| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
วิเคราะห์เจตสิก เพื่อผลิตกุศล
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
กระแสโลกก็ทำให้เรานี้ พบ เพ้อ เพียรผูก แล้วก็พลัดพราก พบแล้วก็เพ้อไปกับสิ่งนั้น และก็เพียรเอาตัวเองไปผูกไว้กับสิ่งนั้น และก็พลัดพรากไปจากสิ่งนั้น นี่เป็นเรื่องธรรมดาที่สุด แต่ไม่ธรรมดาสำหรับคนที่ไม่รู้ เพราะว่าจะเกิดโสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส ตามมา แต่เมื่อมีพระพุทธองค์อุบัติตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ว่าด้วยเรื่องชาติปิทุกขา เรื่องการเกิดเป็นทุกข์ และพระองค์ก็ทรงชี้ทางสว่างไสวให้กับเวไนยสัตว์ โดยมีพระอัญญาโกญทัญญะเป็นปฐม ดังที่เราทราบว่า ท่านได้บรรลุธรรมเป็นองค์แรก รัตนตรัยจึงเกิดขึ้น แก้วสามประการจึงเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์และครบถ้วน
และพระรัตนตรัยก็ตกทอดมาถึงเรา ณ วันนี้ ให้เราได้มีคำเปล่งกันว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ เราขอถึงซึ่งพระพุทธเจ้า ก็คือขอถึงซึ่งพระปัญญาธิคุณของพระองค์ที่ทรงตรัสรู้ และเราขอให้รู้ตามพระองค์ สิ่งที่เราควรจะรู้ที่สุดนี้ก็คือเรื่องชาติเกิดว่าเป็นทุกข์
การรู้ทุกข์จะทำให้เราพ้นทุกข์ได้ แต่การไม่รู้ทุกข์จะทำให้เราพ้นทุกข์ไม่ได้ เพราะการไม่รู้ทุกข์ก็อยู่กับความวิปลาส หรือสุขจอมปลอม สุขกับครอบครัว สุขกับหน้าที่การงาน สุขกับการทำมาหากิน สุขกับลูกหลาน เป็นต้น ก็เป็นสุขวิปลาสทั้งสิ้น แต่ก็เป็นเวทนาที่ดีสำหรับหลายๆ คน รวมทั้งตัวเองด้วย เพราะว่าในชีวิตของเรานี้แห้งแล้ง โอกาสที่จะมีความรู้สึกชื่นใจและชื่นบานนี้มันยาก
การที่ได้พบอะไรหรือได้มีอะไรเกิดขึ้นในชีวิตแล้วทำให้สุขเวทนานั้นเกิดขึ้นได้ ก็เรียกว่าเป็นวิบากดีของเรา แต่เมื่อวิบากดีเกิดขึ้นแล้ว เราจะต้องอาศัยวิบากนั้นให้ดีกว่า ด้วยการทำกรรมให้ดีกว่า ถ้าเผื่อไม่มีคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วเราก็เอาตัวเองผูกรัดไว้กับสิ่งนั้นด้วยความหลงใหล ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว ทุกคนต่างมีกรรมเป็นของตน ต่างมีกรรมเป็นทายาท ต่างมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ ต่างมีกรรมเป็นเครื่องรัด
และการแสดงออกอันเป็นผลของกรรมนั้น ทำให้ชีวิตของเรามองเห็นอะไร ก็ไม่ได้ราบเรียบ ได้ยินอะไรก็ไม่ได้ราบรื่น ได้กลิ่นอะไรหรือได้อารมณ์ทางทวารใดก็ไม่ได้ราบเรียบราบรื่น ก็เพราะมีพอใจกับไม่พอใจเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลานี่คือวัฏฏะสงสาร คือ รอบแห่งชีวิตในชาติหนึ่งๆ ซึ่งเราเองเป็นผู้เกิดมาเสวยผลกรรมนั้นโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นความสุขใจ ความพอใจ ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์ใจ ความไม่พอใจ ต่างเกิดมาเพราะมีเหตุทั้งสิ้น และเราก็ได้เรียนแล้วว่า เหตุที่เราทำมานั้นมีทั้งเหตุดีและเหตุไม่ดี
โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [24 ก.ค. 2554 , 20:56:57 น.] ( IP = 58.9.196.40 : : )
สลักธรรม 2
เหตุทั้งหมดมี ๖ เหตุ แต่แบ่งแล้วเป็น ๒ กลุ่ม คือ กุศลเหตุ กับ อกุศลเหตุ เมื่อเราสามารถเอาสิ่งเหล่านี้ มาสะท้อนย้อนมองละครชีวิตของเราในชาตินี้และที่ผ่านมาได้ เราก็จะเห็นได้เลยว่า นอกจากผลอันเนื่องจากเหตุแล้วก็ไม่มีอะไรเลย สุขทั้งหลายที่เกิดขึ้นก็มาจากเหตุคือกุศลเหตุ ส่งผลมาให้เราได้รับอารมณ์ต่างๆ เท่านั้น ทุกข์ทั้งหลายเกิดขึ้นมาในชีวิตเราไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ก็ล้วนมาจากเหตุคือกุศลเหตุที่เราทำมา ส่งผลเป็นวิบากให้เราได้รับทั้งสิ้น
ฉะนั้น ชีวิตนี้จึงน่าสงสารยิ่งนักสำหรับผู้ไม่รู้ เพราะว่าไม่ได้ใช้ชีวิตก้าวสาวไปถึงเหตุ แต่มีชีวิตมุ่งมองและก็ประคองผลแห่งเหตุอันนั้นไว้ เมื่อมุ่งมองแต่ผล.. ถ้าผลดีก็ดีใจ ถ้าผลไม่ดีก็เสียใจ แล้วถ้าผลดีก็ประคองผลนั้นไว้ไม่อยากให้หลุดลอยไป ถ้าผลไม่ดีก็ประคองอารมณ์อกุศลนั้นไว้ด้วยการเกิดทุกข์และโทมนัสเกิดอกุศลมากขึ้น โดยไม่รู้จักว่าจะทำอย่างไรให้รอดไปจากสิ่งเหล่านี้ได้
เมื่อมีคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดขึ้นและได้ความอนุเคราะห์ อันเป็นความกรุณา ของพระอนุรุทธาจารย์ เราจึงก้าวเข้ามาเรียนพระอภิธรรมได้ถึง ๙ ปริจเฉท และแต่ละปริจเฉทๆ นี้ เป็นการกระจายชีวิตของเรา ให้เห็นความจริง
ฉะนั้น ผู้ที่มีธรรมคุ้มครองใจ เป็นผู้ได้เปรียบและเป็นผู้มีความสุขมากกว่าผู้ที่ไม่มีธรรมและมีแต่โลกธรรม ก็จะเห็นได้ว่าการแสดงออกของผู้รู้ธรรม ไม่ว่าจะเป็นใบหน้า ไม่ว่าจะเป็นผิวพรรณ หรือจะทำด้านไหนก็แล้วแต่ก็จะมีแต่ความสุขและความสงบ อย่างเช่นพระอาจารย์มั่น วรรณะของท่าน แววตาของท่านมีแต่ความสุขและความสงบ แม้กระทั่งพ่อของเราคือ หลวงพ่อเสือ ท่านก็มีความสุขในแววตา
พวกเราทุกคนนี่ ดูได้เลยว่า แววตาของเรามันหม่นหมองไร้ทิศทาง ถึงจะเป็นแววตาสุขก็คือสุขโลกีย์ มันไม่ใช่สุขที่เกิดขึ้นจากการชนะเพราะว่าเราพ่ายแพ้กิเลส พ่ายแพ้โลภะ และโลภะก็ลวงล่อให้เราสุข และก็สุขด้วยโลภะ มันเป็นสุขที่ขมไม่ใช่ตาใสใจสุข แต่ถ้าสุขด้วยธรรมแล้วก็จะมองอะไรแล้วทะลุ มองอะไรแล้วสามารถแก้ไขได้ โดยเฉพาะผู้ศึกษาพระอภิธรรมแล้ว ถ้าเข้าใจพระอภิธรรมจริงก็จะสามารถทำความสุขให้เกิดขึ้นได้ วันนี้มีข้อคิดมาฝากไว้ว่า
โดย น้องกิ๊ฟ [24 ก.ค. 2554 , 20:57:21 น.] ( IP = 58.9.196.40 : : )
สลักธรรม 3
อารมณ์ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ดูไปก็เหมือนหมู่เมฆ ที่ปกคลุมยอดเขา ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
เมฆที่ปกคลุมอยู่นั้นอาจจะก่อตัวที่พร้อมจะตกเป็นฝน
บางคนก็เปียกปอนนำความไม่พอใจมาให้
บางคนก็รู้สึกเย็นสดชื่น ชื่นฉ่ำใจ นำความพอใจมาให้
แต่อย่าลืมว่าฝนที่ตกก็ย่อมมีหยุดตกเสมอ
หากให้เวลากับตนเองอีกเพียงเล็กน้อย เพื่อพิจารณาอารมณ์เหล่านั้น
สักวันหนึ่งเราจะเป็นอิสระจากมันได้
ถ้อยคำทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า มีแต่วิบากต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในอารมณ์ของเรา ก็คือวิบากกุศลกับวิบากอกุศล ไม่ต่างจากเมฆที่มีปฏิกิริยาออกมาแล้วกลายเป็นฝน เมฆนี่ก็คือกรรม ที่มีปฏิกิริยาออกมาก็คือวิบากที่พร้อมจะตกลงมาเป็นฝน ฝนอย่างเดียวกันนี้ บางคนก็รู้สึกพอใจ บางคนก็รู้สึกไม่พอใจ ไม่ต่างอะไรกับชีวิตของเรา ดูหนังเรื่องเดียวกัน บางคนก็ชอบ บางคนก็ไม่ชอบ ข้าวแกงหม้อเดียวกัน บางคนก็ถูกใจ บางคนก็ไม่ถูกใจ
ถามว่าเป็นเพราะอะไร ก็เป็นเพราะวิบากที่ทำให้แตกต่างกัน บางคนโดนฝนก็ไม่ชอบ ทั้งๆ ที่ฝนก็คือวิบาก บางคนก็ชอบเพราะเย็นดี ทั้งๆ ที่เป็นฝนนั่นแหละก็เป็นวิบาก ความพอใจและความไม่พอใจนี้ เกิดขึ้นได้เสมอๆ จากสิ่งๆ เดียวกัน
เราจะเอาอะไรกันแน่กับใจคน เราจะให้เขาเหมือนเราก็ไม่ได้ จะให้เราเหมือนเขาก็ไม่ได้ เราอาจจะชอบตากฝน เขาอาจจะไม่ชอบตากฝน พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า นานาจิตตัง
โดย น้องกิ๊ฟ [24 ก.ค. 2554 , 20:58:06 น.] ( IP = 58.9.196.40 : : )
สลักธรรม 4
จิตของคนเราไม่เหมือนกัน เป็นไปตามอำนาจเหตุและปัจจัย และความคุ้นเคยที่ตนเองนั้นมีอยู่ ถ้าอดีตเหตุตัวเองสร้างนิสัยมีปกตูนิสสยปัจจัยมากในด้านที่ว่า มีความอดทนน้อยหรือขันติน้อย สิ่งเหล่านี้ก็จะทำให้เกิดอารมณ์ที่ทุกข์ได้ง่าย เมื่อขาดความอดทนก็จะสร้างทุกข์ขึ้นมา แต่อย่าลืมว่าบางครั้งเราก็เจอความทุกข์ บางครั้งเราก็เจอความสุข แต่สุขและทุกข์เหล่านั้น ก็ไม่ต่างกับฝนที่สามารถหยุดตกได้คือเมื่อวิบากให้ผลแล้วมันก็หยุด และถ้าหากเราไม่ทำกรรมใหม่ ถ้าไม่มีเมฆก้อนใหม่ขึ้นมาก็จะไม่มีทางทำปฏิกิริยาของเมฆ ฝนก็จะแล้งเช่นกัน
ชีวิตของเราก็เหมือนกัน ณ.วันนี้ เราเสวยวิบากมามากแล้ว ถ้าเราไม่เร่งรีบทำกรรมใหม่ก็เหมือนฝนแล้ง ซึ่งต่อไปเราก็เป็นพวกที่ดินแห้งขาดฝน และเราก็ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ แต่ถ้าเผื่อเรามีสติสัมปชัญญะ มีปัญญา รู้เท่าทันอารมณ์ คือพิจารณาโดยให้เวลาสักนิดหนึ่งว่าอะไรเกิดขึ้นกับชีวิต ซึ่งหลวงพ่อใช้คำว่า อย่าด่วนได้ ฉิบหาย ช่างมัน
ใช่! ขณะนี้เราสุข แต่เราต้องหาว่าสุขนั้นมาจากไหนให้ได้
ใช่! ขณะนี้เราทุกข์ แต่เราต้องสืบให้รู้ว่าทุกข์นั้นมาจากไหนให้ได้
นั่นคือการให้เวลาก่อนที่จะเพลิดเพลินไปในอารมณ์ แล้วราจะเป็นอิสระจากมัน
คือ สุขก็สุขไม่หัวปักหัวปำ ทุกข์ก็ทุกข์ไม่หัวปักหัวปำ
เราไม่จมน้ำไปกับคลื่นตัณหาเหล่านั้นที่มีอวิชชาปกคลุมอยู่ ตัณหาและอวิชชาเป็นตัวลวงล่อชีวิตจริงๆ ดังนั้น เมื่อเราศึกษาตรงนี้แล้ว เราต้องนำกลับมาใช้ อย่างสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้พยายามปรับจิตใหม่ อย่างที่พูดถึงวิริยะเจตสิกไปแล้ว
โดย น้องกิ๊ฟ [24 ก.ค. 2554 , 20:59:11 น.] ( IP = 58.9.196.40 : : )
สลักธรรม 5
วิริยะเจตสิกประกอบกับจิตใน ๗๓ ดวง ซึ่งเราเรียนแล้วใน ๗๓ ดวงนี้ ที่ควรให้เพียร ๒๑ ดวง คือ มหากุศลจิต ๘ มหัคคตกุศล ๙ และมัคคจิต ๔ นี่เป็นสิ่งที่เราได้ทอนลงมาแล้ว และเราก็จะต้องทอนลงไปอีกเพราะว่า เมื่อเราศึกษาพระอภิธรรมและพร้อมที่จะเชิ่อว่านิพพานเป็นบรมสุขที่สุด เราไม่ต้องการเวียนว่ายตายเกิด อะไรที่ยังทำให้วัฏฏะนั้นเนิ่นนานอยู่ถึงจะดีก็ดีไม่จริง ... เราไม่เอา โดยเฉพาะการทำฌานจิต
กุศลมี ๒ ชนิด กุศลที่ประกอบไปด้วยปัญญา กับกุศลที่ไม่ประกอบไปด้วยปัญญา กุศลที่ไม่ประกอบไปด้วยปัญญา ทำอะไรก็ได้ เพราะเราทำกันบ่อย เช่น ทำกุศลตามประเพณี เทศกาลถือเทียนก็ถวายเทียน...ก็ได้บุญ แต่ไม่มีสภาพเข้าไปรู้ว่าทำไปทำไม และมันก็ยังมี เรา เข้าไปทำอยู่นั่นแหละ เพราะโอกาสของ เรา มาถึงแล้วก็มี เรา เข้าไปทำ บุญนั้นก็ไม่ประกอบไปด้วยปัญญาทันที ความเพียรในบุญอย่างนี้ก็ต้องตัดออกไป ฉะนั้น ที่เหลืออีก ๔ ดวงที่ควรเพียรก็เป็นญาณมหากุศลญาณสัมปปยุตที่เป็นโสมนัสและอุเบกขา
เรามาดูตรงอุเบกขา ...มันก็เกิดขึ้นง่ายๆ กับพวกเราที่นั่งเรียนอยู่นี่ ตอนแรกมีคนมาชักชวน และเราก็ตื่นเต้นดีใจเรียน พอเรียนไปสักพัก ศรัทธาตก วิริยะตก ความตกของธรรมชาติของจิตที่คุ้นเคยคือจิตเราไม่แกร่งกล้าพอ สติเราไม่แกร่งกล้าพอ สภาพที่ตกจากโสมนัส ก็เป็นอุเบกขา จึงมีง่ายๆ อยู่แล้ว ฉะนั้นความเพียรชนิดนี้จึงไม่ต้องไปเลือก แต่ที่เราควรทำก็คือ มหากุศลญาณสัมปปยุต ดวงที่ ๑ อสังขาริกกัง ดวงที่ ๒ สสังขาริกกัง สำหรับดวงที่ ๒ นี้ ก็คือการที่เรามาที่มูลนิธิฯ หรือไปในสถานที่ที่มีการศึกษาเล่าเรียน มีการชักชวนว่าไปปฏิบัติ
ฉะนั้น โสมนัสสหคตังญาณสัมปยุตตัง อสังขาริกกัง สสังขาริกกัง ..จิต ๒ ดวง นี้ เป็นสิ่งที่เราควรจะทำให้มีมากๆ และก็ยกให้การเรียนที่ต้องมีครูสอนคือดวงที่ ๒ เป็นด้านคันถธุระ ส่วนไตรเหตุดวงที่ ๑ เราต้องแสวงหาธรรมโดยทำให้เกิดเองเป็นวิปัสสนาธุระ นี่คือการอธิบายเมื่อสัปดาห์ที่
กุศลไตรเหตุทั้ง ๒ ดวงนี้ จริงๆ แล้วก็เกิดยาก เพราะธรรมฝ่ายดีทั้งหลายนี้เหมือนการเดินขึ้นบันไดย่อมยากกว่าการเดินลงบันได การปีนเขายากกว่าการลงจากเขา เพราะจิตของเราพร้อมที่จะไหลลงสู่ที่ต่ำ อย่างเรื่องโลภะ พอมีคนเป็นเชลล์มาชวนชิมปุ๊บ..ฉันชอบ ฉะนั้น เชลล์ชวนทำ... อย่าเพิ่งทำ ถ้าจะทำก็คิดให้ดีก่อน การที่ยกธรรมะขึ้นมาแล้วเราก็บ่นกันว่า โอ้โห! ทำไม่ได้ ทำไมกุศลที่มีกำลังเราทำไม่ได้เสียที โดยเฉพาะวิปัสสนาญาณ? หรือจะบอกว่า มรรคจิต ผลจิต ทำไมยากเย็นสำหรับเราเหลือเกิน?
ต้องบอกว่า ยาก เพราะว่าธรรมที่พระองค์ทรงให้มีในชีวิตเรายังทำไม่ได้เลย ธรรมที่ให้มีในชีวิต นั้นเกิดได้ยากมากๆ เช่นยกมาตัวเดียว เมตตาจิต เมตตา คือ ความปรารถนาดี อยากให้เพื่อนร่วมทุกข์ทั้งหลาย สัตว์ที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏะภัยพ้นไปจากทุกข์ ...นี่มีแค่ความปรารถนายังไม่ได้ลงมือช่วยเลย ก็ยังเกิดยากเหลือเกิน
โดย น้องกิ๊ฟ [24 ก.ค. 2554 , 20:59:41 น.] ( IP = 58.9.196.40 : : )
สลักธรรม 6
ซึ่งในสมัยนี้ถ้าเราไม่เข้าใจเมตตาจิตตัวนี้แล้วเราก็พูดกันว่า โอ้โห! มีเมตตากันเหลือเกิน คนนี้มีเมตตา คนนั้นมีเมตตา อย่างนี้เป็นเมตตา โดยเฉพาะยกกันมาเลยว่า ความรักคือเมตตา และก็รู้แค่นี้แล้วเราก็นึกว่า เรารักครอบครัว เรารักลูก เรารักหลาน ... เรามีเมตตา ครูรักศิษย์..มีเมตตา ถ้าดูแค่นี้ก็เหมือนใช่ แต่ถ้าศึกษาแล้วจะเข้าใจทันทีว่า เมตตาจิตจะเกิดขึ้นได้ต้องมีทุกขิตสัตว์ สัตว์ที่กำลังได้รับความทุกข์ หรือกำลังมีทุกข์ปรากฏขึ้น เราสงสาร จึงจะเรียกว่า ขณะนั้นเรามีเมตตาจิต
มาค่อยๆ ทำความเข้าใจกันไปทีละนิด พอจะเห็นความต่างหรือยังกับความรักที่เราบอกว่าคือ เมตตา ความรักคือโลภะ เมตตาคือเมตตา เมื่อเราอธิบายอย่างนี้แล้ว าแม่รักลูก พ่อรักลูก ยายรักหลาน ความรักแบบนี้มีโลภะเจืออยู่ เพราะว่ามีความพอใจในของของเราเข้าไป สามีรักภรรยา ภรรยารักสามี รักบุตร ก็มีอำนาจโลภะพอใจในของของเรา
เราดูได้เลยว่า ทำไมเราไม่รักลูกคนอื่น เราไม่รักหลานคนอื่นอย่างมั่นคงเหมือนกับลูกหลานของเรา ทำไมเราไม่พร้อมให้ตลอดเวลากับคนอื่น แต่เราพร้อมให้ตลอดเวลากับลูกของเรา ก็เพราะว่าความมีโลภะ พอใจ และความพอใจนี้ก็ฝังรากมายาวนาน จากวันเป็นเดือนจากเดือนเป็นปี จนอุปาทานเข้าไปว่าเป็นของๆ เรา เข้าไปแล้ว
ความรักมีสภาวะของเขาคือโลภะ
ส่วนเมตตาก็คือเมตตาเป็นความปรารถนาดีเมื่อเห็นผู้อื่นได้รับทุกข์
ถ้าหากแยกอย่างนี้แล้วเราจะเห็นได้เลยว่า โอกาสเกิดเมตตาไม่ค่อยมีเลยเพราะเราจะเอาแต่เรื่องของเรา เราไม่ค่อยได้ดูไปในความทุกข์ของผู้อื่น ไม่ค่อยเห็นหรอกกับความทุกข์ของผู้อื่น และเมตตาจิตจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีทุกขิตสัตว์ปรากฏอยู่ เป็นเหตุให้เกิดเมตตา เกิดความคิดอยากจะช่วย เกิดความสงสารขึ้นมา
เรามาดูได้เลยว่าเราไม่ค่อยมีเมตตากันจริงๆ หรือถ้าจะมีก็นานๆ ทีหนึ่ง และสิ่งที่นานๆ เกิดสักครั้งหนึ่งนี้จะแม่นไหม? ไม่แม่น จะมากไหม? ไม่มาก เหมือนกับเราเอาน้ำเทใส่ไปในตุ่มครึ่งแก้ว แล้วอีกหนึ่งปีต่อมาค่อยมาเทอีกครึ่งแก้ว กว่าจะเต็มตุ่มข้างล่างก็แห้งหมดแล้วเพราะลืม
โดย น้องกิ๊ฟ [24 ก.ค. 2554 , 20:59:59 น.] ( IP = 58.9.196.40 : : )
สลักธรรม 7
ที่ยกตัวอย่างเมตตาจิตมาอธิบายนี้ เพื่อให้เห็นว่า ของสูงกว่าเมตตานั้นเกิดได้ยาก เพราะขนาดเมตตาเรายังทำไม่ได้เลย
ที่บอกว่า เมตตาต้องมีทุกขิตสัตว์ คำว่า ทุกขิตสัตว์ ในที่นี้ไม่ใช่สัตว์กำลังชักดิ้นชักงออย่างเดียว แต่รวมถึงสัตว์ผู้ที่มีความหลงผิดอยู่ด้วย ยกตัวอย่างเรื่องการเรียนธรรมะนี่เป็นการเรียนเรื่องตัวเอง เรียนแล้วได้รู้ แจ้งแก่ใจ เหมือนเอาไฟฉายมาส่องใจตัวเองว่า ชั่วยังมาก ดียังน้อย คือไม่ได้มองไปที่อื่นเลย แต่มองที่ตนเอง และเมื่อเราสามารถปรับใจทำใจยอมรับได้โดยดุษฎี เราก็จะพยายามลดปริมาณมากฝ่ายไม่ดีลงไป แล้วเพิ่มปริมาณฝ่ายดีมากขึ้นมา
ในวันนี้จะเป็นการแนะแนวการวิเคราะห์เจตสิกเพื่อผลิตกุศล เพราะถ้าเราไม่สามารถวิเคราะห์เจตสิกได้ ก็จะมองอะไรฉาบฉวยไปหมด และก็คิดเข้าข้างตัวเองว่า ใช่ แต่ถ้าเอาเจตสิกมาอธิบายเราก็จะรู้สภาพนั้นได้จริงๆ เช่น รู้ว่าเมตตาคือความปรารถนาดีนั้นมีได้ยาก แม้กระทั่งตรงนี้ก็มีได้ยาก เช่น ถ้าเรามายืนสอนธรรมะเราก็นึกว่าเราเมตตา ก็เป็นเมตตาได้ถ้าเราคิดเป็น
แต่หากพิจารณาความเป็นแล้วก็จะรู้ว่านักเรียนทุกคนที่มาเรียนนี่มีบุพเพกตบุญญตา บุญแต่ชาติปางก่อนแตกต่างกัน เราไม่รู้ว่าใครทำอะไรมา เราไม่รู้ว่าใครมีวาสนาบารมีมาแค่ไหน การสอนนี้จึงเหมือนเราหยิบข้าวเปลือกหนึ่งกำมือหว่านลงไปในนา เม็ดข้าวนี้อาจจะโดนหินก็ได้เลยไม่งอก แต่อีกเม็ดหนึ่งอาจจะตกลงดินก็เลยงอก แต่เม็ดนี้อาจจะโดนดินเปรี้ยวก็ได้เลยไม่งอก หรืองอกก็จริงแต่โตยาก แคระแกรน หรือเม็ดนี้กระเด็นไปถูกดินดี ก็งอกงามขึ้นมาแต่แล้วถูกวัชพืชหรือหนอนแมลงกัดกินก็ได้ สารพัดความเป็นไปที่เราไม่รู้เลยว่า อะไรจะเกิดขึ้นเป็นผล
ในขณะที่เราเป็นครูเป็นผู้ให้เป็นผู้สอนนี่ เราจะให้เขาเหมือนเราได้ไหม? ไม่ได้ ก็เหมือนกับข้าวเปลือกที่กำหลังหว่านไป ซึ่งเราไม่รู้ว่าข้าวเปลือกเม็ดไหนเป็นข้าวพันธุ์ที่ดีที่สุด แล้วก็โยนลงไปโดนหินบ้าง โดนดินเปรี้ยว หรือไม่โดนดินที่ดินดี เพราะนาแปลงเดียวกันก็มีความสมบูรณ์ของดินระดับไม่เท่ากัน เหมือนห้องเรียนชั้นเดียวกันแต่ระดับไอคิวไม่เท่ากัน จึงมีความสามารถลดหลั่นต่างกัน
เมื่อศิษย์มีความลดหลั่นต่างกัน ถ้าครูผู้สอนไม่ทันไม่รู้ในเรื่องนี้ ก็จะไม่เท่าทันอารมณ์ไม่เท่าทันความเป็นจริงก็จะโกรธหรือไม่พอใจขึ้นมา นั่นก็เป็นการไม่รู้จักเจตสิกที่มาปรุงแต่งในขณะนั้น ประกอบกับเราไม่เข้าไปถึงอดีตเหตุของตนเองด้วยและของผู้อื่นด้วย
โดย น้องกิ๊ฟ [24 ก.ค. 2554 , 21:00:20 น.] ( IP = 58.9.196.40 : : )
สลักธรรม 8
พระพุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้นที่ทรงทราบอัชฌาสัยอันอ่อน แก่ หย่อน ตึงของเวไนยสัตว์ แม้พระพุทธองค์รู้อย่างนี้แล้วก็ยังต้องเลือกสอน เลือกให้ทำเป็นหมวดๆ ฉะนั้น อย่างเรานี้พอขึ้นปริจเฉทที่ ๑ ก็หว่านไปทั่ว คนรับได้ไม่เท่ากัน ก็จะมีผู้ที่ถามซ้ำพูดแล้วพูดอีกแล้วเราก็ไม่พอใจ ฉะนั้น ที่บอกว่าสอนด้วยเมตตาจริงไหม? ไม่จริงแต่มีเป็นขณะๆ ในขณะที่สอนก็อาจจะมีแต่ในขณะที่ถูกถามก็อาจจะไม่มีสภาพเมตตา ซึ่งในขณะที่ไม่มีเมตตาจะมีมากเสียกว่า
เมื่อผู้ถามกับผู้ให้เป็นคนละคนกัน อดีตก็ทำมาต่างกัน ผู้ถามเกิดวิจิกิจฉาเจตสิกมาแล้ว มีความไม่รู้และสงสัย แต่ผู้ให้เกิดโทสะ ถามว่า สภาพเจตสิกทั้งคู่อยู่ในฝ่ายบุญหรือบาป? บาป เพราะผู้ถามก็มีอกุศลจิตเกิดขึ้นเพราะความไม่รู้ ถ้าผู้ให้ไม่ชะลอใจมองสภาพเจตสิกสักนิดหนึ่งให้รู้ ผู้ให้ก็จะโกรธ สภาพนี้เป็นอกุศล และทั้งห้องกำลังตกอยู่ในห้วงบาปอันสุขุมลุ่มลึก
แต่ถ้าผู้ให้สามารถมองวิเคราะห์เจตสิกได้เท่าทันว่า ผู้ถามนี้เกิดวิจิกิจฉาเป็นอกุศล และอกุศลที่เกิดขึ้นกับเขาขณะนั้นนำมาซึ่งความทุกข์ก็คือความไม่รู้ เมื่อผู้ถามเขามีความทุกข์ใจเกิดขึ้น ถ้าเราไม่ให้ความสว่างหรือไม่ให้ความรู้ เขาก็จะเห็นผิดต่อไป โมหะก็จะเกิดขึ้นมาก และความยึดมั่นในสิ่งที่เขาไม่รู้ มันก็เกิดหนาขึ้นไป
ฉะนั้น สภาพทุกข์คือการมีโมหะ อุปาทาน เป็นสภาพอกุศล ถ้าเราเท่าทันปุ๊บก็จะเกิดความสงสาร เขาเลยว่า ถ้าเผื่อเขาไม่รู้มีโมหะมาก คติที่ไปของเขาก็น่ากลัว และความทุกข์นี้ทำให้เขาเศร้าหมอง ... จิตเมตตาเกิดขึ้นได้
เมื่อเราเห็นสภาพความเป็นจริงและให้ความรู้ด้วยการแก้ไขความเห็นผิดก็จะทำลายวิจิกิจฉาของเขาออกไป ในขณะนั้นจิตของผู้ให้ย่อมประกอบไปด้วยปัญญา และปัญญาก็เกิดขึ้นตามลำพังไม่ได้ และสติก็จะนำมาซึ่งจิตที่เรากล่าวถึงคือ เมตตาจิต มีการตอบคำถามด้วยมธุรสวาจาแก่ผู้ฟัง ถ้าผู้ให้ไม่ได้ประกอบไปด้วยมธุรสวาจาแล้ว ผู้ฟังก็จะมีความกลัวหรือกลายเป็นความไม่พอใจ
ถ้าเราเข้าใจการวิเคราะห์เจตสิกเพื่อผลิตกุศลแล้ว จิตของเราก็สกัดกั้นความรู้สึกอกุศลของตัวเอง แล้วจะมีการให้ที่หลั่งไหลไปด้วยมธุรสวาจาอันมีเมตตาจิต ฉะนั้น การเข้าถึงเจตสิกด้วยการเรียนแล้วนำมาใช้นำมาวิเคราะห์ก็จะเป็นประโยชน์มาก
ถ้าเขาถามมาหรืออธิบายออกมา แล้วเราเป็นผู้ฟังที่ใจเย็นๆ เราก็จะรู้ว่าเขามีวิจิกิจฉาหรือเข้าใจถูกแล้ว ที่เขาตอบมาอย่างนี้ก็เป็นปัญญาด้านหนึ่งคือเขามีความเข้าใจ เพราะความเข้าใจจัดอยู่ในหมวดปัญญา เราก็สามารถมองทะลุคำถามเขา ไปเห็นว่าพี่เขาก็เข้าใจถูก น้องเขาก็เข้าใจถูก เราก็ยินดีกับเขาและสามารถมองเห็นว่า ใช่! ที่เข้าใจเช่นนั้นถูกแล้วอนุโมทนา จิตของเราขณะนั้นก็มีมุทิตา
โดย น้องกิ๊ฟ [24 ก.ค. 2554 , 21:00:39 น.] ( IP = 58.9.196.40 : : )
สลักธรรม 9
ตัวอย่างนี้ขึ้นมาก็เพื่อให้เห็นง่ายๆ ว่าเราสามารถมองเจตสิกได้เลย แล้วสิ่งเหล่านั้นจะทำให้เราเกิดเมตตาจิต แม้กระทั่งความสงสารที่ไม่ต้องมีคนมาให้เราสงสาร แต่สิ่งที่กำลังกระทำคือจิตผู้นั้นหรือการกระทำพฤติกรรมของผู้นั้นน่าสงสาร ที่เขามีความเห็นผิด เราก็ปรารถนาดีหวังดีกับเขา ถึงจะไม่มีโอกาส แสดงกรุณา เราก็ได้เมตตาจิต เมตตาจะมาคุ้มครองเราให้มองเห็นได้ถ้วนทั่วเลยว่าบาปเหล่านั้นอาบแล้วฉาบชีวิตอยู่ตลอดเวลา ซึ่งน่ากลัวมาก
ฉะนั้น ที่วันนี้ยกขึ้นมาเพื่อจะให้เห็นว่าเพียงแค่เมตตาก็ยังเกิดขึ้นได้ยากเลยถ้าเราขาดความเข้าใจ และความเพียรที่จะสะสมเมตตาบารมี แล้วเรามาดูสิ่งสูงกว่านั้นก็คือ ไตรสิกขา ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ และยิ่งยากก็ยิ่งไม่พ้นทุกข์ ฉะนั้น สังสารวัฏฏ์ของเราจึงเนิ่นนานอย่างนี้
ถึงเวลาที่เราจะกลัวได้แล้ว ถึงเวลาที่เราจะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตในพรรษานี้ โดยพยายามสักนิดหนึ่งเมื่อเรียนและรู้จักแล้ว บางคนที่กำลังเรียนอยู่ก็ค่อยๆ ศึกษาไปในการเรียน พอเข้าใจแล้วก็นำเอามาใช้ให้ได้ เพราะพอจำแล้วมันก็ลืม เราต้องเรียนให้เข้าใจสภาพเขาเป็นการเรียนให้แจ้ง ไม่ใช่เรียนให้จำ
ลักขณาทิจตุกะของเจตสิกเขามีต่างกัน ชื่อเขาก็เลยต่างกัน เมื่อเขาเหล่านี้เข้ามาปรุงแต่งจิต จิตจึงต่างกัน แล้วเราก็โทษว่าคนนี้ไม่ดี คนนั้นไม่ดี หลวงพ่อท่านบอกว่าเหมือนเอาแก้วมาหนึ่งใบ และเผอิญคืนนั้นเราไม่ได้คว่ำแก้วไว้ จิ้งจกก็ตกลงไปในแก้ว พอตื่นมาแล้วเราก็เห็นจิ้งจกคลานดุ๊กดิ๊กหรือกำลังไต่อยู่ในแก้ว เราก็บอก แก้วสกปรก ถามว่าแก้วสกปรกหรือจิ้งจกสกปรก? จิ้งจกสกปรกเป็นพาหะของเชื้อโรค แต่เราเหมารวมว่าแก้วสกปรก
จิตเป็นธรรมชาติที่กลางๆ ไม่ดีไม่ชั่ว ไม่สูงไม่ต่ำ ไม่ดำไม่ขาว แต่ตัวปรุงแต่งจิตที่เข้าไปคือเจตสิกนี่เองทำให้จิตเศร้าหมอง จิตเหม็น จิตสกปรก ฉะนั้น เราจะปาแก้วทิ้งก็ไม่ได้ เราปาจิตของเราทิ้งไม่ได้ แต่ต้องเอาจิ้งจกในแก้วออกแล้วเอาแก้วไปล้างเสีย และก็ดูแลให้ดีเพื่อไม่ให้สิ่งไม่ดีตกลงไป
การดูแลก็คือ การที่มีสติระลึกรู้เท่าทันสภาพเจตสิก เมื่อเท่าทันปุ๊บก็เท่ากับไล่ของไม่ดีออกไปถ้ามีของไม่ดีอยู่ พรรษานี้พอเราทำอะไรปุ๊บก็ต้องวิเคราะห์เจตสิก ทำให้มันชะลอลง จิตที่เคยด่วนได้ ก็เริ่มมีเบรค ฉะนั้น เราต้องติดเบรคให้แก่จิตเพื่อพิชิตบาป เราก็จะได้ชะลอสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ มันไม่ดี แล้วเราเองเป็นผู้ไม่ดี ถ้าเผื่อเราวิจัยธรรมออกมาได้เราจะรู้เลยว่าสภาพที่เราผ่านมานั้นเรายังไม่เข้าถึงกุศลธรรม เราเพียงรู้จักธรรม โอกาสที่จะเข้าถึงธรรมนั้นยากก็จริง แต่ไม่ยากมากหากเรามีความเพียรที่จะแก้ไข ซึ่งหลวงพ่อสรุปไว้ว่า คิดแก้ไข ใจให้มีกุศล มองตนให้มาก เรื่องยุ่งยากจะหมดไป
โดย น้องกิ๊ฟ [24 ก.ค. 2554 , 21:01:07 น.] ( IP = 58.9.196.40 : : )
สลักธรรม 10
เมื่อก้าวเข้ามาเรียนแล้ว ต้องมีคุณภาพไม่ใช่เรียนให้รู้อย่างเดียว จึงได้ยกตัวอย่างให้เห็นว่า วิริยะเจตสิกประกอบกับจิตถึง ๗๓ ดวง วิริยะคือความเพียร ถ้าเราไม่รู้จักก็ดูเหมือนความเพียรนี้ดี แต่ที่จริงมันมีความเพียรในบาปด้วย เช่น เพียรตกปลา เพียรล่าสัตว์ เป็นต้น ท่านถึงบอกว่าใน ๗๓ นี้ ความเพียรที่จะทำให้ชีวิตมีภพชาติหน้าที่ดีจนกระทั่งสิ้นภพสิ้นชาติ มีอยู่ ๒๑ ดวง ก็คือมหากุศลจิต ๘ มหัคคตกุศลจิต ๙ มัคคจิต ๔ เหลืออีก ๕๒ ไม่ต้องทำ
ตรงนี้ถ้าเผื่อคนที่ปฏิเสธที่จะทำความเข้าใจ คิดแค่ว่าเอาแค่เรียนผ่าน ไม่เข้าไปถึงเนื้อ บางคนก็บอกเรียนแค่รู้ ฉาบฉวยไปก็ไม่สามารถรู้ได้อีกว่า ที่เขียนอย่างนี้เพราะอะไร เรียนจนรู้ท่องได้ถ้าเผื่อไม่เข้าใจก็ไม่ได้อีก หรือคนไม่รู้เลยก็ไม่ได้อีก เราจึงต้องรู้ว่า มหากุศลจิต ๘ มหัคคตกุศลจิต ๙ มัคคจิต ๔ ล้วนเป็นกุศลทั้งสิ้น
โลกุตตรจิต ๔ เป็นเป้าหมายสุดยอดของชีวิตบรมสุขนั้น คือ โสดา สกทาคา อนาคามี อรหันต์มรรค เป็นปริญญาที่เราเวียนว่ายตายเกิดมานานและเราไม่ได้เคยได้ ส่วนปริญญาอื่นเราได้มาแล้ว แต่เรายังไม่เคยเป็น ๔ อย่างนี้ เพราะเมื่อเป็นแล้วก็เป็นเลยและไม่มีโอกาสถอยหลัง คนที่ทำปริญญาโทซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำปริญญาเอกซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็เวียนว่ายตายเกิดอยู่อย่างนี้ ได้ดีเพียงชั่วคราว โลกเสื่อม โลกวิบัติ เป็นความฉิบหายได้ แต่ถ้าเผื่อมรรคจิต องค์ใดองค์หนึ่งเกิดขึ้น ก็คือต้องรู้เลยองค์ใดองค์หนึ่ง องค์นั้นประกอบไปด้วย สัทธานุสารี หรือ ธัมมานุสารี
มรรค ๘ กับ มรรคมีองค์ ๘ ต่างกันอย่างไร?
มรรค ๘ คือ ทางทางที่ควรดำเนิน แต่มรรคมีองค์ ๘ คือ มรรคสามัคคี เมื่อมรรคสามัคคีเกิดขึ้นถึงจะได้ยศทั้ง ๔ และวิธีการทำให้มรรคสามัคคีก็มีอยู่ โดยเราต้องเพียรในมหากุศลจิต ๘ เพื่อมีโลกุตตรจิต ๔ เป็นเป้าหมายซึ่งเป็นสิ่งที่ไกลเหลือเกิน
มหัคคตกุศลจิต ๙ คือการทำฌานจิตไปเป็นพรหม อรูปพรหม ถซึ่งเมื่อเราเรียนกันมาถึงขนาดนี้แล้วเราก็ไม่อยากไปกันแล้ว ก็ตัดไปอีก ๙ จาก ๒๑ จึงเหลือแค่ ๘ คือ
โสมนัสสหคตัง ญาณสัมมปยุตตัง อสังขาริกกัง สสังขาริกกัง
อุเปกขาสหคตตัง ญาณสัมมปยุตตัง อสังขาริกกัง สสังขาริกกัง
โสมนัสสหคตัง ญาณวิปปยุตตัง อสังขาริกกัง สสังขาริกกัง
อุเปกขาสหคตตัง ญาณวิปปยุตตังอสังขาริกกัง สสังขาริกกัง
โดย น้องกิ๊ฟ [24 ก.ค. 2554 , 21:01:47 น.] ( IP = 58.9.196.40 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |