มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


มิจฉาทิฏฐิ (๔)







โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร


มิจฉาทิฏฐิ (๔)


ถ้าจะตั้งคำถามว่า ผู้ที่มีความเห็นผิดชนิดนี้มีโอกาสบ้างหรือไม่ ที่จะได้เปลี่ยนใจของตนให้หันกลับมาในทางที่ถูกต้องจนถึงความเป็นพระอริยบุคคลพ้นไปจากทุกข์โดยสิ้นเชิง หรือจะตั้งคำถามว่า ผู้ที่ยึดนิยตมิจฉาทิฏฐินั้นมีโอกาสปฏิบัติจนถึงมรรคผลนิพพานบ้างหรือไม่

ในเรื่องนี้ ผมขอยกคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเทศนาไว้ในพระบาลีมหาปัฏฐานว่า " อริยา มิจฺฉตฺตนิยเต ปหีน กิเลเส ปจฺจเวกฺขนฺติ, ปุพฺเพ สมุทาจิณฺเณ กิเลเส ชานนฺติ มิจฺฉตฺตนิยเต ขนฺเธ อนิจฺจโต วิปสฺสนฺติ" แปลความว่า พระอริยเจ้าทั้งหลายที่เคยเป็นนิยตมิจฉาทิฏฐิ ย่อมพิจารณากิเลสคือนิยตมิจฉาทิฏฐิที่ตนได้ประหาณไปแล้ว ย่อมเห็นกิเลสนิยตมิจฉาทิฏฐิที่เคยเกิดมาแล้วในสันดานของตน ย่อมพิจารณานิยตมิจฉาทิฏฐิขันธ์โดยความเป็นอนิจจะ

ตามที่แสดงมานี้ ก็จะเห็นได้ว่า พระอริยบุคคลทั้งหลายเคยเป็นนิยตมิจฉาทิฏฐิมาแล้วในกาลก่อนนั้นมีได้ แต่แน่ละ อาจจะนานแสนนานที่ต้องเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสารได้ระหกระเหินเดินทางไกล ต้องเกิดต้องตายในอบายภูมิ และสุคติภูมิมามากมายเสียจนนับไม่ไหว

ในบางสมัยเมื่อทุกข์โทษภัยเข้ามาเบียดเบียนหนักเข้าซ้ำๆ ซากๆ จนทนไม่ไหว จึงได้บังเกิดปัญญาพิจารณาปัญหาชีวิตของตน เบื่อหน่ายชีวิตที่มีแต่การต้องแก้ปัญหามิได้สร่างซา จึงหมดความอาลัยไยดีอีกต่อไป ปัญญาจึงได้เกิดขึ้นมาทีละน้อยๆ เรื่อยๆ ไปหลายๆ ชาติจนแก่กล้าสามารถพาชีวิตของตนไปให้ปลอดภัยได้

บรรดาผู้มีความเห็นผิดทั้งหลาย กล้ากระทำบาปอกุศลได้เพราะไม่มีความกลัวเกรงต่อบาปกรรมที่ได้กระทำลงไป ขออย่าให้ใครจับได้ ขออย่าให้ใครรู้เห็นเท่านั้น

โดย ศาลาธรรม [20 ก.ค. 2554 , 14:40:04 น.] ( IP = 125.25.121.137 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


ด้วยเหตุนี้เอง อกุศลกรรมบถอันเป็นทุจริตทั้ง ๑๐ ประการนี้ จึงย่อมจะมีโอกาสเกิดขึ้นมาได้ทุกๆ ประการ คือ

อภิชฌา ความโลภความเพ่งเล็งในทรัพย์สมบัติของผู้อื่น ย่อมจะเป็นต้นเหตุให้เกิดอทินนาทาน การลักขโมย กาเมสุมิจฉาจาร ความผิดในกาม มุสาวาท การพูดเท็จ ปิสุณวาจา การพูดส่อเสียด สัมผัปปลาปะ การพูดเพ้อเจ้อ และมิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิดๆ

พยาปาท ความพยาบาทปองร้ายหรือผูกโกรธใครๆ ย่อมจะเป็นเหตุให้เกิดปาณาติบาต การฆ่าสัตว์ อทินนาทาน การลักขโมย มุสาวาท การพูดเท็จ ปิสุณวาจา การพูดส่อเสียด ผรุสวาจา การพูดคำหยาบ และสัมผัปปลาปะ การพูดเพ้อเจ้อ

มิจฉาทิฏฐิ ความเห็นที่ผิด เป็นเหตุให้เกิดอกุศลทุจริตได้ทั้ง ๑๐ ประการโดยมิได้เว้นเลย

อภิชฌา พยาปาท และมิจฉาทิฏฐิทั้ง ๓ นี้ ชื่อว่า มโนกรรม เพราะว่าเมื่อยกเว้นจากกายวิญญัติ วจีวิญญัติ ซึ่งเป็นอกุศลที่แสดงออกทางกาย และทางวาจาแล้ว อกุศลที่เกิด ก็จะเป็นอกุศลที่เกิดขึ้นทางมโนทวารมากที่สุด ดังวจนัตถะว่า "มนสฺมึ ปวตฺตํ กมฺมํ = มโนกมฺมํ" แปลความว่า กรรมที่เกิดขึ้นทางใจ ชื่อว่ามโนกรรม

การกระทำที่เกิดขึ้นทางใจเรียกว่า มโนทวารนั้น เป็นเรื่องหลักวิชาที่มีความละเอียดมากอยู่สักหน่อย การศึกษาพระอภิธรรมก็จะต้องมากพอสมควร จึงจะทำความเข้าใจได้ แล้วก็จะต้องศึกษาเป็นลำดับตั้งแต่ต้นๆ มา สำหรับการศึกษาที่หยุดบ้างเรียนบ้าง หรือฟังบ้างไม่ได้ฟังบ้างนั้น จะเข้าถึงความลึกซึ้งว่า จิตที่เกิดขึ้นทางมโนทวาร หรือการงานของจิตใจทางมโน หรือการศึกษาเพื่อให้ทราบว่า เวลาที่คิดนึกนั้น ใจมันทำอะไรกันบ้าง ก็ยากอยู่สักหน่อย ด้วยเหตุนี้เอง ผมจึงขออธิบายเพียงย่อๆ พอให้ท่านนักศึกษาได้เห็นหนทางเท่านั้น

โดย ศาลาธรรม [20 ก.ค. 2554 , 14:40:44 น.] ( IP = 125.25.121.137 : : )


  สลักธรรม 2


จิตใจนั้นย่อมอาศัยที่ทำงานต่างๆ หลายแห่งด้วยกัน เหมือนคนขยันทำมาหากินหลายสถานที่ หรือหลายกรมกอง เมื่อจิตใจทำงาน "เห็น" ก็จะทำงานที่ประสาทตา เมื่อจิตใจทำงาน "ได้ยิน" ก็จะต้องทำงานที่ประสาทหู และเมื่อจิตใจคิดนึก ก็จะต้องทำงานทางประตูใจ ซึ่งการงานทางประตูใจนั้น เรียกว่า มโนทวาร และที่เรียกว่า มโนทวารนั้น มีหลายอย่างด้วยกัน คือ

๑. ภวังคจิต เป็นจิตที่ชื่อว่า มโนทวารเหมือนกัน เป็นจิตที่รักษาภพชาติเอาไว้ การงานของภวังคจิตนี้ไม่แสดงออกซึ่งอารมณ์ให้ปรากฏแก่สายตาของใครๆ มีการงานพิสดารไปอีกแบบหนึ่ง ซึ่งถ้าจะยกตัวอย่างของภวังคจิตให้เห็นง่ายๆ ก็ได้แก่คนที่นอนหลับสนิท คือคนที่นอนหลับสนิทนั้น จิตเป็นภวังค์

