| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
การสร้างอปรเจตนาที่ดี
สลักธรรม 1
กุศลก็เหมือนกัน ท่านแบ่งออกมาเป็น ๓ กาล คือ
กุศลที่เกิดขึ้นก่อนทำ ที่เกิดขึ้นจากการคิด เช่น เราคิดอยากจะเป็นเจ้าภาพถวายภัตตาหารพระภิกษุที่วัดญาณเวศกวันทั้งวัด ซึ่งได้คิดมา ๒ ๓ วันแล้วแต่ยังไม่ได้ทำ นี่เป็นเพียงความคิด แต่ก็ไม่รู้จะทำสำเร็จหรือไม่สำเร็จ แต่แม้จะเป็นเพียงความคิด ก็เป็นความคิดที่เป็นกุศล คนเราเป็นคนที่มีความคิดด้วยกันทั้งสิ้น คิดนั่น คิดนี่ คิดสารพัด แต่ถ้าคิดดีก็เรียกว่าได้บุญ และโดยเฉพาะคิดอยากจะทำบุญ คือต้องมีการทำบุญ เช่น อยากจะใส่บาตรพรุ่งนี้ เพราะพรุ่งนี้วันพระ อยากจะเป็นเจ้าภาพ
ความคิดที่เกิดขึ้นนี้ มันเป็นความคิดก่อนที่จะได้ทำกุศล แต่ถือว่าเป็น กาล ที่เนื่องด้วยกุศล ฉะนั้น กุศลจิตจึงเกิดขึ้น และกุศลนี้ให้ผลไปในทางเจริญกับผู้ที่คิด เราจะเห็นได้ว่าแม้กระทั่งความคิด ถ้าเรามีหลักในการคิดดี เราก็ได้ดีเป็นกุศลจิต แต่ถ้าเผื่อเราใช้ความคิดที่มีกันอยู่ๆ ไปในทางไม่ดี ไปในทางต่ำทราม ก็เป็นอกุศล เรียกว่าอกุศลจิต อกุศลจิตให้ผลไปในทางต่ำ แค่ตรงนี้เราก็จะเห็นได้เลยว่า การศึกษานอกจากจะทำให้มีความเข้าใจแล้ว ยังให้โอกาสที่เราจะสร้างความเจริญให้กับชีวิตของเรามีมากมาย
แต่ด้วยเพราะวิสัยปุถุชน คนที่หนาแน่นไปด้วยกิเลสขันธสันดานนั้น ท่านบอกว่าเหมือนน้ำที่ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ เหมือนการลงบันไดที่ง่ายกว่าการขึ้นบันได การก้าวลงย่อมไม่เมื่อย แต่การก้าวขึ้นต้องใช้แรง ต้องออกแรงมากกว่า น้ำที่ไหลลงกับการที่ไหลขึ้นต้องใช้ปั้มสูบ ต้องใช้เครื่องมือ ฉะนั้น ความไหลลงสู่ที่ต่ำของจิตเราเกิดขึ้นได้ง่าย ลองสำรวจตัวเราเองว่า วันๆ หนึ่งนี่เราคิดอะไรอยู่ ดีหรือชั่ว สูงหรือต่ำกุศลที่เกิดขึ้น
ความคิดที่เกิดขึ้นนี้เขาเรียกว่า ปุพพเจตนา คือ กุศลที่เกิดขึ้นก่อนการกระทำ ซึ่งเป็นกุศลที่มีผลแล้วนะ ทำให้เราร่มเย็นสบายใจในชาตินี้ เพราะขณะที่เราคิดดี หรือรู้สึกอะไรดี หรือมองโลกในแง่ดีเราก็สบายใจ แต่ถ้าเรามองอะไรร้าย คิดร้าย เราเองที่จะเป็นผู้กลุ้มใจและทำร้ายตนเอง
