
โอ้
ชีวิต วันอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ พวกเราทุกคนได้ยินเสียงเพลง และข้อคิดจากอาจารย์บุษกร เมธางกูร
โอ้ชีวิต ใครหนอสรรสร้าง ให้เรือชีวิตเล่นเคว้งคว้าง จบลงด้วยความอับปางแตกต่างกัน
. ฟังแล้ว ทำให้ต้องร้องครวญในใจจริงๆ ว่า โอ้ชีวิต
ใครหนอสรรสร้าง เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น สะท้อนให้เห็นความหมายอันลึกซึ้งจากเพลงนี้ได้เป็นอย่างดี นั่นคือ
มีลูกศิษย์ท่านหนึ่ง คือคุณป้าจรัญ ทองพันธุ์ เกิดโรคาพยาธิเบียดเบียน เดินไม่ไหว มีอาการปวดหัวเข่ามาก
แต่เมื่อไปตรวจแล้ว ผลปรากฏว่าหมอนรองกระดูกเสื่อม กระดูกสันหลังทับเส้นประสาท ต้องผ่าตัด
. ในขณะที่อาจารย์บุษกรนั้น เจ็บป่วยด้วยโรคกระดูกสันหลัง ต้องทนทุกข์ทรมานมานาน แต่ยังไม่ผ่าตัด
จนบางครั้งเมื่อเห็นความเจ็บปวดของอาจารย์แล้วยังจะต้องรับผิดชอบงานอีกมากมายหลายๆด้าน ลูกศิษย์หลายๆ คนจะพูดกันว่า
อาจารย์ทนได้อย่างไร บางคนพยายามที่จะพูดให้อาจารย์เข้ารับการผ่าตัด และได้รับคำตอบถึงเหตุผล ที่แพทย์ต่างลงความเห็นหลายๆ ประการ
แต่วันนี้ ข้อคิดของอาจารย์ทำให้ได้คำตอบ เป็นคำตอบที่เป็นความเป็นจริงด้วยเหตุและผล นับเป็นคำตอบสุดท้ายที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียว คือ เพราะกรรม
. กรรมเป็นเจ้าของชีวิต กรรม เป็นผู้สรรสร้างชีวิต และกรรมนี่เองที่มาบงการชีวิตให้อาจารย์ต้องทนอยู่กับความเจ็บปวดนั้นได้
ไม่ใช่เพราะอาจารย์ไม่อยากผ่าตัด
ไม่ใช่เพราะหมอไม่ยอมผ่าตัดให้
แต่ทั้งนี้เพราะกรรมที่ส่งผลให้ต้องเจ็บปวด มันยังไม่หมดอำนาจต่างหาก ซึ่งเราทุกคนก็ศึกษามาแล้วว่ากรรมจะหยุดการให้ผล ด้วยเหตุ ๓ ประการ
๑. เมื่อกรรมนั้นหมดแรง คือ ให้ผลจนสมควรแล้วแก่เหตุ จึงหยุดให้ผล
๒. เมื่อสิ้นอาสวะ กล่าวคือบุคคลที่ได้ทำกรรมมาแล้วนั้น สำเร็จเป็นพระอรหันต์สิ้นอาสวะทั้งปวง ไม่เกิดอีก
๓. เมื่อมีกรรมอื่นมาแทรก กรรมนั้นจะหยุดให้ผล เมื่อมีกรรมอื่นแทรกซ้อนเข้ามาเป็นครั้งคราว เพราะแม้อาจารย์เองก็ไม่ได้ปวดตลอดเวลา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อท่านตั้งใจสอนพวกเราในเรื่องการปฏิบัติวิปัสสนา ดูเสมือนว่าไม่มีอาการปวดเลยในตอนนั้น ในขณะเดียวกัน กรรมที่ทำให้ต้องถูกเชือดเฉือน(ต้องผ่าตัด) ยังไม่สุกงอม จึงยังส่งผลไม่ได้ อาจารย์จึงไม่ได้รับการผ่าตัด
..คุณป้าจรัญ ไม่เคยมีวี่แววเลยว่าจะถูกผ่าตัด แต่ต้องเข้ารับการผ่าตัด ในขณะที่ทุกคนคอยฟังข่าวว่า อาจารย์บุษกร จะต้องผ่าตัดเมื่อไร ก็ยังไม่มีกำหนด นี่คือความแน่นอนของชีวิตคนเราที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามอำนาจกรรม ถึงอย่างไร
อาจารย์บุษกรก็ให้ข้อคิดกับพวกเราว่า ถึงชีวิตเราจะต้องเปลี่ยนแปลงไปเพราะแรงกรรม แต่แรงศรัทธา (อุดมการณ์)ของเราที่มีจงอย่าเปลี่ยนแปลง
ขอเพียงไม่หันหลังกลับ เมื่อยังไม่ถึงหลักชัย เพราะบางครั้ง การทำดีย่อมมีอุปสรรคเป็นเครื่องกีดขวาง (วิบาก) หากรู้สึกว่าอุปสรรคนั้นใหญ่โต ก็จงเดินอ้อมเสีย (คือเปลี่ยนไปทำความดีอื่นๆ แทน) แทนที่จะเดินหันหลังกลับ เพราะคนส่วนใหญ่ เมื่อต้องเผชิญวิบากไม่ดี ก็พาลเลิกทำดีไปเลย พยายามเตือนตนเองว่า
ชีวิตเราไม่มีทางเลือกแล้ว เพราะเส้นทางของเรามีทางเลือกเพียงทางเดียว คือการทำดี (บุญ) ..หากเรายังไปเลือกทางอื่นอีก เท่ากับว่าเราเลือกทำความชั่ว (บาป) นั่นเอง !
ถึงอย่างไรก็ตาม วันนั้นคุณป้าจรัญบอกว่า ได้รับกำลังใจเต็มเพียบ ทั้งจากหลวงพ่อ ท่านอาจารย์วิชิต อาจารย์บุษกร และพวกเราพี่น้องเสือพิทักษ์ทุกคน
ทำให้คุณป้ามั่นใจในการผ่าตัดวันที่ ๗ สิงหาคมนี้ พวกเราทุกคนมีความเชื่อมั่นว่า คุณป้าคงจะหายโดยไว และกลับไปเลือกลีลากรรมกับพวกเรา
เพื่อทำชีวิตให้พ้นจากการเกิด ด้วยการทำกิจที่สมเด็จพ่อทรงประทานให้
นี่คือ บรรยากาศเพียงเสี้ยวเดียวภายในบ้านเสือพิทักษ์ของเรา
บ้านที่มีแต่ความอบอุ่นจากความจริงแห่งสัจธรรม ภายใต้ความจริงใจของทุกๆคน ที่มีอาจารย์บุษกร เมธางกูร เป็นผู้นำแห่งการทำความดีทั้งปวง วยุรี