คนนอนหลับสนิทจิตก็ยังทำงานอยู่เหมือนกัน แต่ทำงานน้อย แล้วมิได้ออกมาทางประตูต่างๆ เช่นไม่ได้ออกมาเห็น ได้ยิน หรือคิดนึกอะไรเลย แต่ก็ทำงานอยู่ ไม่ได้สลบ(จิตใจ) หรือไม่ได้ตาย ซึ่งคนนอนหลับจิตใจทำอะไรบ้างนั้น ผมจะได้บรรยายในโอกาสข้างหน้าเมื่อศึกษาถึง ที่จัดเอาภวังคจิตมาชื่อว่าเป็นมโนทวารนั้น ก็เพราะเหตุว่า จิตที่ชื่อว่าภวังค์นั้นเป็นตัวการ หรือเป็นเหตุให้การงานของจิตเกิดขึ้น คือภวังคจิตนี่เองเป็นเหตุให้การเห็น การได้ยิน และความคิดนึกๆ เกิดขึ้นมา จึงได้ชื่อว่า มโนทวาร

๒. จิตทุกๆ ประเภท ไม่ว่าจิตนั้นจะเป็นประเภทไหนก็ตาม เช่น ไม่ว่าจิตนั้นจะเป็นกามาวจรจิต เป็นจิตที่ยินดีติดใจในอารมณ์ต่างๆ หรือจิตนั้นจะเป็นมหัคตจิต เป็นจิตที่ทำสมาธิจนกระทั่งสงบเยือกเย็น เรียกว่า ปฐมฌาน จิตทั้งหมดเหล่านี้ เกิดขึ้นที่มโนทวารทั้งนั้น เพราะเป็นตัวการทำให้จิตเกิดขึ้นมาได้ คือจิตดวงก่อนๆ ดับไป จึงเป็นเหตุให้จิตดวงหลังเกิดขึ้นมา เหมือนกับคลื่นในน้ำ คลื่นลูกที่ ๑ ดับลง จึงได้เป็นเหตุให้เกิดคลื่นลูกที่ ๒ ขึ้นมา เป็นต้น จึงชื่อว่า มโนทวาร

๓. อกุศลชวนะ และกุศลชวนะ คือการเสพอารมณ์ที่เป็นบาปหรือเป็นบุญ เช่น มีความยินดี ยินร้าย บุญหรือบาปเกิดขึ้นก็ตาม ชื่อว่า มโนทวาร ทั้งนี้ก็เพราะว่าชวนจิตซึ่งได้แก่ตัวการเสพอารมณ์นั้นเป็นเหตุให้มโนกรรมสำเร็จลง หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ชวนจิต ตัวการเสพอารมณ์ที่เป็นบุญเป็นบาปนี่เอง ชื่อว่า มโนกรรม เพราะชวนะนี้เป็นเหตุให้เกิดมโนกรรมบถขึ้นมา ดังนั้นจึงชื่อว่ามโนทวาร

อย่างไรก็ดี สำหรับเรื่องมโนทุจริตนี้ ผมขอให้ท่านนักศึกษาจำเอาไว้ด้วยว่า โลภมูล ความโลภยินดีติดใจในอารมณ์ โทสมูล ความโกรธ ความเกลียด ความไม่พอใจ จิตที่เกิดพร้อมด้วยอภิชฌา ความเพ่งเล็งในทรัพย์สมบัติของผู้อื่น พยาปาทะ ความปองร้ายผู้อื่น และมิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิด นั้นชื่อว่า มโนทวาร

ส่วนโมหมูลชวนะ ไม่ชื่อว่าเป็นมโนทวาร เพราะไม่สามารถเป็นเหตุให้เกิดมโนทุจริตได้ หรือจะกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็ว่า ความโง่ ความหลง ความไม่เข้าใจในอารมณ์ต่างๆ นั้น เมื่อเกิดความโง่ เกิดความหลง แล้วก็ไม่อาจเกิดมโนทุจริตทั้ง ๓ คือ อภิชฌา พยาปาทะ และมิจฉาทิฏฐิ

