกว่า เพราะว่าการกระทำบาปต่างๆ นั้น แม้ว่าจะได้รับผลร้ายแรงก็จริง แต่เมื่อชำระหนี้สินร่อยหรอลดลงแล้ว ก็อาจมีใจเป็นกุศลเกิดทำบุญให้ทานได้ง่าย คือตกนรกแล้ว ก็เปลี่ยนใจกลายเป็นคนใจบุญได้

แต่ความเห็นผิดที่เหนียวแน่นนี้ จะเกาะกินใจอยู่ทุกชาติๆ จะสนับสนุนให้กระทำการอันไม่ถูกต้องที่จะเป็นบุญกุศล แม้จะทำบุญกุศลก็ได้รับผลน้อย แต่ตรงกันข้ามทำบาปกลับได้รับผลบาปมาก แม้ตกนรกแล้ว ความเห็นผิดๆ ก็ยังติดตัวไปเกิดใหม่ทุกหนทุกแห่งหนุนหลังให้การแสดงออกในความเห็นผิดแทบทุกอารมณ์ต่อไปอีก

โปรดติดตามตอนต่อไป



โดย ศาลาธรรม [14 ก.ค. 2554 , 13:03:21 น.] ( IP = 125.25.123.18 : : )


  สลักธรรม 9

ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [14 ก.ค. 2554 , 19:47:27 น.] ( IP = 124.121.175.251 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org