มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


การให้ผลของกรรมของบุคคลใกล้ตาย







โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร


การให้ผลของกรรมของบุคคลใกล้ตาย

แม้ว่าอารมณ์ทั้งหลายจะเกิดขึ้นเป็นไปอยู่ตลอดเวลาก็ดี แม้กรรมที่ได้ทำมาแล้วจะเป็นบาปหรือเป็นบุญจะต้องกระทบกับจิตแล้วแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลาก็ดี แต่ก็หาใช่ว่าจะเกิดตามชอบใจได้ไม่จะต้องอาศัยเหตุปัจจัย

อารมณ์ที่จะเกิดขึ้นมาได้ง่ายนั้นจะต้องเป็นอารมณ์ที่มีกำลังมาก เช่นมีเรื่องกระทบกระเทือนใจอย่างรุนแรง มีผู้คดโกงตัวเองอย่างย่อยยับ มีคดีอาญาที่ตนตกเป็นผู้ต้องหาอยู่ในโรงศาลที่ไม่น่าไว้วางใจว่าศาลจะพิพากษาให้ตนชนะได้

อารมณ์ที่ก่อความเศร้าหมองดังกล่าวนี้จะเกิดขึ้นอยู่เสมอ จะมากระทบใจให้อดคิด อดพูดมิได้ และเกิดขึ้นบ่อย ๆ จนเป็นผู้ขาดความสุขไป

และอารมณ์ที่เกิดขึ้นมาได้ง่ายจนช่วงชิงอารมณ์ทั้งหลาย หรือป้องกันอารมณ์ทั้งหลายไว้มิให้เกิดขึ้นได้โดยง่ายนี้ ก็เพราะว่าเป็นอารมณ์ที่มีกำลังมากจึงได้โอกาสจึงชนะในการที่จะกระทบใจ

ด้วยเหตุนี้ท่านทั้งหลายก็จะเห็นได้ว่า กรรมที่ได้กระทำลงไปแล้วนั้น มิได้สาบสูญสิ้นไปไหน หากแต่ยังอยู่ และคอยช่วงชิงเอาชนะซึ่งกันและกันคือกระทบใจออกมาเป็นอารมณ์อยู่ตลอดเวลา

โดย ศาลาธรรม [2 ก.ย. 2554 , 10:31:22 น.] ( IP = 125.27.178.211 : : 10.0.10.12 ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



ในผู้ใกล้จะถึงแก่ความตายเหมือนกัน ถ้ายกเว้นกรรมที่เรียกว่า ครุกรรม คือกรรมหนักออกเสียแล้ว กรรมที่เรียกว่าอาจิณกรรม คือกรรมที่ทำอยู่เสมอ ๆ หรือทำอยู่บ่อย ๆ จึงมักจะเกิดขึ้นได้โดยง่าย เช่น ฆ่าสัตว์อยู่เสมอหรือให้ทานอยู่เป็นประจำ

ลำดับแห่งการให้ผลของกรรมนั้นมี ๔ อย่าง คือ

๑. ครุกรรม ได้แก่ กรรมหนัก

๒. อาสันกรรม ได้แก่ กรรมที่ทำเมื่อใกล้ตาย

๓.อาจิณกรรม ได้แก่ กรรมที่ทำอยู่เสมอเนืองนิจ

๔. กฏัตตากรรม ได้แก่ กรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ

โดย ศาลาธรรม [2 ก.ย. 2554 , 10:31:47 น.] ( IP = 125.27.178.211 : : 10.0.10.12 )


  สลักธรรม 2


๑.ครุกรรม

ครุกรรม คือกรรมที่มีน้ำหนักมาก หรือเป็นกรรมที่มีกำลังมาก ถ้าผู้ใดทำกรรมชนิดนี้แล้วจะเป็นฝ่ายกุศลหรืออกุศลก็ตาม ย่อมจะส่งผลให้ก่อนกรรมอื่น ๆ ทั้งหมดไม่มีกรรมอะไรมาขวางหน้าได้ และจะต้องให้ผลเมื่อตอนใกล้จะตายก่อให้เกิดผล คือการปฏิสนธิในชาติที่ ๒ อย่างแน่นอน

อกุศลครุกรรม ไก้แก่ นิยตมิจฉาทิฏฐิกรรม คือมีความเห็นผิดอย่างรุนแรง มีอยู่ ๓ คือ

นัตถิกทิฏฐิ มีความเห็นว่า จะทำบาปทำบุญประการใดก็ตาม ผลที่จะได้รับย่อมไม่มี เป็นคนไม่เชื่อผล

อเหตุกทิฏฐิ เห็นว่า สัตว์ทั้งหลายที่กำลังเป็นไปอยู่นั้นไม่ได้อาศัยอะไรที่เนื่องมาแต่เหตุแต่ประการใดเลย เป็นคนไม่เชื่อเหตุ

และอกิริยทิฏฐิ เห็นว่า การกระทำต่าง ๆ ของสัตว์ทั้งหลายนั้น สักแต่ว่ากระทำไปไม่เป็นบุญ ไม่เป็นบาปอย่างใดเลย ไม่เชื่อทั้งเหตุและผล ไม่เชื่อผลของกรรมที่ทำมาแล้วว่าจะนำให้มาเกิดเป็นสัตว์ชนิดต่าง ๆ และได้รับผลเป็นทุกข์เป็นสุขอยู่เสมอ ไม่เชื่อเหตุที่ได้กระทำลงไปว่าจะนำให้เกิดได้ในชาติหน้าแล้วทำให้ผลเป็นทุกข์เป็นสุขได้ และเห็นว่าสัตว์ทั้งหลายสักแต่ว่ากระทำลงไป หาได้ก่อให้เกิดเหตุผลประการใดไม่

นอกจากนี้ก็ยังมีปัญจานันตริยกรรม ๕ คือ ฆ่าบิดา ฆ่ามารดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำให้พระพุทธเจ้าห้อพระโลหิต และทำสังฆเภทกรรมคือทำให้สงฆ์แตกแยกกัน

ส่วนครุกรรมทางฝ่ายกุศลนั้น ได้แก่ มหัคคตกุศลกรรม ๙ คือทำสมาธิจนได้ถึงฌานขั้นต่าง ๆ เมื่อได้ฌานที่สูงขึ้นไป ฌานที่ต่ำกว่าก็หมดโอกาสที่จะให้ผลได้ เช่นผู้ได้ทุติยฌานอันเป็นฌานที่ ๒ ก็จะต้องได้อารมณ์ของฌานที่ ๒ เมื่อเวลาใกล้ตาย ฌานที่ ๑ ปฐมฌานให้ผลไม่ได้ เป็นต้น

สำหรับโลกุตรกุศลกรรม ๔ นั้น ก็จัดว่าเป็นครุกรรมเหมือนกัน แต่ไม่มีหน้าที่นำเกิดได้ มีหน้าที่ทำลายการเกิดเท่านั้น แต่อย่างไรก็ดี โลกุตรกุศลกรรม เช่นพระโสดาบันบุคคล ก็ย่อมจะไม่ได้อารมณ์ที่ไม่ดีเมื่อตอนใกล้ตาย เพราะผู้ที่ได้มรรคผลทำลายความเห็นผิดของตนได้เด็ดขาดแล้วก็ย่อมจะไม่เกิดในทุคติภูมิ

โดย ศาลาธรรม [2 ก.ย. 2554 , 10:32:03 น.] ( IP = 125.27.178.211 : : 10.0.10.12 )


  สลักธรรม 3


๒.อาสันกรรม

อาสันกรรม คือ กรรมที่เกิดขึ้นเมื่อเวลาใกล้ตาย หรือติดชิดกับความตาย เช่น มีเหตุให้ระลึกถึงสิ่งที่ดีที่ชั่ว บุญหรือบาปขึ้นมาเมื่อก่อนตาย

กรรมที่เกิดขึ้นมานี้ ถ้าเป็นอกุศลอาสันกรรม ก็มีอำนาจส่งไปให้ปฏิสนธิในทุคติภูมิ เมื่อบุคคลใกล้จะถึงแก่ความตาย ก็มีเหตุจูงใจให้ได้โอกาสคิดนึก หรือได้ประสบกับอารมณ์ที่ดีหรือไม่ดี หรือมีผู้จูงใจมาให้อารมณ์ มาพูดคุยให้คิดถึงเรื่องอันเป็นกุศล

ถ้าบุคคลใดไม่ได้ทำครุกรรมไว้แล้ว อาสันกรรม คือกรรมใกล้ตายนี้ก็จะเป็นผู้ให้ผล

โดย ศาลาธรรม [2 ก.ย. 2554 , 10:32:19 น.] ( IP = 125.27.178.211 : : 10.0.10.12 )


  สลักธรรม 4


๓.อาจิณกรรม

อาจิณกรรม เป็นกรรมที่ทำอยู่เสมอ จะเป็นบุญหรือบาปก็ตาม เช่นการประกอบอาชีพที่ทำจนชำนาญเพราะได้ทำซ้ำ ๆ กันมาในเวลาที่ยาวนาน

ถ้าบุคคลใดไม่ได้ทำครุกรรมไว้แล้ว (อีก)ทั้งอาสันกรรมก็มิได้มาให้ผลแล้ว แต่(ถ้า)บุคคลนั้นได้ทำกรรมชนิดไหนลงไปจนเกิดความชำนาญแท้จริง อารมณ์ของผู้ใกล้ตายนั้นก็มีโอกาสที่จะเกิดอาจิณกรรมอยู่เสมอ เพราะสิ่งใดที่ทำมาจนชำนาญแล้ว ก็ย่อมจะเกิดขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย

ด้วยเหตุนี้คนที่ใกล้ตายส่วนมากจึงมักจะหนีอาจิณกรรมไปไม่พ้น

โดย ศาลาธรรม [2 ก.ย. 2554 , 10:32:35 น.] ( IP = 125.27.178.211 : : 10.0.10.12 )


  สลักธรรม 5


๔.กฏัตตากรรม

กฏัตตากรรม ได้แก่ กรรมเล็กน้อย เป็นการกระทำที่โดยมากไม่ครบองค์กรรมบถหรือไม่ครบองค์ของเจตนา และบางทีก็เป็นกรรมที่เกิดขึ้นมาแล้วในภพก่อน ๆ

สัตว์ทั้งหลายย่อมหนีจากกรรมเล็กน้อยเหล่านี้ไปไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นบุญหรือบาปอย่างไรก็ตาม เมื่อใกล้จะถึงแก่ความตาย กรรมเล็กน้อยเหล่านี้ก็มีโอกาสปรากฏขึ้นเป็นอารมณ์ และมีโอกาสชักนำกรรมที่มีกำลังมากทั้งหลายให้เกิดขึ้นมาได้โดยง่าย

โดย ศาลาธรรม [2 ก.ย. 2554 , 10:32:49 น.] ( IP = 125.27.178.211 : : 10.0.10.12 )


  สลักธรรม 6


ตามที่ผม (อาจารย์ บุญมี เมธางกรู) ได้บรรยายมาแล้ว ท่านก็จะเห็นได้ว่า กรรมทั้งหลายก็มีกำลังหนักหรือเบา ลดหลั่นกันเป็นชั้น ๆ คอยจ้องสนองตอบต่อผู้กระทำอยู่ตลอดเวลา อาศัยเหตุอาศัยปัจจัยก่อให้เกิดผลขึ้นมา

ถ้าเหตุปัจจัยยังไม่พร้อมก็สงบอยู่ ผู้ที่มิได้ศึกษาเล่าเรียน ผู้ที่มิได้คิดพิจารณาให้ลึกซึ้งจึงมองไม่เห็น แล้วก็กระทำอะไรต่าง ๆ ลงไปตามแต่ความปรารถนาของจิตใจที่หนุนอยู่ภายในโดยมิได้ไตร่ตรองเสียให้รอบคอบ ซึ่งโดยมากก็จะเป็นไปในทางที่จะก่อให้เกิดผลเสียหาย บังเกิดทุกข์โทษภัยทั้งในชาตินี้และชาติข้างหน้าเป็นอันมาก

แต่แม้จะได้รับผลไม่ดีสักเท่าใด ผู้ที่ได้รับผลอันเป็นทุกข์โทษภัยเหล่านั้นก็หาได้ทราบไม่ว่า ผลต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นมาจากกรรมที่ตนได้กระทำไว้ จึงได้เศร้าเสียใจอย่างแสนสาหัส แล้วก็พร่ำพูดโทษคนอื่นหรือสิ่งอื่นว่ามาทำให้ตนเดือดร้อน บางทีก็พูดว่าไม่เคยทำบาปกรรมหนักอะไรมาเลย

การที่บุคคลทั้งหลายไม่ทราบได้โดยง่ายถึงผลแห่งกรรมที่ตนได้รับนั้น ก็เพราะอำนาจของกรรมมีกำลังมีความสามารถต่าง ๆ กัน ต่างก็ช่วงชิงโอกาสที่จะให้ได้ผลก่อน ด้วยเหตุนี้เมื่อได้เห็นผู้ที่ได้กระทำชั่วลงไปแล้ว กลับมีความสุขความสบาย และผู้ที่ได้กระทำความดีมากมาย แต่กลับได้รับผลร้ายอยู่เสมอ จึงคิดว่าผลของกรรมนั้นไม่มี กรรมทั้งหลายให้ผลไม่ได้เลย แล้วบางคนกลับพูดว่า กรรมไม่มีเพราะมองไม่เห็นตัว

เหมือนการปลูกต้นไม้ เมื่อปลูกลงไปแล้วก็จำเป็นจะต้องรอคอยวันเวลาที่มันจะให้ผลขึ้นมา ปลูกวันนี้แล้วจะเอาผลในวันพรุ่งนี้ได้กระไรได้ บางทีก็ต้องรอคอยถึง ๑ ปี ๕ ปี แต่บางชนิดจะต้องคอยถึง ๑๐ ปีหรือมากกว่าก็ได้ อำนาจของกรรมก็เช่นเดียวกัน บางทีก็จะให้ผลในชาตินี้ บางทีก็จะให้ผลในชาติหน้า และบางทีก็จะให้ผลในชาติต่อ ๆ ไปเลยชาติหน้าไปอีกหลายชาติก็ได้

เหตุผลนี้ก็ได้แก่กำลังอำนาจของกรรมว่ามากน้อยเพียงใด และกรรมทั้งหลายที่ผู้กระทำได้ก่อเอาไว้มากมายหลายชาตินั้น ต่างก็ช่วงชิงที่จะให้ผลซึ่งกันและกัน บางทีกรรมของชาติใน ๆ เข้าไปหลายชาติได้โอกาสที่จะแสดงผลของมันขึ้นมาในชาตินี้ก็มี

โดย ศาลาธรรม [2 ก.ย. 2554 , 10:33:07 น.] ( IP = 125.27.178.211 : : 10.0.10.12 )


  สลักธรรม 7


พระภิกษุองค์หนึ่งประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ประกอบกิจที่เป็นการบุญการกุศล ทั้งบวชมาตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็กติดต่อกันมา แต่เมื่อถึงวัยชรา มีธุระต้องเดินทางไปต่างจังหวัดโดยรถยนต์ได้เกิดอุบัติเหตุรถยนต์พลิกลงข้างถนน ได้รับบาดเจ็บสาหัสแล้วก็กลายเป็นอัมพาตไปจนตลอดชีวิต

ใคร ๆ ก็พากันพูดว่า ท่านไม่ได้ทำบาปทำกรรมอะไรมาตั้งแต่ยังเล็ก ๆ แล้วเหตุไฉนท่านจึงได้รับผลร้ายในบั้นปลายของชีวิตถึงเช่นนี้ กรรมที่ทำดีมาตลอดเวลาอันยาวนานนั้นหายไปไหนเสีย ไม่ช่วยท่านบ้างหรืออย่างไรหรือว่ากรรมไม่มีจึงให้ผลไม่ได้

ใครจะทราบว่า เมื่อ ๒ ชาติที่แล้วมาอายุยังรุ่นคะนองหนุ่มฉกรรจ์นั้น ท่านชอบออกป่าล่าสัตว์กับเพื่อนฝูงหลายครั้ง สัตว์บางตัวได้รับบาดเจ็บสาหัสล้มตายลงไป บางตัวหนีได้ซ่อนตัวอยู่ในสุมทุมพุ่มไม้อดข้าวอดน้ำจนตาย

คนที่ไม่ได้ศึกษาสภาวธรรมให้มีความเข้าใจ ต่างก็คิดและถกเถียงกันไปในแง่มุมต่าง ๆ แต่ก็ไม่อาจจะตัดสินได้ถูกต้อง แม้บางท่านที่ว่าเป็นกรรมเก่าในชาติก่อน ก็พูดไปกระนั้นเอง หาได้มีหลักฐานหรือข้อเท็จจริงที่จะมาสนับสนุนประกอบคำกล่าวของตนแต่ประการใดไม่ แม้ผู้พูดเองก็ลังเลใจแต่ได้พูดไปตามความคิดนึก เพราะไม่ทราบว่าจะออกทางไหน ยิ่งไปกว่านั้นบางท่านที่ไม่มีความเข้าใจอะไรเลย ก็จะซัดไปยังคนขับรถว่ามีความประมาทซึ่งเป็นกรรมปัจจุบันเท่านั้นเอง

กำหนดเวลาในการให้ผลของกรรมนั้น ย่อมจะมีอยู่ตามอำนาจของกรรม ตามอำนาจของเจตนารมณ์ที่เกิดขึ้นมา ในขณะที่เสพอารมณ์ที่เป็นชวนะในวิถีจิตต่าง ๆ เพราะชวนะที่เสพอารมณ์ดังกล่าวนั้นย่อมจะมีความหนักเบาไม่เหมือนกัน

ดังนั้นกรรมที่มีกำลังน้อยจึงให้ผลได้แต่ในชาตินี้ ให้ผลไปในชาติข้างหน้าไม่ถึง เพราะกำลังไม่พอ กรรมบางประเภทให้ผลในชาติหน้าเท่านั้น และกรรมบางประเภทมีกำลังมากที่สุด จึงสามารถให้ผลได้ตั้งแต่ในชาติที่ ๓ เป็นต้นไป (นับชาตินี้เป็นชาติที่ ๑) และกรรมบางประเภทยกเลิกการไม่ส่งผลเลยก็มี



โดย ศาลาธรรม [2 ก.ย. 2554 , 10:33:27 น.] ( IP = 125.27.178.211 : : 10.0.10.12 )


  สลักธรรม 8

ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 ก.ย. 2554 , 13:10:27 น.] ( IP = 124.121.174.42 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org