โดย ศาลาธรรม [20 ก.ค. 2554 , 14:41:07 น.] ( IP = 125.25.121.137 : : )


  สลักธรรม 3


ในอกุศลกรรมบถทั้ง ๑๐ ประการ ดังที่ผมได้บรรยายมาตั้งแต่ตอนต้นนั้น ถ้าเป็นทุจริตคิดมิชอบที่ครบองค์ และมีกำลังมากพอแล้ว ก็จะมีความสามารถให้ผลในปฏิสนธิกาลได้ ย่อมจะมีอิทธิพลนำให้เกิดในอบายภูมิ เรียกว่าเป็นชนกกรรมนำให้ปฏิสนธิให้สัตว์นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉาน ต้องได้รับความทุกข์ยากลำบากชั่วกาลนาน

ด้วยเหตุนี้เอง ผู้ที่ศึกษาเล่าเรียนเรื่องของชีวิตจากพระอภิธรรมปิฎกมาจนมีความเข้าใจได้เหตุผลพอสมควรแล้ว ก็จะเห็นว่า อกุศลกรรมบถทั้ง ๑๐ นี้ น่าหวาดกลัวเหลือเกิน ไม่กล้าที่จะเข้าไปใกล้ แต่ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาก็ย่อมจะไม่มีความเข้าใจ หรือมีความอวดดื้อถือดี ว่าเป็นผู้มีความรู้เป็นนักปราชญ์ จึงเห็นเรื่องของชีวิตที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นพบนี้ว่าเป็นเรื่องเพ้อฝันไป หรือเพราะในอดีตชาติหรือชาติในๆ เข้าไป ได้ฝึกฝนอบรมตนไปในหนทางที่เรียกว่า นิยตมิจฉาทิฏฐิ มาเสียอย่างโชกโชน อย่างเหนียวแน่น

ความเห็นผิดดังกล่าวจึงได้มาขวางกั้นเสีย ผู้ไม่เชื่อบาป ไม่เชื่อบุญว่าจะมาให้ผลได้ หรือการทำดี การทำชั่วนั้น ไม่มีผลอะไร เหล่านี้จึงชื่อว่า เหมือนเด็กเล็กๆ ไร้เดียงสาพากันไปเล่นที่ปากเหวลึก ด้วยหวังความสนุกสนานเบิกบานใจไม่รู้ว่าอันตายที่ร้ายแรงนั้นอยู่ใกล้ๆ หรือเหมือนเด็กเล็กๆ ที่เห็นงูพิษ เพราะไม่ประสีประสาจงพยายามไขว่คว้าจะเอามาเล่นให้ได้

ท่านนักศึกษาทั้งหลาย ผมได้บรรยายถึงโทษของความเห็นผิดมาแล้ว ท่านก็ย่อมจะทราบว่าร้ายแรงเพียงใด ผมก็หวังว่าท่านคงจะไม่นิ่งนอนใจที่จะหาทางให้ญาติมิตรและผู้ร่วมทุกข์ทั้งหลายได้มีโอกาสที่จะเห็นแสงสว่างในความจริงของชีวิตบ้าง ท่านคงจะพยายามให้เขาเหล่านั้นได้หันกลับเปลี่ยนทิศทางเดินทีละน้อยๆ ด้วยความปรารถนาดีอย่างจริงใจ แม้ถึงว่า จะมีความยากลำบากประการใดก็คงจะอดทนได้ เพราะผลของเขาในการเปลี่ยนใจได้นั้นมากมายเหลือหลายเกินคุ้มกับความยากลำบากใดๆ ความเมตตากรุณาที่ท่านได้ทำไปนั้นมีคุณค่าเหลือหลาย การให้ทานธรรมนั้นชนะการให้ทั้งปวง และการให้ทานธรรมที่เป็นประมัตถประโยชน์นั้น ก็ยิ่งล้ำเลิศประเสริฐขึ้นไปอีก

คำประพันธ์ที่ก่อความสะเทือนใจให้แก่ผู้รับไม่มีวันลืมเลือน ก็คือ "อันความกรุณาปรานี จะมีใครบังคับก็หาไม่ หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ จากฟากฟ้าสุราลันสู่แดนดิน"

โดย ศาลาธรรม [20 ก.ค. 2554 , 14:41:23 น.] ( IP = 125.25.121.137 : : )


  สลักธรรม 4


ถาม ผมได้เคยเพียรพยายามที่จะให้ญาติมิตรมีโอกาสที่จะศึกษาเรื่องของชีวิต ได้อธิบายถึงความมีประโยชน์อันมหาศาลที่จะได้รับ ได้ชักชวนให้เขาบังเกิดความเอาใจใส่ด้วยวิธีการต่างๆ แต่ก็ยากที่เขาเหล่านั้นจะบังเกิดความสนใจ บางทีก็หัวเราะเยาะให้เสียด้วยซ้ำ โดนเข้าเช่นนี้บ่อยๆ ผมก็ชักเข็ดไปเอง เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยกล้าชวนใครให้มาเรียนเสียแล้ว

ตอบ จิตใจของปุถุชนนั้นแตกต่างกันมาก แล้วแต่การอบรมสั่งสมมาตั้งแต่ในชาติอดีตและในชาติปัจจุบัน หรือแล้วแต่เขาจะเข้าไปตกอยู่ท่ามกลางของสิ่งแวดล้อมอะไร บางคนก็ชอบอย่างนี้ บางคนก็ชอบอย่างนั้น ความสันทัดจัดเจนที่เคยฝึกฝนไว้ ก็ย่อมจะแสดงออกมาให้ได้เห็นอยู่เสมอตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กๆ ไม่ว่าในวิชาอะไร ครูที่สอนเด็กอยู่หน้าชั้น ครูที่คลุกคลีอยู่กับเด็กอย่างใกล้ชิด ก็ย่อมจะทราบได้ดีว่าเด็กคนไหนชอบวิชาอะไรเป็นพิเศษ เด็กคนไหนไม่ชอบอะไรจริงๆ

ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงต้องระลึกไว้ข้อหนึ่งเสมอว่า จะยัดเยียดสิ่งใดให้แก่ใครนั้นอย่าไปคิดว่าผู้อื่นเขาจะเหมือนเรา ผู้อื่นเขาจะยอมรับได้ง่ายๆ ถ้าหากว่าไม่ตรงต่ออัธยาศัยของเขา เหมือนคนไม่ชอบเล่นดนตรี ถึงจะเคี่ยวเข็ญอย่างไรก็เล่นเก่งไม่ได้ แม้เราเองก็อาจจะเพิ่งเคยชอบธรรมะเอาเมื่อโตมากแล้ว

ถ้าหากว่าเราได้ทำความเข้าใจเอาไว้เสียก่อนดังนี้แล้ว เราก็จะได้ไม่เล็งผลเลิศจนเกินไป จะพยายามทำเท่าที่จะทำได้ ได้ประโยชน์น้อยก็ยังดีกว่าไม่ได้เสียเลย หาทางพูดหาทางเสนอแนะต่างๆ หรือให้หนังสือ ให้เขาได้มีปัญญาบารมีติดตัวไปชาติหน้าสักหนึ่งในร้อยในพันก็ยังดี คนที่สิ่งแวดล้อมหรือการอบรมในอดีตมิได้ช่วยสนับสนุนแล้วได้เท่านี้ก็ดีถมไป

โดย ศาลาธรรม [20 ก.ค. 2554 , 14:41:40 น.] ( IP = 125.25.121.137 : : )


