มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ประมวลเรื่องกายใจ




ประมวลเรื่องของขันธ์ ๕


ในคัมภีร์พระไตรปิฎกสังยุตนี้ ประมวลเรื่องขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณมากล่าวไว้เป็นจำนวนมาก ส่วนมากจะมีข้อความซ้ำ ๆ กัน จึงได้พยายามตัดทอนลงให้สั้น ๆ พอเป็นแนวทางศึกษาหาความรู้ในระดับหนึ่ง ซึ่งมีเรื่องราวที่จะจะต้องศึกษาดังต่อไปนี้



๑. ขันธ์และอุปาทานขันธ์ ๕


๑.๑.๑ ขันธ์ ๕ เป็นไฉน ? รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต อยู่ในที่ไกลหรือใกล้ เหล่านี้เรียกว่า ขันธ์ ๕
๑.๑.๒ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นไฉน ? รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียดเลวหรือประณีต อยู่ในที่ไกลหรือใกล้ เป็นไปกับด้วยอาสวะ เป็นปัจจัยแก่อุปาทาน เหล่านี้เรียกว่า อุปาทานขันธ์ ๕ (สัง. ๑๗/ปัญจขันธสูตร/๙๕-๙๖/๔๗)



๒ ความเป็นอนิจจังแห่งขันธ์ ๕ ใน ๓ กาล


พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่เป็นอดีต เป็นอนาคต ไม่เที่ยง จักกล่าวถึงรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่เป็นปัจจุบันไปไยเล่า ? คือ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเป็นผู้ไม่มีความอาลัยในรูปเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่เป็นอดีต ไม่เพลิดเพลินรูปเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่เป็นอนาคตย่อมเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับรูปเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่เป็นปัจจุบัน" (สัง. ๑๗/อตีตานาคตปัจจุปันนสูตรที่ ๑/๓๖/๑๘)


๓. ความเป็นทุกข์แห่งขันธ์ ๕ ใน ๓ กาล
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย รูปเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่เป็นอดีต เป็นอนาคต อนาคตย่อมเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับวิญญาณที่เป็นปัจจุบัน อนาคต ย่อมเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับวิญญาณที่เป็นปัจจุบัน อดีต อนาคตเป็นทุกข์ จักกล่าวถึงรูป เวทนาสัญญา สังขาร วิญญาณที่เป็นปัจจุบันไปไยเล่า ? อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเป็นผู้ไม่มีความอาลัยในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่เป็นอดีต ไม่เพลิดเพลินรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่เป็นอนาคต ย่อมเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่เป็นปัจจุบัน" (สัง. ๑๗/อตีตานาคตปัจจุปันนสูตรที่ ๒/๓๗/๑๘)



๔ ความเป็นอนัตตาแห่งขันธ์ ๕ ใน ๓ กาล
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่เป็นอดีต อนาคต เป็นอนัตตา จักกล่าวถึงรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่เป็นปัจจุบันไปไยเล่า ? อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเป็นผู้ไม่มีความอาลัยในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่เป็นอดีต ไม่เพลิดเพลินในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่เป็นอนาคต ย่อมเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับรูปที่เป็นปัจจุบัน" (สัง. ๑๗/อตีตานาคตปัจจุปันนสูตรที่ ๓/๓๘/๑๙)


โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [15 ส.ค. 2554 , 13:44:39 น.] ( IP = 61.90.25.158 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ประมวลเรื่องของขันธ์ ๕


๕ ความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาแห่งขันธ์ ๕
๕.๑ ณ พระมหาวิหารเชตวัน พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไม่เที่ยง อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว อริยสาวกนั้นย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี" (สัง. ๑๗/อนิจจสูตรที่ ๑/๓๙/๒๐)
๕.๒ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเป็นทุกข์ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว อริยสาวกนั้นย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี" (สัง. ๑๗/ทุกขสูตรที่ ๑/๔๐/๒๐)
๕.๓ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเป็นอนัตตา อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้
มิได้มี" (สัง. ๑๗/อนัตตสูตร/๔๑/๒๐-๒๑)


๕.๔ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา ข้อนี้ อริยสาวก พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริงอย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี" (สัง. ๑๗/อนิจจสูตรที่ ๒/๔๒/๒๑)


๕.๕ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเราข้อนี้อริยสาวก พึงเห็นด้วยสัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริงอย่างนี้ ข้อนี้อริยสาวก พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริงอย่างนี้ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี" (สัง. ๑๗/ทุกขสูตรที่ ๒/๔๓/๒๑-๒๒)


๕.๖ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเป็นอนัตตา ไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา ข้อนี้ อริยสาวก พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้วกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี" (สัง. ๑๗/อนัตตสูตรที่ ๒/๔๔/๒๒)


โดย Tvb (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [15 ส.ค. 2554 , 13:45:59 น.] ( IP = 61.90.25.158 : : )


  สลักธรรม 2

ประมวลเรื่องของขันธ์ ๕


๖ ความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาแห่งเหตุปัจจัย


๖.๑ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไม่เที่ยง แม้เหตุปัจจัยที่ให้รูปเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเกิดขึ้น ก็ไม่เที่ยง รูปเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่เกิดจากสิ่งที่ไม่เที่ยง ที่ไหนจักเที่ยงเล่า ? อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี" (สัง. ๑๗/อนิจจเหตุสูตร/๔๕/๒๒)
๖.๒ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเป็นทุกข์ แม้เหตุปัจจัยที่ให้รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเกิดขึ้น ก็เป็นทุกข์ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่เกิดจากสิ่งที่เป็นทุกข์ ที่ไหนจะเป็นสุขเล่า ? อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี" (สัง. ๑๗/ทุกขเหตุสูตร/๔๖/๒๓)



๖.๓ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเป็นอนัตตาแม้เหตุปัจจัยที่ให้รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเกิดขึ้น ก็เป็นอนัตตา รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเกิดจากสิ่งที่เป็นอนัตตาที่ไหนจักเป็นอัตตาเล่า ? อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี" (สัง. ๑๗/อนัตตเหตุสูตร/๔๗/๒๓)



๗ ความดับแห่งขันธ์ ๕


พระอานนท์เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาท แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลถามว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความดับเรียกว่านิโรธ ความดับแห่งธรรมเหล่าไหน เรียกว่า นิโรธ ?"
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "อานนท์ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา ความดับแห่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนั้น เรียกว่านิโรธ" (สัง. ๑๗/อานันทสูตร/๔๘/๒๓-๒๔)



โดย Tvb (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [15 ส.ค. 2554 , 13:51:22 น.] ( IP = 58.8.41.68 : : )


  สลักธรรม 3

ประมวลเรื่องของขันธ์ ๕


๘ ขันธ์ ๕ เป็นภาระ


พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงภาระ ผู้แบกภาระ เครื่องถือมั่นภาระและเครื่องวางภาระแก่เธอทั้งหลาย
๘.๑ ภาระเป็นไฉน ? ภาระ คืออุปาทานขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ)
๘.๒ ผู้แบกภาระเป็นไฉน ? พึงกล่าวว่า บุคคลนี้ บุคคลนั้น คือ ท่านผู้มีชื่ออย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้ นี้เรียกว่าผู้แบกภาระ
๘.๓ เครื่องถือมั่นภาระเป็นไฉน ? ตัณหานี้ใดนำให้เกิดภพใหม่ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน มีปกติเพลิดเพลินยิ่งในภพหรืออารมณ์นั้น ๆ ได้แก่ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา นี้เรียกว่าเครื่องถือมั่นภาระ
๘.๔ การวางภาระเป็นไฉน? ความที่ตัณหานั่นแลดับไปด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ ความสละ ความสละคืน ความพ้น ความไม่อาลัย นี้เรียกว่าการวางภาระ"ขันธ์ ๕ ชื่อว่าภาระและผู้แบกภาระคือบุคคล เครื่องถือมั่นภาระเป็นเหตุนำมาซึ่งความทุกข์ในโลก การวางภาระเสียได้เป็นสุข บุคคลวางภาระหนักเสียได้แล้ว ไม่ถือภาระอื่น ถอนตัณหาพร้อมทั้งมูลรากแล้ว เป็นผู้หายหิว ดับรอบแล้ว" (สัง. ๑๗/ภารสูตร/๔๙-๕๓/๒๕)



๙ ธรรมที่ควรกำหนดรู้และความรอบรู้


๙.๑ ธรรมที่ควรกำหนดรู้เป็นไฉน ? คือรูป เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณเป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้ เรียกว่าธรรมที่ควรกำหนดรู้
๙.๒ ความรอบรู้เป็นไฉน ? คือความสิ้นไปแห่งราคะ โทสะ โมหะ เรียกว่าความรอบรู้ (สัง. ๑๗/ปริญญาสูตร/๕๔-๕๕/๒๖)



๑๐ ผู้ไม่ควรและผู้ควรสิ้นทุกข์


พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า บุคคลเมื่อไม่รู้ยิ่งไม่กำหนดรู้ ไม่หน่าย ไม่ละซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อสิ้นทุกข์ บุคคลเมื่อรู้ยิ่ง กำหนดรู้ หน่าย ละได้ซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงเป็นผู้ควรเพื่อสิ้นทุกข์ (สัง. ๑๗/ปริชานสูตร/๕๖-๕๗/๒๖)



๑๑ การละฉันทราคะในขันธ์ ๕


พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เธอทั้งหลาย จงละฉันทราคะในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเสีย ด้วยการละอย่างนี้ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนั้นจักเป็นอันเธอทั้งหลายละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว กระทำให้เป็นดังตาลยอดด้วน ทำให้ถึงความไม่มี ไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา (สัง. ๑๗/ฉันทราคสูตร/๕๘/๒๖-๒๗)


โดย Tvb (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [15 ส.ค. 2554 , 13:52:32 น.] ( IP = 61.90.25.158 : : )


  สลักธรรม 4

ประมวลเรื่องของขันธ์ ๕


๑๒ สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบ


พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "เราได้เที่ยวค้นหาคุณแห่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เราได้พบคุณแห่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณแล้ว เราได้เห็นคุณแห่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเท่าที่มีอยู่ ด้วยปัญญาดีแล้ว เราได้เที่ยวค้นหาโทษแห่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เราได้พบโทษแห่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณแล้ว เราได้เห็นโทษแห่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเท่าที่มีอยู่ ด้วยปัญญาดีแล้ว เราได้เที่ยวค้นหาเครื่องสลัดออกแห่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เราได้พบเครื่องสลัดออกแห่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณแล้ว เราได้เห็นเครื่องสลัดออกแห่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเท่าที่มีอยู่ ด้วยปัญญาดีแล้ว เรายังไม่รู้ยิ่งซึ่งคุณ โดยความเป็นคุณ โทษโดยความเป็นโทษ เครื่องสลัดออกโดยความเป็นเครื่องสลัดออก แห่งอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ ตามความเป็นจริง เพียงใด เราก็ยังไม่ปฏิญาณเพียงนั้น ก็ญาณทัสสนะได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า วิมุติของเราไม่กำเริบ ชาตินี้เป็นที่สุด บัดนี้ภพใหม่ไม่มี" (สัง. ๑๗/อัสสาทสูตรที่ ๒/๖๑/๒๘)



๑๓ ผลแห่งความเพลิดเพลินและไม่เพลิดเพลินในขันธ์ ๕
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "ผู้ใดเพลิดเพลินรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ผู้นั้นชื่อว่าเพลิดเพลินทุกข์ ผู้ใดเพลิดเพลินทุกข์ เรากล่าวว่า ผู้นั้นไม่พ้นไปจากทุกข์ ผู้ใดไม่เพลิดเพลินรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ผู้นั้นชื่อว่าไม่เพลิดเพลินทุกข์ ผู้ใดไม่เพลิดเพลินทุกข์ เรากล่าวว่า ผู้นั้นพ้นไปจากทุกข์" (สัง. ๑๗/อภินันทนสูตร/๖๔/๓๐)



๑๔ อุปมาขันธ์ ๕ ด้วยเสาล่ามสุนัข


พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "สงสารมีที่สุด เบื้องต้น เบื้องปลายรู้ไม่ได้แล้ว ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏแก่สัตว์ทั้งหลาย ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ สุนัขที่เขาผูกไว้ด้วยเชือก ถูกล่ามไว้ที่หลักหรือเสาอันมั่นคง ถ้ามันเดิน มันก็ย่อมเดินใกล้หลักหรือเสานั้นเอง ถ้าแม้มันยืนมันก็ย่อมยืนใกล้หลักหรือเสานั้นเอง ถ้ามันนั่ง มันก็ย่อมนั่งใกล้หลักหรือเสานั้นเอง ถ้ามันนอน มันก็ย่อมนอนใกล้หลักหรือเสานั้นเอง ฉันใด ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมตามเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ปุถุชนนั้น ถ้าเดิน เขาก็ย่อมเดินใกล้อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้นั้นเอง ถ้ายืน เขาก็ย่อมยืนใกล้อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ ถ้านั่ง เขาก็ย่อมนั่งใกล้อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ ถ้านอน เขาย่อมนอนใกล้อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ เหตุนั้น เธอทั้งหลาย พึงพิจารณาจิตของตนเนืองๆ ว่า จิตนี้เศร้าหมองแล้วด้วยราคะ โทสะ โมหะสิ้นกาลนาน" (สัง. ๑๗/คัททูลสูตรที่ ๒/๒๕๘/ ๑๔๑-๑๔๒)


โดย Tvb (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [15 ส.ค. 2554 , 13:53:44 น.] ( IP = 61.90.25.158 : : )


  สลักธรรม 5

ประมวลเรื่องของขันธ์ ๕


๑๕ อุปมาขันธ์ ๕ ด้วยกลุ่มฟองน้ำเป็นต้น


พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคาใกล้อยุชฌบุรี ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสรูปอุปมาด้วยกลุ่มฟองน้ำ เวทนาอุปมาด้วยฟองน้ำ สัญญาอุปมาด้วยพยับแดด สังขารอุปมาด้วยต้นกล้วย และวิญญาณอุปมาด้วยกลว่า ภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำคงคานี้ พึงนำกลุ่มฟองน้ำใหญ่มา บุรุษผู้มีจักษุพึงเห็น เพ่ง พิจารณากลุ่มฟองน้ำใหญ่นั้น โดยแยบคาย เมื่อบุรุษนั้นเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย กลุ่มฟองน้ำนั้น พึงปรากฏเป็นของว่างเปล่าหาสาระมิได้เลย สาระในกลุ่มฟองน้ำ พึงมีได้อย่างไร ฉันใด รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ ภิกษุย่อมเห็นเพ่ง พิจารณารูปนั้นโดยแยบคาย เมื่อภิกษุนั้นเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย รูปนั้นย่อมปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้ สาระในรูปพึงมีได้อย่างไร ฉันนั้นเหมือนกัน
เมื่อฝนเม็ดหยาบตกอยู่ในสรทสมัย ฟองน้ำในน้ำย่อมบังเกิดขึ้นและดับไป บุรุษผู้มีจักษุพึงเห็น เพ่ง พิจารณาฟองน้ำนั้นโดยแยบคาย เมื่อบุรุษนั้นเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย ฟองน้ำนั้น พึงปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้เลยสาระในฟองน้ำนั้นพึงมีได้อย่างไร ฉันใด เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ ภิกษุย่อมเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคายเวทนานั้นย่อมปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้ สาระในเวทนาพึงมีได้อย่างไร ฉันนั้นเหมือนกัน
เมื่อเดือนสุดท้ายแห่งฤดูร้อนยังอยู่ พยับแดด ย่อมเต้นระยิบระยับในเวลาเที่ยง บุรุษผู้มีจักษุพึงเห็น เพ่ง พิจารณา พยับแดดนั้นโดยแยบคาย เมื่อบุรุษนั้นเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย พยับแดดนั้น พึงปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้ สาระในพยับแดดพึงมีได้อย่างไร ฉันใด สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ฉันนั้นเหมือนกัน


บุรุษผู้มีความต้องการด้วยไม้แก่น เสาะหาไม้แก่น เที่ยวแสวงหาไม้แก่นอยู่ ถือเอาจอบอันคม พึงเข้าไปสู่ป่า บุรุษนั้นพึงเห็นต้นกล้วยใหญ่ ตรง ใหม่ยังไม่เกิดแก่นในป่านั้น พึงตัดโคนต้นกล้วยนั้นแล้วจึงตัดปลาย แล้วจึงปอกกาบใบออก บุรุษนั้นปอกกาบใบออก ไม่พึงได้แม้กระพี้ในต้นกล้วยใหญ่นั้น จะพึงได้แก่นแต่ที่ไหน บุรุษผู้มีจักษุพึงเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย ซึ่งต้นกล้วยใหญ่นั้น เมื่อบุรุษนั้นเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย ต้นกล้วยใหญ่นั้น พึงปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาแก่นมิได้ แก่นในต้นกล้วยพึงมีได้อย่างไร ฉันใด สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ ภิกษุย่อมเห็น เพ่ง พิจารณาสังขารนั้นโดยแยบคาย เมื่อภิกษุนั้นเห็นเพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย สังขารนั้น ย่อมปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้ สาระในสังขารทั้งหลายพึงมีได้อย่างไร ฉันนั้นเหมือนกัน


นักเล่นกลหรือลูกมือนักเล่นกล พึงแสดงกลที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง บุรุษผู้จักษุพึงเห็น เพ่ง พิจารณากลนั้นโดยแยบคาย เมื่อบุรุษนั้นเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย กลนั้น พึงปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้ สาระในกลพึงมีได้อย่างไร ฉันใด วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ ภิกษุย่อมเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย เมื่อภิกษุเห็น เพ่งพิจารณาวิญญาณนั้นโดยแยบคาย วิญญาณนั้น ย่อมปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้สาระในวิญญาณพึงมีได้อย่างไร ฉันนั้นเหมือนกัน อริยสาวกผู้สดับแล้วเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี" (สัง. ๑๗/เผณปิณฑสูตร/๒๕๒-๒๔๗/๑๓๔-๑๓๖


๑ สัง. ๑๗/ขันธวารวรรค/หน้า ๑-๑๙๐



โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [15 ส.ค. 2554 , 13:57:03 น.] ( IP = 61.90.25.158 : : )


  สลักธรรม 6

In the world you need a good winter jacket, north face,to establish a great reputation for creating some of its jacket brands.north face jackets clearance simply to Women's North Face Jackets provide not Men's North Face Jackets only look good,and suitable for any climate.When it's cold, what elements you want to really protect you,north face jacket can do this.Unfortunately,because the Men's North Face vests is such a great brand,jacket can be quite expensive.One must buy the jacket is worth the cost,clear,but any time you can find a mens north face jackets sales,you can save a lot of money!
Money to buy jackets, to remember to buy pieces of good quality and north face jackets sale comfortable to wear.THE Men's North Face Down Jackets Women nuptse jacket is a bit expensive though,the reason people still like it,because he is worth it to spend money to buy warm.

โดย north face jackets sale - [2 ธ.ค. 2554 , 16:31:12 น.] ( IP = 121.205.248.75 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org