มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


การประหาณกิเลส







โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร


การประหาณกิเลส

กิเลสคืออะไร? สัตว์ทั้งหลายย่อมจะมีธรรมชาติอันเร้นลับน่าอัศจรรย์แอบแฝงอย่างมิดชิดอยู่ภายในจิตใจอย่างหนึ่ง ธรรมชาติที่แอบแฝงอยู่ภายในจิตใจนี้ เรียกว่า อนุสัยกิเลส อันเป็นตัวการสำคัญที่จะอุดหนุนก่อให้เกิดความเร่าร้อนขึ้นมาทางใจ แล้วก็แสดงออกมาทางกาย ทางวาจา

ดังเราจะเห็นจากหน้าตา กิริยา เช่นแสดงอาการดุร้าย แล้วก็มีตบตีกันเป็นต้น และแสดงออกทางวาจา มีการด่าว่าใช้ผรุสวาจาต่างๆ อันทำให้ผู้รู้เห็นทั้งหลายไม่สบายใจไปด้วย ธรรมชาติที่ชื่อว่า "กิเลส" นั้น เมื่อแบ่งออกมาโดยย่อก็มีอยู่ ๓ อย่าง คือ

๑. อนุสัยกิเลส กิเลสอย่างละเอียด

๒. ปริยุฏฐานกิเลส กิเลสอย่างกลาง

๓. วีติกมกิเลส กิเลสอย่างหยาบ

กิเลสคือตัวการที่ทำความเศร้าหมองเร่าร้อนที่แอบแฝงซ่อนเร้นอยู่ภายในจิตใจนั้นชื่อว่าอนุสัย เป็นกิเลสอย่างละเอียดที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในใจอย่างมิดชิด ไม่มีใครได้พบเห็นหน้าค่าตามันเลย

ตัวอย่างเช่นเวลานี้ ท่านทั้งหลายกำลังมีความโกรธอยู่หรือเปล่า ท่านก็คงตอบว่า ในขณะนี้มิได้กำลังโกรธใครอยู่เลย เพราะกำลังฟังธรรมะอยู่ ไม่ได้มีเรื่องราวอะไรกับใครทั้งนั้น แต่ผมก็จะขอถามต่อไปว่า ความโกรธมิได้มีซ่อนเร้นอยู่ภายในจิตใจดอกหรือ ในใจของเรามีความโกรธซ่อนอยู่หรือไม่ ถ้าภายในจิตใจมิได้มีอนุสัยกิเลสคือความโกรธ ซึ่งเรียกในภาษาธรรมะว่า ปฏิฆานุสัยอยู่ภายในจิตใจแล้ว หรือกิเลสอย่างละเอียดที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในจิตใจมิได้ถูกกระทบแล้ว จะเกิดความโกรธขึ้นมาได้หรือจะมีความรู้สึกโกรธขึ้นมาได้อย่างไร

เหมือนในกระเป๋าของเราไม่มีสตางค์อยู่เลยแม้แต่สตางค์เดียวแล้ว เอามือล้วงลงไปในกระเป๋าสักกี่ครั้งกี่หน ก็จะมีสตางค์ติดมือขึ้นมาหาได้ไม่ หรือเหมือนพระอรหันต์ท่านไม่มีอนุสัยกิเลสอยู่ภายในจิตใจเลยแม้แต่น้อย ดังนั้น ใครจะทำอะไรใครจะว่ากล่าวท่านสักแค่ไหน ท่านก็แสดงความโกรธออกมาไม่ได้เลย

โดย ศาลาธรรม [11 ส.ค. 2554 , 09:48:20 น.] ( IP = 125.27.176.192 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



ด้วยเหตุดังกล่าวนี้เอง ท่านทั้งหลายก็จะเห็นได้ว่า ถ้าอนุสัยกิเลสที่แอบแฝงซ่อนเร้นอยู่ภายในจิตใจนั้นมิได้มี อนุสัยกิเลสที่แอบแฝงอยู่นั้นมิได้ถูกกระทบกระเทือนความโกรธก็ไม่อาจจะเกิดขึ้นมาได้ เหมือนตะกอนที่ตกอยู่ก้นตุ่มน้ำ เราเห็นน้ำนั้นใสสะอาดอยู่ ถ้าน้ำนั้นถูกกระทบกระเทือนลงไปถึงก้นตุ่มแล้ว น้ำที่ใสสะอาดก็จะเริ่มขุ่นขึ้นมา

ซึ่งเหมือนกับบุคคลทั้งหลายที่มิได้มีความโกรธเลย กำลังยิ้มย่องผ่องใสอยู่ดีๆ ครั้นมีคนมาด่าว่ากระทบกระเทือนใจถึงอนุสัยกิเลส จิตใจก็จะเกิดความขุ่นมัว เศร้าหมองหรือเร่าร้อนขึ้นมาทีเดียว และความเศร้าหมองเร่าร้อนขึ้นมาในใจนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด เมื่อนั้นก็ได้ชื่อว่า ตกอยู่ในฐานะก้าวจากขั้นต้น คืออนุสัยกิเลส ขึ้นมาอยู่ในขั้นปริยุฏฐานกิเลส คือกิเลสอย่างกลางต่อไปอีก

เมื่อจิตใจเร่าร้อนขุ่นมัวเป็นปริยุฏฐานกิเลส อันเป็นกิเลสอย่างกลาง ซึ่งได้แก่ความขุ่นมัวเศร้าหมองเร่าร้อนใจแล้ว ถ้ากำลังของการกระทบนั้นมีมาก เช่น สบประมาทกันซึ่งหน้าอย่างแรง เป็นต้น ความเร่าร้อนนั้นก็จะทับทวีจำนวนยิ่งขึ้น จนกลับกลายเป็นกิเลสอย่างหยาบที่เรียกว่า วีติกมกิเลสต่อไป

เมื่อถึงกิเลสอย่างหยาบที่เรียกว่า วีติกมกิเลส ดังนี้แล้ว ก็จะมองเห็นได้ง่ายและชัดเจนมากทีเดียว เพราะจะแสดงออกมาทางกายและทางวาจา มีการตบตีกัน หรือต่าว่าเสียดสีกันด้วยคำหยาบคายเป็นต้น

ตามที่ผมได้แสดงมานี้ ท่านนักศึกษาทั้งหลายก็จะเห็นได้ว่า ถ้ามิได้มีอะไรไปกระทบถึงอนุสัยกิเลสแล้ว ก็จะเกิดขุ่นมัวเศร้าหมองเร่าร้อนใจไม่ได้ หรือถ้าอนุสัยกิเลสไม่มี เช่น จิตใจของพระอรหันต์ เป็นต้น ย่อมจะไม่มีอะไรไปเร้าให้เกิดความกลุ้มใจหรือเกิดความโกรธขึ้นเลย

ดังนั้น อนุสัยกิเลส คือกิเลสอย่างละเอียดไม่ได้ถูกกระทบกระเทือน ปริยุฏฐานกิเลสอันได้แก่กิเลสอย่างกลางที่ทำให้ใจขุ่นมัวก็จะไม่มี เมื่อใจขุ่นมัวอันเนื่องมาจากปริยุฏฐานกิเลส กิเลสอย่างกลางไม่เกิดขึ้นก่อนแล้ว จะเป็นเหตุให้เกิดวีติกมกิเลส กิเลสอย่างหยาบขึ้นมาได้อย่างไร การตบ การตี การทะเลาะเบาะแว้ง ตลอดจนการด่าทอกันหยาบคายจะเกิดขึ้นมาได้หรือ

โดย ศาลาธรรม [11 ส.ค. 2554 , 09:48:43 น.] ( IP = 125.27.176.192 : : )


  สลักธรรม 2


สรุปก็คือ กิเลสอย่างละเอียดที่ซ่อนอยู่ภายในจิตใจไม่มี ก็จะไม่เกิดกิเลสอย่างกลางคือจิตใจขุ่นมัวเร่าร้อน ถ้าใจขุ่นมัวเร่าร้อนมิได้เกิดขึ้น กิเลสอย่างหยาบมีการด่าหรือตบดีจะเกิดขึ้นมาแต่ไหน แต่อย่างไรก็ดี เหตุการณ์นี้เป็นไปโดยรวดเร็วเหลือเกินจนบุคคลทั้งหลายกำหนดจิตใจดูลงไปไม่ทัน เมื่อถูกกระทบถึงกิเลสอย่างละเอียด ก็ดูราวกับว่า ความขุ่นมัวใจอันเป็นกิเลสอย่างกลางก็เกิดขึ้นมาโดยทันทีพร้อมๆ กัน

ธรรมชาติที่ดองในขันธสันดานของสัตว์ทั้งหลาย ที่เรียกว่า อนุสัยกิเลส นั้นไม่มีใครจะมีความรู้ถึงความจริงอันเร้นลับนี้ได้ ว่ามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร มันทำงานอย่างไรกัน เพราะมันนิ่งสงบเงียบไม่ปรากฏในทางใดทางหนึ่งขึ้นมาให้เห็นเลย แต่อาศัยพระสัพพัญญุตญาณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้พบความจริงอันลึกซึ้งเหล่านี้ จึงได้สั่งสอนให้ประชาชนทั้งหลายได้ทราบแล้วได้ให้บทพิสูจน์ความจริงเหล่านี้เอาไว้พร้อมบริบูรณ์ รอคอยผู้มีปัญญาทั้งหลายหรือผู้ที่ปรารถนาจะพิสูจน์ให้เข้ามาศึกษาหาความรู้ ทั้งในด้านทฤษฎีและด้านปฏิบัติเพื่อให้เห็นจริง

คำว่า อนุสัยกิเลส นั้น มีวจนนัตถะว่า " สนฺตาเน อนุ อนุ เสนฺตีติ = อนุสยา" แปลว่า ธรรมชาติเหล่าใดที่นอนเนื่องอยู่ในความสืบต่อแห่งรูปนาม ฉะนั้น ธรรมชาติเหล่านั้นชื่อว่าอนุสัย

ปุถุชนทั้งหลายที่หนาไปด้วยกิเลสอยู่ภายในขันธสันดาน เป็นเสมือนหนึ่งมีพืชเชื้อที่อยู่ภายในเม็ด เช่นเม็ดมะม่วงที่แก่แล้ว ก็ย่อมจะมีธรรมชาติที่แอบแฝงซ่อนร้อนอยู่ภายในเม็ด อันผู้ใดมองเห็นไม่ได้ ตรวจค้นเท่าใดก็ไม่พบ เพราะมองดูหรือแม้จะเอากล้องมาส่องขยายดูก็ไม่สามารถเห็นได้ว่ามีอะไร แต่ถ้าเอาเม็ดมะม่วงนี้มาฝังไว้ในดิน เมื่อมันได้อากาศที่อบอุ่นตามสมควร ได้รับน้ำที่ชุ่มชื้นเหมาะสม ไม่ช้าไม่นานเท่าไรนัก มันก็จะแตกออกมาเป็นลำต้น เป็นใบ เป็นรากของต้นมะม่วง แล้วก็จะเติบโตเป็นต้นใหญ่ขึ้นมาใหม่

พืชเชื้อที่อยู่ในเม็ดมะม่วงที่เรามองไม่เห็น ที่ทำให้ลำต้น ใบ และรากเกิดขึ้นมาได้นั้น ย่อมมีอยู่ในเม็ด หรือเกิดขึ้นมาจากเม็ดอย่างแน่นอน เพราะถ้าเอาเม็ดนี้ไปต้มเสียก่อน ทำลายพืชเชื้อที่จะเกิดเป็นต้นต่อไปเสียแล้ว จะเอาไปปลูกเท่าใดก็จะปลูกไม่ขึ้นเลยเป็นอันขาด

ผมยกเรื่องเม็ดมะม่วงขึ้นมา ก็เพื่อจะเป็นการเปรียบเทียบให้ท่านได้เห็นว่า จิตใจของสัตว์ทั้งหลายนั้นย่อมมีอนุสัยกิเลสซ่อนอยู่ภายในอย่างมิดชิดเพียงใด แม้จะมองไม่เห็น แต่เมื่อถูกกระทบกระเทือนแล้วก็จะเกิดขึ้นมาได้ง่ายๆ เช่น ความโลภ ความโกรธที่มีอยู่ในจิตใจอย่างมิดชิด มองเท่าใดก็ไม่เห็นหน้าตามันเลย แต่เมื่อมีใครมาด่าว่า ก็จะโกรธขึ้นมาทันที เป็นต้น

โดย ศาลาธรรม [11 ส.ค. 2554 , 09:49:01 น.] ( IP = 125.27.176.192 : : )


  สลักธรรม 3


กิเลสอย่างละเอียดนั้นมีอยู่ ๗ ประการด้วยกัน ผมขอแสดงอย่างย่อๆ พอให้ท่านได้เห็นแนวทาง คือ

๑. กามราคานุสัย ธรรมชาติอย่างหนึ่งที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน คือความยินดีติดใจในกามคุณารมณ์ องค์ธรรมก็ได้แก่โลภเจตสิกที่เกิดอยู่ในโลภมูลจิต ๘ กามราคานุสัย ได้แก่ความยินดีติดใจในอารมณ์ต่างๆ เมื่อเห็นรูปที่สวยงามน่ารักก็มีความติดใจผูกพันในรูปที่สวยงามนั้น ดิ้นรนที่จะให้ได้มา จนบางครั้งบังเกิดความเร่าร้อนแก่จิตใจอันเป็นกิเลสอย่างกลางขึ้น

๒. ภวราคานุสัย ธรรมชาติอย่างหนึ่งที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน คือความติดใจในรูปฌาน อรูปฌาน เป็นต้น องค์ธรรมได้แก่โลภะที่เกิดอยู่ในทิฏฐิคตวิปปยุตจิต ๔

๓. ปฏิฆานุสัย ธรรมชาติอย่างหนึ่งที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน คือความโกรธ ความเสียใจ ทุกข์ร้อน กังวลห่วงใย องค์ธรรมได้แก่โทสะที่เกิดอยู่ในโทสมูลจิต ๒ ความโกรธหรือความเสียใจนี้ แอบแฝงซ่อนเร้นอยู่ภายในจิตใจ ดังนั้น เมื่อเวลามีอะไรมากระทบกระเทือนใจเข้าแล้วจึงอดโกรธอดเสียใจไม่ได้ ไม่เหมือนพระอรหันต์ทำลายกิเลสชนิดนี้ออกไปจากจิตใจเสียจนสิ้นแล้ว ใครมากระทบกระเทือนอย่างไร ก็จะโกรธจะเสียใจไม่ได้เลย

๔. มานานุสัย ธรรมชาติอย่างหนึ่งที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน คือความเย่อหยิ่ง ถือตัว หรืออวดดี องค์ธรรมได้แก่มานเจตสิกที่เกิดอยู่ในทิฏฐิคตวิปปยุตจิต ๔ ธรรมดาบุคคลทั้งหลายย่อมจะยกตีวถือตัวอวดว่าดีกว่าคนอื่น ทั้งนี้ก็เพราะมีพืชเชื้อความยกตัวนี้อยู่ภายในจิตใจ ฉะนั้น จึงได้พยายามเป้นนักหนาที่จะโอ้อวดตัวเองด้วยประการต่างๆ

๕. ทิฏฐานุสัย ธรรมชาติอย่างหนึ่งที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน คือความเห็นผิดไม่มีความเข้าใจในเรื่องชีวิต องค์ธรรมได้แก่ทิกฐิเจตสิกที่เกิดอยู่ในทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔

๖. วิจิกิจฉานุสัย ธรรมชาติอย่างหนึ่งที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน คือความสงสัยลังเลใจในสิ่งที่ควรเชื่อถือ เช่นการเวียนว่ายตายเกิดเป็นต้น องค์ธรรมได้แก่วิจิกิจฉาเจตสิกที่เกิดอยู่ในวิจิกิจฉาสัมปยุตตจิต

๗. อวิชชานุสัย ธรรมชาติอย่างหนึ่งที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน อันได้แก่ ความโง่ ความหลง ไม่รู้เรื่องของชีวิตตามความเป็นจริง องค์ธรรมได้แก่ โมหเจตสิกที่เกิดอยู่ในอกุศลจิตทั้ง ๑๒

โดย ศาลาธรรม [11 ส.ค. 2554 , 09:49:18 น.] ( IP = 125.27.176.192 : : )


  สลักธรรม 4


ตามที่ผมได้แสดงมาแล้วถึงอนุสัยทั้ง ๗ ประการ ท่านนักศึกษาก็จะเห็นได้แล้วว่า ปุถุชนทั้งหลายย่อมจะมีอยู่ครบบริบูรณ์ทั้ง ๗ ประการ แต่อาจจะมีอันใดอันหนึ่งมีกำลังมากหรือน้อยกว่าอันอื่นๆ ก็ได้ เช่น คนบางคนมีปฏิฆานุสัย คือโทสะร้าย มีเรื่องราวอะไรกระทบใจสักนิดหน่อยก็อดคิดวุ่นวาย อดคิดมากไม่ได้ บางทีก็ถึงนอนไม่หลับ หรือบางคนมีมานานุสัยเป็นใหญ่ ชอบให้ใครมายกย่องชมเชยมากมาย แต่ถ้าใครๆ มาติเตียนแม้แต่นิดหน่อยก็ไม่ชอบใจ เหล่านี้เป็นต้น

ผมได้บรรยายมาแล้วว่า การทำลายกิเลสต่างๆ ให้ออกจากจิตใจนั้น ถ้าผู้ใดคิดที่จะทำลาย ก็จะทำได้ตามสมควรตามกำลังของการศึกษาเล่าเรียนและการปฏิบัติ แต่อย่างไรก็ดี ก็จำเป็นที่จะต้องรู้เท่าทัน หรือมีความเข้าใจอยู่บ้าง หาไม่แล้วก็อาจจะไม่บังเกิดผลขึ้นมาเลยก็ได้

การจับผู้ร้ายนั้น จะต้องอาศัยกำลังของตำรวจที่คู่ควรกัน ถ้าเป็นผู้ร้ายที่ใจดำอำมหิต เคยฆ่าคนตายมาแล้ว เฉลียวฉลาดมีความสามารถมากแล้ว เราก็จะต้องอาศัยฝีมือของตำรวจที่มีความสามารถทัดเทียมกัน หรือเหนือกว่า จะเอาตำรวจที่ไม่เคยออกทำงานนอกสถานที่ เคยแต่พิมพ์หนังสืออยู่ที่โต๊ะทำงาน ให้ไปจับผู้ร้ายใจฉกรรจ์เหล่านี้ งานก็ย่อมจะล้มเหลวลงอย่างแน่นอน

การงานปราบกิเลสก็ต้องอาศัยกำลังโดยทำนองเดียวกันนี้ จะต้องหาตัวการปราบกิเลสอันเป็นคู่ปรับที่พอจะฟัดเหวี่ยงกันได้ ให้สมน้ำสมเนื้อกัน ทั้งจะต้องสร้างสมกำลังความสามารถให้เข้มแข็งขึ้นด้วย

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นคว้าพบแล้ว และได้เผยแพร่ไปยังพุทธมามกะทั้งหลาย ถ้าผมกล่าวขึ้นมาเมื่อใด ท่านทั้งหลายก็คงจะจำได้ คือพระองค์ได้สอนให้ใช้ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นตัวปราบกิเลสอันเป็นศัตรูร้าย

โดย ศาลาธรรม [11 ส.ค. 2554 , 09:49:35 น.] ( IP = 125.27.176.192 : : )


  สลักธรรม 5


อำนาจของศีล ใช้ทำลายวีติกมกิเลส อันเป็นกิเลสอย่างหยาบที่แสดงออกทางกาย ทางวาจา ให้ย่อยยับไป

อำนาจของสมาธิ ใช้ทำลายปริยุฏฐานกิเลส อันเป็นกิเลสอย่างกลางที่มีจิตใจขุ่นมัวเร่าร้อน ไม่ให้เกิดขึ้นมาได้

อำนาจของปัญญา ใช้ทำลายอนุสัยกิเลส อันเป็นกิเลสอย่างละเอียดที่ซ่อนอยู่ภายในจิตใจให้หลุดถอนออกไปจากจิตได้

กิเลสอย่างหยาบที่แสดงออกทางกาย ทางวาจา เช่นตบตีหรือด่าทอกันนั้น เราจะใช้สมาธิก็ข่มมันไม่ไหว เพราะออกมาถึงกายหรือวาจาแล้ว ส่วนสมาธินั้นเล่า ก็ไม่อาจที่จะลบล้างกายหรือวาจาที่แสดงออกไปได้ มีอยู่ทางเดียวที่จะไม่ให้ทันเกิดขึ้นมาก็คือ การรักษาศีล เมื่อรักษาศีลแล้ว ก็ไม่อาจจะฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ หรือพูดเท็จได้

กิเลสอย่างกลางที่ทำให้จิตใจขุ่นมัวเศร้าหมอง หรือเร่าร้อน เมื่อใจมันขุ่นมัวทุกข์ร้อน ดิ้นรนกระวนกระวาย ศีลที่รักษาก็ช่วยป้องกันมิให้จิตใจต้องถูกกระทบกระเทือนไม่ไหว แม้กายและวาจาจะมีความสงบอย่างไรเท่าที่ตาเห็น แต่จิตใจนั้นแสนที่จะกลัดกลุ้มรุ่มร้อน ดังนั้น จึงจำจะต้องอาศัยสมาธิเป็นตัวปราบปราม ต้องเอาสมาธิเข้ามาข่มทำให้จิตใจสงบระงับมีอารมณ์เป็นอันเดียวเสีย

กิเลสอย่างละเอียดที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในใจนั้น เราจะใช้ศีลเข้าทำลายศีลท่รักษาไม่ให้ก้าวล่วงเข้ามาในอกุศล คือ ทำให้กายวาจาเรียบร้อยนั้น ก็ไม่มีความสามารถเข้าทำลายได้ ครั้นจะใช้สมาธิเข้าข่ม สมาธินั้นก็ได้แต่ทำให้จิตใจสงบระงับไม่ซัดส่ายไปมา หามีความสามารถที่จะทำลายอนุสัยกิเลสในขันธสันดานได้ไม่ ด้วยเหตุที่ศีลและสมาธิทำลายกิเลสอย่างละเอียดไม่ได้นี่เอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้สอนให้สร้างปัญญาให้เกิดขึ้นเพื่อทำลายอนุสัยกิเลส คือกิเลสอย่างละเอียดนั้นเสีย

โดย ศาลาธรรม [11 ส.ค. 2554 , 09:49:51 น.] ( IP = 125.27.176.192 : : )


  สลักธรรม 6


สำหรับการศึกษาเล่าเรียนเรื่องของชีวิตจากพระอภิธรรมปิฎกดังที่ท่านกำลังศึกษาอยู่นี้ เป็นการเสริมสร้างปัญญาให้เกิดมีขึ้นในตน ให้ได้เห็นความจริงว่า กรรมนั้นคืออะไร ผลของกรรมที่ได้ทำเอาไว้แล้วมีความสามารถก่อให้เกิดผลทั้งในชาตินี้และชาติหน้าอย่างไร สัตว์ทั้งหลายเมื่อล้มตายลงแล้ว ถ้ากิเลสยังมิได้สิ้นก็จะต้องเกิดในภพชาติต่อๆ ไป อีกอย่างแน่นอน

การศึกษาเล่าเรียนเรื่องของชีวิตจากพระอภิธรรมปิฎกนั้น เป็นการสร้างปัญญาให้เกิดขึ้นมาเหมือนกัน แต่เป็นสุตมยปัญญา และจินตามยปัญญา อันเป็นปัญญาจากการฟัง การศึกษา และการพิจารณา

ปัญญาชนิดนี้ก็มีความสามารถประหาณกิเลสที่มีอยู่ในจิตใจได้เป็นตทังคปหาน คือทำลายกิเลสลงได้เป็นคราวๆ ทำให้กิเลสอย่างหยาบเกิดขึ้นมาได้ยาก จึงไม่กล้าใช้กิริยาวาจาที่หยาบออกไป แม้จิตใจที่เคยเร่าร้อนก็สงบระงับลงไปมากกว่าเดิมอย่างเทียบกันไม่ได้เลย

และกิเลสอย่างละเอียดก็โดนกระทบกระเทือนหวั่นไหว ตัวการก่อให้เกิดความพลุ่งพล่านเร่าร้อนก็จะสงบระงับลงได้เป็นอันมาก ความคิดอ่านและการกระทำก็จะได้ถูกหันเหไปในทิศทางที่ไม่มีอันตราย จิตใจก็จะมีความเยือกเย็นแจ่มใส ได้รับความสุขความสบายยิ่งกว่าเดิมโดยมิได้รู้สึกตัวว่าเป็นผลอันเกิดขึ้นมาจากการศึกษาเรื่องราวของชีวิตเข้าใจ ไม่ได้เคี่ยวเข็ญหามาจากที่ไหนอย่างที่ใครๆ เขาท่องเที่ยวไปแสวงหา


โดย ศาลาธรรม [11 ส.ค. 2554 , 09:50:07 น.] ( IP = 125.27.176.192 : : )


  สลักธรรม 7


ส่วนปัญญาอีกชนิดหนึ่ง เรียกว่า ภาวนามยปัญญา เป็นปัญญาอันเกิดขึ้นมาจากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ผู้ปฏิบัติจะเกิดปัญญาขึ้นมาทำการประหาณกิเลสอย่างละเอียดให้เด็ดขาดลงได้ในทันที ทั้งกิเลสที่ประหาณลงไปแล้วจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นมาใหม่ได้อีกเลย ในขณะที่จิตจับพระนิพพานเป็นอารมณ์

ผู้ใช้ปัญญาชนิดนี้ประหาณกิเลสลงได้ในพระพุทะศาสนาเรียกชื่อว่า เป็นอริยบุคคล เป็นบุคคลผู้ประเสริฐเพราะห่างไกลจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งปวง

ท่านนักศึกษาทั้งหลาย บัดนี้เวลาแห่งการบรรยายก็ได้ล่วงเลยไปแล้ว ผมก็ได้รวบรัดให้การบรรยายจบเรื่องของอกุศลกรรมบถ ผมก็หวังว่าคงจะพาให้ท่านทั้งหลายให้บังเกิดความเข้าใจได้พอสมควร

สำหรับในวันนี้ผมของงดคำถามด้วยเวลาได้หมดลงไปเสียแล้ว ขอเชิญท่านพบกันใหม่ในคราวหน้า ขอความเจริญ ความผาสุก และความมีปัญญาพึงบังเกิดมีแก่ท่านนักศึกษาทุกท่าน


โดย ศาลาธรรม [11 ส.ค. 2554 , 09:50:27 น.] ( IP = 125.27.176.192 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org