  สลักธรรม 5


ผมเองก็โดนเขาว่ากล่าวจนแทบจะถอยออกมาหรือเลิกชักชวนคนอื่นเสียหลายหน แล้วคนที่ชอบๆ กันบางคนพูดโดยไม่เกรงใจ หาว่าบ้าคลั่งศาสนาก็มี เราก็ต้องพิจารณาตัวเองบ้างเหมือนกัน เพราะอาจพูดมากไปสักหน่อย หรือไม่ถูกกาลเทศะก็ได้

ด้วยเหตุนี้จึงต้องหาหนทางอันแยบคายเสียใหม่ บางทีก็ใช้คำว่าศาสนาไม่ได้ บางทีก็ใช้คำว่าธรรมะไม่ได้ เราก็ต้องพูดไปในทางที่เป็นธรรมชาติ ว่าเรื่องจิตใจ ว่าเรื่องวิญญาณไปตามแบบโลกๆ ว่าเรื่องของชีวิตไปตามคนสมัยใหม่เขาพูดกัน แต่สอดแทรกเหตุผลจากสภาวธรรมเข้าไปด้วย ข้อสำคัญต้องค่อยๆ ศึกษาวิธีการถ่ายทอดและผู้รับให้ดีๆ แล้วก็ค่อยๆ แก้ไขไปตามความเหมาะสม ด้วยปรารถนาดีต่อเขาทุกประการ

ท่านไม่ต้องกลุ้มใจหรือเสียใจว่าชักชวนเขาไม่สำเร็จ เพราะแม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้เอง ยังถูกคนแลบลิ้นหลอก เมื่อพระองค์กล่าวว่าเป็นผู้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ

บางทีเราชักชวนญาติมิตรให้มาเดินในหนทางอันประเสริฐนี้ยังไม่สำเร็จก็อาจจะไม่ใชเพราะเราผู้ชักชวน อาจจะเป็นเพราะเขายังไม่เคยได้อบรมปัญญาบารมีมาเลยในอดีต จึงไม่มีอดีตกุศลกรรมในทางนี้หนุนหลังเลย ถ้าเช่นนั้นก็จำเป็นต้องหาทางให้เขาได้รู้นิดรู้หน่อยเท่าที่จะทำได้ในวิธีการใดๆ ก็ตาม ให้เขาได้มีสิ่งที่หาค่ามิได้นี้ติดตัวไปชาติหน้าบ้าง ดีกว่าที่จะไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

นอกจากนี้ บางทีผู้ที่รับเรื่องราวจากสภาวธรรมยังไม่ไหว ก็มาจากกุศลของเขายังไม่เกิด จิตใจยังยุ่งอยู่ด้วยอำนาจของอกุศลกรรมที่เข้ามาพัวพัน วันดีคืนดีเมื่อใด ลมอาจจะหวนกลับก็ได้ เรื่องนี้ผมเคยพบบ่อยๆ เช่นให้หนังสือไปตั้งปีหรือสองปีแล้วจดหมายมาบอกว่า เพิ่งได้อ่านเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง แล้วถามหาเล่มต้นๆ หรือเข้ามาค้นหาวุ่นวาย บางคนมารับสารภาพว่า โอกาสเพิ่งจะเปิดให้ และบางคนก็ว่า เพิ่งรู้ว่าการศึกษาเรื่องชีวิตจากปรมัตถปิฎกมีประโยชน์เดี๋ยวนี้เอง เมื่อก่อนใครมาชวนผม ผมกลับไปดูหมิ่นเขา

โดย ศาลาธรรม [20 ก.ค. 2554 , 14:41:54 น.] ( IP = 125.25.121.137 : : )


  สลักธรรม 6


ถาม อาจารย์บรรยายเรื่องของความเห็นผิด ผมได้ยินแต่พูดถึงผู้ที่มีความรู้ทางโลกดี มีความเฉลียวฉลาด มีเหตุผลเป็นของตนเอง ดังนั้น จึงได้มากไปด้วยความคิดเห็น แต่มักจะมีความเห็นผิดในเรื่องของชีวิต โดยอาศัยความรู้ของตนที่ยึดถือว่าวิเศษนั้นเข้ามาหักล้างทำลาย หรือไม่ยอมลดตัวลงมาค้นคว้าหาความจริง เพราะเห็นว่า พระพุทธศาสนานั้นมีเอาไว้สอนศีลธรรม มีเอาไว้หลอกคนที่ไม่ค่อยฉลาดให้ไม่กล้ากระทำผิดเพราะสอนให้กลัวจะไปตกนรก แล้วในขณะเดียวกัน ก้เอาสวรรค์มาล่อใจให้กระทำแต่ความดี

เรื่องนี้ผมก็พอเข้าใจ เพราะได้เห็นมาหลายรายแล้ว แต่ผมอยากจะทราบเพิ่มเติมอีกสักหน่อยว่า คนโง่ๆ เล่าขอรับ คนที่ไม่ค่อยได้ศึกษาอะไร หรือมีพื้นฐานความรู้น้อยแล้ว จะมีความเห็นผิดประการใดหรือไม่

ตอบ ผมขอขอบคุณที่ได้ถามเรื่องนี้ เป็นการถามที่ตรงต่อเป้าหมาย และควรที่จะถามอย่างยิ่ง คนที่มีพื้นฐานความรู้น้อย หรือคนที่ไม่ค่อยจะเฉลียวฉลาด ก็ย่อมจะมีความคิดเห็นที่ผิดได้เหมือนกันเรื่องนี้ผมตอบตามที่ได้บรรยายมาแล้ว เพราะถ้าในอดีตเป็นผู้ที่มีความเห็นผิดๆ เป็นพื้นฐานของจิตใจแล้ว ความเห็นที่ถูกต้องก็ย่อมจะเกิดได้ยากมาก ถ้ายิ่งได้สั่งสมอบรมมาหลายๆ ชาติด้วยแล้ว ก็ยิ่งจะเหนียวแน่นยิ่งขึ้น

แต่อย่างไรก็ดี ผู้ที่มีการศึกษาดี มีความรู้มาก มีประสบการณ์ที่ผ่านมากว้างขวาง ถ้ามีความเห็นผิดแล้วก็ยิ่งจะยากที่จะแก้ไข เพราะเขาจะเอาความรู้ที่ได้มาใหม่ๆ เหล่านั้นเข้ามาหักล้างทำลาย เราเหตุผลตื้นๆ ของตนเองเข้ามาทับถม ยิ่งเป็นนผู้ที่มีอดีตเป็นคนมีมานะ คือชอบยกตัวถือตัวด้วยแล้ว ก็ยิ่งจะหนักแน่นยิ่งขึ้น เพราะจะเห็นว่าความคิดเห็นของตนถูกคนเดียว ของคนอื่นผิดหมด และบางทีก็ขยายความเห็นผิดๆ ของตนนั้นได้กว้างขวางออกไปเสียด้วย ผมก็ได้เคยพบมาหลายราย

ที่ผมตอบไปนั้นหมายถึงคนที่ไม่ค่อยฉลาด ไม่ค่อยมีพื้นฐานของการศึกษามาให้มากพอสมควร แต่มิได้หมายถึงบุคคลที่ถูกครอบงำอยู่ด้วยโมหะ เพราะเมื่อความโง่ความหลงเข้าครอบงำแล้ว ความคิดเห็นอะไรก็ไม่มีทั้งนั้น ไม่ทราบเรื่องของกรรมและผลของกรรม ไม่สนใจในเรื่องตายแล้วจะไปเกิดหรือไม่ ผมก็ขอตอบย่อๆ เพียงเท่านั้น หวังว่าคงจะทำให้ท่านทั้งหลายพอจะเข้าใจ



โดย ศาลาธรรม [20 ก.ค. 2554 , 14:42:11 น.] ( IP = 125.25.121.137 : : )


  สลักธรรม 7


มโนทวารเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยากจริงๆนะคะ

ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [3 ส.ค. 2554 , 11:34:52 น.] ( IP = 124.121.171.225 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org