| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ถึงจะหลงทางบ้าง แต่อย่า....เสียทาง
สลักธรรม 1![]()
แม้ว่าเรามีอุปกรณ์ที่สุรุ่ยสุร่าย และอารมณ์ที่ได้รับเพียงพออยู่แล้ว ก็คือ ความรักอันประกอบด้วยจิตอันบริสุทธิ์ของคุณพ่อคุณแม่ และเครือญาติต่างๆ แต่ความรักที่ได้มานั้นก็ยังไม่รู้จักพอ เราจึงวิ่งไขว่คว้าแสวงหาเพื่อจะได้ความรักมามากมาย
ลองคิดดูให้ดีว่า เท่าที่เราประสบมาหรือที่เราเห็นมานี่ ธรรมชาติให้ทุกอย่างแก่ชีวิตเรามากมายทั้งความสุข และความทุกข์ ในที่สุดธรรมชาติก็เอาสิ่งนั้นๆ คืนไปหมด เมื่อเราต้องตายลงไป หรือเราต้องประสบกับอำนาจของ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในธรรมชาติที่ให้มานั้น
จึงเขียนเป็นคำคมนิดหนึ่งว่า "ธรรมชาติให้ทุกอย่างแก่ชีวิตเรามากมาย แล้วที่สุดธรรมชาติก็เอาสิ่งเหล่านั้นคืนไป " ก็คือ ไม่ว่าเราจะเจริญเติบโตมาขนาดไหน เราก็ละทิ้งเมื่อวันวานไปสิ้น ทิ้งเมื่อเดือนที่แล้วไปสิ้น เพราะสิ่งที่มีในเดือนที่แล้ว ไม่มีในเดือนนี้ ธรรมชาติจึงให้เราชั่วคราว แล้วธรรมชาตินั่นเองก็เอากลับไป เพราะธรรมชาตินั่นก็คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
แต่ชีวิตของเราที่มีอยู่ ธรรมชาติไม่ได้เอาไปด้วย เช่น เราจะต้องผิดหวัง แล้วก็พลัดพราก จากอะไรสักอย่างหนึ่ง เช่น พลัดพรากจากบิดา ธรรมชาติก็เอาชีวิตของคุณพ่อไป แต่ก็มิได้เอาชีวิตของผู้ที่เป็นลูกไปด้วย ดังนั้น เราจะต้องมีชีวิตอยู่คนเดียว แล้วก็เจอ แล้วก็จาก ไปเพียงลำพัง อย่างนี้ต่อๆ ไปเรื่อยๆ
ฉะนั้นเมื่อเราต้องเดินทางไปคนเดียว เราก็ควรจะต้องฝืนใจละทิ้งการยอมรับที่ง่ายๆ ที่ธรรมชาติหยิบยื่นให้ ด้วยการรู้ทัน รู้เกมส์ รู้การหลอกลวงของธรรมชาติเหล่านั้น คือ กิเลส ตัณหา ราคะ และอุปาทาน ด้วยการเลือกเดิน ทาง เพราะ ทางคือมรรคอันมีองค์ ๘โดย พี่ดอกแก้ว [26 ก.ค. 2554 , 09:49:52 น.] ( IP = 58.9.155.44 : : )
สลักธรรม 2![]()
ในเมื่อชีวิตที่มีแต่อนาคตนั้นต้องเป็นไปด้วยอำนาจของ กิเลสวัฏ กรรมวัฎ และวิบากวัฎ อันมีตัณหาเป็นตัวนำทางเดินของเรา เราจึงควรจะต้องเลือกทางของเราเอง คือ ทางสายใหม่ แม้ชีวิตของเราทำอะไรไม่ได้มาก หรือ ทำอะไรไม่ได้หมด แต่ก็ขอให้เราเดินอยู่บนทาง ถึงจะหลงไปบ้าง แต่อย่าเสียทาง
เขียนมายาว ก็อยากจะฝากไว้ตรงที่ว่า "เราควรจะเดินอยู่บน ทาง ถึงจะหลงทางบ้าง แต่อย่าเสียทางนั้นไป" คือ เมื่อเกิดมาเป็นชาวพุทธ นับถือพุทธศาสนาแล้ว หลักของพระพุทธศาสนาสอนให้เราเป็นคนดี มีความรู้อันถูกต้อง เป็นคนรู้จักคุณธรรม ศีลธรรม รู้จักอภัย รู้จักเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิต และที่สำคัญ คือ รู้จักชีวิตของตนเองให้ดีว่า ชีวิตนั้นมีแต่ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์และบังคับบัญชาไม่ได้
ความรู้สึกนี้ ยากที่จะอธิบายได้ เพราะคำว่า รู้จัก กับ รู้สึก นั้นต่างกัน รู้จัก อาจจะเกิดขึ้นจากการเรียนและการจำ แต่การรู้สึก นั่นคือ การเผชิญอยู่บนความจริง ทำให้เกิดอารมณ์นั้น
ฉะนั้น อารมณ์แห่งความรู้สึกที่อยู่บนทางนั้น ถึงเราจะต้องออกไปทำมาหากิน ออกไปทำงานที่เป็นทางโลก แต่เราก็ยังมีคุณธรรม ศีลธรรม อันเป็นเส้นทางที่ทำให้เรานั้นรักษาภพภูมิไว้ได้
ถึงเราจะหลงทางไป เช่น ทำสมาธิ หรือใช้เวลาไปกับความฟุ้งซ่านต่างๆ เราก็ยังมีโอกาสหวนกลับมาจุดเริ่มต้นที่จะไปในจุดสุดท้ายให้ได้ แต่ทว่า หากเรา เสียทาง ไปแล้ว เมื่อทางไม่ดี เราก็ตกหล่ม ตกหลุม ในที่สุดชีวิตเราก็ตกเหว คือ เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในทุคติภูมิโดย พี่ดอกแก้ว [26 ก.ค. 2554 , 09:51:22 น.] ( IP = 58.9.155.44 : : )
สลักธรรม 3![]()
เราเกิดมาแต่ละคนได้รับของจากธรรมชาติทั้งสิ้น ธรรมชาติที่ว่านี้ก็คือ พระอภิธรรมปิฎก ซึ่งว่าไว้ถึงธรรมชาติที่ลี้ลับ ยิ่งใหญ่ และซ่อนเร้น ได้แก่สิ่งที่เรามองไม่เห็น แต่ประสบอยู่ทุกวันก็คือ โลภะ โทสะ โมหะ
นอกจากนั้นยังมีภัยมืดอันอันตรายใหญ่หลวงยิ่งกว่าภัยใดๆ หากจะถามว่าไฟบรรลัยกัลป์ น่ากลัวแค่ไหน ก็ยังไม่เทียบเท่าความน่ากลัวของ อำนาจพระไตรลักษณ์
เพราะว่าในอนาคตนั้น เรายังไม่รู้ว่า วันไหน เดือนไหน ปีไหน พุทธศักราชเท่าใด เราจึงจะเจอไฟบรรลัยกัลป์ และเมื่อมีไฟบรรลัยกัลป์นั้น เรายังมีความรู้สึกที่จะรู้หรือไม่ว่า นั่นคืออำนาจของไฟบรรลัยกัลป์ เพราะขณะนั้นเราอาจอยู่ในภพภูมิที่ไม่สามารถรับรู้ได้ ซึ่งอำนาจของไฟบรรลัยกัลป์เผาผลาญชีวิตทั้งชมพูทวีป ให้ตกตายไปตามกรรม
นี่คือพุทธทำนายอันเป็นพระสัจธรรม ซึ่งไม่มีวันวิปริตผันแปร แต่ก็คือเรื่องของอนาคตอันไกลโพ้นเกินชีวิตหลายชาติด้วยซ้ำ
แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าไฟบรรลัยกัลป์ ในความรู้สึกของพี่ดอกแก้วก็คือ พระไตรลักษณ์ เพราะว่า พระไตรลักษณ์เปรียบเสมือนกองเพลิงที่เผาผลาญชีวิตอยู่ตลอดเวลา และมีอยู่ทุกวินาที ทุกขณะจิต ซึ่งทำให้เรานั้นย่อยยับ สูญเสียอยู่ตลอดเวลา
ย่อยยับหมายถึงอะไรคะ อำนาจของจิต เจตสิก รูปที่เกิดและดับ ต้องย่อยยับไป พลังงานที่เรากินอาหารเข้าไป ความรู้สึกที่เรายืนได้ เดินไปไหนต่อไหน เราต้องเติมพลังงานตลอดเวลาโดย พี่ดอกแก้ว [26 ก.ค. 2554 , 09:52:57 น.] ( IP = 58.9.155.44 : : )
สลักธรรม 4![]()
ชีวิตที่เราได้มานั้นก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง ซึ่งถูกพระไตรลักษณ์ครอบงำทั้งรูปธรรม และนามธรรม ฉะนั้น ไฟของพระไตรลักษณ์นั้นจึงเผาผลาญ และพล่าทำลายชีวิตของเราตลอดเวลา
นอกจากนั้นยังไม่เหลือเชื้อ เช่น ถ้าเผื่อไฟไหม้ไปแล้วยังมีขี้เถ้า แต่ถ้าเป็นพระไตรลักษณ์นั้นไม่เหลืออะไรล่องลอยให้เราลูบคลำได้เลย มีแต่ความทรงจำ ในความทรงจำ ชีวิตเกิดขึ้นมาแล้วต้องมีความรู้สึก ชีวิตจึงประกอบไปด้วยรูปธรรมและนามธรรม
คำว่าชีวิตนั้น หากเราจะมองให้รู้จัก ก็คือ การเห็นคน เห็นสัตว์ ฯลฯ รู้หรือเรียนว่าเป็นรูปธรรม นามธรรม แต่แท้ที่จริงแล้ว ชีวิตในความรู้สึก ก็คือความรู้สึกนั่นเองค่ะ เพราะ ขาดการความรู้สึกแล้วก็ไม่ใช่ชีวิต
ฉะนั้น ชีวิตเรานั้นไม่ต้องพูดเลยว่าเป็นผู้หญิง ผู้ชาย แต่ ความรู้สึกที่ยังมีเราอยู่ ไม่ว่า ณ จุดไหน ที่ไหน ความรู้สึกนั่นก็คือศูนย์รวมและหัวใจของชีวิต
ชีวิตเราขึ้นอยู่กับความรู้สึก รู้สึกดี เราก็มีชีวิตที่สบาย รู้สึกไม่ดี เราก็มีชีวิตที่ไม่สบาย ซึ่งธรรมชาติเอาแต่สิ่งที่เป็นอุปกรณ์ของชีวิตไป แต่ไม่ได้เอาชีวิตไป
ในขณะที่เราจะต้องพบกับความพลัดพรากจากสิ่งที่เรารัก ประสบกับสิ่งที่เราไม่ต้องการ ฯลฯ ตลอดเวลา กำลังนอนสบายก็ธรรมชาติของจิตที่ถูกวิบาก หรืออำนาจของกรรมทำให้เราต้องตื่น ฉะนั้น ก็พรากเอาความสุขที่ควรจะได้รับเอาไป
ไฟของพระไตรลักษณ์นั้น เผาเราอยู่ตลอดเวลา จึงเป็นไฟที่น่ากลัวที่สุด ในระหว่างนั้นก็ไม่ได้เอาชีวิตของเราไปด้วย เผาแต่อุปกรณ์ชีวิต ยังปล่อยให้เราเดินต่อไปมีชีวิตและความรู้สึกต่อไป ..ไปเรื่อยๆโดย พี่ดอกแก้ว [26 ก.ค. 2554 , 09:55:10 น.] ( IP = 58.9.155.44 : : )
สลักธรรม 5![]()
ดังนั้น เราจึงควรหัดใจของเราเอง ให้ยอมละทิ้งการมีที่เกิดจากธรรมชาติดูบ้าง เช่น ความรู้สึกสุข ความรู้สึกทุกข์ที่เรามีอยู่ทุกวันนี้ เป็นของที่ธรรมชาติให้มา คือ กุศลกรรม และอกุศลกรรม
จะละทิ้งได้อย่างไรคะ ? ก็คือดูเฉยๆ คือ กำหนดรู้ว่ามันเป็นวิบาก และวิบากฝ่ายใด ฝ่ายกุศลให้ผลเท่านั้นเอง เป็นผลของวิบากเท่านั้นเอง และเป็นผลของกรรมในอดีตเท่านั้นเอง จึงเขียนไว้ว่า "เราจึงควรหัดใจให้ยอมละทิ้งการมีที่เกิดจากธรรมชาติดูบ้าง"
ส่วนข้อความที่ว่า "ด้วยการเลือกหาทางเอง แล้วใช้ชีวิตเดินบน ทาง ถึงจะหลงทางบ้าง แต่อย่า....เสียทาง " ก็คือ การที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เราเกิดด้วยกุศลกรรม แล้วเราต้องพยายามเดินอยู่บนกุศลกรรมให้ได้ ถึงจะหลงทาง คือ มีเรื่องธุระปะปังจะต้องทำงานบ้าน หรืองานจิปาถะ แม้จะรู้แล้วว่าสิ่งนั้นไม่ก่อประโยชน์อันสูงสุด แต่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราก็ยังมีโอกาสทำและมีโอกาสกลับมาครองใจของเรา คือ มีคุณธรรมมีศีลธรรมประจำใจ และก็มีน้ำใจ รู้จักชีวิตให้ดี หมั่นคิด หมั่นตรึก หมั่นตรอง หมั่นประคองอารมณ์
นี่ก็เรียกว่า ถึงจะหลงทางไปบ้าง เพราะเราไม่มีโอกาสเจริญวิปัสสนากรรมฐานได้ทั้งวี่ทั้งวัน อย่างไรก็แล้วแต่ เข้าป่าก็ออกมาได้ แต่ถ้าลงไปในเหว หรือตกไปในน้ำจมลงไปแล้วโผล่ขึ้นมาไม่ได้ ฉะนั้น หลงทางแต่อย่าเสียทาง ทางในที่นี้ ก็คือ กุศลกรรม นั่นเอง
![]()
โดย พี่ดอกแก้ว [26 ก.ค. 2554 , 09:56:30 น.] ( IP = 58.9.155.44 : : )
สลักธรรม 6ระหว่างทางที่ย่างไม่ยั้งหยุด
อาจสะดุดจุดต่างกลางถนน
ต้องรีบหยัดยืนกายอย่างอดทน
แล้วตั้งตนระวังอีกครั้งครา
ก้าวเดินต่อไม่ท้อในแผลเก่า
อย่าปล่อยให้แผลเน่าต้องรักษา
ก้าวเดินใหม่อย่างไม่เสียเวลา
แผลหายเร็วหายช้าก็ต้องเดิน
หากหมดแรงเมื่อใดให้เหลียวหลัง
มองอีกครั้งกับการผ่านโขดเขิน
นั่นคือชัยที่มิใช่ความบังเอิญ
แต่เป็นเพราะก้าวเดินอย่างตั้งใจ
เป็นผลจากอดทนบนเส้นทาง
ผลการเพียรก้าวย่างไม่หวั่นไหว
เป็นผลจากศรัทธาของหัวใจ
ผลสัจจะที่ให้ไว้กับตน
แล้วหันกลับมองไปในเบื้องหน้า
เริ่มก้าวเดินอีกคราบนถนน
เตือนใจไว้ว่าทางนี้ทุกผู้คน
ได้หลุดพ้นทุกข์ทั้งหลายที่ปลายทาง
![]()
โดย พี่ดอกแก้ว [26 ก.ค. 2554 , 09:58:55 น.] ( IP = 58.9.155.44 : : )
สลักธรรม 7อ่านกระทู้สมาธิ สุขหรือทุกข์ที่พี่เณรนำมาลงในวันนนี้ แล้วมาอ่านกระทู้นี้ต่อ รู้สึกได้ถึงความสุขและอิ่มเอิบใจที่เกิดขึ้นจากการอ่านและระลึกได้ถึงความโชคดีของตนที่ได้มีโอกาสมาร่วมทางสายนี้ ..ภาพที่นำมาประกอบบทกลอน เป็นภาพที่ชอบมากเพราะให้ความรู้สึกของเส้นทางสายดอกไม้จริงๆ ...เส้นทางที่ผู้คนก้มหมอบโปรยปรายให้ด้วยความเคารพ ช่างงดงามยิ่งนัก
ชอบในข้อคิดหลายๆ ข้อและคำหลายๆ คำที่พี่ดอกแก้วเขียนไว้ โดยเฉพาะคำว่า รู้จัก กับ รู้สึก นั้นต่างกัน และ สิ่งที่น่ากลัวกว่าไฟบรรลัยกัลป์ คือพระไตรลักษณ์
การละทิ้งด้วยการดูเฉยๆ ...เป็นยุทธวิธีที่ให้อิสระเสรีภาพแก่ใจได้อย่างรวดเร็ว และไม่เหนื่อยแรง ได้เห็นธรรมชาติแท้จริงที่เกิดขึ้นในใจว่าไม่มีแก่นสาร และก็ไม่หงุดหงิดไปกับสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของสติปัญญา
กราบขอบพระคุณข้อเขียนดีๆ จากพี่ดอกแก้วค่ะโดย น้องกิ้ฟ [26 ก.ค. 2554 , 10:00:46 น.] ( IP = 58.9.155.44 : : )
สลักธรรม 8พระไตรลักษณ์ เป็นความจริงที่เกิดกับเราตลอดเวลา แต่เราไม่เคยรู้สึกถึงความน่ากลัวของมันเลย แต่พี่ดอกแก้วได้อรรถาธิบายได้ด้วยถ้อยคำที่ไม่ยาวนัก ก็ให้เข้าใจถึงความย่อยยับต่างที่เกิดขึ้นกับเรานั้นก็เนื่องด้วยสภาพของพระไตรลักษณ์นั่นเอง ซึ่งเปรียบเสมือนกองเพลิงที่เผาผลาญเราตลอดเวลา พี่ดอกแก้วจึงกล่าวว่า......ไฟของพระไตรลักษณ์นั้นน่ากลัวกว่าไฟบรรลัยกัลป์......
และเมื่ออ่านแล้วนอกจากจะได้เห็นความน่ากลัวที่ยิ่งใหญ่คือพระไตรลักษณ์แล้ว ยังได้ข้อคิดว่า เราจะยังคงอยู่บนเส้นทางได้แม้จะหลงทางไปบ้างก็ด้วยความอดทน มีศรัทธามั่นคง และจะขาดมิได้ซึ่งสัจจะ
กราบขอบพระคุณพี่ดอกแก้วที่รักมากค่ะที่ให้ข้อคิดเตือนสติให้รู้จักคิดได้เป็นอย่างดีทีเดียวโดย พี่ดา [26 ก.ค. 2554 , 10:02:29 น.] ( IP = 58.9.155.44 : : )
สลักธรรม 9อ่านแล้วเห็นความแตกต่างระหว่าง รู้จัก กับ รู้สึก ค่ะ
การ "รู้จัก" ด้วยจากการเรียนและการจำนั้นจะไม่รู้สึกถึงความน่ากลัวของพระไตรลักษณ์ แต่กลับไปกลัวสิ่งที่ยังอยู่ไกลๆ
แต่ผู้ที่เข้าไป รู้สึก นั้น จะเห็นถึงถึงความน่ากลัวของพระไตรลักษณ์เพราะเกิดขึ้นอยู่ทุกวินาที ทุกขณะจิต ของชีวิต
และได้ข้อเตือนใจที่จะต้องรักษาทางกุศลกรรมให้ได้ ถึงจะหลงไปบ้าง แต่อย่าเสียทาง
กราบขอบพระคุณพี่ดอกแก้วค่ะโดย เซิ่น [26 ก.ค. 2554 , 10:05:05 น.] ( IP = 58.9.155.44 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |