มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


วิจัยธรรมะ ..วิริยะเจตสิก







วิจัยธรรมะ ..วิริยะเจตสิก

โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๔



ถาม ขณะปฏิบัติวิปัสสนามีเสียงเพลงดังอยู่ตลอด จะทำอย่างไร?

ตอบ สมาธิคือการที่จิตกำหนดอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งเพื่อไม่ให้จิตนั้นวุ่นวาย ฟุ้งซ่าน ซัดส่ายไป เมื่อมีเสียงจากภายนอกมากระทบนั่นก็เป็นเรื่องที่เราแก้ไขเสียงเหล่านั้นไม่ได้ แต่เราสามารถแก้ไขใจเราได้ หากเราเป็นผู้ที่ทำสมาธิบ่อยๆ คือทำทุกวันๆ จนกระทั่งมีอำนาจของสมาธิมาก เสียงนั้นก็จะไม่เป็นปฏิปักษ์กับเรา แต่เราไม่ได้ทำบ่อยๆ หรือเพิ่งมาหัดทำด้วยแล้ว เราก็จะรับเสียงนั้นเป็นปฏิปักษ์กับเรา ฉะนั้น เราก็ต้องหาอารมณ์มากำหนด อย่างตัวเองที่ทำสมาธิในช่วงเช้านี้ก็ได้ยินเสียงเหมือนกัน เลยท่องทีละคำในขณะหายใจว่า โอม- หัง-วัน-โท-นะ-โม-พุท-ธา-ยะ เป็นการหาคำบริกรรมมาเพื่อให้ใจเรามีงานทำมากขึ้น ฉะนั้น เรื่องของใจจึงเป็นเรื่องสำคัญ

และเมื่อเช้านี้ก่อนที่จะให้ทุกคนเปลี่ยนจากปฏิบัติสมาธิเป็นปฏิบัติวิปัสสนา ก็ได้ความรู้สึกดีๆ เกิดขึ้นด้วยการมองไปที่พระอาจารย์บุญมี ได้ความรู้สึกสรุปตอกย้ำกับตัวเองเลยว่า ใจเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด สุข-ทุกข์ อยู่ที่ใจ ตอนที่ดูรูปนั่งอยู่นั้น เพราะน้ำหนักที่มากขึ้นจึงมีการขยับเขยื้อนร่างกายบ่อยขึ้น ซึ่งสังเกตตัวเองว่าเปลี่ยนไป ๓ ครั้ง เพราะมีเหตุให้เปลี่ยน แล้วก็รู้สึกสะท้อนไปถึงอาจารย์บุญมีอีกว่าท่านนั่งมานาน ๆ แต่ท่านไม่เปลี่ยน เพราะลักษณะรูปนี้ไม่ได้รู้สึกอะไรเลย แต่ของเรามีใจเข้าไปร่วม เราทุกคนมีใจครอง แล้วใจของเราเป็นตัวรับรู้สึกสุขหรือทุกข์ที่เข้ามาสู่ใจ เมื่อสักครู่นี้ ยังบอกตัวเองเลยว่า ถ้าเผื่อสิ้นภพสิ้นชาติไปก็จะดีมาก ๆ

ฉะนั้น จากคำถามที่ตั้งมา ถ้าทำสมาธิแล้วมีเสียงเป็นปฏิปักษ์ เราก็ต้องหาคำหาภาวนา แต่ถ้าเผื่อเป็นการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ก็ต้องกำหนด “นามได้ยิน”

เรื่องของใจเป็นเรื่องสำคัญมากอย่างที่บอก เราก็เรียนกันมามากรู้กันมาเยอะ บางคนเรียน ๙ ปริจเฉทรอบที่ ๓ รอบที่ ๔ บางคนก็เรียนปริจเฉทที่ ๑ หลายรอบ แล้วเราจะทำอย่างไรกับการเรียนนั้นให้เกิดประโยชน์ที่สุด ในวันนี้ก็จะขอยกเจตสิกข้นมาตัวเดียวคือ "วิริยะเจตสิก"

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [21 ก.ค. 2554 , 15:22:47 น.] ( IP = 125.27.178.180 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


วิริยะคือความเพียร เจตสิกคือตัวประกอบกับจิต ... วิริยะเจตสิกเมื่อประกอบกับจิตแล้วจิตนั้นก็จะมีความเพียร นักศึกษาที่เรียนแล้วก็จะรู้ว่าวิริยะเจตสิกประกอบจิตได้ ๗๓ ดวง และในจิต ๗๓ ดวงนี้ ผู้ที่ศึกษา ผู้ที่สอน และผู้ที่เข้าใจก็จะรู้ว่า ควรเพียรแค่ ๒๑ ดวง ก็คือ มหากุศลจิต ๘ มหัคคตกุศลจิต ๙ มรรคจิต ๔ ส่วนที่เหลืออีก ๕๒ ไม่ต้องทำ

มหากุศลจิต ๘ มหัคคตกุศลจิต ๙ มรรคจิต ๔ รวม ๒๑ ดวงนี้ เป็นเป้าหมายของพวกเรา แต่มรรคจิต ๔ ดวงเราทำได้ไหมในตอนนี้? ทำไม่ได้ แล้วมหัคตกุศลจิต ๙ คือการทำฌานล่ะอยากทำไหม? ไม่อยากทำและอย่างเราก็ทำไม่ได้ ฉะนั้นจาก ๒๑ ดวงก็จะเหลือแค่ ๘ คือ มหากุศลจิต ๘ ซึ่งมีมหากุศลญาณสัปปุยตตจิต ๔ ดวง กับมหากุศลญาณวิปยุตตจิต ๔ ดวง และมหากุศลญาณวิปยุต บุญที่ไม่ประกอบไปด้วยปัญญา ควรทำไหม? ไม่ควรทำ ฉะนั้น ก็เอาออกไปอีก ๔

จากวิริยะจิต ๗๓ เหลือเพียงมหากุศลญาณสัมปยุตตจิต ๔ ซึ่งอุเปกขามหากุศลญาณสัมปยุตตจิต ๒ ดวงเกิดได้บ่อยกับเรา ส่วนโสมนัสมหากุศลญาณสัมปยุตตจิต ๒ ดวงนี้เกิดได้ยากกับเรา

ทำไมจึงบอกว่าอุเปกขามหากุศลญาณสัมปยุตตจิต ๒ ดวงเกิดได้บ่อย ส่วนโสมนัสมหากุศลญาณสัมปยุตตจิต ๒ ดวงเกิดได้ยาก ....ก็มาดูว่า เราต้องถูกชักชวนให้มาเรียนให้มาฟัง แรก ๆ ก็ตื่นเต้นยินดี โสมนัส มีกำลังใจที่จะฟัง พอฟังไปสักครึ่งวันกำลังตกเป็นอุเปกขา ฉะนั้น สิ่งที่ควรเพียรจึงเหลือเพียง โสมนัสมหากุศลญาณสัมปยุตตจิต ๒ ดวง

และโสมนัสมหากุศลญาณสัมปยุตตจิตดวงที่ ๒ นี้มอบให้เป็นหน้าที่ของคันถะธุระ เพราะเรารู้เองไม่ได้ เราอ่านเองก็ไม่เข้าใจ จึงเป็นกุศลที่ประกอบไปด้วยปัญญาโดยมีผู้ชักชวน ส่วนโสมนัสมหากุศลญาณสัมปยุตตจิตดวงที่ ๑ ท่านคือวิปัสสนาธุระ ฉะนั้น คันถะธุระกับวิปัสสนาธุระเป็นความเพียรอย่างยิ่งที่เราจะต้องทำให้มี เราเรียนไม่ใช่เรียนอย่างธรรมดาต้องเรียนให้เข้าใจ ปฏิบัติให้จริง แล้วเราเรียนกันมามากเกินแล้ว เรียนในสิ่งที่เราก็เข้าถึงไม่ได้ แต่มหากุศลญาณสัมปยุตตจิต ๔ ดวงที่ยกมานี้ เราเข้าถึงได้ด้วยตัวของเราเอง

โดย น้องกิ๊ฟ [21 ก.ค. 2554 , 15:23:13 น.] ( IP = 125.27.178.180 : : )


  สลักธรรม 2


ที่ตัดมหัคตกุศล ๙ ออกไปเพราะถึงเราจะเรียนเรื่องพรหมโลกเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ เราก็แค่รู้แต่ไม่รู้จริง เข้าถึงไม่ได้ แม้กระทั่งมรรคจิต ๔ เราก็รู้ว่า เมื่อมัคควิถีเกิดขึ้น น ท ม บริ อุ นุ โค มัค ผล ผล ภ ภ เราก็รู้โดยแถวของวิถี แต่เราก็ไม่สามารถเข้าถึงสภาวะความจริงของเขาได้ จึงได้ตัดออกไป แต่โสมนัสมหากุศลจิตญาณสัมปยุตตจิต เราสามารถทำให้เกิดขึ้นที่เราได้ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นตัวที่จะทำให้เราก้าวหน้าได้