กุศลเหล่านี้ตามหลักการเขาเรียกว่า กาลแรก ท่านกล่าวว่า เมื่อให้ผลในชาติหน้าและชาติต่อๆ ไป จะมีอำนาจให้ผลตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ ๒๕ ปี โดย น้องกิ๊ฟ [25 ส.ค. 2554 , 09:38:13 น.] ( IP = 125.27.162.100 : : )
สลักธรรม 2
เมื่อมีความคิดแล้วและเราได้ทำสมความปรารถนาแล้ว เช่น วันพรุ่งนี้เป็นวันพระ เราจะใส่บาตรและเราก็มีการเตรียมตัวเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ มีข้าว กับข้าว มีการกระทำ และพรุ่งนี้ก็มีการได้ใส่บาตรเขาเรียกว่า ได้กระทำ ก็เป็นทั้งกุศล ใจ กาย วาจา ได้กุศลทั้ง ๓ ทวาร คือ กุศลกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ซึ่งต่างกับกุศลจิตที่เกิดขึ้นในกาลแรกคือ ปุพพเจตนา ที่เกิดขึ้นก่อนด้วยการคิด
ในขณะที่เรากำลังใส่บาตร ก็ได้กุศลไตรทวาร เพราะว่าคำพูดของเราเช่น นิมนต์ค่ะ นิมนต์ครับ แล้วได้ตักบาตร จิตเราเป็นตัวสั่งงาน จิตของเราต้องมีความยินดีในการกระทำดี กุศลไตรทวารก็เกิดขึ้นได้ กุศลนี้ก็ได้ให้ผลก็คือเจริญ เรียกว่า มุญจนเจตนา ท่านกล่าวว่า เมื่อกุศลชนิดมุญจนเจตนาให้ผลก็จะให้ผลตั้งแต่อายุ ๒๕ ปี ถึง ๕๐ ปี
กุศลอปรเจตนาที่ตั้งคำถามมาจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยมุญจนเจตนาที่ต้องมีแน่นอน แต่อาจจะไม่มีปุพพเจตนาก็ได้ หรือจะมีทั้งปุพพเจตนาและมุญจนเจตนาด้วยก็ได้ เพราะอปรเจตนานี้หมายถึงภายหลังการกระทำ ก็เป็นกุศลอีกชนิดหนึ่งที่ให้ผลแก่ผู้ทำ โดยกุศลชนิดนี้จะให้ผลอุดหนุนชีวิตตั้งแต่ ๕๐ ๗๕ ปี
กุศลที่เกิดขึ้นก่อนการกระทำ เรียกว่า ปุพพเจตนา
กุศลที่เกิดขึ้นขณะกระทำเรียกว่า มุญจนเจตนา
กุศลที่เกิดขึ้นจากภายหลังการกระทำคือ อปรเจตนา มีปีติ มีความอิ่มเอิบใจ หลังจากที่เราถวายเพลพระแล้วพระก็จะถือตาลปัตร ท่องยะถา สัพพี ฯลฯ ที่ท่านให้พรและให้เรากรวดน้ำก็คือกุศลภายหลังที่เราถวายเพลพระแล้ว ฉะนั้น กุศลมี ๓ กาลอย่างกว้างๆ เกิดขึ้นได้ทั้งกาย วาจา ใจ
โดย น้องกิ๊ฟ [25 ส.ค. 2554 , 09:38:40 น.] ( IP = 125.27.162.100 : : )
สลักธรรม 3
คำถามมาอยู่ตรงประเด็นนี้ว่ากุศลอปรเจตนา ทำอย่างไรถึงจะดีและถูกต้อง เพราะรู้ว่าจะให้ผลตอน ๕๐ ๗๕ ปี จึงต้องมาทำความเข้าใจกันใหม่ให้ถูกต้องเสียก่อน เพราะถ้าเผื่อเราเข้าใจตามทฤษฏี แล้วเราก็เอาทฤษฏีมาตั้งเป็นโจทย์ เพื่อกระทำให้ผลเจริญขึ้นนั่นเอง ซึ่งจิตอยากดีก็ย่อมเกิดขึ้นได้ง่ายๆ อยากดีก็ไม่เว้นจากโลภะมูลจิต ดวงใดดวงหนึ่ง
โลภะมูลจิต มี ๘ ดวง ที่กำลังศึกษากันอยู่ แถวบนสัมปยุตด้วยทิฏฐิ แถวล่างไม่ได้สัมปยุตด้วยทิฏฐิ แต่มีมานะ เราทุกคนย่อมมีโลภมูลจิต ๘ ด้วยกันทั้งสิ้น อยู่ที่ว่าอำนาจของตัวใดจะมาร่วมกับรูปารมณ์ที่เกิดขึ้น จะมาร่วมกันสัทธารมณ์ที่เกิดขึ้น เพราะว่าเราไม่สามารถบังคับบัญชาอะไรได้ ธรรมชาติทั้งหลายเป็นอนัตตา ฉะนั้น แถวบนทิฏฐิคตสัมปยุตประกอบไปด้วยความเห็นผิด
และขออธิบายเลยว่า ความเห็นผิดในที่นี้คือผิดไปจากสภาพธรรมที่เป็นจริง ผู้ที่สามารถทำลายโลภะแถวบนได้ก็คือ พระโสดาบันบุคคล ซึ่งสามารถทำลายพืชเชื้อเหล่านี้หมดโดยไม่เหลือก็จะเหลือเพียงแถวล่างสี่ดวงเท่านั้น ใครที่ไม่ใช่พระโสดาบัน หรือนับจากพระโสดาบันลงมา ย่อมมีทั้ง ๘ ดวงนี้ เกิดขึ้นได้
จิตของเราทุกคนยกเว้นพระโสดาบันเปรียบเสมือนแก้วที่บรรจุสิ่งของไว้ ๘ อย่าง หรือเครื่องปรุงแต่ง ๘ ชนิด เป็นเครื่องปรุงแต่งจิตที่เรามีกันทุกคน ในใจของเรานี้พร้อมที่จะเกิดเพราะมีอำนาจอยู่ อำนาจนี้มาจากอดีตที่เราเกิดมาไกลโพ้น ฉะนั้น เมื่อมีรูปารมณ์ สัทธารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฎฐัพพารมณ์ เกิดขึ้นมากระทบ อุปมาง่ายๆ ก็เหมือนสิ่งเหล่านี้เข้าไปแหย่น้ำ ซึ่งมันตกตะกอนนอนก้น คือเครื่องส่งนี่จูนไปตรงไหน ตะกอนตัวนั้นก็จะขึ้นมาทำงาน แต่จะเป็นตัวไหนนั้นเราก็ไม่อาจรู้ เพราะว่าธรรมชาตินี้เป็นอนัตตา ไม่สามารถบังคับบัญชาได้
จะเกิดด้วยโลภะดวงที่ ๑ หรือจะเกิดมาด้วยดวงที่ ๕ หรือจะเกิดด้วยดวงที่ ๓ หรือจะเกิดด้วยดวงไหนแล้วแต่ ล้วนมีเหตุปัจจัยที่ทำให้ผลเกิด ฉะนั้นเรามีโลภะกันเต็มทั้ง ๘ ดวงนี้ แต่พระโสดาบันท่านมีอำนาจพิเศษจากมรรคอันมีองค์ ๘ ประหารกิเลสไปแล้ว ๔ ดวงคือโลภะสัมปยุต เหลือ ๔ ดวง ที่เป็นวิปปยุต และพระโสดาบันต่างๆ ท่านก็ยังเห็นรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสคือรูปารมณ์ สัทธารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ อยู่ แต่สิ่งเหล่านี้มารบกวนให้เกิดความเห็นผิดไม่ได้อีกแล้ว
เพราะทิฏฐิคตสัมปยุตถูกถ่ายถอนออกไปแล้วจะมีอีกไม่ได้ แล้วก็ไม่ต้องไปใส่ใจเลยว่า ทำไมพระอริยะเจ้าเหล่านั้น จึงเห็นหรือได้ยินต่างๆ จึงไม่มีทิฏฐิคตสัมปยุตแล้ว จึงไม่มีความเห็นผิดแล้ว ก็ควรเข้าใจไว้ว่า ท่านก็เห็นของท่านอย่างนี้ ไม่ได้เห็นตลอดเวลาว่าเป็นรูปเป็นนาม แต่สิ่งที่ร่วมกับการเห็นนี้ไม่มีทิฏฐิเหล่านั้นเข้าร่วมแล้ว โดย น้องกิ๊ฟ [25 ส.ค. 2554 , 09:39:01 น.] ( IP = 125.27.162.100 : : )
สลักธรรม 4
มาตรงที่ตั้งคำถาม เพราะเรามีทิฏฐิมีความเห็นผิด จึงอยากได้ใคร่ดีสารพัด มีความมุ่งมาดปรารถนาหวังเหลือเกินในความสุขสบาย และยิ่งสมัยนี้ที่ได้พบกับลูกศิษย์มาหลายรุ่น แต่ละรุ่นพออายุมากขึ้น ก็เริ่มแย่กันทุกคน ตอนนี้หลายคนที่เข้ามาปรึกษาก็กำลังจะตกงานไม่มีเงินหมดอาชีพ มีความรู้สึกว่าบั้นปลายชีวิตแย่ ที่เราเห็นว่าทำงานดี แต่ตอนนี้ไม่ดีแล้ว
จากเรื่องราวดังกล่าวเราก็เอาตำราเข้ามาเทียบเลยว่า เขาขาดกุศลอปรเจตนาในชาติที่แล้วๆ มา ช่วงอายุ ๕๐ ๗๕ จึงมีความสุขสบายลดลง จึงขอบอกว่า ใครก็แล้วแต่ที่ดูว่าบั้นปลายแย่ กลางแย่ ต้นแย่ หรือว่าดูกร๊าฟไม่ขึ้นเลย และอยู่ไปตามยถากรรม พอประทังชีวิตได้ ต้องสรุปให้ถูกต้องว่าไม่ใช่เพียงเพราะ กาลใดกาลหนึ่งเท่านั้น แต่เขาขาดกุศลเลย ต้องบอกว่า ขาดทานบารมี เพราะว่าการบริจาคทานเมื่อทำแล้วจะมีผลในปวัตติกาลถึง ๑๑ ประการ โดยเฉพาะการเป็นที่ตั้งของโภคทรัพย์ทั้งปวง
ทานไม่ได้บอกเลยว่าฉันจะให้เธอตอนไหน แต่เมื่อมีโอกาสเมื่อไหร่ก็ให้ผลทันที ฉะนั้น ผู้ใดก็แล้วแต่ที่มีอดีตเคยทำทานไว้ และมีความศรัทธาในทาน ทานนี้จะเป็นตัวอุปการะ และเมื่อทำทานแล้วก็เรียกว่าทำกุศล และกุศลนั้นก็มี ๓ กาล ฉะนั้น เมื่อทานนี้เปิดโอกาสทานนี้จึงให้ผล เมื่อตอนเด็กคลอดออกมาเกิดเป็นลูกคนรวยก็ได้ดีไปเลย จึงต้องดูกาลแรกว่าเกิดมาอย่างไร ฉะนั้น ก็อย่าไปเพ่งเล็งในเรื่องของกาลอย่างเดียว เพราะถ้าไปเพ่งเล็งอย่างนี้การทำบุญของเราจะไม่ละโทษ เพราะว่าเราทำเพื่อชาติหน้าพอแก่แล้วเราจะได้สบาย อายุมากเราถึงจะสบาย เราไม่อยากไม่สบายตอนแก่
ถามว่าอยากนั้นคืออะไร คือ ตัณหา ฉะนั้น ไม่แปลกเลย วิถีจิตแรกของสัตว์โลกจึงเป็นภวนิกันติโลภชวนะ ก็เพราะความอยากนี่แหละ ฉะนั้น ทำอย่างไร กุศลอปรเจตนาของเราจะดีและถูกต้อง การทำบุญ ภายหลังการกระทำเราต้องหมั่นระลึก และระลึกอย่างไร? ก็ขอนำตัวเองมาเป็นที่ตั้งอธิบายว่า
ชีวิตประจำวันตื่นเช้าขึ้นมาสวดมนต์เช้า ก่อนที่จะไปทานมื้อเช้า เปิดตู้เย็นหยิบอาหารแมวอย่างดี อุ่นเตรียมพร้อม ขนมแมวอย่างดีเตรียมพร้อม แล้วก็เปิดประตูเรียกหา ให้แมวมากิน และต้องเลือกของดีที่สุด ถ้าจะเลี้ยงอะไรต้องเลี้ยงให้ดี เมื่อไม่เลี้ยง ก็ไม่เลี้ยงเลย และคิดว่านั่นคือทาน โดยจะแยกกระเป๋าตังค์ไว้เลยว่าเดือนหนึ่ง เราจะเลี้ยงแมวเท่าไหร่เลี้ยงสุนัขเท่าไหร่
บางวันปลาทูหมด ก็โทรศัพท์ถึงคนรู้จักเพื่อฝากซื้อปลาทู ๑๐๐ บาท แต่จะหยิบเงิน ๑๕๐ บาท ทุกครั้ง ให้อาหารแมวเป็นทานแล้ว ๑๐๐ บาท ก็ให้คน ๕๐ บาท ดังนั้น เมื่อหยิบกระเป๋านี้เมื่อใดก็แสดงว่าเราพร้อมจะทำทาน เพราะใส่เงินที่เราตั้งใจสร้างบุพพเจตนาไว้ก่อนแล้ว ในขณะกำลังทำเราก็จะรู้เลยว่าเงินนี้เป็เงินที่เราตั้งใจไว้แล้ว และเป็นความปรารถนาที่ทำทาน แล้วเราก็ได้ทำสมความปรารถนา โดย น้องกิ๊ฟ [25 ส.ค. 2554 , 09:39:17 น.] ( IP = 125.27.162.100 : : )
สลักธรรม 5
และทุกวันนี้ชีวิตก็จะไม่มีอะไรโลดโผนมาก อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ทำงานตอบธรรมะในลานธรรมต่างๆ ใช้สติสัมปชัญญะในการอ่านและตอบให้ถูกต้องให้ความรู้เขา เมื่อทำชีวิตอย่างนี้ทั้งวันแล้ว มาถึงช่วงเย็นหลังจากเสร็จธุระต่างๆ ดูข่าวดูละครแล้วก็เข้าห้องพระ จุดเทียนธูปบูชาพระรัตนตรัย สวดมนต์บูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ด้วยบทพุทธมงคลคาถา บางทีก็สวดธรรมจักร นึกถึงภาพพระธรรมจักรแล้วก็กราบ
และทุกวันก็จะต้องนั่งพูดเลยว่า อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ กำลังร้อยรูปนามของเราคนเดียว แล้วก็เหวี่ยงเราให้เป็นผู้หมุนโคจรอยู่คนเดียว เพราะอวิชชานี่เอง ที่เรายังต้องมานั่งอยู่ทุกวันนี้ เพราะว่าอวิชชานี่เองที่ทำให้ปฏิจจสมุปบาทของเราไปในภพชาติขอสักชาติหนึ่งเถอะ ที่เป็นผู้ทำลายวงจรอุบาทว์แห่งปฏิจจะนี้ ทุกวันก็จะนึกปฏิจจสมุปบาทอย่างนี้
ในระหว่างสวดมนต์หรือนึกอย่างนี้ จิตใจของเราสงบร่มเย็น ต่อจากนี้ก็จะมองพระพุทธรูป และจะพูดว่า ข้าแต่สมเด็จพระบรมศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้ท่านปรินิพพานไปนานแล้ว แต่พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณของพระองค์ยังมีอยู่ วันนี้ข้าพเจ้าผู้ที่นั่งอยู่ตรงนี้ ตั้งแต่เช้ามากุศลที่ข้าพเจ้านึกได้ก็คือ ให้ทานเป็นอาจิณ ให้อาหารแมวด้วยความตั้งใจ วันนี้ได้ตอบธรรมะคนไปมากมาย ขณะตอบมีจิตใจยินดีด้วยและปรารถนาดีกับเขาด้วย วันนี้ข้าพเจ้าได้ทำทานไป ๕๐ บาท วันนี้ข้าพเจ้าได้พาลูกศิษย์ไปเลี้ยงข้าว ...ฯลฯ
หรือกุศลอะไรอื่นอีกก็แล้วแต่ ก็เล่าให้พระพุทธเจ้าฟัง ให้พระพุทธรูปฟัง เพราะมั่นใจตัวเองว่า สิ่งที่เล่าต่อหน้าพระพุทธเจ้านั้นเป็นเรื่องจริงทั้งสิ้นที่เกิดขึ้นกับชีวิตของตัวเอง ด้วยกุศลที่ข้าพเจ้าทำในวันนี้ ดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าว ข้าพเจ้าขอน้อมวางบนพานแห่งกุศล ก้มกราบถวายพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยความเคารพนบนอบอภิวันทามิ พูดจบแล้วก็กราบ
ก็จะเห็นว่าในขณะที่อธิษฐานคือเล่าเรื่องการทำกุศลต่างๆนี้ เป็นอปรเจตนาทั้งสิ้น และเป็นอปรเจตนาที่ปราศจากโลภะ เพราะเป็นการเล่าถึงกุศลด้วยความนอบน้อม เมื่อทำดีแล้วอยากจะได้ดีอีกก็ต้องเอาดีเข้ามาเติมให้ดี ทำดีให้ได้ดี ไม่ใช่เอาชั่วให้ได้ดี เพราะชั่วอย่างไรก็ได้ดี
โดย น้องกิ๊ฟ [25 ส.ค. 2554 , 09:39:36 น.] ( IP = 125.27.162.100 : : )
สลักธรรม 6
ฉะนั้น วิธีการที่จะสมบูรณ์คือหมั่นระลึก และระลึกอย่างไร? เรารู้ตัวเองว่าเราเป็นนักเสริม นักตัด นักแต่ง คือพวกเรามีศิลปะในการโกงทุกคน วิทยายุทธ์แห่งการโกงของพวกเราเก่ง เพราะเราเกิดมาหลายชาติ ทำอันนั้นมาแล้วเราก็บอกว่า ข้าพเจ้าตั้งใจจะทำกุศลนี้ แต่ต่อหน้าพระพุทธเจ้านั้นเราจะประณีต หลวงพ่อเสือเคยบอกว่า เชื่อใครสักคน เชื่อคำสักคำ ก็พอแล้ว ในโลกนี้ตัวเองเป็นผู้ที่รักเคารพพระพุทธเจ้าที่สุด และถ้าเป็นมนุษย์ก็รักในหลวงที่สุด
สิ่งที่อธิบายมานี้จึงเป็นการตอบคำถามของคุณป้าว่าทำกุศลอปรเจตนาอย่างไรถึงจะดีและสมบูรณ์ ก็คือไม่ประกอบไปด้วยความปรารถนา ซึ่งมันเกิดขึ้นได้ยาก จึงได้หาวิธีมาให้ว่า วันหนึ่งหลังจากการสวดมนต์ เราอยู่ที่บ้านเราช่วยเหลือกิจการงานที่ชอบหรือทำอะไร โดยต้องรู้ว่าเป็นกุศล ก็นำมาบอกล่าวกับพระองค์ท่าน แต่ถ้า ข้าแต่พระพุทธเจ้า วันนี้ข้าพเจ้ากวาดบ้าน ไม่ต้องไปบอกท่าน หรือ ข้าพเจ้าซักผ้า ก็ไม่ต้องไปบอกท่าน บอกในเรื่องที่เป็นกุศลจริงๆ
ฉะนั้น ทำอย่างไรในเมื่ออยู่บ้านแล้วไม่มีกุศล ก็เริ่มต้นทำสมาธิ สัก ๑๐ นาที จะได้ทูลท่านได้ ไม่ใช่ไม่มีอะไรดีเลยก็ไม่มีอะไรจะทูลท่าน เมื่อเราอยากจะกราบทูลของดี ก็ต้องหาของดีทำ ปฏิบัติวิปัสสนาสักนิดหรือทำกุศลอะไรก็แล้วแต่ เพื่อให้เรามีทุนเหมือนมีสตางค์นั่นเอง พอมีสมบัติแล้วก็ไปทูลสมเด็จพ่อ แล้วเรานี่แหละจะเป็นผู้ได้หลายร้อยเล่มเกวียน ไม่ใช่มายาหลายร้อยเล่มเกวียน
การสร้างอปรเจตนานี้ก็บอกวีธีแล้วไม่ยาก ฉะนั้น เมื่อไม่ยากแล้ว ก็ขอให้ทำและก็นึกถึงกุศลจริงๆเราต้องรู้ว่ากุศลคืออะไร รักคืออะไร พอใจคืออะไร การช่วยเหลือกิจการงานที่ชอบ บุญในบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ เราทำหรือยัง เราเห็นใครทุกข์แล้วเราปลอบใจเขา ให้ความเห็นถูกเขาก็เป็นกุศล ฉะนั้น บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ นี้ จึงเป็นสิ่งที่น่ารู้ที่สุด และรีบทำที่สุด นี่คือคำตอบเรื่องอปรเจตนา ก็ใช้วิธีการนี้ไป ก็จะมีโอกาสภายหลังอุดหนุนให้ชีวิตบั้นปลายดี แต่เป็นเพียงการอุดหนุนเท่านั้นนะ
เรากลับมาดูตัวเราเองได้เลยว่าวันนี้เรามีอะไรบ้าง เรามีชีวิตอย่างไร ก็กลับตัวกลับใจเสีย ไม่จำเป็นต้องมีราคาค่างวด ทำไปเลยในบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ถ้าเผื่อไม่ทำก็ไม่มีทุน พอไม่มีทาน ก็ไม่มีทุนเพราะว่าทุนของอปรเจตนาวันนี้มาจากการกระทำ และก็ทำอะไร ทำกุศล ไม่งั้นไม่มีทุน จะผัดวันประกันพรุ่งไม่ได้ คือรอให้มีพร้อมก่อน แล้วจะพร้อมเมื่อไหร่ ในเมื่อวันนี้ ไม่มีเงินในกระเป๋าในชาติหน้าก็ไม่มีเหมือนเดิม แล้วมันจะเกิดได้อย่างไรกับมุญจนเจตนาและอปรเจตนา
ฉะนั้น คิดให้ดี คนเรายากนะที่จะให้ใครได้เหมือนให้ตัวเอง ยกเว้นพระเวชสันดรที่ให้มากกว่าตัวเอง บารมีจึงมีถึง ๓ ระดับ ทานบารมีขั้นธรรมดาซึ่งเราๆ ทำได้ อุปบารมีก็ทำยากขึ้นมาอีก ยิ่งปรมัตถบารมียิ่งทำยากยิ่ง แต่เมื่อศึกษาพระอภิธรรมแล้ว ถึงตรงนี้ปรมัตถบารมีทำไม่ยาก อยู่ที่เราจะทำหรือเปล่านี่
โดย น้องกิ๊ฟ [25 ส.ค. 2554 , 09:39:52 น.] ( IP = 125.27.162.100 : : )
สลักธรรม 7
เรื่องของวิบากเหล่านี้เป็นเรื่องที่สุขุมคัมภีรภาพ ต้องกระจ่างแจ้งและเข้าใจ และจะไปประเมินเขาไม่ได้เลยว่า อดีตชาติไม่มีบุญมาเลย แต่จริงๆ มันก็ใช่ เพราะเวลาที่เราทำจะไม่ค่อยได้นึกถึงกุศลที่เราทำไปแล้ว ฉะนั้น ก็กลับไปนึกเสีย เพราะว่าอปรเจตนาให้ผลเราแน่นอน และถ้าเราสร้างอปรเจตนาอย่างที่กล่าวมานี้ก็จะมีผลที่ดีแน่นอน
หวังว่าการที่ได้ให้ตัวอย่างไปในวันนี้ จะเป็นหนทางที่ทำให้ขวนขวายกิจการงานที่ชอบให้กับตนเอง แล้วก็อย่ารายงานแบบขยุ้มนะเช่น ด้วยกุศลที่ข้าพเจ้าได้กระทำมา ทานที่นึกได้และนึกไม่ได้ ศีลที่เคยรักษาที่นึกได้และนึกไม่ได้ ภาวนาที่เคยทำมาทั้งที่ระลึกรู้ได้และระลึกรู้ไม่ได้ บุญท่านก็ให้ได้และไม่ให้ได้ ส่งได้และไม่ส่งได้ ฉะนั้น ทำเป็นวันๆ ไป
ถ้าไม่มีเงินก็ทำสมาธิแล้วก็ทูลถวายท่าน ถ้าแข้งขาไม่อำนวยให้ทำสมาธิก็ปฏิบัติวิปัสสนา หรือทำสมาธิวิปัสสนาไม่เป็น ก็คิดดี มีขันติ มีความอดกลั้นกระทบอะไรอย่าพุ่งขึ้นไปทันที เราก็สามารถไปทูลได้ว่า ข้าแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าวันนี้ข้าพเจ้าสามารถชนะใจตนเองได้ การชนะใจตนเองเรียกว่าขันติ เป็นบารมีอย่างหนึ่ง ข้าแต่สมเด็จพ่อที่ข้าพเจ้าบูชาที่สุด ธรรมที่พระพุทธองค์ทรงให้ทำ วันนี้ข้าพเจ้าทำได้ ขอกราบนำขันติบารมีที่ข้าพเจ้าทำได้ทูลถวายเป็นพุทธบูชา กูสลเยอะแยะไปที่เราจะสามารถทำได้ แต่เพราะเราไม่รู้ เราจึงไม่ได้ทำ
เมื่อรู้แล้วก็ต้องรีบทำเพราะไม่มีใครช่วยเราได้ถ้าเราไม่ช่วยตัวเอง และไม่มีใครทำให้เราตกต่ำได้ ถ้าเราไม่ยินยอม ที่เราตกต่ำเพราะว่าเรายินยอมทั้งสิ้นนี่ก็คือเรื่องที่ถามมา อปราปรเจตนาคือการระลึกถึงกุศลที่เราทำไปแล้วเราก็นึกอยู่เรื่อยๆ ซึ่งป็นกุศล แต่ก็ต้องทำของใหม่ขึ้นมาด้วยเปรียบเสมือนว่าพ่อแม่มีทุนมาให้เรา แต่เราต้องทำงานใหม่ด้วย
วันนี้เราได้อะไรมาบ้าง เราก็ทำและเราก็นึกวันนี้ คือเรามีของใหม่ถวายสมเด็จพ่อทุกวัน นี่ก็คือการสร้างอปรเจตนานั่นเอง ให้เวลากับตัวเองบ้างเถอะ เราอยู่มาเพื่อใครมากไปแล้ว อยู่เพื่ออย่างอื่นมากไปแล้ว เพื่อวัตถุ เพื่อกิเลส เพื่อโน่นเพื่อนี่ในที่สุดเราลงโลงคนเดียวจริงๆ เราจะรักใครที่สุดคนนั้นก็ไม่ลงโลงกับเรา คนที่รักเราที่สุดที่เราเห็นเขาเดินคู่กันยันแก่ เขาก็ส่งเราแค่ได้เตาไฟ เมื่อฉากปิดไปคนเดียวจริงๆ แล้วไปตามยถากรรมที่เราทำมา ฉะนั้น อยู่ที่เราหันกลับมารักตนเอง อย่าเป็นผู้รู้ธรรมะ จงเป็นผู้มีธรรมะเถิด
![]()
ขออนุโมทนากับน้องนวล ผู้ถอดเทปโดย น้องกิ๊ฟ [25 ส.ค. 2554 , 09:40:09 น.] ( IP = 125.27.162.100 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |