มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ประโยชน์ในการศึกษาพระอภิธรรม







ประโยชน์ในการศึกษาพระอภิธรรม

โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๔


อาจารย์บุษกร : เมื่อได้ศึกษาพระอภิธรรมแล้วมีความรู้สึกอย่างไรกับตัวเองและได้เปลี่ยนแปลงชีวิตไปอย่างไรบ้าง?

ลูกศิษย์ : ผมได้มาที่นี่ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ๒๕๕๓ ซึ่งก็เกือบครบ ๑ ปีแล้ว ตอนแรกตั้งใจจะไปบวช ตอนนี้ความตั้งใจก็ลดลงไปครึ่งหนึ่งแล้ว เพราะอยากจะศึกษาพระธรรมโดยเฉพาะพระอภิธรรมให้เข้าใจก่อน

ในระยะเวลาเกือบ ๑ ปี ผมมีความรู้สึกว่า ผมได้อะไรจากการศึกษาพระอภิธรรมที่นี่ โดยเฉพาะจากท่านอาจารย์ทั้งหลายที่กรุณาได้อบรมสั่งสอน คือตั้งแต่ไม่เคยเข้าใจเรื่องธรรมะ จนมีความรู้สึกว่าเริ่มเข้าใจอย่างผิวเผินว่า มันคลายจากความกำหนัด ผมก็มีความรู้สึกว่าคลายไปได้เยอะเลย จิตใจเริ่มดีขึ้นในเชิงความคิดว่า อะไรที่ไม่ควรทำก็อย่าไปทำ อะไรที่ควรทำก็ควรทำให้มันดีและบ่อยขึ้น ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นจากการเรียนพระอภิธรรมที่นี่ครับ ซึ่งเท่าที่ผ่านมาก็ไม่เคยทำดีๆ ก็ได้ทำที่ดีๆ ขึ้นมาเยอะ และได้เจอพี่น้องญาติธรรมที่นี่น่ารักกันทุกคน มีการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน ก็มีความรู้สึกสบายใจที่มาที่นี่

และทุกเสาร์-อาทิตย์ก็มีความรู้สึกว่าอยากมาที่นี่ตลอด แต่ก่อนนี้เสาร์-อาทิตย์อยากจะไปสนามกอล์ฟ ตอนนี้รู้สึกว่าลดลงไปเยอะมากเลย เพราะเสาร์-อาทิตย์อยากมาเรียนพระอภิธรรม ซึ่งมันเป็นความรู้สึกที่ดีมาก และก็ตั้งใจว่าถ้าไม่มีปัญหาหรือสถานการณ์สอดแทรกที่จะไม่ได้มาเรียนก็ตั้งใจจะมาเรียนทุกเสาร์-อาทิตย์ แล้วผมอยากจะให้มีวันธรรมดาอีกด้วย

ก็ถือว่าดีครับ เพราะเสาร์-อาทิตย์ ๒ วันเต็ม ๆ นี้รู้สึกได้บุญได้ปัญญาเพิ่มพูนสำหรับตัวผมมากเลย ได้ไปคุยกับเพื่อนฝูงบ้าง คุยคนรอบข้างบ้าง ในเชิงชีวิตจริง ในเชิงธรรมะ รู้สึกว่าเป็นคนที่มีปัญญาเพิ่มขึ้นหน่อยแล้วในการคุยกับคนอื่น มีความรู้สึกว่าตัวเองก็คุยอะไรที่มีสาระได้เหมือนกัน จึงมีความรู้สึกว่าเรียนแล้วได้ปัญญาสะสมเพิ่มขึ้น แทนที่จะเอาเวลาเสาร์-อาทิตย์ไปนั่งดูทีวีหรือไปเล่นกับเพื่อนๆ คิดว่าทำอย่างนี้น่าจะดีกว่า

ตอนนี้อธิษฐานหรือตั้งใจว่า เวลาที่เหลืออยู่ก็ไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไร ก็คิดเข้าข้างตัวเองว่าจะเหลือเวลาอีกสัก ๔๐ ปี เป็นต้นไป เฉพาะเสาร์-อาทิตย์หรือเวลาที่จะอำนวยสะดวกให้ผมได้ จะตั้งใจศึกษาพระอภิธรรมถึงแม้จะไม่ลึกซึ้ง แต่จะตั้งใจศึกษาให้แตกฉานและมีโอกาสได้เผยแผ่หรือได้ช่วยพระพุทธศาสนาได้บ้างถึงจะเป็นเสี้ยวเดียวถ้าถึงตอนนั้น ตอนนี้ผมตั้งใจอย่างนั้นครับ

