มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


มูลแห่งอกุศลกรรมบถ ๑๐ (๒)







โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร


มูลแห่งอกุศลกรรมบถ ๑๐ (๒)

ตามที่ผมได้บรรยายอกุศลกรรมบถทั้ง ๑๐ ประการมาแล้ว ท่านนักศึกษาก็จะเห็นได้ว่า อกุศลกรรมบถทั้ง ๑๐ ประการเหล่านั้นมิได้มีโมหมูลจิตเป็นตัวการทำให้เกิดอกุศลดังกล่าวขึ้นมาโดยตรงเลย หากแต่ได้อาศัยโลภมูลหนุนให้เกิดบ้าง ได้อาศัยโทสมูลหนุนให้เกิดขึ้นบ้าง แต่มิได้มีโมหมูลจิตสนับสนุนค้ำจุนให้เกิดอกุศลกรรมบถทั้ง ๑๐ ขึ้นมาโดยตรง

อย่างไรก็ดี แม้ว่าอกุศลกรรมบถทั้ง ๑๐ ประการ หรือทุจริตทั้ง ๑๐ ประการนี้จะได้อาศัยโลภะบ้าง โทสะบ้าง เป็นมูลเป็นตัวการอุดหนุนให้อกุศลกรรมบถทั้ง ๑๐ นี้เกิดขึ้นมาก็จริง อกุศลที่เกิดขึ้นมาเหล่านี้ก็หาหนีรอดไปจากโมหะได้ไม่ ทั้งนี้ก็เพราะว่าเมื่อบาปอันใดเกิดขึ้นมาแล้ว โมหะก็เกิดร่วมด้วยทุกครั้ง เพราะโมหะอันได้แก่ความโง่ ความหลงนั้น เป็นมูลเป็นรากเป็นเง่าของอกุศลกรรมทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวกันว่า

โลภมูลจิต เกิดขึ้นมาได้เพราะมีโลภะเป็นเหตุหนุนนำส่งเสริม แล้วก็มีโมหะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เกิดโลภะร่วมด้วยอีกชั้นหนึ่ง

โทสมูลจิต เกิดขึ้นมาได้ก็เพราะมีโทสะเป็นเหตุหนุนนำส่งเสริม แล้วก็มีโมหะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เกิดโทสะร่วมด้วยอีกชั้นหนึ่ง

แต่โมหมูลจิต เกิดขึ้นมาได้ มิใช่เพราะมีโลภะหรือมีโทสะหนุนนำส่งเสริมแต่ประการใด มีโมหะเป็นปัจจัยให้เกิดแต่อย่างเดียวเท่านั้น

โดย ศาลาธรรม [8 ส.ค. 2554 , 12:09:18 น.] ( IP = 125.27.164.207 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


เมื่อผมได้บรรยายเรื่องของอกุศลกรรมบถทั้ง ๑๐ ประการจบลง ผมก็ได้ยกอกุศลกรรมบถเข้ามาสงเคราะห์กันกับอกุศลจิตทั้ง ๑๒ เพื่อให้ท่านนักศึกษาได้เข้าใจกว้างขวางยิ่งขึ้น และอกุศลจิตทั้ง ๑๒ ก็คงจะจบลงในวันนี้แล้ว

แต่ก่อนที่จะจบลง ผมก็ได้นำธรรมะอีก ๒ ประการมาแสดงด้วยเพราะเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ถ้าขาดไปเสียก็น่าเสียดาย คือ

๑. เหตุที่จะทำให้เกิดอกุศลจิตนั้นมีเหตุอะไรบ้าง ๒. อกุศลจิตที่เกิดขึ้นมานั้นจะควรละหรือควรทำลายอย่างไร

๑. เหตุที่จะให้เกิดอกุศลจิต

สมเด็จพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงเอาไว้ว่า อกุศลจิตทั้ง ๑๒ ประเภท มีโลภะมูลจิต ๘ โทสมูลจิต ๒ และโมหมูลจิต ๒ ที่เกิดขึ้นมาได้นั้นก็เพราะจิตขาดปัญญารู้เท่าทันความจริง เป็นจิตที่ประกอบด้วย "อโยนิโสมนสิการ" คือ การทำจิตใจไม่แยบคาย หรือการคิดพิจารณาไม่ลึกซึ้งนั่นเอง

ด้วยเหตุดังนี้เอง ผู้ที่มีอโยนิโสมนสิการ หรือพิจารณาเรื่องราวของชีวิตไม่ลึกซึ้ง อกุศลจิตที่ยังไม่เกิดก็ย่อมจะเกิดขึ้นมา และอกุศลจิตที่เกิดขึ้นมาแล้วก็ย่อมจะเจริญยิ่งขึ้น

แล้วก็โดยทำนองเดียวกันนี่เอง เมื่อมีอโยนิโสมนสิการ หรือพิจารณาเรื่องราวของชีวิตไม่แยบคายแล้ว กุศลจิตที่กำลังจะเกิดขึ้นมาก็ถูกสกัดกั้นลงเสีย และกุศลจิตที่เกิดขึ้นมาแล้วก็จะถูกทำลายลงโดยทันที

โดย ศาลาธรรม [8 ส.ค. 2554 , 12:09:39 น.] ( IP = 125.27.164.207 : : )


  สลักธรรม 2


เมื่ออโยนิโสมนสิการ คือการทำใจไม่แยบคายเป็นตัวการทำให้อกุศลจิตเกิดขึ้นมาเช่นนี้ ตัวอโยนิโสมนสิการเกิดขึ้นมาได้อย่างไรเล่า เพราะธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นทั้งสิ้น จะเกิดขึ้นมาเฉยๆ ลอยๆ โดยปราศจากเหตุนั้นย่อมจะเป็นไปไม่ได้ อโยนิโสมนสิการก็ย่อมจะมีเหตุเป็นแดนเกิดเหมือนกัน

เหตุให้เกิดอโยนิโสมนสิการ มี ๕ ประการ คือ

๑. ปุพฺเพอกตปุญฺญตา ไม่ได้สร้างสมบุญไว้ในปางก่อน

๒. อปิปฏิรูปเทสวาส อยู่ในประเทศที่ไม่สมควร (ไม่มีสัปบุรุษ)

๓. อสปฺปริสูปนิสฺสย ไม่ได้คบหาสมาคมกับสัปบุรุษ

๔. อตฺตมิจฺฉาปณิธิ ตั้งตนไว้ผิด

ในข้อแรกคือ ปุพฺเพอกตปุญฺญตา แปลว่า ไม่ได้สร้างสมไว้ในปางก่อน คำว่า บุญ นั้นหมายถึงความดีงาม หมายถึงกุศลธรรม

เมื่อได้พิจารณาตามหลักของสภาวธรรมแล้วก็ย่อมจะเห็นได้ว่า บุญนั้นแบ่งออกเป็นส่วนใหญ่ๆ ๒ ประการด้วยกัน บุญอย่างหนึ่งนั้นเป็นบุญที่เกิดขึ้นมาโดยปราศจากปัญญาเข้าไปพิจารณา เมื่อพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยายสั่งสอน หรือได้ฟังใครมาพูดว่าให้ทานต่อคนยากจน คนง่อยเปลี้ยเสียขาพิการนั้นได้บุญมาก หรือถวายจตุปัจจัยต่างๆ แก่ภิกษุ ก็ควรกระทำ หรือรักษาศีลนั้นดีมีบุญเกิดมาก หรือเจริญกรรมฐานต่างๆ นั้นเป็นกุศลสูงที่สุด จึงได้ลงมือกระทำกุศลเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง

อย่างไรก็ดี ผู้กระทำบางท่าน ได้แต่การทำบุญ ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา แต่ขาดปัญญาที่จะพิจารณาถึงผลในการกระทำของตน เพราะมิได้ศึกษาเล่าเรียน หรือมิได้มีใครช่วยเสนอแนะนำความเข้าใจในปัญหาที่ว่า บุญคืออะไร บุญที่ทำเอาไว้แล้วเก็บเอาไว้ที่ไหน บุญที่ได้ทำเอาไว้แล้ว จะก่อให้เกิดผลขึ้นมาได้อย่างไร จะเป็นความจริงหรือไม่ แล้วจะเกิดผลแห่งบุญนั้นๆ ขึ้นเมื่อใด

โดย ศาลาธรรม [8 ส.ค. 2554 , 12:09:56 น.] ( IP = 125.27.164.207 : : )


  สลักธรรม 3


บางท่านเมื่อไม่มีความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ ก็ทำไปเรื่อยๆ ด้วยหวังว่าทำเผื่อเอาไว้ เผื่อบุญที่ทำไปแล้วจะบังเกิดผลขึ้นมาได้บ้าง ถ้าไม่บังเกิดขึ้นมาเลยก็แล้วไป ก็ยังทำให้จิตใจแช่มชื่น หรือคิดว่าทำบุญเสมอๆ แล้วก็คงจะช่วยให้ร่ำรวยขึ้นได้ หรือคิดว่าเป็นการทำลายสัญชาตญาณเห็นแก่ตัวออกไปเสียบ้าง

และในเรื่องนี้บางคนคงจะเป็นนักธุรกิจคิดจะค้ากำไรจากธรรมชาติ เอาข้าวใส่บาตรไปขันเดียวแล้วอธิษฐานว่า ขอให้กุศลผลบุญที่ข้าพเจ้าได้บริจาคทานนี้ จงได้ส่งเสริมให้ข้าพเจ้าเกิดขึ้นในชาติใดฉันใด ขอให้มีกินมีใช้อย่าได้ขาดตกบกพร่องเลย ยิ่งกว่านั้นบางคนเอาข้าวใส่บาตรพระไปขันเดียว ขอให้เกิดชาติหน้าให้ได้เป็นเศรษฐีมหาเศรษฐีก็มี

นอกจากบุญที่ผมได้กล่าวไปแล้ว ยังมีบุญอยู่อีกประการหนึ่ง ซึ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นบุญที่เกิดจากปัญญาในปัญหาของชีวิต มีความรู้ว่า คนตายลงแล้วเกิดอีกได้จริงหรือไม่ บาปและบุญที่ได้ทำไปแล้วนั้น จะคืนสนองมายังผู้กระทำได้จริงอย่างไร ทั้งนี้โดยได้รับการศึกษาเล่าเรียน หรือการฟังธรรมะ หรือการคิดพิจารณาให้แยบคาย ความเห็นที่ผิดๆ จึงเกิดขึ้นมาไม่ได้

คำสอนที่ว่า แต่ปางก่อนนั้นหมายถึง ชาติที่เกิดขึ้นมาแล้วก่อนๆ นั่นเอง อาจจะเป็นชาติที่แล้วมา หรืออาจจะเป็นชาติที่ในๆ เข้าไปยิ่งกว่านั้นอีกหลายชาติก็ได้

การกระทำทั้งหลายเมื่อได้กระทำลงไปแล้ว ก็มิได้สูญสิ้นหายไปไหน หากแต่เก็บเอาไว้ภายในจิตใจ แล้วรอคอยโอกาสที่จะแสดงผลของมันขึ้นมา เหมือนกับผู้ที่สนใจการศึกษาประวัติศาสตร์ หรือการดนตรีมาในอดีตอันยาวไกล ครั้นมาเกิดในสมัยนี้ จึงได้ชอบประวัติศาสตร์ และการดนตรีเป็นพิเศษ ทั้งเมื่อศึกษาแล้วก็ก้าวหน้ายิ่งกว่าใครๆ ด้วยการงานที่ทำมาแล้วเป็นปัจจัยสนับสนุนให้จนผู้คนทั้งหลายพากันพูดว่า มีพรสวรรค์ แต่คนทั้งหลายก็ไม่มีใครเคยอธิบายให้เห็นจริงได้ว่า พรสวรรค์นั้นคืออะไร

โดย ศาลาธรรม [8 ส.ค. 2554 , 12:10:12 น.] ( IP = 125.27.164.207 : : )


  สลักธรรม 4


ธรรมชาติอย่างหนึ่งชนิดที่ชอบหนุนเนื่องให้จิตของตนเป็นไปในกุศลต่างๆ จะเป็นการทำบุญ ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนาก็เหมือนกัน เมื่อจิตใจขาดเหตุผลข้อเท็จจริงในการกระทำของตน แม้จะทำอยู่เสมอแล้วได้ชื่อว่า มีบุญมาก ได้ชื่อว่ามีจิตเป็นกุศลซึ่งจะช่วยให้ชีวิตของตนดำเนินไปได้ดีในอนาคตก็จริงก็ได้ชื่อว่าเป็นบันไดเบื้องต้นเท่านั้น หาใช่บันไดขั้นสูงที่ใกล้จะถึงขั้นบนไม่

เหตุนี้เอง จึงเป็นกุศลจิตที่ยังอยู่ในระดับที่จะต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกนานเท่านาน ไม่เหมือนกับปัญญาบารมี ไม่เหมือนกับกุศลจิตที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับมีความเข้าใจฝนปัญหาของชีวิต ซึ่งเรียกว่า โยนิโสมนสิการมาตั้งแต่อดีต ซึ่งก็คือในอดีตเคยอบรมสั่งสมมามาก หรือได้เคยพิจารณาในปัญหาชีวิตมาแล้วมากมาย จึงมีกุศลจิตเกิดขึ้นพร้อมกับมีปัญญาบารมีด้วย

เมื่อในชาติอดีตมีจิตที่เป็นกุศลที่ทีกำลังไม่มาก เพราะด้วยเหตุแห่งการอบรมบ่มนิสัยมาไม่เพียงพอ จึงได้ชื่อว่ามิได้สร้างสมบุญเอาไว้ในชาติปางก่อน และเพราะมิได้สร้างบุญเอาไว้ให้มีกำลังเพียงพอในชาติปางก่อนนี่เอง จึงได้ไม่ถูกนำพาให้มาเกิดในประเทศที่สมควร คือไม่มีสัปบุรุษอันเป็นข้อที่สอง

แม้จะมาเกิดอยู่ในประเทศที่มีพุทธศาสนา ในประเทศที่มีสัปบุรุษ ก็เหมือนอยู่ห่างไกล เพราะอำนาจแห่งกุศลผลบุญมิได้ให้กำลังชักนำให้เพียงพอ แม้จะอยู่ใกล้ก็เหมือนอยู่ไกล แม้ได้ยินได้ฟังมาบ้างก็ไม่ได้สนใจ ไม่ได้คิดพิจารณา หรือมีปัญหาอื่นๆ อีกมากมายเหลือเกินที่จะต้องคิดต้องทำ แล้วก็คิดก็ทำไปตามความสนใจนั้นเพลิดเพลินไป จึงเกิดอโยนิโสมนสิการ ทำใจให้แยบคายไม่ได้

เมื่อมิได้เกิดอยู่ในประเทศที่สมควรแล้ว ก็เป็นที่แน่นอนว่าจะไม่ได้คบหาสมาคมกับสัปบุรุษอันเป็นข้อที่ ๓ ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายที่เกิดขึ้นมาเป็นคนแล้วมีความคิดพิจารณามีเหตุมีผลเป็นของตนดีแล้ว แต่ขาดความคิดหรือมิได้เอาใจใส่ที่จะเข้าไปพิจารณาหาความจริงความลึกซึ้งในเรื่องของชีวิตเสีย

เมื่อไม่ได้คบหาสมาคมกับสัปบุรุษ มิได้ฟังธรรมของสัปบุรุษดังนี้แล้ว จิตใจก็อาจตั้งไว้ผิดๆ ได้โดยง่าย เมื่อจิตใจตั้งไปผิดได้ง่ายดังนี้แล้ว อกุศลจิตจึงได้โอกาสเกิดขึ้นมา และในขณะนี้ก็ได้ชื่อว่า อโยนิโสมนสิการ คือการทำใจไม่แยบคายด้วยมิได้พิจารณาในปัญหาของตนเองให้เข้าใจ

โดย ศาลาธรรม [8 ส.ค. 2554 , 12:10:29 น.] ( IP = 125.27.164.207 : : )


  สลักธรรม 5


๒. อกุศลจิตที่เกิดขึ้นมานั้นจะควรละหรือควรทำลายอย่างไร

ผมได้กล่าวมาแล้วถึงสาเหตุของการเกิดขึ้นซึ่งอกุศลกรรมบถทั้ง ๑๐ นี้ว่า มีสาเหตุเกิดขึ้นมาได้จากอะไรบ้างที่เป็นตัวการสำคัญ ซึ่งก็มีเหตุทั้งในชาติก่อนๆ ที่ได้กระทำมา และเหตุจากชาติปัจจุบัน เช่นการฝึกฝนอบรมมาตั้งแต่เกิด เป็นต้น

ต่อไปนี้ ผมจะได้บรรยายถึงอกุศลจิต อันเป็นจิตที่ไม่ดี มีแต่โทษ ก่อให้เกิดความทุกข์เร่าร้อนว่า เมื่อมันยังไม่เกิดขึ้นมา เราจะป้องกันมิให้เกิดขึ้นได้อย่างไร และถ้าเกิดขึ้นมาแล้วจะทำอย่างไรจึงจะดี จึงจะตัดสะพานอันเป็นหนทางเดินที่จะเข้าไปสู่อกุศลที่กว้างขวางยิ่งขึ้นได้

และนอกจากนั้น บางท่านได้กระทำอกุศลลงไปแล้วในอดีตออกจะมากมาย บางทีก็อาจจะหนักหน่วงรุนแรงไม่ใช่เล่น จึงเกิดความเร่าร้อนขึ้นมาแทบไม่เว้นแต่ละวัน เพราะอดคิดถึงอดีตอันแสนเลวร้ายของตนเองไม่ได้ อยากจะให้เลิกคิดเรื่องที่ไม่ดีในอดีตของตนเสีย ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ ดังนี้ จะมีวิธีการแก้ไขอย่างไรบ้าง

หลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นหัวข้อย่อที่สุด ๓ ประการคือ

สอนให้ละความประพฤติที่ไม่ดีประการหนึ่ง

สอนให้ประพฤติแต่ความดีมีศีลธรรมประการหนึ่ง

และสอนให้ปฏิบัติต่อจิตใจของตนเองให้สะอาดบริสุทธิ์ปราศจากเรื่องรบกวนทำให้จิตใจเศร้าหมอง อันเป็นประการสุดท้าย

โดย ศาลาธรรม [8 ส.ค. 2554 , 12:10:46 น.] ( IP = 125.27.164.207 : : )


  สลักธรรม 6


ในข้อแรกที่ว่าให้ละความประพฤติชั่วนั้น ผมก็ได้แสดงถึงเหตุของความประพฤติชั่วมาแล้ว ว่ามีสาเหตุอะไรบ้างที่ทำให้บุคคลทั้งหลายประพฤติเป็นไปดังนั้น อย่างไรก็ดี สาเหตุที่มาเร้าให้ความประพฤติไม่ดีเกิดขึ้นมาได้ สาเหตุนั้นๆ ก็จะต้องมีกำลังแรงพอสมควร เพราะใครๆ ก็ไม่อยากจะให้ตนได้รับคำตำหนิติเตียน ต่างคนต่างก็ไม่ต้องการให้ตนได้รับความเสียหาย หรือได้รับทุกข์โทษภัยต่างๆ

แต่อย่างไรก็ดี ในบางครั้งบางคราวก็หนีไปจากความชั่วความเสียหายไม่พ้น และบางทีก็สุดที่จะหลีกเลี่ยงเสียได้ก็มี จึงได้ประพฤติเป็นไป เช่นถึงคราวเคราะห์หามยามร้ายตัวเองจะต้องได้รับโทษภัย เพราะอำนาจของอกุศลกรรมที่ได้กระทำมาแล้วในอดีต เป็นตัวสนับสนุนให้ต้องเสียทรัพย์สินเงินทอง และได้รับความเดือดร้อนต่างๆ จึงได้บันดาลใจให้รับเอาคนแปลกหน้าที่ชอบทำทุจริตคิดร้าย หรือชอบเล่นการพนันเข้ามาช่วยเหลือการงานของตน เป็นต้น

ถ้าอำนาจของอกุศลกรรมแต่อดีตนั้นๆ มีกำลังมากแล้ว ก็จะหนีไม่พ้นจากความเดือดร้อนเหมือนกัน ถ้าความคิดอ่านในปัจจุบันไม่รอบคอบ ถ้าการงานที่กระทำไปนั้นจิตใจขาดสติเครื่องคุ้มครองตนให้พ้นจากอกุศลมิได้มาช่วยขัดขวางเอาไว้ หนทางเดินก็อาจจะลื่นไถลไปสู่อบายมุขจนลึกลงไปมากแทบจะถอนตัวไม่ได้

แต่ถ้ามีความระแวดระวังเอาไว้มิให้จิตใจไหลไปสู่อกุศลได้ตามชอบใจแล้ว อำนาจแห่งการคิดพิจารณาที่เข้าหากุศลผลบุญ แม้ว่าจะมีกำลังไม่มากเพียงพอที่จะมาสกัดกั้นหนทางที่จะไปสู่ภัยพิบัติได้จริงจัง เพราะผลที่จะได้รับอันเป็นโทษภัยนั้นมีกำลังมาก ก็จะทำให้ลดกำลังแรงลงไปได้มิใช่เล็กน้อยเหมือนกัน ดังนั้นการระวังให้จิตเกิดแต่กุศลเป็นส่วนมาก จึงเป็นการกระทำของผู้ที่ฉลาด ด้วยผลดีมีความสุขจะเกิดขึ้นทั้งในชาตินี้และชาติหน้า

การที่จะทำให้ใจคลายจากความเศร้าหมองเร่าร้อน ก็จำเป็นที่จะต้องทำลายจิตที่เป็นฝ่ายอกุศล หรือทำลายการพูด การทำ การคิดที่ไม่ดี ที่เป็นบาปลงเสีย เพื่อมิให้อกุศลกำเริบยิ่งขึ้น ทั้งในขณะเดียวกันกุศลจิตก็จะได้ให้ผลโดยสะดวก

การทำลายอกุศลจิตนั้นเรียกว่า ประหาณ มีอยู่ ๓ อย่าง คือ

๑. ตทงฺคปหาน ละได้ชั่วคราว
๒. วิกขมฺภนปหาน ละได้โดยการข่มเอาไว้
๓. สมุจฺเฉทปหาน ละได้โดยเด็ดขาด

การประหาณกิเลส ซึ่งเป็นตัวการทำให้จิตเศร้าหมองเร่าร้อน โดยวิธีการประหาณทั้ง ๓ ประการนี้ เราจะทำการประหาณอย่างไร ที่ไหนนั้น ก็จำเป็นที่จะต้องศึกษาถึงตัวกิเลสเสียก่อน เปรียบเหมือนหนึ่งเป็นตำรวจ ถ้าเป็นตำรวจที่ดี ก่อนที่จะจับผู้ร้ายก็ควรจะได้ศึกษาผู้ร้ายเสียให้ละเอียด แล้วก็ต้องทราบด้วยว่า ผู้ร้ายมีความเก่งกาจสามารถอย่างไรบ้าง ผู้ร้ายอยู่ที่ไหน ควรจะลงมือจับกุมเวลาใด และจะใช้วิธีการจับกุมอย่างไร



โดย ศาลาธรรม [8 ส.ค. 2554 , 12:11:03 น.] ( IP = 125.27.164.207 : : )


  สลักธรรม 7


ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ส.ค. 2554 , 17:47:24 น.] ( IP = 115.87.8.81 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org