มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


มีความรู้เพื่อเติมเต็ม อย่ามีเพื่อตีบตัน







มีความรู้เพื่อเติมเต็ม อย่ามีเพื่อตีบตัน

โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๔


คำถาม : มีเด็กๆ ถามมาว่า ทำไมจิต มี ๑๖๐ ดวง ?

คำตอบ : ก่อนที่จะตอบว่าผิดหรือถูกนั้น เราต้องเข้าใจสภาพจิตว่าธรรมชาติของจิตคืออะไร?

จิตคือธรรมชาติที่รู้อารมณ์ อารมณ์คือสิ่งที่จิตรู้ และจิตรู้อะไรบ้าง? จิตรู้รูปารมณ์ สัทธารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ และธรรมารมณ์ ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายสำหรับเด็กๆ ก็เช่นในเรื่อง สีต่างๆ ที่ผู้ใหญ่รู้จักในชื่อรูปารมณ์ การที่หนูๆเห็นอาจารย์ยกสมุดให้นี่ ถามว่าเห็นได้ด้วยอะไร? เด็กก็ต้องบอกว่าเห็นได้ด้วยตา ซึ่งก็ไม่ผิด แล้วก็สอนต่อเลยว่า คนที่มีตาแต่ไม่เห็นก็มี

ตอนนี้เราต้องพยายามบรรจุความรู้ให้เขาเข้าใจเสียก่อนว่าต้องมีจิตเข้าไปทำงาน ซึ่งผู้ใหญ่สามารถเข้าใจได้ทันทีว่า มีจักขุวิญญาณเกิดขึ้นและมีรูปารมณ์เกิดขึ้นนั่นเอง

ต่อไปก็อธิบายว่า ในการเห็นแต่ละครั้ง เราต้องมีเหตุใหญ่ๆ ที่ทำให้เห็น ๔ อย่าง

๑. ต้องมีประสาทตาดี คือ ตาไม่สั้นเกินไป ไม่ยาวเกินไป ประสาทตาดีเป็นสิ่งสำคัญ เป็นเหตุอย่างหนึ่ง ประสาทตาดีอย่างเดียวก็เห็นไม่ได้ ต้องมีรูปารมณ์ คือ สิ่งที่ให้เห็นวัตถุที่ให้เห็นจึงเห็นคือมี รูปารมณ์เกิดขึ้น จิตเกิดขึ้นมารู้รูปารมณ์ จักขุวิญญาณเกิดขึ้นมาเพื่อรู้รูปารมณ์ อยู่ดีๆจักขุวิญญาณจะเกิดขึ้นมาแล้วจะหายไปเฉยๆ ไม่ได้

๒. มีรูปารมณ์ มีจักขุวิญญาณและมีรูปารมณ์เห็นยังไม่ได้ ต้องมีอโลกะ คือ แสงสว่าง เพราะในที่มืดเราก็ไม่สามารถเห็นได้ เช่น เราเข้าไปในถ้ำลึกๆ เรายังต้องใช้ไฟฉายหรือว่าเวลาไฟดับ เรารู้สึกว่าเราเห็นก็คือความสันทัดว่าสิ่งนั้น อยู่ที่นั่น สิ่งนั้นอยู่ที่นี่ ลองเข้าไปในที่มืดที่เราไม่เคยไปมาเลยสักครั้งเดียว เราจะยืนอยู่นิ่งๆ และเราไม่กล้าดุกดิก เราไม่รู้ว่าอะไรอยู่ข้างหน้า เพราะเราไม่เห็น

๓. มีอโลกะคือแสงสว่าง ก็ยังเห็นไม่ได้ ถ้าเผื่อขาดมนสิการ

๔. มีมนสิการ คือการใส่ใจในการมอง เพื่อให้เห็นนั้น

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [17 ส.ค. 2554 , 14:55:55 น.] ( IP = 125.27.166.5 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1


และจิตเกิดขึ้นเองตามลำพังไม่ได้ มีเจตสิกประกอบอย่างน้อย ๗ ดวง คือ ผัสสะเวทนา สัญญา เจตนา เอกัคคตา ชีวิตินทรีย์ มนสิการ

ฉะนั้น ธรรมชาติของจิตคือรู้อารมณ์ ถามเด็กๆว่า ถ้าสอบได้ดีใจไหม? ดีใจ ถ้าสอบตกเสียใจไหม? เสียใจ แล้วเสียใจกับกับดีใจนี่มันคนละอย่าง เหมือนกับจิต.... จิตโลภพอใจ กับจิตไม่พอใจเป็นคนละอย่างกัน ฉะนั้น เมื่อว่าโดยจิตโดยประเภทจึงมีถึง ๘๙ ดวง และ ๑๒๑ ดวง โดยพิสดาร นี่คือสิ่งที่เราเรียนแล้วจึงรู้ว่าจิตไม่ได้มี ๑๖๐ ดวง

พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า อย่าเชื่อโดยฟังตามกันมา อย่าเชื่อโดยอ้างตำรา อย่าเชื่อโดยอนุมานเอา อย่าเชื่อโดยตื่นข่าว อย่าเชื่อโดยผู้พูดน่าเชื่อ อย่าเชื่อโดยนึกว่าเป็นครูของเราแต่เมื่อไหร่เราจะเชื่อ เราต้องเชื่ออย่างมีเหตุผล ฉะนั้น ธรรมใดที่ประกอบไปด้วยเหตุผล ธรรมนั้นให้เชื่อได้ แต่ถ้าฟังโดยตามกันมา หรือโดยอ้างตำราเป็นต้น หรือโดยครูบอกมา ท่านบอกว่าอย่าเพิ่งเชื่อ

คนที่เพิ่งเข้ามาเรียนใหม่นี่ก็เหมือนกัน ไม่ว่าเด็กหรือว่าผู้ใหญ่อยู่ดีๆ เขาบอกว่าจิตมี ๘๙ ดวง เราก็อย่าเพิ่งเชื่อ แต่ต้องค่อยๆ ศึกษาหาความรู้เข้าไปก่อน ต้องเข้าใจสภาพของจิตเสียก่อน

จากที่ถามไปว่า ทำไมถึงต้องการมาศึกษาพระอภิธรรม? คำตอบที่บอกมาคือ อยากมีปัญญาพาเอาร่างกายสังขารให้พ้นทุกข์ และเพื่อสำรวจตัวเองและค่อยๆ ละกิเลส ตอบทั้งหมดนี้ก็ถูกต้อง เพราะว่าถ้าไม่ศึกษาพระอภิธรรมแล้ว ความเข้าใจก็จะคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง จะเข้าถึงปรมัตถอารมณ์ไม่ได้เด็ดขาด และเมื่อเข้าถึงปรมัตถอารมณ์ไม่ได้สภาพที่พระพุทธเจ้าอยากให้เราเข้าไปแจ้งจะไม่ปรากฏ

ในโลกเรานี้ มีความจริงอยู่ ๒ จริง คือ ๑. จริงสมมุติ ๒. จริงปรมัตถ์

โดย น้องกิ๊ฟ [17 ส.ค. 2554 , 14:56:38 น.] ( IP = 125.27.166.5 : : )


  สลักธรรม 2


จริงสมมุติเราก็รู้กันอยู่ ก็คือการที่เราเป็นหญิงเป็นชาย เป็นคน เป็นสัตว์ เป็นสัตว์ต่างๆ โดยสมมุติ สมมุติเรียกว่า “คน” เพื่อให้ต่างกับสัตว์ สมมุติเรียกว่าหญิง เพื่อว่าความแตกต่างกว่าชาย เพราะมีรูปพรรณสันฐานต่างกัน ฉะนั้น ภาษาต่างๆ เป็นบัญญัติ เขาเรียกบัญญัติอารมณ์ พระอภิธรรมสอนจริงสมมุติและจริงปรมัตถ์ แต่มาเน้นจริงปรมัตถ์

ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ มีชีวิตทั้งสิ้น เพราะชีวิตนั้น ต้องมีทั้งร่างกายและจิตใจ แล้วก็ต้องมีลมหายใจอยู่ ก็เรียกว่า สิ่งมีชีวิต แต่ถ้าสิ้นลมไปแล้วเราไม่เรียกว่าสิ่งมีชีวิต เราเรียกว่าซากศพ

การที่เรามีชีวิต เราจึงต้องมาศึกษาว่าชีวิตที่เรามีอยู่นี้คืออะไรในปรมัตถ์? ชีวิตคืออะไร? เพราะเราเกิดมาจนวันนี้เรายังไม่รู้จักชีวิตเราแล้วเราจะไปรู้จักชีวิตใครกัน ถ้าเราเอาชนะอารมณ์ตนเองไม่ได้ อย่าไปหวังเลยว่าเราจะเอาชนะใคร

การศึกษาเรื่องปรมัตถ์ ก็คือจริงที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั่นเอง พระพุทธองค์เพียรสร้างบารมีมาสี่อสงไขยแสนมหากัป เพื่อแจ้งในธรรมว่าชีวิตนั้นคืออะไร เกิดมาเพราะเหตุอะไร ทำไมต้องเกิด? เกิดมาแล้วทำไมต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย และตายแล้วไปไหน? เหล่านี้เป็นคำถามที่ไม่มีใครตอบได้ ไม่ว่าจะเป็นศาสตราจารย์ทางไหนก็แล้วแต่ ก็ไม่สามารถเข้าไปล่วงรู้ เรื่องราวของชีวิตได้ แต่ต้องอาศัยพระสัพพัญญุตาญาณเข้าไปแจ้งเพื่อไปทำลายความสงสัยนี้ออก

พระพุทธเจ้าตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ เพื่อเข้าถึงไปในชีวิตว่า คำจำกัดความ “ชีวิต” ก็คือ ธรรมชาติชนิดหนึ่งที่อุบัติขึ้นมาด้วยเหตุและปัจจัย

เหตุคืออะไร? เหตุก็คือสิ่งที่ทำให้ผลเกิด ส่วนปัจจัยก็คือตัวสนับสนุนเหตุให้เจริญ ถ้าได้ฟังแค่นี้เราก็ยังนึกภาพไม่ออก ท่านจึงอุปมาว่าเหตุเปรียบเสมือนเม็ดมะม่วงเอาไปปลูกได้ ออกเป็นต้นได้ เม็ดมะม่วงเป็นเหตุ แต่เหตุอย่างเดียวขาดปัจจัยก็ไม่ได้ เราเอาเม็ดมะม่วง ฝังลงไปที่ปูนก็ได้แต่ไม่งอก แต่ถ้าเรานำเม็ดเดียวกันนี้ไปฝังไว้ที่ดินมะม่วงก็จะงอกขึ้นได้ ฉะนั้น ดินเป็นปัจจัย และมีดินอย่างเดียวก็ไม่ได้ ต้องเป็นดินที่ดี มีอากาศ มีน้ำ มีปุ๋ย ปัจจัยนี้ที่เกิดขึ้น ดิน น้ำ ปุ๋ย อากาศที่ดี เป็นตัวสนับสนุนเหตุคือเม็ดมะม่วงให้เจริญขึ้นมาได้ จึงมีแต่เหตุอย่างเดียวไม่ได้

โดย น้องกิ๊ฟ [17 ส.ค. 2554 , 14:56:55 น.] ( IP = 125.27.166.5 : : )


  สลักธรรม 3


การเรียนธรรมะต้องเดินหน้าไม่ว่าของเก่า ไม่เล่าอดีต พอเราเข้าใจแล้วของเก่าคือความเข้าใจผิดๆก็ต้องทิ้งไป ไม่ใช่ว่าใหม่ก็เอา เก่าก็พก นั่นก็คือเราไม่ได้เดินหน้าไปไหน เปรียบเสมือนว่านั่งเก้าอี้โยกอยู่กับที่ที่ดูเหมือนจะสบาย แต่ไม่มีความก้าวหน้าอะไรเลย เพราะโยกไปข้างหน้าแล้วก็กลับมาที่เก่า ฉะนั้น เราต้องละวางอารมณ์ที่ไม่รู้ออกไป

ชีวิตคือสิ่งที่อุบัติขึ้นมา ด้วยเหตุด้วยปัจจัย

เหตุปัจจัยนั้นก็คือ กรรม จิต อุตุ อาหาร

กรรมเป็นพื้นฐาน

จิตเป็นตัวเร่งเร้า

อุตุเป็นพลังงาน

อาหารเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง

ชีวิตนั้นจึงเจริญเติบโตอยู่เรื่อยมาจนกระทั่งวันนี้


ชีวิตประกอบไปด้วยอะไรบ้าง? ชีวิตประกอบไปด้วยรูปนามขันธ์ห้า คือ รูป ๑ นาม ๔ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เราต้องนำพวกนี้มาศึกษาและพิสูจน์กับตัวเองว่ามีจริงไหม? การพิสูจน์ก็คือการเข้าไปเรียนว่าธรรมชาติของรูปเป็นอย่างไร ธรรมชาติของนามนั้นเป็นอย่างไร ที่เราเรียนเรื่องจิต เจตสิก รูป จิตมี ๘๙ ดวง (๑๒๑ ดวง โดยพิสดาร) อกุศล ๑๒ มหากุศลจิต ๘ มหัคคตกุศล ๙ อเหตุกจิต ๑๘ มหาวิบาก ๘ มหัคคตวิบาก ๙ มหัคคตกริยา ๙ และโลกุตตรจิตจิต ๘ คือมรรค ๔ ผล ๔ (โดยพิสดารก็คือพวกที่ได้ฌานจิต)

เรามาศึกษาว่าชีวิตประกอบไปด้วยอะไรแล้วก็กระจายสิ่งนั้นออกไป คือกระจายเรื่องของเราคนเดียวออกไปเพื่อที่จะให้เกิดปัญญาว่า ที่เราไม่รู้ก็จะได้รู้ โดยเฉพาะอกุศล ๑๒ ที่อยู่ในใจของเรา กองกิเลสอาสวะมีอยู่แต่เราไม่เคยรู้จักเลย

โดย น้องกิ๊ฟ [17 ส.ค. 2554 , 14:57:12 น.] ( IP = 125.27.166.5 : : )


  สลักธรรม 4


พระอภิธรรมจะทำให้รู้จักชีวิตว่าโลภะ คือสภาวะของความปรารถนายินดี ต้องการในอารมณ์ มีอยู่ ๘ ทำไมมีโลภะ ๘ ? เราก็มาศึกษาทีละดวง แล้วมาดูที่ตัวเองว่ามีหรือไม่?

ดวงที่ ๑ โสมนสหคตัง ทิฏฐิคตสัมปยุตตัง อสังขาริกกัง ดวงที่ ๒ สสังขาริกกัง

ดวงที่ ๓ อุเปกขาสหคตัง ทิฏฐิคตสัมปยุตตัง อสังขาริกกัง ดวงที่ ๔ สสังขาริกกัง

โลภะแถวบนมี ๔ เป็นโสมนัส ๒ เป็นอุเบกขา ๒ คือ ยินดีมากกับยินดีน้อย

โลภะแถวบนที่มี ๔ นั้น เป็นประเภทสัมปยุต ประกอบไปด้วยทิฏฐิ

ส่วนแถวล่างที่มีอีก ๔ ก็เป็นประเภทวิปปยุต ไม่ประกอบไปด้วยทิฏฐิแต่มีมานะ

ฉะนั้น เราเอาตรงนี้มาอ่านตัวเองให้ออก บอกตัวเองให้ได้ เวลาอะไรเกิดขึ้นเราจะได้เข้าใจ แล้วเกิดความรู้ในจริงปรมัตถ์เพราะว่าเป็นจริงแท้แน่นอนที่ไม่วิปริตผันแปร

โดย น้องกิ๊ฟ [17 ส.ค. 2554 , 14:57:29 น.] ( IP = 125.27.166.5 : : )


  สลักธรรม 5


และภายใต้ชีวิตนี้คือ รูป-นาม ถูกปกคลุมปิดบัง และอำพรางซ่อนเร้นได้อย่างแนบเนียน ก็คือไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เมื่ออาทิตย์ที่แล้วมีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งได้อธิบายไว้ในเรื่องนี้อย่างละเอียดมาก ท่านกล่าวไว้เป็นภาษาบาลีรองรับว่าธรรมชาติของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ลึกซึ้ง สุขุมมาก แต่สภาพอนัตตา ลึกซึ้งสุขุมคัมภีรภาพผู้ที่รู้ได้นั้นคือ พระพุทธเจ้า ดังมีเรื่องแสดงไว้ว่า พระผู้หนึ่งหยิบแก้วมาหนึ่งใบแล้วแก้วนั้นตกแตก และท่านก็ชี้ไปที่แตกว่า อนิจจัง และสภาพที่แตกมันทำให้เหมือนเดิมไม่ได้ นั่นคือทุกขัง และท่านก็สอนแค่นี้

ท่านบอกว่านั่นแหละ เหมือนที่เราชอบพูดกันว่า เวลาเราเกิดความทุกข์กาย เราก็บอกว่าทุกขัง มันเป็นทุกข์ หรือว่าเราเห็นคนที่อื่นเขาเปลี่ยนแปลงไปจากเรา เราก็บอกว่าไม่เที่ยง นั่นเป็นอนิจจัง-ทุกขังเทียม ไม่ใช่อนิจจัง-ทุกขังแท้ เพราะอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แท้ๆ ในหนังสือสวดมนต์ไม่ได้พูดถึงแก้วถึงกระบอกน้ำอะไรเลย แต่พูดถึงรูปังอนิจจัง เวทนาอนิจจา ต้องเป็นที่รูปที่นามเท่านั้น

การที่เราพูดหรือสอนโดยอนิจจังเทียม หรือทุกขังเทียมกันก็ดูเหมือนเป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย แต่ถ้าโดยปรมัตถ์แล้วการที่จะได้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้ เราต้องศึกษาเรื่องราวของชีวิต เพราะว่าอนิจจังคือความไม่เที่ยง ทุกขังคือทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ อนัตตาคือไม่สามารถบังคับบัญชาได้ เมื่อเรียนและปฏิบัติก็จะรู้ว่า จิตแต่ละจิตเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป นี่คือสภาพจิต จิตเกิดขึ้นเองตามลำพังไม่ได้ จิตต้องเกิดขึ้นพร้อมด้วยเจตสิกอย่างต่ำๆ ๗ อย่างสูง ๓๘

จิตเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เจตสิกที่เกิดขึ้นอยู่กับจิต มีวัตถุที่อาศัยเดียวกับจิต รู้อารมณ์เดียวกับจิต แล้วก็ดับไปพร้อมกับจิต ฉะนั้น เจตสิกนี้ก็ดับด้วย ผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเท่านั้นที่เข้าไปเห็นความเกิดและความดับของจิตเป็นต้น และก็เห็นการเกิดดับอนิจจังอยู่อย่างนั้น ความไม่เที่ยง เห็นทุกขังอยู่เรื่อยๆจนกระทั่งจิตน้อมไปด้วยปัญญา บารมี เข้าไปรู้ว่า เหมือนผู้ดูละครเฉยๆ ก็คือความเกิดขึ้นและดับไป ของรูปและนามนั้น เห็นความเกิดดับๆ ของรูปบ้าง นามบ้าง ซึ่งการเห็นนี้ต้องอาศัยญาณปัญญา ตั้งแต่นามรูปปริจเฉทญาณ ปัจจยปริคตหญาณ สมสหญาณ และ อุทยัพพญญาณ ก็จะเห็นความเป็นไปของสภาวะ คือปรมัตอารมณ์ ก็คือ รูปนาม มีแต่ความเกิดดับๆ

ท่านบอกว่าเหมือนผู้ที่มายืน แล้วมองเห็นธรรมชาติแห่งความเกิดดับนั้น โดยที่ไม่สามารถ ไปบงการหรือบังคับได้ เพราะธรรมชาตินั้นเมื่อมีเหตุก็เกิดขึ้น เมื่อหมดเหตุก็ดับไปฉะนั้นจึงทำให้เห็นเหตุที่เกิด – ดับ อยู่ตลอดเวลา ในปัจจัยนั้น ความเกิดดับ จิตนั้นจึงสามารถาเข้าถึงอนัตตาธรรม คือ ไม่สามารถบังคับบัญชาได้ การศึกษาพระอภิธรรม ตรงนี้ จึงจะทำให้เราเข้าถึงปรมัตถ์อารมณ์ หรือเรียกว่าเข้าถึงไตรลักษณ์แท้ ซึ่งเป็นพาหนะสำคัญ ที่จะพาเราออกนอกโลก

โดย น้องกิ๊ฟ [17 ส.ค. 2554 , 14:57:47 น.] ( IP = 125.27.166.5 : : )


  สลักธรรม 6


ทุกวันนี้เราอาศัยโลกอยู่ โลกคืออะไร โลกะ หมายถึง ฉิบหาย หรือพินาศ ฉะนั้นชีวิตของเรา อยู่ในความฉิบหายวิบัติตลอดเวลา ธรรมนอกโลกก็คือ พระนิพพาน การที่จะสู่เป้าหมายที่บอกนี้ ถ้าไม่มีปัญญาก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด เรามาเรียนพระอภิธรรมเพื่อจะได้มีปัญญา นำไปปฏิบัติเพื่อที่จะหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ไม่ใช่จะพ้นจากสังขารนี้ เพราะเมื่อตายลงในชาตินี้เราก็พ้นสังขารนี้แล้ว แต่ก็ต้องไปพบไปอาศัยสังขารใหม่ เพราะจิตดับแล้วก็ปฏิสนธิทันที

การเวียนว่ายตายเกิดนั้นเป็นทุกข์ เพราะว่าตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ ตราบนั้นเป็นทุกข์ ไม่ว่าจะเกิดดีขนาดไหน ภูมิมี ๓๑ ภูมิ ก็เป็นทุกข์ทั้งสิ้น เพราะว่า ไม่สามารถหลุดรอดพ้นไปจากลูกโซ่แห่งสังสารวัฏได้

สังสารวัฏ คือ การเวียนว่ายตายเกิด เรายังละกิเลสไม่ได้สักอย่างหนึ่ง ละความพอใจ กับความไม่พอใจยังไม่ได้เพราะเรายังตกอยู่ในวงจรของปฏิจจสมุปบาท ซึ่งได้แก่ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ เรียกว่า องค์ ๑๒

เมื่อเราอยากมีปัญญา และจะทำอย่างไรให้มีปัญญามาก? เปรียบชีวิตเหมือนตาชั่ง เราทุกคนถ้าไม่ได้พบพุทธศาสนา ตาชั่งของเราก็จะมีน้ำหนักอยู่ข้างเดียว เพราะเราบรรจุเอาไว้แต่ความไม่รู้อยู่ข้างเดียว

ทำไมถึงบอกว่าเป็นความไม่รู้ เพราะว่าปฏิจจสมุปบาทขึ้นต้นด้วยคำว่า อวิชชา แปลว่า ความไม่รู้ เราพกความไม่รู้มากันมากมาย แต่เมื่อพระพุทธศาสนาอุบัติขึ้น พระพุทธองค์แสดงธรรมอันเป็นเครื่องรู้ คือ รู้อริยสัจธรรมทั้ง ๔ ประการ ว่าด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

โดย น้องกิ๊ฟ [17 ส.ค. 2554 , 14:58:10 น.] ( IP = 125.27.166.5 : : )


  สลักธรรม 7


ทุกข์เป็นของที่มีอยู่แท้จริง แต่เราไม่รู้

สมุทัยเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ แต่เราไม่ได้ละ

นิโรธคือความสิ้นสุดทุกข์ เราไม่ได้ทำให้แจ้ง

มรรคอันเป็นหนทางสู่ความพ้นทุกข์ เราไม่ได้เดิน


ชีวิตของเราจึงเพลิดเพลินเจริญอยู่ในวัฎฎะสงสารคือรอบแห่งการเวียนว่ายตายเกิดนั่นเอง ที่ขึ้นต้นด้วย อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ

เมื่ออยากมีปัญญามากๆ เราก็ต้องเติมปัญญาลงมาที่ตาชั่งอีกด้านหนึ่ง ศึกษาคันถธุระและวิปัสสนาธุระ พระอภิธรรมเรียนแล้วพิสูจน์ได้ ๑๐๐ % มะนาวเปรี้ยว อดีตเราต้องเคยรู้ว่ามะนาวหวาน เราต้องทิ้งอันนี้ไปเลย เราจะไม่ไปพูดไปคิดอีกแล้วว่ามะนาวหวาน ยังไงมะนาวก็เปรี้ยว เราไม่ควรแบกของเก่าไว้ แล้วเติมใหม่ เพราะมนไม่ทำให้เกิดความก้าวหน้า นี่คือความสำคัญ

บางครั้งเราไม่รู้จักกันแล้วเราก็มองกันผิวเผิน แล้วเราก็วิจารณ์กันผิวเผิน พระพุทธเจ้าบอกว่า การที่เราจะรู้จักใครเข้าไปคบ เข้าไปคุ้นแล้วเราจะรู้จักเขา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาได้พบกับนักศึกษาพระอภิธรรมสองท่าน เขาได้พาไปชมบ้านหลังหนึ่ง ชื่อบ้าน จิตสบาย เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมและห้องสมุดที่สับปายะมาก พอเขาพาไปถึงห้องสมุด นักศึกษาท่านหนึ่งก็เดินไปหยิบหนังสือมาเล่มหนึ่งมานั่งอ่าน ที่หนังสือเล่มนั้นมีรอยคั่นอยู่ เขาบอกว่ามาที่นี่บ่อยเพื่ออ่านหนังสือ เรื่องปฏิจจสมุปบาท

ตอนนั้นก็เกิดความรู้สึกชื่นชมขึ้นมาในใจเลยว่า เขาใช้ชีวิตดี เมื่อไม่มีภาระแล้วก็ใฝ่ธรรมะ นึกอนุโมทนาและมองเห็นสภาพของชีวิตที่เขากำลังดำรงอยู่ บางครั้งดูเหมือนว่าจะไม่เอาไหน แต่เขาก็มีข้อดีคือความเพียร แต่บางคนดูแล้วเหมือนเอาไหนแต่ไม่มีความเพียร ฉะนั้น บางครั้งเราไม่รู้เลยว่า ใครเป็นอย่างไร จึงเตือนตนเองว่า ไม่ควรสรุปใครอย่างผิวเผินอีกแล้ว และจะอาศัยการสังเกตการณ์มอง เมื่อมองแล้วเห็นเขาดีเราก็ชื่นชม มองเห็นไม่ดีก็คือธรรมชาติเป็นวิบากของเรา

โดย น้องกิ๊ฟ [17 ส.ค. 2554 , 14:58:27 น.] ( IP = 125.27.166.5 : : )


  สลักธรรม 8


คนเราจะล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ คนที่มีความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอดมีมากมาย เพราะไม่ได้เอาความรู้ไปเพียร คนที่ไม่มีความรู้เพียรหาความรู้ก็..เต็ม คนที่มีความรู้แต่ไม่เพียรก็...ตัน เพราะไม่รู้ว่าเอาไปทำไม แต่ก็รู้ไปหมด และเมื่อคิดว่ารู้แล้วจะให้เรียนอีกก็ไม่เอา เรียนแล้ว

ถามตัวเองว่า เคยฟังแล้ว แต่ทำหรือยัง? ... ตัน กับทำให้เต็มๆ ก็คือ วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ นักศึกษาคนที่อ่านปฏิจจสมุปบาทนี้ บางครั้งเขาอ่านไม่เข้าใจก็อ่านหน้านี้สามสี่รอบ วันนั้นก็เลยได้มีโอกาสอธิบายให้เขาฟัง เพราะว่าเขาเริ่มมีทุนแล้ว คือมีความใส่ใจและมีตำรา เหมือนมีแม่กุญแจมาแล้วเราก็เป็นดอกกุญแจให้เขาไขเท่านั้นเอง แต่ถ้าไม่มีอะไรบรรจุมาเลยก็กลวง พูดไปก็ไม่ได้เรื่อง และทั้งสองคนนี้มีความเพียรมาก เขาจะไปนั่งอ่านหนังสือด้วยกันตั้งแต่บ่ายจนถึงหกโมงเย็น

พอรู้ว่าเขาสนใจในเรื่องนี้ก็เลยอธิบายให้ฟังว่า มีเกมคอมพิวเตอร์อยู่เกมหนึ่ง เป็นรูปสี่เหลี่ยมหลายๆ สี ที่จะเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ถ้าจัดเรียงให้เป็นสีเดียวกันสามอันขึ้นไปก็จะระเบิดปังๆ ถ้าเรียงไม่ทันมันก็จะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จนเต็มจอแล้วก็แพ้ เหมือนความรู้ที่มีอยู่มากขึ้นจริงแต่ไม่ระเบิดมาเป็นผลได้ จนกระทั่งเต็มกระดานนี่เขาเรียกว่าตาย เพราะไม่มีช่องว่าง มันตัน จึงไม่สามารถเลื่อนอะไรไปทางไหนได้เลย เพราะมันเยอะไปหมดแต่เราก็รู้สึกว่ามันดี ทั้งที่ไม่สามารถนำสิ่งนี้มาระเบิดกิเลสของตนเองได้

แต่ถ้าหากมีความอยู่แค่น้อยๆ แล้วหมั่นเติม ให้รู้จักหมวดหมู่ ให้รู้จักกลุ่มก้อน แล้วก็พยายามฆ่ากิเลสให้ตายหมด ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ชีวิตของเราก็จะว่างจากกิเลส มีพื้นที่เหลือมากในกระดานชีวิตที่ไม่มีกิเลส เฉกเช่นพระอรหันต์ที่สำเร็จมรรคผลนิพพาน แล้ว ไม่หลงเหลือกิเลสแล้วแต่ยังมีขันธ์อยู่ เพียงรอวันและเวลา ที่จะทำจิตที่ว่างจากกิเลสนี้ปราศจากธุลีนี้หมดไปด้วยอำนาจกรรม

เรื่องของปฏิจจสมุปบาททำให้เราไม่พ้นทุกข์ เพราะว่าเราไม่มีปัญญา อะ แปลว่าไม่ วิชาแปลว่า ปัญญา อวิชชา คือ ความไม่มีปัญญา

โดย น้องกิ๊ฟ [17 ส.ค. 2554 , 14:58:44 น.] ( IP = 125.27.166.5 : : )


  สลักธรรม 9


อวิชชาเป็นปัจจัยปรุงแต่งสังขารขันธ์ ปรุงแต่งเรื่องราวต่างๆ ปรุงแต่งให้เกิดบุญเกิดบาปต่างๆ ให้แก่จิตเป็นผู้รู้ ผ่านเรื่องราวของชีวิต ที่มากระทบอายตนะ ทั้ง ๖ ก็คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไปกระทบกับรูปารมณ์ สัทธารมณ์ รสารมณ์ โผชฌผารมณ์ คันธารมณ์ หรือเรียกว่า สฬายตนะ มากระทบ คือ ผัสสะ มากระทบแล้วเกิดเวทนา ความรู้สึกขึ้นมา ยินดีบ้างไม่ยินดีบ้าง อยู่เฉยๆ บ้าง เวทนาก็เป็นปัจจัยให้แก่ตัณหา ความยินดีติดใจในอารมณ์นั้น และตัณหาก็เป็นเหตุปัจจัยให้แก่ ความยึดมั่นในอารมณ์นั้นเป็นอุปาทาน เมื่ออุปาทานเกิดขึ้น พฤติกรรมที่ทำมาต่อเนื่องก็มีกรรมเหล่านี้เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และก็ดับไป

การที่เรามีลูกโซ่เหล่านี้ร้อยรัดเอาไว้ จึงทำให้เราต้องเวียนว่ายตายเกิด ไม่พ้นทุกข์ เพราะว่าอวิชชา สังขาร เป็นอดีตเหตุ ที่เรามีมาในอดีตชาติ เราจึงมีชาตินี้ เรามีความไม่รู้เป็นเหตุใหญ่ๆ ทำให้เราต้องเวียนว่ายตายเกิด ไปดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ภูมิสูงบ้าง ภูมิต่ำบ้าง อวิชชานี้เป็นตัวปรุงแต่งให้เกิดการกระทำบาปเรียกว่า อปุญญาภิสังขาร นอกจากนั้นอวิชชาทำให้เกิดการกระทำบุญ เรียกว่า บุญญาภิสังขาร และก็อวิชชานี่อีกแหละ ทำให้จิตหรือว่าคนๆนั้นที่ทำอรูปฌานโลดแล่นยึดทำไป อเนญชาภิสังขาร

จะเห็นได้ว่าบาปที่เราทำเพราะมีอวิชชา เราทำบุญก็เพราะเรามี เมื่อเรามีอวิชชาเป็นอดีตเหตุแล้ว ต้องมีผลก็ทำให้บาปนี้เมื่อมีผลก็เป็นวิบาก เราเป็นผู้ทำ เราจึงมีชีวิตในชาตินี้

ชีวิตประกอบไปด้วยวิญญาณ มีนามรูปมีอายตนะ มีธาตุรับ มีธาตุกระทบ ธาตุรู้ เป็นปัจจุบันผล เสวยสุข เสวยทุกข์ จากการกระทบอารมณ์วิบากส่งมา ตากระทบ หูกระทบ ตากระทบรูปเกิดพอใจ ตากระทบรูปเกิดไม่พอใจในปัจจุบันผล ฉะนั้นจจุบันผลเป็นเรื่องของวิบาก วิบากนั้นก็คือ ขันธ์ห้า เป็นปัจจุบันผล และปัจจุบันผลอันนี้ เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว เราจะเห็นได้ว่าอารมณ์ของเราที่มันมากระทบ มันไม่หมดไปจากตัณหา อุปาทาน และกรรม

ตัณหา อุปาทาน และกรรมที่เราได้ทำไปนี้ก็เป็นปัจจุบันเหตุอีก ที่ทำให้เกิดอนาคตผลต้องมีชาติหน้าที่เราต้องไปเวียนว่ายตายเกิด ก็จะเห็นได้ว่าสำคัญที่อดีตเหตุและปัจจุบันเหตุ เพราะความโง่บวกกับปัจจุบันเหตุที่อยาก จึงกลายเป็นคนโง่ที่อยากทำ กรรมจึงมีวิบากต่อไป ถ้าหากไม่จ้องการให้อกุศลกรรมมีต่อไปก็ต้องหยุดโง่ หยุดอยาก

มีอะไรบ้างที่ทำแล้วหยุดโง่หยุดอยาก? ก็คือ วิปัสสนากรรมฐาน เพราะวิปัสสนากรรมฐานเป็นการเข้าไปรู้อารมณ์โดยสภาวธรรม เช่น ยืนอยู่ก็รู้ว่า อาการที่ยืนนี้ เป็นรูป ไม่ใช่คนไม่ใช่สัตว์ อาการที่เดินมีเหตุเพราะมีทุกข์บีบคั้น เมื่อย จึงจำเป็นต้องเดิน หยุดอยากแต่มีความจำเป็นแทน ฉะนั้น ทั้งไม่โง่ ทั้งไม่อยากในอารมณ์นั้น กรรมจึงไม่มีต่อไปเป็นวิวัฏฏะกรรม

โดย น้องกิ๊ฟ [17 ส.ค. 2554 , 14:59:02 น.] ( IP = 125.27.166.5 : : )


  สลักธรรม 10


ทั้งทฤษฏีและภาคปฏิบัติ สอนให้เรารู้ตรงนี้ ที่ได้อธิบายไปหรือที่เขียนไว้ในหนังสือก็ดี มีความสำคัญอยู่ตรงที่เราดึงอดีตเหตุมี ๕ อวิชชา สังขาร ตัณหา อุปาทาน และกรรมภพออกไป ก็คือความไม่รู้ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร และอเนญชาภิสังขารที่เกิดจากความไม่รู้ แล้วก็มีความยินดี มีความอุปาทาน มีการกระทำกรรม จึงเป็นสังสารวัฏทันที เมื่อมาเกิดแล้วเป็นปัจจุบันเหตุ และเราก็ยังมีตัณหา อุปาทาน กรรมอยู่ เนื่องด้วยอวิชชาและสังขารก็ยังมีมากอยู่เป็นเหตุ

เราก็จะเห็นได้ว่า อวิชชา ... อดีตเราโง่มา ปัจจุบันเรายังโง่อยู่และยังอยากอยู่ด้วย ฉะนั้น ต้องหยุดโง่ หยุดอยาก ก็จะหยุดสังสารวัฏฏ์

ฉะนั้น วิธีเติมปัญญาให้มากๆ ก็ต้องหาความเข้าใจให้มากๆ แล้วก็หมั่นบ่มเพาะให้เกิดขึ้น โดยมีความรู้แล้วก็นำมาใช้ ของเก่าคือความไม่รู้ก็พยายามทิ้งไป เพราะอย่าลืมนะว่าเราเป็นพวก ภารา หะเว ปัญจักขันธา ภาราหาโร จะ ปุคคะโล ภาราทานัง ทุกขังโลเก ภาระนิกเขปะนัง สุขัง นิกขิปิตวา คะรุง ภารัง อัญญัง ภารัง อะนาทิยะ สะมูลัง ตัณหัง อัพพุฬหะ นิจฉาโต ปะรินิพพุโตฯ ขันธ์ห้าเป็นของหนักเน้อ บุคคลเป็นผู้แบกของหนักพาไป พระอริยะเจ้าเท่านั้นที่เป็นผู้สลัดของหนักลงเสียได้ และไม่หยิบฉวยของหนักเหล่านั้นมาเป็นภาระอีก

สูตรต่างๆที่เราเรียน และกำลังดำเนินอยู่ เราต้องรู้ว่า หยิบดีมาใช้ หยิบชั่วมาละ และพยายามแกะของเก่าออกไปด้วย อย่าเรียนเพื่อให้ได้มา เรียนเพื่อให้ได้ปัญญา เรียนให้เป็นผู้รู้ รู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ อะไรเป็นจริงแท้ อะไรเป็นจริงเทียม อะไรเป็นของดี อะไรเป็นของไม่ดี อะไรทำให้วัฏฏะเนิ่นนาน อะไรทำให้วิวัฏฏะเกิดขึ้น อย่าทำให้เป็นพวกตัน

ขอความสุขความเจริญความมีสติ ความมีปัญญา จงเกิดขึ้นแก่ทุกท่าน ขอกุศลจิต กุศลเจตนา ทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม จงเป็นเครื่องน้อมนำ ให้ทุกคนเป็นผู้รู้ เป็นผู้กล้าที่จะก้าวออกจากวัฏฏะภัยเป็นผู้ไม่อาลัยในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ได้โดยเร็ว ขอให้ทุกคนมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงมีจิตแจ่มใสมีสติมีปัญญาแตกฉานในพระไตรปิฎกและสามารถถึงซึ่งมรรคผลนิพพาน ได้โดยทั่วหน้ากัน อนุโมทนา.



ขออนุโมทนากับน้องฟูและน้องนวล ผู้ถอดเทป

โดย น้องกิ๊ฟ [17 ส.ค. 2554 , 14:59:23 น.] ( IP = 125.27.166.5 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org