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [9 ส.ค. 2554 , 15:07:18 น.] ( IP = 125.27.164.255 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


อาจารย์บุษกร : ก็จับประเด็นได้ว่า ตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้วจนวันนี้ มีความรู้สึกว่าตัวเองคลายจากความกำหนัด ก็เป็นภาพรวมที่ดี ฟังแล้วก็ชื่นใจ แต่บางท่านหัวเราะ เพราะแปลผิดและเข้าใจคำนี้ผิด เพราะเมื่อใดก็แล้วแต่สามารถ "คลายจากความกำหนัด" ได้ พระพุทธองค์ตรัสว่า เมื่อใดก็แล้วแต่สามารถคลายจากความกำหนัดได้ก็จะปราศจากทุกข์ มีชีวิตไม่สะสมกองกิเลส ฉะนั้น คลายจากความกำหนัดเป็นเหตุให้ถึงซึ่งมรรคผล-นิพพาน ตอนนี้พอเราเข้าใจแล้วรู้สึกอย่างไรกับที่หัวเราะออกไปล่ะ เพราะมันคนละเรื่องเลย

พระธรรมคำสั่งขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นไปเพื่อคลายจากความกำหนัด ปราศจากทุกข์ ไม่สะสมกองกิเลส เป็นเหตุให้ถึงซึ่งมรรค ผล นิพพาน เพราะคำว่า "ความกำหนัด" คือ ความยินดีติดใจในอารมณ์ต่างๆ ในภพต่าง ๆ

คนเรายินดีอะไรบ้าง? ก็ยินดีในกามคุณอารมณ์ (ยินดีในกามภพ) ยินดีในรูปภพ ยินดีในอรูปภพ ซึ่งเป็นของธรรมดาที่มีอยู่กันทุกวันนี้

คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นไปเพื่อคลายความกำหนัด คือ ยินดีในกามคุณอารมณ์ ซึ่งเราแต่ละท่านมีอย่างหนาแน่นหรือหนักเบาต่างกัน บางคนยินดีในรูป บางคนยินดีในเสียง บางคนชอบฟังเพลง บางคนชอบแต่งตัวสวย ๆ บางคนชอบดูรูปสวย ๆ กินอร่อยๆ มันมีทั้งนั้นแหละในกามคุณ แต่จะมากน้อยโดดเด่นแค่ไหนก็เป็นไปตามจริตอัชฌาสัยของคนเรา เพราะจริตมีถึง ๖ จริต

คลายจากความกำหนัด คือ คลายจากกามคุณอารมณ์ เพราะความยินดีติดใจ หรือในกามภพนั่นแหละ คลายออกจากความยินดีติดใจในกามภพ รูปภพ อรูปภพ เพราะถ้าไม่สามารถคลายอารมณ์เหล่านี้ออกไปได้ กิเลส ๓ เปลาะที่มันวนเวียนอยู่ หรือที่เรียกว่า วัฏฏะสงสาร คือ กิเลสวัฏ กรรมวัฏ วิปากวัฏ มันก็ยังหมุนอยู่เพราะมีกิเลสเป็นเหตุให้เกิดการกระทำกรรม (กำหนัดด้วยกิเลส)

เมื่อมีกิเลสแล้วก็เป็นเหตุให้เกิดทำกรรม เป็นกรรมดีบ้าง ชั่วบ้าง เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง เมื่อเป็นกรรมแล้วก็ทำให้เกิดวิบาก อย่างนี้เขาเรียกว่าการเวียนว่ายตายเกิด ทำให้ชีวิตนี้ดำเนินต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่เมื่อมาศึกษาพระธรรมแล้ว คลายออกจากความกำหนัด เราจะรู้สึกตัวเองเลยอย่างที่มีคำพูดรวมๆว่า เมื่อก่อนเสาร์-อาทิตย์ จะออกไปตีกอล์ฟ แต่ตอนนี้เสาร์-อาทิตย์ อยากมามูลนิธิ อยากมาฟังธรรม แล้วใช้คำว่า "นี่แหละคลายออกจากความกำหนัด" ผิดหรือถูก

ตอบว่า “ถูก” แล้วน่ายินดีด้วย พวกเราอย่าไปแปล “กำหนัด” คำนี้ว่าไม่ดีในเรื่องเพศ แต่เราเป็นอยู่แล้วคือ ความยินดีติดใจในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อย่างที่เราออกไปข้างนอก ที่เราปรุงกับข้าว เราไปเดินดูอะไรบ้าง นี่ก็เป็นความกำหนัด มีความยินดี ติดใจในอารมณ์นั้น ๆ

โดย น้องกิ๊ฟ [9 ส.ค. 2554 , 15:07:43 น.] ( IP = 125.27.164.255 : : )


  สลักธรรม 2


ถ้าเราไม่สามารถคลายออกจากความกำหนัดได้กิเลสวัฏ กรรมวัฏ วิปากวัฏ ก็หมุนอยู่เรื่อยไป และเหวี่ยงเราไปตามอำนาจของมัน คือเหวี่ยงไปในภพภูมิต่าง ๆ ซึ่งมีถนนชีวิตอยู่ ๗ สาย เช่น ถ้าเรามีความกำหนัดด้วยโลภะมาก ๆ ก็จะไปเป็นเปรต เป็นต้น

เราจะเห็นได้ว่า ทุกวันนี้ที่เรามีทุกข์เพราะว่ากำหนัด เพราะว่าความทุกข์เกิดขึ้นเพราะความผิดหวัง ไม่สมหวัง ไม่ได้ดั่งใจที่หวังคือ โลภะ ฉะนั้น การทำให้เราปราศจากทุกข์เป็นอย่างไร? เพราะเมื่อไม่อยากไป เมื่อไม่อยากทำเสียอย่าง มันก็ไม่ต้องการเดินไปมีพฤติกรรมที่ต้องดำเนินไป ที่ต้องเสียสตางค์ ที่ต้องทำสารพัด …ก็ปราศจากทุกข์

เมื่อเรากำหนัดน้อยก็ไม่สะสมกองกิเลส เมื่อกิเลสน้อยลงก็เป็นเหตุให้เราก้าวไปสู่บันไดดาราได้ง่าย แล้วเมื่อเราสามารถทำถนนชีวิตเราให้ราบเรียบเสมอด้วยสติสัมปชัญญะ และมีความเพียรอันชอบก็เป็นเหตุให้ถึงมรรค ผล นิพพาน นี่เป็นคือบทสรุปของธรรมะก็คือต้องคลายจากความกำหนัด ไม่ใช่เรียนแล้วกำหนัดมากขึ้น ฉะนั้น จะเห็นได้ว่าบางครั้งความไม่เข้าใจแจ่มแจ้งหรือไม่รู้แจ้งแทงตลอดทำให้เราพลาด เพราะจิตตกอยู่ในความประมาท

พระพุทธองค์ทรงเตือนอยู่คำเดียวเลยว่า จงยังชีวิตด้วยความไม่ประมาท แล้วทำอย่างไรจึงไม่ประมาท? ต้องมีสติมาก ๆ เราลองมาดูว่าเราขาดสติบ่อยไหม? ใช่บ่อยมาก พอมีอะไรเราตัดสินออกมาทันทีเลย อย่างเช่นเมื่อสักครู่นี้ที่หัวเราะออกมากันเลย ทั้งที่เรายังไม่รู้ความหมายที่แท้จริงเลย เพราะสติที่มีความยับยั้งช่างใจมันไม่เกิดไง เราทำตามพฤติกรรมอารมณ์ของเราตลอดเวลา รู้สึกอย่างไรเราก็แสดงออกอย่างนั้น คิดอย่างไรเราก็พูดออกไปอย่างนั้น

ฉะนั้น พระพุทธองค์จึงจัดว่า นี่แหละคือความประมาท เพราะว่าสิ่งที่เรารู้ สิ่งที่เราคิดสิ่งที่เราย้ำคิดย้ำทำอยู่นี้มันเป็นไปตามกระบวนกรรมที่เราทำอยู่บ่อย ๆ ถ้าเรามีอุปนิสัยอย่างไร? เราก็จะมีอันนั้นออกมามาก ๆ c9jการเรียนธรรมะนี่แหละเป็นการถ่ายถอน ทำให้รู้จักคำว่า “พอ” เพราะธรรมะสอนเรื่องบาป-บุญ คุณ-โทษ สอนให้รู้ว่า ชีวิตน่ากลัว

ชีวิตน่ากลัวตรงไหน? ท่านบอกว่าคนอื่นทำร้ายเราได้แต่ร่างกาย แต่คนอื่นไม่สามารถทำร้ายจิตใจเราได้ เรานี่แหละเป็นผู้ทำร้ายจิตใจตนเอง ใครจะไปยิงใจใครก็ไม่ได้ ปืนกี่กระบอกก็แล้วแต่ ยิงได้ก็แต่ร่างกาย ส่วนเราทำร้ายจิตใจเราเองตลอดเวลาแต่เราไม่รู้ ฉะนั้น การที่เรามาเรียนก็เพื่อให้เรารู้แจ้งแทงตลอดว่า สรรพสิ่งในโลกนี้ล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป

โดย น้องกิ๊ฟ [9 ส.ค. 2554 , 15:08:05 น.] ( IP = 125.27.164.255 : : )


  สลักธรรม 3


แล้วเราก็ไม่ได้รู้แค่นี้ เพราะถ้ารู้แค่นี้เราไม่ต้องมามูลนิธิก็ได้ เพราะเขาพูดเต็มบ้านเต็มเมืองเลยว่า ทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป แต่เรารู้มากกว่านั้นคือรู้ว่า อะไรเกิดขึ้น อะไรตั้งอยู่ และอะไรดับไป คือ จิต ๘๙ เจตสิก ๕๒ รูป ๒๘ มีแค่นี้ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป

เรามาเรียนเรื่องจิต จิตเกิดขึ้น ลักษณะของจิตที่เกิดขึ้นก็มี อุปปาทักขณะ ฐีติขณะ ภังคักขณะ ถ้าไม่ได้เรียนพระอภิธรรม ก็จะพูดกันเหมือนของภายนอกที่มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป แต่จริงๆ แล้ว “จิต” เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เช่น จักขุวิญญาณ มีเจตสิกประกอบต่ำสุด ๗ ดวง คือ ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา เอกัคคตา ชีวิตินทรีย์ มนสิการ ที่เกิดขึ้นพร้อมกับจิต มีวัตถุที่อาศัยเดียวกับจิต รู้อารมณ์เดียวกับจิต ดับไปพร้อมกับจิต และก็มีจิตตชรูปคือรูปที่เกิดพร้อมจิต

ฉะนั้น สิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป… พวกที่ศึกษาพระอภิธรรมจึงได้กำไรคือรู้จริง รู้ว่าสิ่งที่พูดนี้มันประกอบไปด้วยอะไร มีอะไรเกิดขึ้น มีอะไรตั้งอยู่ มีอะไรดับไป ไม่ใช่พูดแต่เรื่องภายนอก สมมติเช่น เราต้องการอะไรสักอย่างหนึ่ง ไม่มีใครชักชวนเรา จิตดวงนั้นมีความปรารถนา มีความเห็นผิดเกิดขึ้น โดยไม่มีใครชักชวน ผู้ศึกษาพระอภิธรรมก็นึกออกทันทีเลยว่า คือ โสมนัสสสหคตํ ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกฺกํ จิตที่เกิดขึ้นพร้อมด้วยความยินดี ประกอบไปด้วยความเห็นผิด โดยไม่มีใครชักชวน เราก็รู้ว่าจิตประเภทนี้เป็นอย่างไร? แล้วรู้ว่าสามารถเกิดกับเราได้ แล้วมีเจตสิกประกอบเท่าไร?

โลภมูลจิตดวงที่ ๑ มีเจตสิกประกอบ ๑๙ ดวง มีอัญญสมานา ๑๓ โมจตุกะ ๔ โลติกะ มี ๒ คือ โลภะ กับ ทิฏฐิ เท่ากับ ๑๙ ดวง รู้เท่านี้ไม่พอ เพราะเป็นการรู้แบบจำมา ต้องรู้ไปถึงลักษณะด้วยว่าเป็นอย่างไร? ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา เอกัคคตา ชีวิตินทรีย์ มนสิการ วิตก วิจาร อธิโมกข์ วิริยะ ปีติ ฉันทะ โมหะ อหิริกะ อโนตตัปะ อุทธัจจะ

แล้วเราเป็นผู้เรียน เราก็ต้องมารู้สิ่งที่เราพูดไปเมื่อสักครู่นี้ รู้รายละเอียดเข้าไปว่ามันเป็นอย่างไร? ให้ผลอย่างไร? โดยลักษณะประจำของเขา เช่น “โมจตุกะ” เมื่อนำขึ้นมาตีแผ่ก็มี “โมหะ” คือ ความมืดบอด หรือความไม่รู้ในอารมณ์ “อหิริกะ” คือ ความไม่อายชั่ว “อโนตัปปะ” ความไม่กลัวบาป “อุทธัจจะ” ความฟุ้งซ่าน ตัวต่อไป มี “โลภะ” สภาวะของความอยากได้ ชีวิตเหมือนชะลอมที่ตักน้ำไม่เต็ม “ทิฏฐิ” ความเห็นผิดจากความเป็นจริง เป็นต้น

ดูแต่ละตัวที่มันเกิดขึ้นกับเรา อ่านมันให้ออก เรียนแล้วอย่าไปอ่านแค่ในหนังสือ แต่อ่านตอนที่มันเกิดขึ้นกับใจเรา อ่านให้ออก บอกตนเองให้ได้ แล้วรู้ผลลัพธ์ว่า เรานี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพวกนี้ (โลภมูลจิตดวงที่ ๑) ในอารมณ์นั้นๆ ที่เกิดขึ้น

โดย น้องกิ๊ฟ [9 ส.ค. 2554 , 15:08:32 น.] ( IP = 125.27.164.255 : : )


  สลักธรรม 4


ถ้านำถนนชีวิต ๗ สายมาพูด โมหะไปไหนหนอ? ไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน โลภะไปไหนหนอ? เป็นเปรต ยกเอาแค่หัวหน้า ๒ ตัวคือโมหะกับโลภะมาพูด ถามว่าดีทั้งคู่เลยไหม? ไม่เลย เพราะอันตรายเหลือเกิน ฉะนั้น จึงทำให้เราหยุดเพลินในอารมณ์ พอรู้ว่ามันเกิดขึ้นมาก็ชะงัก หยุดความปรารถนาที่เกิดขึ้น และพฤติกรรมที่เกิดภายหลังจิตก็ยังไม่เกิดเลย เช่น อยากจะไปทำอะไรสักอย่างหนึ่ง พอระลึกได้....สติเกิดปุ๊บ รายละเอียดก็เกิดขึ้นมาปุ๊บ จะก้าวเท้าออกไปก็หดกลับ จะหยิบก็หดมือเข้ามา เมื่อเราไม่มีการก้าวออกไปเพราะรู้สึกตัว ก็ก้าวถอยหลังได้ใช่ไหม?

เมื่อสติเกิดขึ้นมาระลึกรู้สภาพธรรมนั่นแหละ... คลายจากความกำหนัด ถ้าเรียนแล้วไม่หมั่นระลึกรู้ จะคลายจากความกำหนัดได้ไหม? ไม่ได้ ฉะนั้น ใครจะมาสอนให้ใครเป็นคนดีไหม? ไม่ได้ ใครจะทำใครให้เป็นพระอรหันต์ได้ไหม? ไม่ได้ แต่เราต้องทำเอง

ฉะนั้น มีความรู้แล้วเราต้องเอามาฝึกปรือ วันนี้พยายามเน้นเรื่องความฝึกปรือ เพราะวิชาทุกอย่างด้านปริยัติจะมีประโยชน์ถ้าเราสามารถเข้าใจแล้วเอามาบอกตน หลวงพ่อใช้คำว่า “อ่านตนเองให้ออก บอกตนเองให้ได้” เมื่อสภาพของโลภมูลจิตดวงที่ ๑ เกิดขึ้นมา อ่านตัวเองให้ออก แล้วบอกตัวเองให้ได้ว่ามันมีอะไรเกิดขึ้น

หรือถ้าเดินเตะไม้แล้วเราก็ผรุสวาจาออกไป “ไอ้บ้าเอ๊ยมาขวางอยู่ได้” จิตตรงนั้นมันมีจิตอะไรเกิดขึ้น โทสมูลจิตดวงที่ ๑ โทมนัสสสหคตํ ปฏิฆสมฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกฺกํ มีเจตสิกประกอบ ๒๐ คือ อัญญสมานาเจตสิก ๑๒ (เว้นปีติ) โมจตุกะ ๔ โทจตุกะ ๔ ที่เว้นปีติออกไปเพราะว่า ปีติคือความอิ่มเอิบใจ เพราะคำว่า “ไอ้บ้าเอ๊ย” อิ่มเอิบได้ไหม? มันไม่อิ่มเอิบน่ะ เราก็เว้นปีติ เราต้องรู้ว่าเว้นเพราะอะไร? ไม่ใช่เว้นเพราะเขาบอกให้เว้น แต่เมื่อเดินชนปั้ง! อิ่มเอิบเพราะ เจ็บ... อย่างนี้ไม่มี ฉะนั้น ต้องเอาอิ่มเอิบออกไป

อัญญสมานามี ๑๓ แต่เมื่อมันเกิดขึ้นในโทสมูลจิตดวงที่ ๑ ต้องเอาออก มันไม่ปีติแล้ว เวลาคนโกรธไม่ปีติ ฉะนั้น ตัดปีติออกไปเหลือ ๑๒ แล้วก็โมจตุกะ ๔ โทจตุกะ ๔ คือ โทสะ อิสสา มัจฉริยะ กุกกุจจะ ต้องรู้จักเขา “โทสะ” คือ สภาพไม่พอใจในอารมณ์ ถ้าเผื่อเปรียบลักษณะโทสะเหมือนลูกระเบิดทำลาย อยู่ในมือเราทำลายตัวเราเองก่อน เพราะอะไร เพราะถ้าเผื่อเกิดขึ้นกับเรา เราเป็นพวกพลีชีพ เพราะเรายอมนี่ ยอมสละชีพด้วยโทสะ

“อิสสา” แปลว่า ไม่พอใจในคุณความดีของผู้อื่น “มัจฉริยะ” ความหวงแหนในอารมณ์ “กุกกุจจะ” ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ รำคาญไปหมดแหละ จิตอันธพาลเกิดขึ้น เขาบอกว่าโทสะเปรียบเหมือนระเบิดทำลาย พอมันเกิดขึ้นมา อำนาจมันลามไปเรื่อยๆ จนหมดฤทธิ์ของมัน ใกล้เคียงวอดหมด ถ้าโกรธมาก ๆ ถ้าไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานจะเป็นพวกงู เพราะงูเกิดมามีใครรักงูบ้าง? น้อย งูเป็นสัตว์เดรัจฉานที่โผล่ออกมาเมื่อไหร่ พร้อมถูกฆ่า เป็นสัตว์ที่คนเกลียดมากและกลัวมาก ใครมากไปด้วยโทสะถ้าเผื่อไปเป็นเดรัจฉานก็จะไปเป็นงู เป็นต้น

โดย น้องกิ๊ฟ [9 ส.ค. 2554 , 15:08:48 น.] ( IP = 125.27.164.255 : : )


  สลักธรรม 5



โทสะ ..ลงอบายไป ลงนรกไป ฉะนั้น สิ่งที่เกิดกับฉัน ล้วนมีอำนาจที่จะผลักเราไปเป็นอย่างนั้น สติเกิดขึ้นอภัย เขาไม่ได้พูดให้เราโกรธ เราโกรธเอง หลวงพ่อสั่งไว้ คำนี้ก็เหมือนยันต์กันภัย พอโกรธไปแล้ว ไม่เป็นไร.... อภัย ถ้ายังไม่หายก็ให้คิดว่า “เขาไม่ได้พูดให้เราโกรธ เราโกรธเอง” เขาไม่ทำให้เราโกรธ เราโกรธเอง เพราะเราขาดสติเองเราจึงไปชน ...หันกลับ มามองที่ตน เรื่องวุ่นวายจะไม่มีที่สิ้นสุดถ้าไม่หยุดที่ตน เอาที่ตนเป็นที่ตั้ง

การเรียนจะเกิดประโยชน์เหลือเกิน ถ้าเราสามารถไปล้วงเอาปริยัติมาปฏิบัติกับใจเราได้ในขณะนั้น เอามาอ่านตัวเองให้ออกและบอกตัวเองให้ได้ว่า เราจะไปไหน? ฉะนั้น ถ้าท่านทั้งหลายคิดเป็นก็จะเรียนได้อย่างสนุก เพราะว่ามันเป็นเทคนิคการคิดที่ดีมาก ทำให้เราคิดว่า ทำไม ๑๓ เอาออกไป ๑ ถ้าเผื่อเกิดความลังเลสงสัยให้เอาอธิโมกข์ออกเพราะอะไร เพราะว่าสภาพธรรมนั้นมันต่างกัน

เราจะคิดตรงนั้นออกได้ก็ต้องตั้งใจเรียน ตั้งใจเข้าใจตั้งแต่ตอนนี้ที่กำลังเริ่มเรียนเลยว่า สภาพจิตเขาเป็นอย่างไร? ลักขณาทิจตุกะของเขาเป็นอย่างไร? แล้วมีจิตประเภทใดบ้าง และพอมาเรียนเรื่องเจตสิก สิ่งที่เป็นเจตสิกลักษณะเขาต่างกันไม่เหมือนกัน มันเกิดขึ้นมามันแล้วลักษณะอย่างไร? แล้วธรรมที่มันเป็นปฏิปักษ์กัน หรือตรงกันข้ามมันเกิดขึ้นไม่ได้ เราไม่ต้องไปนั่งเล่นเกมก็จะหายอัลไซเมอร์ถ้าเรียนพระอภิธรรม เพราะมันคิดออกตลอดเวลา แต่ก็อย่าไปท่องให้มากไป มันต้องพอดีพอดีให้เราเข้าใจเท่านั้นเอง มีความเข้าใจอย่างเดียวทุกอย่างสบายมาก

นี่ไง พุทธวิธีคลายจากความกำหนัด ก็คือ อ่านตัวเองให้ออก บอกตัวเองให้ได้ ว่ามีอะไรเกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นดีหรือชั่ว ให้ผลอย่างไร ใครเป็นผู้ได้รับ เราทั้งนั้น ฉะนั้น คิด พิจารณา ทบทวน ใคร่ครวญ แล้วค่อยตัดสินว่าทำไปเพื่ออะไร มีอะไรเป็นตัวการในการกระทำนั้น ตัวการนั้นให้ผลดีหรือชั่ว ใครเป็นผู้ได้รับ มีอันนี้อยู่ประจำใจตลอดเวลา ถึงเราจะเดินออกนอกทางไปบ้างแต่ความสำคัญคืออย่าหลงทาง บางวัน วันธรรมดาเราก็หลงทางไปบ้าง ไปเพลินกับอันโน้นอันนี้บ้าง นอกเส้นทางไปบ้าง แต่อย่าหลงทาง เพราะหลงทางแล้วมันเข้าป่าออกลำบาก

ถนนชีวิต ๗ สายมีอะไรบ้าง มีเปรต-อสูรกาย, สัตว์นรก, สัตว์เดรัจฉาน, มนุษย์, เทวดา, พรหม และนิพพาน

โดย น้องกิ๊ฟ [9 ส.ค. 2554 , 15:09:05 น.] ( IP = 125.27.164.255 : : )


  สลักธรรม 6


๑. ถนนชีวิตสายที่ ๑ ตายแล้วไปเป็นเปรต เพราะเป็นคนโลภมาก อยากได้โน่นอยากได้นี่ ปล้นบ้านคนอื่นเขา วิ่งราว ลักทรัพย์เขา ทำไม่ดีทั้งหลายในด้านที่ขโมย หรือมีโลภะมาก ๆ เห็นใครเขาเอาของใส่บาตรแล้วไปฉกกิน หรือของที่เขาจะถวายพระแต่พระยังไม่ได้ฉันไปฉกกินก่อน

๒. ถนนชีวิตสายที่ ๒ ตายแล้วไปเป็นสัตว์นรก ขี้โมโห พยาบาท คำว่า อาฆาต รู้จักไหม? ลูก จองเวร จองกรรม แม้กระทั่งรวมถึงประทุษร้ายกับผู้ไม่ประทุษร้ายตอบด้วยไม่ว่าทางใจ มันก็จะเป็นการพยาบาทหนักแน่นเข้าไป คนที่มากด้วยอย่างนี้เขาก็จะไปลงนรก ต้องมีอภัย ให้อภัยคนอื่น ต้องไม่โกรธใครง่าย ๆ ต้องเป็นคนมีเหตุผล ถ้าเผื่อใครว่าอะไร ถ้าเผื่อพ่อแม่ว่า หรือน้าอาว่า เราก็ต้องอดทน พออดทนเสร็จ ก็ต้องถามว่าหนูผิดอะไร? ไม่ใช่ไปนั่งหน้างอ ต้องถามว่า.. หนูผิดอะไรคะ ถ้าเผื่อไม่ผิดหนูก็อธิบายว่า หนูทำเพราะอันนี้ ถ้าเผื่อหนูผิด ขอโทษค่ะ ตายแล้วไม่ลงนรก

๓. ถนนชีวิตสายที่ ๓ ตายแล้วไปเป็นเกิดในเดรัจฉานภูมิ บุคคลหรือหนูถ้าเผื่อ นั่งเรียนธรรมะแล้วง่วง พอนั่ง ๆ ไปเริ่มเอน แล้วก็ค่อยๆฟุบอยากจะนอน หรือไปวัดฟังเทศน์ก็หาเสาจะพิงแล้ว หรือเป็นพวกกระต่ายตื่นตูม เชื่อหมดเลย ไม่มีเหตุไม่มีผล เช่น นิทานอิสปเรื่องกระต่ายตื่นตูม แล้วคนนอนหลับ ชีวิตไม่เห็นแสงสว่าง ชีวิตมืด กำลังมีพระธรรมอยู่กำลังมีแสงสว่างอยู่ แต่เรามาหลับปุ๊บเท่ากับเราเอากะลามาครอบตัวเองไว้เป็นกบในกะลา ไม่เป็นกบนอกกะลา ตายแล้วไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน หนูต้องไม่ทำ ตื่น ตาสว่าง

๔ ถนนชีวิตสายที่ ๔ ตายไปแล้วไปเป็น มนุษย์ เช่นไปทำบุญพระให้ศีล ๕ เป็นคนมีศีล กับเป็นคนมีคุณธรรม คือ เมตตา กรุณา มีกัลยาณมิตตา มีหิริ โอตัปปะ เกรงความชั่ว กลัวผลบาปอีก ตายแล้วไปเป็นมนุษย์อีก แล้วเป็นมนุษย์ที่ดีกว่าเดิมด้วย

๕ ถนนชีวิตสายที่ ๕ ถ้าเผื่อหนูเป็นคนดี เห็นใครก็สงสาร สมมติเรามีเงินอยู่ ๕ บาท แล้วเราก็ไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว เราเห็นเพื่อนฝูงเขาลำบาก แทนที่เราจะซื้อขนมกินคนเดียว ๑ ถง เราก็ไปซื้อขนมมา ๒ ถุง แบ่งให้เพื่อน ๑ ถุง เสียสละ เขาเรียกว่าจาคะ หรือแบ่งปัน หรือกลับไปบ้าน ช่วยคุณพ่อคุณแม่ทำงาน ซื้อของไปฝากคุณพ่อคุณแม่ หรือคุณน้าบ้าง เขาเสียว่าเสียสละ เวลาเขาทำบุญกันหนูไม่มีเงิน หนูก็ทำบุญได้ รีบเลยหนูก็อนุโมทนาบุญกับเขา นี่ตายแล้วไปเป็นเทวดา และมีหิริ-โอตัปปะด้วย

๖. ถนนชีวิตสายที่ ๖ ทำสมาธิ นได้ฌานตายแล้วไปเป็นไปเป็นพรหม

๗ ถนนชีวิตสายที่ ๗ ทำวิปัสสนาจนได้ญาณ ๑๖ ได้นิพพาน


โดย น้องกิ๊ฟ [9 ส.ค. 2554 , 15:09:23 น.] ( IP = 125.27.164.255 : : )


  สลักธรรม 7



หลวงพ่อเสือท่านบอกว่า อะไรอยู่ตรงกลาง ตรงนั้นสำคัญที่สุด มนุษย์อยู่ตรงกลาง เพราะมนุษย์ ทำชั่วที่สุดได้ ทำดีมาก ๆ ที่สุดได้ พระพุทธเจ้าซึ่งจะเสวยชาติเป็นพระพุทธเจ้านั้นต้องอุบัติที่มนุษย์ เพราะมนุษย์ลำบากมากและมีโอกาสทำทานได้เต็มที่ ฉะนั้น เป็นมนุษย์เป็นทางสายกลางที่จะเลือกเส้นทางได้ว่าจะเดินสายไหน แม้จะเป็นสัตว์เดรัจฉานแล้วมีสิทธิ์แต่หลับ ในนรกถึงจะมีสิทธิ์ มหากุศลเกิดได้ไหม? ได้ แต่กำลังเร่าร้อน เหมือนเรากำลังกลุ้มอกกลุ้มใจใครมาชวนทำบุญทำไหม? ไม่ทำ เรากำลังหงุดหงิด อกหัก ใครมาชวนฟังเทศน์เอาไหม? ไม่เอา ฉะนั้น ถึงจะมีโอกาสแต่ไม่ได้ ยิ่งเป็นเปรตอสูรกาย หิวโหยมาก... ไม่ได้ เป็นเทวดา สารพัดนึกทุกอย่าง แล้วทุกอย่างประณีตมาก

ฉะนั้น สุขมาก ๆ จะรู้จักทุกข์ไหม? ไม่..เพราะเพลิดเพลิน ยิ่งพรหมสงบ ไม่มีอะไรที่จะไปรู้ไปเห็น สงบ ตรงนี้มนุษย์ทำถึงนิพพานได้ง่าย นี่แหละโอกาสที่เราเป็นมนุษย์ทุกคนก็ได้มาฟังธรรม ปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะฟังธรรมแล้วนำไปใช้ ฟังธรรมแล้วเกิดความเข้าใจ ความเข้าใจเท่านั้นที่จะชำแหลกแทรกใจเราให้คลายจากความกำหนัดได้ เมื่อคลายจากความกำหนัดได้ก็ปราศจากทุกข์ ความปราศจากทุกข์นั้นเท่ากับเรากำลังไม่สะสมกองกิเลส เป็นเหตุให้ถึง มรรค ผล นิพพาน

ขอความเจริญ ความผาสุก ความมีสติ ความมีปัญญา จงเกิดแก่ทุกข์ท่าน ขออาราธนาคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความเจริญ อันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกรู้ จงคุ้มครองอภิบาลทุกท่าน ให้ร่มเย็นอยู่ในธรรม มีร่มธรรมคุ้มครองกาย วาจา ใจ เป็นไปเพื่อความสมบูรณ์ทั้งปริยัติและปฏิบัติของตนเองได้ก้าวหน้าสู่มรรค ผล นิพพาน ได้โดยทั่วหน้าโดยไวชาติ อนุโมทนา



ขออนุโมทนากับน้องฟูและน้องนวล ผู้ถอดเทป

โดย น้องกิ๊ฟ [9 ส.ค. 2554 , 15:09:42 น.] ( IP = 125.27.164.255 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org