มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


โครงสร้างของชีวิต








โครงสร้างของชีวิต

โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
วันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๔



เป็นข้อยืนยันชีวิตว่าเราประมาทไม่ได้ และบาปกรรมไม่เคยละเว้นผู้ที่กระทำบาปกรรมนั้น เมื่อเรามั่นคงและมั่นใจ เราก็จะสามารถรู้ที่ตนเองว่า เราทำกรรมอะไรมาถึงมีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน การที่เราศึกษาพระอภิธรรมจึงเป็นการศึกษาที่กลับมาย้อนดูตัวเองได้ การที่เราย้อนมาดูตัวเองโดยสืบจากผลที่ปรากฏขึ้นอยู่ในขณะนี้ก็จะสาวไปถึงเหตุได้ว่า ไม่พ้นจากอำนาจอกุศลที่กำลังให้ผลนั่นเอง

ความป่วยเจ็บไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรสักอย่าง มันไม่ใช่เป็นเพราะบุญมาให้ผลหรอก แต่เป็นบาปในอดีตที่เราเคยทำบาปไว้มาให้ผล ซึ่งอยู่ที่โอกาสตรงนั้นมันจะเปิดมากน้อยขนาดใด

พระพุทธองค์ทรงสอนว่าไม่ควรประมาทเวรกรรมว่าทำน้อย การที่เราได้รับความเจ็บป่วยก็ดีได้รับความสุขก็ดี มันก็เป็นเรื่องของกรรมที่เราทำมาเองทั้งสิ้น เราจึงต้องเพียรพยายามทำกรรมดีเข้าไว้ กรรมดีก็มีมากมาย กรรมชั่วก็มีมากมาย แต่ชีวิตของเรานั้นชั่วมามากและชั่วมานานแล้ว จึงต้องกลับตัวกลับใจปรับปรุงเปลี่ยนแปลง

คนที่รู้จักปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้เท่านั้นเอง ที่จะอยู่ในโลกแห่งความเปลี่ยนแปลงได้ การที่เรามาศึกษาก็จะทำให้เราเกิดความสบายใจที่รู้เท่าทันสิ่งต่างๆที่ปรากฏขึ้น และทุกอย่างก็เป็นการเรื่องยืนยันเรื่องกรรม ว่ากรรมเป็นใหญ่ทั้งสิ้น ไม่มีใครเก่งเกินกรรม

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [21 ส.ค. 2554 , 08:19:53 น.] ( IP = 58.9.184.157 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


คำถาม : อยากทราบเรื่องการปล่อยวาง

คำตอบ : “การปล่อยวาง” เป็นเพียงคำพูดที่ดูโก้เก๋ และทำให้คนเราอยากให้ทำได้ ถ้าได้ศึกษาจากธรรมะในบทสวดมนต์ทั้งหลาย พระพุทธองค์ไม่ได้ให้ปล่อยวางอะไรเลย เช่น ในบท ภาราหะเว ปัญจักขันธา เพียงแต่ให้เราได้รู้ว่า ชีวิตของเราเป็นภาระอันยิ่งใหญ่ และถ้าเรารู้ว่าเป็นภาระอันยิ่งใหญ่แล้ว เราก็มาศึกษาเรื่องชีวิตว่า เราไม่สามารถกำหนดชีวิตของเราได้เลย มีแต่กรรมเท่านั้นที่เป็นผู้กำหนด เมื่อกรรมกำหนดแล้ว เราก็ไม่สามารถย้อนไปแก้กรรมได้

และในขณะที่ย้อนไม่ได้นี้เราก็กำลังทำกรรมใหม่อยู่ เมื่อเรากำลังทำกรรมใหม่ก็ต้องศึกษาว่า กรรมให้ผลอย่างไร? ก็คือ กรรมดีให้ผลดี กรรมชั่วให้ผลชั่ว แล้วเราก็หลีกจากการที่จะไปรับของชั่วก็คือหลีกจากการทำกรรมชั่ว โดยให้เราทำกรรมใหม่ให้ดี

นอกจากนั้น การศึกษาก็ทำให้เราเห็นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่เหนืออำนาจการบังคับบัญชา ทุกอย่างเป็นไปด้วยเหตุ เมื่อมีเหตุ...ผลย่อมเกิด เมื่อหมดเหตุ...ผลย่อมดับ และให้เรารู้ว่าการที่เราเกิดมา เรามาด้วยตัวของเราเองด้วยอำนาจกรรม แต่ละคนต้องใช้คำว่า “นานาจิตตัง” เพราะทุกคนมีจิตใจที่เป็นของตัวเอง มีอุปนิสัย มีจริต อัชฌาสัย และมีกรรมเป็นของตนเอง ฉะนั้น การที่เรามาผูกพันหรือมาทำอะไรสักอย่าง เช่น มีครอบครัว มันก็เกิดความผูกพันและความอุปาทาน จึงให้เราค่อยๆ ถ่ายถอนความเห็นผิดออกไป และวางใจให้ได้

เมื่อเช้านี้ได้ลองถามคุณป้าท่านหนึ่งว่า กลัวตายไหม?

คุณป้าตอบว่า จะบอกว่ากลัวก็ไม่กลัว จะไม่กลัวก็ไม่ใช่

ถามต่อว่า คุณป้ายังรักคุณลุงอยู่ไหม?

คุณป้าบอกว่า เฉยๆ แต่ห่วง

ถามต่อว่า คุณป้ารักลูกสาวและหลานสาวไหม?

คุณป้าตอบว่า จะว่ารักก็ไม่ได้รักแต่ห่วง เวลากลับค่ำๆ มืดๆ

โดย น้องกิ๊ฟ [21 ส.ค. 2554 , 08:20:23 น.] ( IP = 58.9.184.157 : : )


  สลักธรรม 2


ก็ขอบอกว่า คำว่า “ห่วง” นี่แหละ มันมากยิ่งกว่าความรัก เพราะมันถ่ายถอนยากกว่า อย่างความรักนั้นพอพูดไม่ดีปุ๊บก็เลิกรักได้ แต่คำว่า “ห่วง” โดยเฉพาะในบุคคลที่เป็นของของเรานั้นถ่ายถอนยาก คนที่กลัวตายส่วนมากเป็นคนกลัวความพลัดพราก ณ วันนี้พอมาถึงวัยอย่างนี้หรือพอจะทำใจได้ ก็ไม่มีสิ่งที่จะอุปาทานมาก มันก็ไม่กลัว ไม่ค่อยมีความรู้สึกกลัวตายเท่าไหร่

แล้วอีกเหตุผลหนึ่งที่ไม่กลัวตายก็คือ ลูกหลานสามารถเลี้ยงตัวเองได้แล้ว ถามว่าทำไมลูกหลานสามารถเลี้ยงตัวเองได้ดีมีหลักฐาน ก็เพราะว่าเราเริ่มต้นดีให้แก่เขา บั้นปลายจึงดี ให้การศึกษาให้การสนับสนุนให้ข้อคิดให้ทุกอย่างแก่ให้เขาอย่างเต็มที่ แต่ถ้าเผื่อเราเริ่มต้นไม่ดี บั้นปลายก็ไม่ดี ทุกอย่างจึงอยู่ที่การเริ่มต้น และการเริ่มต้นก็ไม่ใช่เริ่มต้นเมื่อวาน วันนี้ก็สามารถเริ่มต้นได้ ทุกอย่างเริ่มต้นได้ทุกวัน

อย่างที่ยกขึ้นมาว่า “ปล่อยวาง” คำเดียวเป็นคำพูดโก้เก๋เท่านั้นเอง จะต้องมีคำถามมากกว่านี้ เพียรพยายามคลายความผูกพันด้วยความเห็นจริง รู้จริงว่า “สัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของตน” อย่างในภาพยนตร์เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาคที่ ๔ มีอยู่ตอนหนึ่งที่ออกญากำแพงเพชรจะถูประหารชีวิต ภรรยาของออกญาฯก็วิ่งไปขอร้องมณีจันทร์ ให้มณีจันทร์ไปขอพระนเรศวรให้ยกเลิกการประหารชีวิต โดยพูดจาให้เหตุผลต่างๆนานา ด้วยความที่มณีจันทร์เป็นที่รักของพระนเรศวร

พระนเรศวรก็บอกว่าเมื่อมณีจันทร์ขอก็จะยกโทษให้สักครั้งหนึ่ง แล้วก็เดินไปหยิบดาบอาญาสิทธิ์ที่แสดงแสนยานุภาพแทนตนเองไปให้พระราชมนูถือไปยกเลิกคำสั่งที่ลานประหาร ในขณะที่กำลังยื่นดาบอาญาสิทธิ์ให้พระราชมนูนั้น พระนเรศวรก็บอกมณีจันทร์ว่า เรายกโทษให้แล้วนะ แต่ไอ้ทิ้งจะถือดาบอาญาสิทธิ์นี้ไปทันหรือไม่ทัน ก็ไม่ใช่หน้าที่ของเราแล้ว ถ้าหากไปไม่ทัน ออกญากำแพงเพชรต้องโดนประหารไปแล้ว ก็ให้รู้ว่าสัตว์โลกต่างมีกรรม

เราเรียนธรรมะแล้วเราต้องเข้าถึงธรรมะให้ได้ ไม่ว่าจะดูหนังหรือฟังเพลงเราก็จับประเด็นเนื้อหาได้ว่า อะไรที่คล้ายคลึงกับสัจธรรมความจริง เหมือนกับการที่เราเล่มเกม แล้วเราก็สามารถเอาเกมต่างๆมาพิจารณาว่าอะไรคือความจริงบ้าง ไม่ใช่ว่าเราจะต้องรับข้อมูลได้ทุกอย่าง จริงอยู่ที่เราสามารถรับข้อมูลได้หมด แต่เราก็ต้องสามารถนำข้อมูลมาเป็นสิ่งที่ประโยชน์ประทับใจเราได้ อย่างเรื่องการที่ต้องวางใจและปล่อยวางก็คือ เมื่อพระนเรศวรบอกกับมณีจันทร์ว่า ยกโทษให้แล้ว แต่ถ้าเผื่อกรรมมันตามล่า ก็สุดความสามารถ ตรงนี้ต้องปล่อยวางแล้ว แต่ไม่ใช่จำยอมทำรับกรรมโดยดุษฎีแล้วเรียกว่าปล่อยวาง

โดย น้องกิ๊ฟ [21 ส.ค. 2554 , 08:20:42 น.] ( IP = 58.9.184.157 : : )


  สลักธรรม 3


อย่างเมื่อวันก่อนรู้สึกไม่สบายมากตัวร้อนจัดและปวดตัวมาก พอประมาณสี่ทุ่มก็โทรศัพท์ไปหาอาจารย์วยุรีเพื่อนัดกันไปหาหมอ แต่คืนนั้นฝนตกมากก็เลยต้องทนไว้ก่อน พอไปคุณหมอแล้วคุณหมอก็บอกว่า ไวรัสที่มีอยู่ในร่างกายมีอยู่ ๒ ชนิด เป็นแบบเริมก็ได้ เป็นแบบงูสวัดก็ได้ ที่เป็นนี้คุณหมอบอกว่า เป็นงูสวัด เกิดขึ้นจากสุขภาพร่างกายอ่อนแอ ก็ไปบอกกับคุณหมอว่า ตอนนี้แข็งแรงนะคะ

คุณหมอบอกว่า ไม่ได้แข็งแรงอย่างที่เราเห็น แต่เป็นความทรุดโทรมของร่างกาย อาจจะเป็นระบบเลือด อาจจะเป็นระบบลม มันทำให้ร่างกายอ่อนแอ และคุณเคยเป็นอีสุกอีใส ก็ตอบไปว่าเคยเป็น คุณหมอก็บอกว่าอีสุกอีใสเป็นแล้วมันไม่หายหรอก ฆ่าเชื้อไปแค่นี้มันดูฝ่อไปหมด แต่เชื้อไวรัสพวกนี้มันจะไปอยู่ตามปลอกประสาทตามจุดต่างๆ ถ้าร่างกายอ่อนแอ มันอาจจะพุขึ้นมาได้ ยิ่งอายุมากขึ้น ร่างกายยิ่งอ่อนแอ คนอายุมากเขาก็เรียกว่าคนร่างกายอ่อนแอ ไม่ใช่ว่าต้องป่วย

แล้วคุณหมอก็ถามว่า มีอะไรจะถามไหม ก็ถามคุณหมอไปว่า ตอนนี้มันเริ่มเป็นด่างขาวขึ้นมาจุดหนึ่ง คุณหมอก็ยืนแขนของคุณหมอออกมาแล้วพูดว่า หมอก็เป็น อาจารย์วยุรีก็ถามคุณหมอว่า มีทางรักษาหายไหม คุณหมอตอบว่า “เมื่อคุณหยุดแก่ได้ คุณถึงจะหาย” ตอนนั้นรู้สึกชื่นชมคุณหมอมาก

คุณหมอถามว่า ทำอาชีพอะไร อาจารย์วยุรีก็ตอบแทนเลยทันทีว่า เป็นอาจารย์สอนธรรมะ คุณหมอตามต่อว่า สอนอะไร อาจารย์วยุรีก็ตอบแทนต่อว่า สอนพระอภิธรรม คุณหมอก็บอกว่า ดีเลยผมขอถามเรื่องเจตสิกเลยครับ คือยากจะถามว่า เจตสิกกับจิตมันตัวเดียวกันหรือไม่?

ก็ตอบเลยบอกว่า คุณหมอ ตรงโต๊ะคุณหมอมีแก้วโอเลี้ยงอยู่ ลองมองดูสิคะ มันเป็นแก้วน้ำสีดำน้ำโอเลี้ยง ถ้าหากตรงนี้มีแก้วน้ำแดง แก้วน้ำเขียวอยู่ด้วย ก็มี ๓ สีในแก้ว ๓ ใบนี้ คำว่า น้ำโอเลี้ยง น้ำแดง น้ำเขียว ทุกคำลงท้ายไม่เหมือนกัน แต่ขึ้นต้นเหมือนกันคือ “น้ำ”

น้ำเป็นประธาน เปรียบน้ำเป็นจิต ไม่ว่าจะเป็นน้ำโอเลี้ยง น้ำแดง น้ำเขียว “น้ำ” ก็เปรียบเสมือนจิต แต่เขียว แดง โอเลี้ยง คือสีที่ผสมเข้าไปจนแยกจากกันไม่ได้อยู่ในน้ำนั่นแหละก็คือ เจตสิก ที่มันเข้าไปเจือจิตให้น้ำเปลี่ยนสีได้

เจตสิกคือสิ่งที่เข้าไปปรุงแต่งจิต ถ้าเจตสิกดีเข้าไป จิตก็ดีด้วย ถ้าเจตสิกไม่ดีจิตก็ไม่ดี ฉะนั้น จริงๆ แล้วไม่ได้แก้ไขที่จิต ต้องแก้ไขที่เจตสิก แต่การที่เราจะแก้ไขเจตสิกถ้าไม่รู้วิธีเราก็แก้ไม่ได้ พอคุณหมอฟังจบแล้วก็บอกเลยว่า เป๊ะ! เลยครับ สว่างเลยครับ ขอถามอีกคำว่า ที่ปฏิบัติๆ กันแบบต่างๆ ทำแบบไหนจึงจะถูกต้อง ได้ตอบไปว่า ต้องความจริงถึงจะถูก การปฏิบัติที่มูลนิธิเน้นการนำความจริงกำหนด

โดย น้องกิ๊ฟ [21 ส.ค. 2554 , 08:21:02 น.] ( IP = 58.9.184.157 : : )


  สลักธรรม 4


คุณหมอถามว่า อะไรคือความจริง?

ก่อนที่จะตอบก็ได้ถามคุณหมอไปว่า ใครนั่งอยู่?

คุณหมอบอกว่า ก็หมอนั่งไง

ตอบไปว่า ไม่ผิดเลยค่ะ แต่ขออนุญาตคุณหมอนะคะ พอดีมีกล้องถ่ายรูปติดกระเป๋ามาด้วย จะขอถ่ายคุณหมอหน่อยนะคะ และขอถามต่อว่า ที่ถ่ายมานี่อะไรคะ

คุณหมอตอบว่า ก็รูปหมอไง

ก็เลยอธิบายว่า เมื่อสักครู่คุณหมอบอกว่า หมอนั่ง แล้วนี่ก็ตอบมาว่า รูปหมอ จริงๆ แล้ว “นั่ง” เป็นอาการที่ปรากฏมาคือรูป เป็นรูปธรรมชนิดหนึ่ง ซึ่งเราเรียกชื่อว่าเป็นคนนั้นคนนี้เข้าไป เช่นเรียกว่า “หมอ” แต่พอถ่ายรูปออกมาไม่ว่าจะเป็นใคร ก็คือ “รูป” ที่เราเห็น เป็นลักษณะของรูปที่เห็น คนทุกคนมีความจริงที่เห็นชัดก็คือ ลักษณะของรูป และสิ่งที่รู้ได้ก็คือ ลักษณะของนามที่ต้องเข้าไปดู

ฉะนั้น เบื้องลึกอันแท้ก้นบึ้งก็คือ รูปกับนาม ที่ต่างก็อาศัยรูปนามไปใช้สร้างบัญญัติขึ้นมา เช่น คำว่า ยุบไป พองไป เดินไป ก้าวไป มันก็เกิดลีลาของอาการให้เราตามรู้สึกเท่านั้นเอง แต่วิธีปฏิบัติที่มูลนิธินั้นนำของจริงมาใช้เลยเพราะง่ายกว่า คือ การระลึกในรูปในอาการ

แล้วก็บอกขอโทษคุณหมอก่อนที่จะเอื้อมมือไปแตะตัวคุณหมอ แล้วก็ถามว่า รู้สึกไหม? คุณหมอบอกว่า ทำไมผมจะไม่รู้สึก? ก็อธิบายต่อไปว่า ความรู้สึกเป็นความจริง ส่วนที่เกินไปจากความรู้สึกคือ การยินดีหรือไม่ยินดี ฉะนั้น ความรู้สึกสร้างความยินดีก็ได้ ความรู้สึกนี้สร้างความไม่ยินดีก็ได้ ซึ่งตรงนี้แหละกิเลสที่เกิดขึ้นร่วมกับความรู้สึก แต่เมื่อเรารู้สึกในอาการ มันก็สามารถสกัดกั้นความยินดีและความยินร้ายลงได้ ก็ตอบคุณหมอไปแค่นี้

โดย น้องกิ๊ฟ [21 ส.ค. 2554 , 08:21:21 น.] ( IP = 58.9.184.157 : : )


  สลักธรรม 5


คำถาม : เจตสิก ๕๒ ควบคุมความรู้สึกทั้งหมดเลยไหม?

คำตอบ : ที่นำเรื่องของคุณหมอมาเล่าให้ฟังนี้ ก็เพราะว่าคุณหมอเป็นคนที่ฟังแล้วทำความเข้าใจร่วมไปด้วย ไม่ใช่ฟังแล้วเก็บอะไรมาเยอะแยะแต่ไม่ค่อยแยกแยะ ต้องค่อยๆ วิจารณ์วิจัยไป อยู่ดีๆ จะมาถามว่าเจตสิก ๕๒ มันควบคุมหมดไหม? ในเมื่อยังไม่รู้ว่าเจตสิก ๕๒ เป็นอย่างไร ขั้นแรกเอาแค่ให้รู้ก่อนว่าพฤติกรรมเจตสิก ๕๒ มีลักขณาทิจตุกะอย่างไร ความสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า มันมีแค่นี้หรือเปล่า เพราะมีแค่นี้เรายังรู้ไม่ทั่วเลย จะเป็นเจตสิก ๕๒ จิต ๘๙ หรือรูป ๒๘ ที่ถามมาก็คือโครงสร้าง เราเรียนโครงสร้างให้เรายอมรับเสียก่อน และก็ศึกษาไปตามส่วนประกอบของชีวิต

ที่ตั้งคำถามว่าเจตสิกทั้ง ๕๒ ควบคุมหมดหรือไม่? ไม่ใช่พระพุทธเจ้าตอบคุณไม่ได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือ จิต เจตสิก รูป เมื่อศึกษาเข้าไปแล้วเกิดความยอมรับในสัพพัญญุตาญาณของพระพุทธองค์ เราเรียนจิต ๘๙ เจตสิก ๕๒ และรูป ๒๘ เพื่อดูตัวเอง ซึ่งทั้งหมดนี้เรามีสิทธิแค่จิต ๔๕ เจตสิก ๕๒ และรูป ๒๗

เป็นการเรียนให้รู้โครงสร้างเท่านั้นเอง ว่าร่างกายที่เรายืนได้ เดินได้ เห็นได้ โกรธได้ หิวได้ ได้ยินได้ ได้กลิ่นได้ รู้รสได้ อ่อนตึงได้ ทำอะไรต่างๆ ได้ ก็ด้วยจักรกลพวกนี้ ที่ทำงานไปชาติหนึ่งเลย พอเรียนเข้าใจแล้วก็มาดูว่า

ถ้าโกรธเราก็รู้เลยว่า จิตของเราที่โกรธ มีอยู่ ๒ ชนิด โกรธเองกับถูกชักชวน เราก็อ่านออก เช่น จิตถูกชักชวนให้โกรธขึ้นมา ถึงจะถูกชักชวน ใครบาป ฉันบาป โกรธเองใครบาป ฉันบาป บาปชนิดนี้ให้ผลอย่างไร ก็ศึกษาเข้าไปต่อว่า มีโอกาสสร้างทางไปนรก

ถ้าโลภล่ะ จิตโลภเกิดขึ้น เราก็เอามาดูกับตัวเอง โลภชนิดนี้ โลภแบบไหน เห็นผิดด้วย โลภมากไหม โลภมาก ให้ผลอย่างไร ฉันบาป และถ้าเป็นโลภชนิดอุเบกขา ฉันก็บาป แล้วให้ผลอย่างไร ...ฉันกำลังสร้างทางไปเป็นเปรต

แล้วจิตโมหะล่ะ คิดไม่ออกตื้อสมองอืด ไม่อยากรับรู้ อยากอยู่เงียบๆ คนเดียว จิตชนิดนี้เป็นฉันก็บาป การเรียนให้ดูตนเอง ไม่ได้ดูที่อื่นเลย เรียนแล้วกลับมาที่ฉันให้ได้ เพื่อที่จะได้ยุติคำว่า “ทำไมถึงทำกับฉันได้” ออกไป ไม่มีใครทำใครได้ ฉันทำตนเองทั้งสิ้น

โดย น้องกิ๊ฟ [21 ส.ค. 2554 , 08:21:38 น.] ( IP = 58.9.184.157 : : )


  สลักธรรม 6


ที่รักมากๆ นี่แหละ จิตโลภ จิตที่ไม่สมความปรารถนาใคร จิตโกรธเกิดขึ้น ที่ไปมีจิตรักจิตโกรธ ฉันกำลังทำบาปทั้งสิ้น ทำไมถึงทำกับฉันได้ ฉันกำลังทำตัวเองทั้งสิ้นเลย ไม่มีใครทำเราได้ เรียนแล้ว โปรดรู้ว่า เรากำลังทำตนเอง กำลังต่อจิ๊กซอว์ตนเอง ไปเรื่อยๆ ถูกผิดอยู่ในกระดานชีวิตของเราทั้งนั้นเลย แม้กระทั่งเจตสิก ๕๒ ที่ถามมา แบ่งออกมาเป็น ๓ กลุ่ม เรียนแล้วให้เข้าใจว่า กำลังพูดถึงเจตสิกทั้งนั้นเลย

และขณะนั้นเมื่อเราระลึกรู้ ว่าจิตบาปเกิดขึ้น เกิดขึ้นจากมีวัตถุที่สะท้อนมาให้เราเห็นด้วยเหตุด้วยปัจจัยมีวัตถุ มีประสาทตาดี มีแสงสว่าง มีมนสิการ มีอดีตกรรม สิ่งเหล่านี้จึงปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตาเรา ถ้าเผื่อสิ่งที่ปรากฏต่อหน้าต่อตาเรา เราไม่มีสติสัมปชัญญะไม่มีความรู้ เราก็หลงฟั่นเฟือนไปตามอาการนั้น

เมื่อมีสติระลึกรู้ว่าธรรมทั้งหลายมีเหตุเป็นแดนเกิดแล้ว ก็นึกในใจว่านอนป่วยอยู่กับบ้าน ไม่ได้มีอะไรที่ดีกว่ามาที่มูลนิธิ เพราะเรายังมีโอกาสให้ความรู้แก่ผู้อื่นได้ อย่างน้อยชีวิตของเราชีวิต ณ วันนี้ ก็ยังมาเป็นกำลังใจให้น้องๆ พี่ๆ มาให้รอยยิ้ม มาให้ความรู้สึกที่ดีได้ จึงใช้ชีวิตของตัวเองทำบุญดีกว่า เพราะว่าในเมื่อบาปมีมาเป็นทุนเดิมแล้วเราก็ต้องหาทุนใหม่ เพราะไม่มีใครหรอกที่อยากจะตกทุกข์ได้ยากระกำลำบากอยู่ตลอดเวลา เราจึงต้องทำที่ตนเองทั้งสิ้น

ฉะนั้น อย่าไปบ่นท้ออะไรเลย ยิ่งเรียนยิ่งได้รู้ว่า ชีวิตมันไม่น่าเกิดเลยนะ อยู่ยากจริงๆ ถ้าไม่รู้จักปรับปรุงใจ กับสภาพความเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าเราสามารถปรับปรุงใจเราด้วยสติสัมปชัญญะ กับสภาพความเปลี่ยนแปลงของภายนอกและภายในเมื่อนั้นแหละเราสามารถยืนอยู่ได้ด้วยเหมือนกระดานโต้คลื่น ที่คลื่นมาเท่าไหร่เราก็ทำได้ เรายอมรับโดยดุษฎี

ขอความสุขความสวัสดีมีแก่ทุกท่าน ขอกุศลกรรมและความตั้งใจที่ทุกคนทำ จงหล่อหลอมให้ทุกคนมีชัยชนะต่อความไม่รู้ มีชัยชนะต่อกิเลสและในที่สุดมีชัยชนะต่อชาติ ต่อภพ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดสิ้นสุดซะที เพื่อจะได้พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดและประสบสุขคือ มรรคผลนิพพาน สู่สันติสุขร่มเย็นได้โดยไวชาติทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคน อนุโมทนาค่ะ



ขออนุโมทนากับน้องนวล ผู้ถอดเทป

โดย น้องกิ๊ฟ [21 ส.ค. 2554 , 08:21:54 น.] ( IP = 58.9.184.157 : : )


  สลักธรรม 7


ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 ส.ค. 2554 , 10:20:55 น.] ( IP = 124.121.177.83 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org