รูปปั้นของอาจารย์บุญมีที่นั่งมานานแล้วนั้น เสียงก็ไม่รบกวน เมื่อยก็ไม่เมื่อย ไม่ต้องขยับเพราะท่านไม่มีวิญาณครอง เป็นแต่รูปเปล่า ๆ แต่ที่เราเมื่อสักครู่นี้ เราต้องหายใจ เราต้องกินน้ำ สวดมนต์เราก็เหนื่อย เพราะเรามีใจ หรือมีจิตนั่นแหละ เป็นตัวรับรู้อารมณ์ สุข หรือ ทุกข์ ถ้าเผื่อไม่มีใจเสียอย่างหนึ่งหรือว่าดับได้โดยไม่เหลือเชื้อ ไม่ต้องมีสุขมีทุกข์อีกแล้ว ฉะนั้น จะดับสิ้นได้ก็ต่อเมื่อเราทำโสมนัสมหากุศลญาณสัมปยุตตจิต ๒ ดวงนี้ให้ปรากฏในชีวิตให้มากๆ ที่ชีวิตของเรามันดับไม่ได้เพราะอวิชชาและตัณหาเป็นเพื่อน ๒ ของเรา

อวิชชาคือความไม่รู้ ตัณหาคือเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ทำให้เราต้องมีการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ร่ำไป เราจึงจะต้องทำอวิชชาให้หมด เบาบางตัณหาลงให้น้อยจนหมดไปในที่สุด เราจึงต้องฆ่าพวกนี้ ท่านถามว่าฆ่าอะไรเป็นสุข ฆ่ากิเลส ตอวัฏฏะ คือ อวิชชา ตัณหา ตรงนี้ลงให้หมด ไม่ใช่ฆ่า โลภ ฆ่าโกรธ ฆ่าหลง แต่ตรงอวิชชาและตัณหานี้คือตอวัฎฎะ เราจึงต้องมีความใส่ใจ เพียรพยายามทำชีวิตของเราให้ก้าวหน้าด้วยคันถะธุระ เพราะคันถะธุระนี้จัดเป็นวิชชา คือ ปัญญา ขอให้เรามีปัญญา

แต่คำว่า วิชา ด้านคันถธุระอย่างเดียว ก็เหมือนมีความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด วิชาจึงต้องบวกไปด้วยจะระณะสัมปันโน วิชาที่เราเรียนต้องเพียรชอบประกอบไปด้วยสัมมาทิฏฐิ ที่ต้องเน้นสัมมาทิฏฐิเพราะเป็นมรรคองค์แรกเลย ชีวิตของเราคละเคล้าไปด้วยบาปและบุญ และบาปมากกว่าบุญน้อยมาก บาปหรือที่เราเรียกว่าอกุศลกรรมบถ ๑๐ ก็ได้ อกุศลกรรมบถ ๑๐ คือทางที่ไม่ควรดำเนิน ส่วนบุญคือทางที่ควรดำเนินได้แก่ บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ เราต้องอ่านให้ออกว่าตัวกำกับบาปและตัวกำกับบุญ เจอผู้กำกับการแสดงของเขาให้ได้ ไม่ใช่ว่าไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดปด ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจอ ต้องรู้จักผู้กำกับบาปและผู้กำกับบุญ ผู้กำกับบุญคือ ทิฏฐุชุกรรม ผู้กำกับบาปคือมิจฉาทิฏฐิ

การทำบุญที่เป็นญาณวิปยุต คือ ไม่ประกอบไปด้วยปัญญาที่ตัดออกไปเมื่อสักครู่ เพราะว่าไม่มีผู้กำกับ เป็นการทำบุญตามประเพณี ซึ่งมันมีมาก ๆ อยู่แล้ว เราไม่ต้องไปเพิ่มความเข้มข้นให้เขาหรอก แต่เราต้องมาเพิ่มความเข้มข้นให้กับบุญที่ประกอบด้วยปัญญา มาเพิ่มข้างบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ เพื่อเป็นบาทบันไดให้เกิดความมั่นคงในวัฏฏะที่เราจะมีการก้าวต่อไปได้อย่างปลอดภัยและก้าวออกจากวัฏฏะ ซึ่งมีทานเป็นต้น เพราะทานเป็นตัวสำคัญที่ทำให้เรามีความพร้อม ไม่ใช่ทำทานเพราะอยากได้อย่างอื่นนอกจากความพร้อมที่จะเดินไปและก้าวออก บุญกิริยาทั้ง ๑๐ อย่าง แม้กระทั่งการศึกษาพระธรรม ก็ไม่ใช่เป็นไปเพื่อความรู้แต่เพื่อความพร้อมที่จะก้าวไปและก้าวออก

โดย น้องกิ๊ฟ [21 ก.ค. 2554 , 15:23:28 น.] ( IP = 125.27.178.180 : : )


  สลักธรรม 3


เช่นเดียวกันผู้กำกับการแสดงของฝ่ายบาป คือ มิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิด หรือ ชื่อเล่น โง่ นามสกุลเดียวกันหมด คือ ณ วิปลาส

เรามาจากตระกูลเดียวกันเป็นพี่น้องกัน ชื่อเล่น โง่ นามสกุล ณ วิปลาส

เราจะเห็นได้ว่า ความเห็นผิดเป็นตัวฉกาจฉกรรจ์มากเลย แม้กระทั่งเราเรียนธรรมะไปแล้วเราก็ยังเข้าใจผิดได้ ถ้าเผื่อเราไม่เพียรพยายามหาแสงสว่างมาก ๆ เราคิดว่าแสงเล็ก ๆ นี้พอแล้ว...ไม่ใช่ เราต้องมีความสว่างเจิดจ้า ถ้าสว่างด้วยตัวเองไม่ได้ก็ต้องสว่างด้วยผู้อื่นที่ส่องแสงให้เรา แสงของเราเป็นแค่หิ่งห้อย พอมืดจัด ๆ มันก็แค่กระพริบ ๆ ๆ ตอนทุกข์จังเลย มันเป็นวิบาก...หิ่งห้อยทำงาน แต่พอสุขปุ๊บ …หิ่งห้อยไม่มาแล้ว ฉะนั้น หิ่งห้อยมาตอนจะแย่เท่านั้นเอง คือมืดมาก ๆ เหมือนมืดแปดด้าน ซึ่งก็ยังดี เพราะบางคนแม้ได้ศึกษาแล้วเมื่อมืดมาก ๆ ก็ยังมีแต่ควัน พอจุดคบ หาแสงไฟ แต่จุดผิด พวกนี้ก็จะเจอแต่ควัน

มิจฉาทิฏฐิทำให้เรามีความเห็นผิด สภาพความเห็นผิดก็คือเห็นผิดไปจากความจริงที่ควรทำ ควรระลึก ควรรู้ เรานึกว่าเราอยู่เฉย ๆ เราไม่บาป ถ้าการอยู่เฉยของเรานั้นไม่ได้ระลึกอยู่ในสิ่งที่ควรทำ ก็คือ รูป หรือ นาม สิ่งที่ควรระลึกก็คือมีสติ รู้ในอาการ และควรรู้ก็คือ รูปหรือนาม ..ก็บาป ก็เท่ากับบาปโดยอนุสัยที่มันอาบฉาบเราไว้ก็คือโมหะอวิชชา

เมื่อเราเรียนมาถึงขนาดนี้แล้วเราจะต้องตีกระจายให้เป็น เรารู้อยู่ว่าเราหลีกหนีไม่พ้นอกุศล ๑๒ แต่เราสามารถเพียรพยายาม หลีก ละ ลด เลิก ได้ ในอกุศล ๑๒ ด้วยการปฏิบัติขัดเกลากิเลสของเรา เราจะต้องอาศัยการเรียนเป็นกำลังแห่งชีวิต ไม่ใช่เรียนแล้ว ไม่มีกำลังที่จะเดินไป จึงบอกว่าผู้กำกับการแสดงของบุญก็คือทิฏฐุชุกรรม หรือเราจะเรียกว่าสัมมาทิฏฐิก็ได้ เราจึงจะต้องมีการทำทานเพื่อพร้อมในการเดินทางและก้าวออกจากสังสารวัฏ แม้บุญข้ออื่นๆ เราทำเพื่อพร้อมในการเดินทางไกลและก้าวออกจากสังสารวัฏ ไม่ได้ทำเพื่อจะให้เกิดอะไรหรือติดอะไรเลย เพราะถ้าเพื่อเรายังมีความอยากหรือติดอะไรอยู่ บุญนั้นไม่ประกอบไปด้วยปัญญา

ขอความสุขความเจริญ ความมีสติ ความมีปัญญา ขอคุณค่าแห่งบุญที่เราได้ศึกษา คุณค่าแห่งกรรมที่เรารู้จัก จงทำให้เราสามารถมีกุศลในการกระทำกรรมทั้งกายทวาร วจีทวาร มโนทวาร เป็นไปเพื่อความพร้อมในการเดินทางไกลในวัฏฏะสงสารและพร้อมที่จะเป็นปัจจัยส่งให้เราก้าวออกจากวัฏฏะสงสารได้โดยปราศจากอุปสรรคทั้งปวง ขอความสุขความเจริญจงมีแก่ทุกท่าน สวัสดีค่ะ



ขออนุโมทนากับน้องฟูและน้องนวล ผู้ถอดเทป

โดย น้องกิ๊ฟ [21 ก.ค. 2554 , 15:23:45 น.] ( IP = 125.27.178.180 : : )


  สลักธรรม 4


เป็นการอธิบายเรื่องของวิริยะที่ควรเพียรให้เกิดอย่างยอดเยี่ยมจริงๆค่ะ

ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.ย. 2554 , 18:36:48 น.] ( IP = 124.121.178.18 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org